เกิดมาทำไม
 เนื้อความ :

มนุษย์เกิดมาทำไม เพื่ออะไร ใครบอกได้บ้าง

 จากคุณ : คนอยากรู้ [ 22 ส.ค. 2542 / 00:26:18 น. ]
     [ IP Address : 203.146.89.65 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (huaping )

เป็น คำถามยอดนิยม ของมนุษย์ ที่ต้องการคำตอบ ตั้งแต่อดีต จวบจน ปัจจุบัน
ขอยกคำกลอนเก่านามมาแล้วเหมือนกันของท่านพุทธทาสภิกขุ  เนื้อหาได้ให้ทัศนะต่อ
คำถามไว้แล้ว  ดังนี้.-
"เป็นมนุษย์  หรือ เป็นคน ?"

เป็นมนุษย์         เป็นได้       เพราะใจสูง
เหมือนหนึ่งยูง     มีดี          ที่แววขน
ถ้าใจต่ำ            เป็นได้       แต่เพียงคน
ย่อมเสียที          ที่ตน        ได้เกิดมา
ใจสะอาด           ใจสว่าง      ใจสงบ
ถ้ามีครบ           ควรเรียก     มนุสสา
เพราะทำถูก        พูดถูก         ทุกเวลา
เปรมปรีดา         คืนวัน        ศุขสันต์จริง
ใจสกปรก          มืดมัว       และร้อนเร่า
ใครมีเข้า           ควรเรียก     ว่าผีสิง
เพราะพูดผิด        ทำผิด         จิตประวิง
แต่ในสิ่ง            นำตัว         กลั้วอบาย
คิดดูเถิด,            ถ้าใคร        ไม่อยากตก
จงรีบยก            ใจตน          รียขวนขวาย
ให้ใจสูง             เสียได้         ก่อนตัวตาย
สมหมาย            ที่เกิดมา;      อย่าเชือน เอยฯ
             *****************

 จากคุณ : huaping [ 22 ส.ค. 2542 / 04:15:09 น. ]
     [ IP Address : 203.155.135.39 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (huaping )

ขออนุญาต แก้ไขข้อความ บรรทัดสุดท้าย เป็น

"ก็สมหมาย  ที่เกิดมา; อย่าเชือน เอยฯ "

ขออภัยในความบกพร่อง ด้วยครับ

 จากคุณ : huaping [ 22 ส.ค. 2542 / 04:19:50 น. ]
     [ IP Address : 203.155.135.39 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (ประพันธ์ เศวตนันทน์)

มนุษย์เกิดมาทำไม เป็นคำถามยอดนิยมจริง ๆ ครับ  หลายราย็บอกว่าเกิดมาใช้กรรมเก่าบ้าง แต่ส่วนใหญ่ไม่รู้เหตุผลว่าตัวเองเกิดมาทำไม  แต่ที่แน่ๆ ไม่ได้เกิดมาใช้กรรมเก่าแน่ครับ เพราะเราไม่มีวันจะใช้กรรมเก่าได้หมด และกรรมเก่าที่ว่านั้นเป็นกรรมดีเสียตั้งแยะเช่น การทำทาน ทำให้คุณได้มีกินมีใช้ เป็นต้น จริงๆ แล้วควรสงสัยว่าสัตว์โลกทั้งหลายเกิดมาทำไม คำตอบคือ เกิดมาด้วยกรรมเก่า เพื่อมาสร้างกรรมใหม่  สัตว์โลกเกิดมาด้วยกิเลส ไม่มีกิเลสก็ไม่ต้องมาเกิดอีก คือเป็นพระอรหันต์นั่นเอง  สัตว์โลกไม่มีทางเลือกที่จะไม่เกิดมาอีกให้มาอยู่ในสังสารวัฏ  ถ้าคุณยังอยากดูทีวี คุณต้องมาเกิดใหม่อีกแน่นอน เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาถามหรอกว่าเกิดมาทำไม ในเมื่อคุณต้องมาเกิดอีกแน่นอน และไม่จำเป็นต้องเกิดเป็นมนุษย์เสมอไป อาจเกิดเป็นสัตว์ชนิดใดๆ ได้ทั้งสิ้น เรื่องนี้เป็นเรื่องต้องพูดกันยาวครับ คงต้องพอแค่นี้ก่อน สวัสดี

 จากคุณ : ประพันธ์ เศวตนันทน์ [ 22 ส.ค. 2542 / 07:37:20 น. ]
     [ IP Address : 203.145.15.237 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (Papa)

คำถามนี้ตอบได้หลายนัยนัก
อย่างชาวบ้าน  อาจบอกเพื่อ กิน   เที่ยว  เสพทุออย่าง
อย่างคามธี  บอกเพื่อมารับใช้
อย่างพระ   บอกเพื่อบรรลุ
อย่างฮิตเลอร์  เพื่อครองโลก
คำถามนี้   ย่อมมีคำตอบแต่เป็นคำตอบ
ที่ไม่อาจใช้ได้ทุกคน
แต่สำหรับตัวเองก็ควรมีคำตอบสำหรับตัวเอง
คราวนี้ของผมบ้าง
เกิดมา เพื่อหาทาง  ไม่เกิดอีก

 จากคุณ : Papa [ 22 ส.ค. 2542 / 08:07:06 น. ]
     [ IP Address : 203.147.6.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (Papa)

แก้คำผิดครับ   เสพทุออย่าง
   และ  คานธี
ขอเพิ่มเติม.....
เกิดมา  เพื่อหาทาง   ไม่เกิดอีก
แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นทางเลย
หนทางนี้คงเป็นเขาวงกตที่หาทางออกยาก
เมื่อหมดเวลา  ก็ต้องกลับมาเริ่มใหม่เสมอ(เกิดอีก)

 จากคุณ : Papa [ 22 ส.ค. 2542 / 08:14:29 น. ]
     [ IP Address : 203.147.6.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (Papa)

แก้คำผิดครับ   เสพทุกอย่าง
   และ  คานธี
ขอเพิ่มเติม.....
เกิดมา  เพื่อหาทาง   ไม่เกิดอีก
แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นทางเลย
หนทางนี้คงเป็นเขาวงกตที่หาทางออกยาก
เมื่อหมดเวลา  ก็ต้องกลับมาเริ่มใหม่เสมอ(เกิดอีก)

 จากคุณ : Papa [ 22 ส.ค. 2542 / 08:15:09 น. ]
     [ IP Address : 203.147.6.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (rising_sun)

เพราะมีเหตุให้เกิดก็ต้องเกิดครับ

ส่วนเกิดมาแล้วเพื่ออะไร คงต้องยกให้เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลไป อย่างที่อาจารย์ประพันธ์และคุณPapaบอกครับ คำถามว่าเกิดมาเพื่ออะไรนั้น มีคำตอบเยอะแยะสุดแต่นิยามของแต่ละคนครับ เป็นคำตอบที่ไม่มีใครถูกผิดเสียด้วย แล้วแต่ว่าใครจะมีมุมมองของชีวิตแบบไหน

คนที่จะบอกได้ดีที่สุดว่าตัวเราเกิดมาเพื่ออะไรก็คงต้องเป็นตัวของเราเองน่ะครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 22 ส.ค. 2542 / 09:14:26 น. ]
     [ IP Address : 203.134.34.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (tana2658587@icqmail.com)

วงจรชีวิต เมื่อตายแล้ว ย่อมมีเกิด
เมื่อมเกิด ก็ย่อมมีดับ
นี่คือสิ่งที่ผู้ปฎิบัติต้องการแสวงหา เพื่อให้หลุดพันจากวงจรนี้

 จากคุณ : tana2658587@icqmail.com [ 22 ส.ค. 2542 / 10:20:07 น. ]
     [ IP Address : 208.147.1.235 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (Lee)

   ผมนั่งคิดถึงคำถามนี้ ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเล็ก เด็กอยู่ เอาว่าประมาณ ประถมต้นเลย

   นี่คือที่มาของการศึกษาศาสนา ธรรมต่างๆ 
   ยิ่งเห็นทุกข์ เจอทุกข์ เมื่อครั้นยังเยาว์ นี่ยิ่งกลัวเลย กับการเกิดอีก
   ไม่รู้ทำไมต้องมาเกิด  ทำไมต้องทุกข์

  ท้ายสุดเมื่อเรียนมากเข้า เข้าใจอะไรๆมากเข้าก็รู้ว่า เราต้องเกิดเพราะ เราอยากที่จะเกิดเอง  เราทุกข์ เพราะว่าเรายึดมั่นถือมั่นในตน ในตัว นี่ละ  ไม่ใช่อะไรเลยที่ทำให้เรามาเกิด 

  แต่เหตุที่ว่าเราต้องมาเกิดที่ไหน ฐานะอย่างไร รูปร่างหน้าตาอย่างไร สิ่งนี้ล้วนเป็นปัจจัยส่งมาแต่ในอดีต

   การมาเจอทุกข์ ก็มีประโยชน์  ทำให้ระลึกรู้ และ ตั้งใจเลิกเพลิดเพลินกับวัฏฏสงสารนี้ได้

 จากคุณ : Lee [ 22 ส.ค. 2542 / 11:31:04 น. ]
     [ IP Address : 168.120.254.30 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (kaan)

Born to learn how to be free from everythings and
being helpful for others without being anything.

 จากคุณ : kaan [ 22 ส.ค. 2542 / 19:06:06 น. ]
     [ IP Address : 202.183.252.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (มะเหมี่ยว)

ตอนที่จะเกิดนี่ก็ไม่ได้คิดหรอกค่ะ  หรือคิด แต่ตอนนี้จำไม่ได้แล้วก็ไม่ทราบ   เกิดมาแล้วสิ ถึงได้ตั้งหน้าตั้งตาสงสัยว่า (เขาให้เรา) มาเกิดทำไมหนอ   เพื่อสุขบ้าง ทุกข์บ้าง อย่างนั้นหรือ

ถึงตอนนี้ อยากเลือกเอง ขอเป็นไม่ต้องสุข ไม่ต้องทุกข์ อีกแล้วเลยดีกว่า  แปลว่า ต้องหาทางที่จะไม่ต้องกลับมาเกิดอีกแล้วสินะ  ไปด้วยกันมั้ยเล่า  ทางเส้นนี้เริ่มอบอุ่นแล้วค่ะ มีเพื่อนหนาตามากขึ้นเรื่อย ๆ

 จากคุณ : มะเหมี่ยว [ 22 ส.ค. 2542 / 21:44:27 น. ]
     [ IP Address : 202.183.252.39 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (tsps3872@ksc.th.com)

ในอภิธรรม  ไม่มีมนุษย์เกิดครับ  มีแต่ ขันธ์ 5 (ปรมัตถธรรม 3 คือ   รูป จิต เจตสิก )  มนุษย์ เป็น สมมุติ ไม่มีสภาพจริงของมนุษย์  ต้องฟังอภิธรรมจึงจะเข้าใจ

 จากคุณ : tsps3872@ksc.th.com [ 22 ส.ค. 2542 / 23:01:03 น. ]
     [ IP Address : 203.155.133.243 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (สันตินันท์)

ถ้าเจริญสติสัมปชัญญะ จนเข้าถึงสภาวะที่สามารถรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงแล้ว
จะพบว่า ไม่มีคนที่ไหนเลยครับ มีแต่ธรรมชาติบางสิ่งที่เกิดดับต่อเนื่องกันเท่านั้น
ปัญหาที่ว่าคนเกิดมาทำไมก็จะหมดไปเองโดยอัตโนมัติครับ
เพราะจิตจะไม่น้อมไปคิด เนื่องจากมันเห็นทุกข์ที่จะทำเช่นนั้น
ต้องปฏิบัติเอาครับ จึงจะรู้เข้าถึงใจได้จริงๆ

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 23 ส.ค. 2542 / 10:50:50 น. ]
     [ IP Address : 203.154.120.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (เกิดแต่ตม)

เกิดมาสนองความต้องการที่อยากเกิดไงครับ

 จากคุณ : เกิดแต่ตม [ 23 ส.ค. 2542 / 11:35:51 น. ]
     [ IP Address : 144.92.44.76 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (เต่าตาบอด)

     เกิดมาสร้างกรรมดีไงครับ  อดีตกรรมรู้ไปแก้ไขไม่ได้  อนาคตกรรมเป็นกรรมที่ยังไม่รู้  ยังไม่เห็น  พึงอยู่กับปัจจุบันกรรม  วางสติอยู่กับอารมณ์กรรมในปัจจุบัน  ให้เห็นการเกิด ดับ เกิด ดับ  เพื่อเป็นประโยชน์โลก  เป็นประโยชน์ตน  ปัจจุบันกรรม  หรือปัจจุบันธรรม  ให้เป็นกุศลจิต  ระวังทุกลมเข้าออกของชีวิต  คิดว่าเราเองเป็นผี  เป็นจิตที่มาสิงร่างนี้อยู่  ไม่ควรไปหลงกับสังขาร  ซื้อเสื้อใหม่มาสวยงามใช้อย่างทะนุถนอม  ลงทุนใช้ครีมโน้นครีมนี้มาเพื่อหวังว่าเสื้อผ้านี้จะอยู่กับเราชั่วนิรันดร์  แต่พอวันหนึ่งเสื้อเกี่ยวขาด  โมโหเป็นฟื้นเป็นไฟ  แทบจะฆ่าคนทำด้วยซ้ำไป  ท้ายที่สุดเราก็ต้องสละเสื้อตัวนี้  ไปซื้อเสื้อตัวใหม่ใส่  ดีไม่ดี  สวยไม่สวย  มียี่ห้อหรือแบกะดิน  ขึ้นกับปัจจัยทุนทรัพย์ในดัว ( ขยายนิดกุศลที่สะสมมาในแต่ละภพแต่ละชาติทั้งดีและมั่วหมอง) 
     จิตกำเนิดอยู่  และดำรงอยู่ตามวิบากแห่งกรรม  ที่เปลี่ยนคือเสื้อผ้าที่สวมใส่  คือรูปกายที่แปรเปลี่ยนไปเป็น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน  มนุษย์  เทพ  พรหม  จนถึงอริยบุคคล  พระโสดาบัน สกิทาคา  อนาคามี  และท้ายสุดอรหันต์  เลือกเกิดให้ถูกนะครับ  จะเกิดที่ไหน  อย่างไร  กรรมอยู่ในจิตของทุกคนแล้ว  เลือกตายไม่ได้แต่เลือกเกิดได้ครับ.....
                              /ขอความเจริญในธรรมจงมีแด่ทุกท่านครับ/

 จากคุณ : เต่าตาบอด [ 23 ส.ค. 2542 / 14:34:49 น. ]
     [ IP Address : 203.144.251.66 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (Lostboy)

หากถามว่าแสงแดดส่องมายังโลกทำไม เพื่ออะไร
มันตอบยากจริงๆใช่มั้ยครับ
มันไม่ได้ส่องลงมาเพื่อให้พืชสังเคราะห์แสง ไม่ได้ส่องลงมาเพื่อให้ความอบอุ่นแก่โลก ไม่ได้ส่องลงมาเพื่อจะแผดเผาอะไรก็ตามที่อยู่กลางแดด
นั่นเราคิดเองตามความรู้ความเข้าใจของเรา ที่มีต่อแสงแดดเท่านั้น

ที่จริงมันส่องลงมา เพราะเกิดจากการเผาไหม้ของก๊าซร้อนที่ดวงอาทิตย์ แล้วแสงก็เดินทางมา มันไม่ได้มาเพื่อใคร เพื่อทำอะไร เพื่อให้คุณหรือให้โทษกับใคร มันส่องลงมาตามเหตุปัจจัย ตามธรรมชาติของมันเท่านั้น มันเป็นอย่างนั้นอยู่ของมันจริงๆ
บางทีเลยเป็นการง่ายกว่าที่จะอธิบายการเกิดขึ้นของอะไรก็ตาม ไปตามเหตุปัจจัย แทนที่จะไปอธิบายว่าเกิดขึ้นเพื่อทำอะไร หรือเพื่อใคร

เทียบกับแสงแดด การเกิดของมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน มันเป็นไปตามเหตุปัจจัย
แต่มนุษย์ต่างจากแสงแดดอยู่หน่อย ตรงท่ี....เรามีความทุกข์่

ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะอวิชชา ตัณหา อุปาทาน
และ 3 สิ่งนี้ก็เป็นเหตุปัจจัยให้เราเกิด ให้เราทุกข์อยู่ไม่สิ้นสุด
มันเลยเหมือนเป็นหน้าที่ของมนุษย์ไปโดยปริยายไปเลยว่าเราต้องดับทุกข์ มันเป็นหน้าที่เพราะมันเป็นสิ่งที่ควรทำ และมันไม่มีอะไรที่มีสาระ มีประโยชน์ต่อเรา มากไปกว่าสิ่งนี้อีกแล้ว

แต่ทุกคนอาจจะไม่คิดดับทุกข์เหมือนกันหมดก็ได้ครับ แต่หากใครก็ตาม ได้มองตนเอง เวียนว่ายตายเกิด ทุกข์ทรมานแสนสาหัส มองสังสารวัฏโดยไม่จำกัดอยู่แค่อัตภาพมุมมองของมนุษย์
แล้วยังไม่คิดจะดับทุกข์ ก็เหมือนมองเห็นไฟกำลังไหม้ผมตัวเอง แล้วไม่คิดจะดับนั่นแหล่ะครับ

 จากคุณ : Lostboy [ 23 ส.ค. 2542 / 21:58:28 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (rising_sun)

สาธุครับLostboy

เห็นด้วยจริงๆเลยที่ว่าหน้าที่ของมนุษย์คือต้องดับทุกข์ เพราะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อเราที่สุดแล้ว

สาธุอีกทีครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 23 ส.ค. 2542 / 22:29:38 น. ]
     [ IP Address : 203.134.9.132 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (อนัตตา)

เกิดมา เพราะ ยังละตัวพาเกิดไม่ได้นะสิ
ตัวพาเกิด ก็ตัณหาไง
อยากเกิด หรือ อยากไม่เกิด ถ้าตัณหายังมี ก็ยังต้องเกิด

 จากคุณ : อนัตตา [ 25 ส.ค. 2542 / 15:47:35 น. ]
     [ IP Address : 203.151.2.159 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (ธเนศ)

ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่   
                                 ปัญหา ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ นี้ เป็นปัญหาส่วนหนึ่งใน ทิฏฐิ ๑๐ และเป็น
                           ปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ ได้แก่ปัญหาว่า
                                                      สัตว์เมื่อตายไปแล้วเกิดอีกหรือ ?
                                                      สัตว์เมื่อตายไปแล้ว ไม่เกิดอีกหรือ ?
                                                      สัตว์เมื่อตายไปแล้ว เกิดก็มี ไม่เกิดก็มี หรือ ?
                                                      สัตว์เมื่อตายไปแล้ว เกิดอีกก็หามิได้ ไม่เกิดอีกก็หามิได้ หรือ ?
                                        ดู:ปรัมมรณสูตรความย่อ [๑]
                                        ดูด้วย:เขมาเถรีสูตรความย่อ [๒]
                                                      สภิยสูตร ความย่อ [๑]
                                                      สารีปุตตโกฏฐิตสูตร ที่ ๑ความย่อ [๑]
                                                      สารีปุตตโกฏฐิตสูตร ที่ ๒ความย่อ [๑]
                                                      สารีปุตตโกฏฐิตสูตร ที่ ๓ความย่อ [๑]
                                                      สารีปุตตโกฏฐิตสูตร ที่ ๔ความย่อ [๑]
                                                      อนุราธสูตรความย่อ [๑]

                       การเกิด และ ไม่เกิด   
                           ผู้ซึ่งยังมีอุปาทานเท่านั้นที่เกิด ผู้ไม่มีอุปาทานย่อมไม่เกิด เหมือนไฟมีเชื้อจึงลุกโพลง
                           ไม่มีเชื้อย่อมไม่ลุกโพลง
                           ดู:กุตุหลสาลาสูตรความย่อ [๒]

                       การกำหนดว่าเป็นสัตว์ และการเกิด   
                           การกำหนดกันว่าเป็นสัตว์ (ตัวตน,บุคคล) นั้น ย่อมกำหนดขึ้นด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณ
                           ในขันธ์ ๕ ว่าเป็นสัตว์ แต่ตถาคตละขันธ์นั้น ๆ ได้แล้ว พ้นจากการนับว่าเป็นขันธ์ใด ๆ
                           เป็นสภาวะที่ลึกซึ้ง หยั่งรู้ได้ยาก ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิด หรือว่าไม่เกิด หรือว่าเกิดก็มี ไม่เกิดก็มี หรือว่า
                           เกิดก็หามิได้ ไม่เกิดก็หามิได้
                           ดู:อัคคิวัจฉโคตตสูตรความย่อ [๔]
                              เขมาเถรีสูตรความย่อ [๔]

                       ผู้หลุดพ้นแล้ว เกิดอีกหรือไม่   
                           การถามว่า ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นสิ้นเชิงแล้ว จะไปเกิดในที่ใหน หรือไม่เกิด หรือเกิดก็มี ไม่เกิดก็มี
                           หรือเกิดก็มิใช่ ไม่เกิดก็มิใช่ นั้น. ไม่ควรใช้คำว่า เกิด ในคำถามเหล่านั้น
                           เหมือนกับการที่ถามว่า ไฟที่ดับไปต่อหน้านั้น ไปยังทิศไหน ย่อมไม่สมควร เพราะไฟนั้นอาศัยเชื้อ
                           จึงลุกไหม้อยู่ เพราะไม่มีเชื้อ จึงดับไป              
                           ดู:อัคคิวัจฉโคตตสูตรความย่อ [๓]

                       กุศลธรรม   
                           กุศลธรรมได้แก่ ความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง ซึ่งเป็นธรรมที่ไม่มีโทษ ผู้รู้สรรเสริญ
                           และการปฏิบัติธรรมเหล่านี้ เป็นประโยชน์ เป็นสุข
                           ดู: เกสปุตตสูตรความย่อ  [๖]
                               สาฬหสูตรความย่อ [๕]
                               ภัททิยสูตรความย่อ[๗] [พระสูตรนี้มี ความไม่แข่งดี เป็นกุศลธรรมด้วย]

                       ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์   
                           ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง และเป็นทุกข์

                           - การถือมั่นในขันธ์ ๕ ซึ่งไม่เที่ยง และเป็นทุกข์ เป็นเหตุให้ทิฏฐิต่างๆ เกิดขึ้น
                           ดู: ขันธ์สังยุต จุลปัณณาสก์ ทิฏฐิวรรค [๒]
                              ทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรค   [๒]
                              ทิฏฐิสังยุต ทุติยเปยยาล [๒]
                              ทิฏฐิสังยุต ตติยเปยยาล [๒]

                           -โดยที่ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง และเป็นทุกข์ จึงไม่ควรเห็นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา
                           ดู:ทิฏฐิสังยุต จตุตถเปยยาล [๒]
                               อนุราธสูตรความย่อ [๓]

                       คำว่า สัตว์ หมายถึงขันธ์ ๕   
                           คำว่า สัตว์ ในปัญหาตายแล้วเกิดอีกหรือไม่นั้น ย่อมเป็นคำที่หมายถึง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
                                     
                           ดู:สารีปุตตโกฏฐิตสูตรความย่อ ที่ ๑  [๒]

                       หาสัตว์ในขันธ์ ๕ ไม่ได้   
                           ขันธ์ ๕ เป็นสัตว์ ก็ไม่ใช่ เห็นสัตว์ในขันธ์ ๕ ก็ไม่ใช่ เห็นสัตว์อื่นจาก ขันธ์ ๕ ก็ไม่ใช่
                           เพราะฉะนั้นจึงหาสัตว์ในขันธ์ ๕ ไม่ได้                 
                           ดู: อนุราธสูตรความย่อ [๔] 

                       หลักพิจารณาก่อนเชื่อ   

                                        ๑.กรณีที่อย่าเพิ่งเชื่อ ๑๐ ประการ
                                                                   ท่านทั้งหลาย
                                                                   อย่าได้เชื่อถือ ตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา
                                                                   อย่าได้เชื่อถือ ตามถ้อยคำสืบ ๆ กันมา
                                                                   อย่าได้เชื่อถือ โดยตื่นข่าวว่าได้ยินอย่างนี้
                                                                   อย่าได้เชื่อถือ โดยอ้างตำรา
                                                                   อย่าได้เชื่อถือ โดยเดาเอาเอง
                                                                   อย่าได้เชื่อถือ โดยคาดคะเน
                                                                   อย่าได้เชื่อถือ โดยความตรึกตามอาการ
                                                                   อย่าได้เชื่อถือ โดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฏฐิของตัว
                                                                   อย่าได้เชื่อถือ โดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้
                                                                   อย่าได้เชื่อถือ โดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา
                                                      ดู: เกสปุตตสูตรความย่อ[๒]
                                                      ดูด้วย: ภัททิยสูตรความย่อ[๒] สาฬหสูตรความย่อ[๖]

                                        ๒. เมื่อรู้ด้วยตนเองว่าธรรมใดเป็นอกุศล มีโทษ ผู้รู้ติเตียน
                                        และการปฏิบัติธรรมเหล่านี้ไม่เป็นประโยชน์ เป็นทุกข์ พึงละเสีย 
                                                      ดู: เกสปุตตสูตรความย่อ[๓]
                                                      ดูด้วย: ภัททิยสูตรความย่อ[๓] , สาฬหสูตรความย่อ[๑]

                                        ๓. เมื่อรู้ด้วยตนเองว่าธรรมใดเป็นกุศล ไม่มีโทษ ผู้รู้สรรเสริญ
                                        และการปฏิบัติธรรมเหล่านี้เป็นประโยชน์ เป็นสุข พึงเข้าถึง
                                                      ดู: เกสปุตตสูตรความย่อ[๗]
                                                      ดูด้วย: ภัททิยสูตรความย่อ[๖] , สาฬหสูตรความย่อ[๖]
                               

                       เมื่อเขาติหรือชม   

                               เมื่อมีผู้กล่าวติ หรือชม ควรปฏิบัติดังนี้

                                                      เมื่อมีผู้กล่าวติ ไม่ควรน้อยใจแค้นเคืองเขา เพราะจะเป็นโทษแก่ตนเอง
                                                      และจะไม่ทราบว่า เขาพูดถูก หรือผิดได้เลย ถ้าเขากล่าวติด้วยคำไม่จริง
                                                      ก็ควรชี้แจงด้วยเหตุผล ให้เห็นตามความเป็นจริงว่า ที่เขากล่าวนั้นไม่จริง ไม่ถูกต้อง
                                                      และไม่มีอยู่ในพวกเราเลย

                                                      เมื่อมีผู้กล่าวชม ไม่ควรดีใจ ระเริงใจในคำชมนั้น เพราะจะเป็นโทษแก่ตนเอง
                                                      ถ้าคำที่เขาชมนั้นจริง ก็ควรยืนยัน ด้วยเหตุผล ให้เห็นตามความเป็นจริงว่า
                                                      ที่เขากล่าวนั้นจริง ถูกต้อง และมีอยู่ในพวกเรา           
                                                      ดู:พรหมชาลสูตรความย่อ [๒]


นายธเนศ อุ่นศิริ นบ. กรรมการบริหารพุทธธรรมสภา อาคาร2 รัฐสภาห้อง101 ส่งข่าว
title:             ข่าวของนายธเนศ อุ่นศิริ กรรมการบริหารพุทธธรรมสภา
detail:          เปิดบริการข้อมูลธรรมะที่ถูกต้องตรง 
                   กับเนื้อความใน  พระพุทธพจน์ จึงขอเรียนเชิญสาธุชน พิจารณาธรรม
                   และ ตามโฮมเพจที่นำมาพิจารณาเรื่อง ศีล สมาธิ และ ปัญญา 
ใน โฮมเพจ ชื่อ        พุทธศาสนีียปาฏิหาริย์
http://homepages.msn.com/NonProfitBlvd/oonsiri/Thanes.htm
                        ตามรอยพระบาทพระศาสดา
url.          http://www.homestead.com/buddha1/files/Thanes.htm

                    ชื่อ     พุทธธรรม
        http://www.homestead.com/budatham/files/Thanes.htm
                     
               และโฮมเพจอื่นๆเช่น โฮมเพจ เสวนาธรรม
http://www.fortunecity.com/meltingpot/nicaragua/563/thenes.html
มีโฮมซึ่งมีเนื้อหาทางพระพุทธศาสนาชื่อ Data of Buddha's home
http://www.homestead.com/buddtha/files/oonsiri2.htm
    และโฮมเพจ ในภาคภาษา อังกฤษ ชื่อ Data of Buddha's teach
    http://www.homestead.com/budtha/files/oonsiri2.htm
ซึ่งทางศูนย์ข้อมูลทางพระพุทธศาสนาจัดทำขึ้น ตามรายละเอียดดังนี้

name1:         ศูนย์ข้อมูลทางพระพุทธศาสนา
url1:              http://www.redirect.to/Buddha
name2:         INTERNATIONAL PRACTICE MEDITATION CENTER
url:2               http://www.zap.to/Buddha
name3:         Data of Buddha Teaching
url3:              http://www.bcity.com/theravat
name4:         DATA OF THE BUDDHA'S TEACHING
url4:              http:// www.channel21.com/members/oonsiri
name5:        THE STORY OF THE BUDDHA  
url 5             http://www.homestead.com/buddho/Buddha.html
Name6:        บ้านสุขสันต์ suksan home
url6:              http:// www.come.to/suksan
Name7         Dramma of the Buddha's teaching
url7:              http://www.homestead.com/buddho/Buddha.html
Name 8        Data of Buddha Teaching 7
url 8              http://members.tripod.com/theravat/theravat.html
Name 9        The Heart of Buddhism
url 9              http://members.tripod.com/theravat/mypersonal.html
             http://members.tripod.com/theravat
Name10        What's Buddha Teach
url 10            http://www.bcity.com/taptavee
Name 11       ตามรอยพระบาทพระศาสดา
url.11       http://www.homestead.com/buddha1/files/Thanes.htm
Name 12     เสวนาธรรม
  
url.12  http://www.fortunecity.com/meltingpot/nicaragua/563/thenes.html.
Name 13    Data of Buddha's home
url13        http://www.homestead.com/buddtha/files/oonsiri2.htm
Name  14      พุทธศาสนีียปาฏิหาริย์
ีurl 14 http://homepages.msn.com/NonProfitBlvd/oonsiri/Thanes.htm
ท่านสาธุชนที่มีปัญหาทางธรรมและกฎหมาย
ส่งรายละเอียดและปญัหาธรรมและปัญหากฎหมายมาได้ที่
writter: oonsiri@thaimail.com  หรือ ที่  ทนาย@thai2k.com -
เพื่อนหรือท่านที่มีปัญหากฎหมายที่ ต้องการคนปรึกษาเรียนเชิญปรึกษาได้ฟรี
สำนักงาน ที.เอส ทนายความการบัญชี  01-6162205  หรือ 935-9710-9 ต่อ 1247 ทนาย ยินดีให้คำปรึกษาท่าน หรือ  ติดต่อที่โฮมเพจ  http://www.bcity.com/oonsiri 
                       หรือที่   http:// greenfield.fortunecity.com/cat/454 หรือถามตอบกฎหมายทางเมล์  http://www.thaipost.com/lawyer/index.html
นายธเนศ อุ่นศิริ นบ. กรรมการบริหารชมรมพุทธธรรมสภา

Thanes Oonsiri
ยังมี โฮมเพจเพื่อที่ Link ที่น่าสนใจ
1. Happy home http://www.homestead.com/theravat1/files/Happy.htm
2. friendly home
http://www.homestead.com/oonsiri4/files/friendly.htm

 จากคุณ : ธเนศ [ 3 ก.ย. 2542 / 08:00:46 น. ]
     [ IP Address : 202.20.67.1 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!