แนวทางปฏิบัติธรรมในพระสูตร : ตอนที่ 1 ธรรมแท้ที่ถูกมองข้าม
 เนื้อความ :

นักวิชาการทางศาสนาบางท่านเปรียบเทียบพระไตรปิฎกกับวิทยาการปัจจุบัน
โดยเปรียบเทียบว่า พระวินัย คือวิชานิติศาสตร์
พระสูตร คือวิชาประวัติศาสตร์
และพระอภิธรรม คือวิชาวิทยาศาสตร์

การมองว่าพระสูตรเหมือนวิชาประวัติศาสตร์ก็มีเหตุผลพอประมาณ
เนื่องจากพระสูตรเป็นเสมือนบันทึกเหตุการณ์ในครั้งพุทธกาล
เล่าถึงเรื่องราวก่อนการตรัสรู้
จนถึงเรื่องราวและกิจกรรมตลอดพระชนม์ชีพของพระศาสดา
อย่างไรก็ตาม หากผู้ใดเห็นคุณค่าของพระสูตรเพียงในด้านประวัติศาสตร์
ก็ย่อมเป็นการลดค่าของพระสูตรลงอย่างมหาศาล
เนื่องจากโดยแท้จริงแล้ว พระศาสดาทรงระบุไว้
ใน มหานิพพานสูตร  ทีฆนิกาย มหาวรรค
พระสุตตันตปิฎก พระไตรปิฎกเล่มที่ 10 ดังนี้

[๑๔๑] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า
ดูกรอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า
ปาพจน์มีพระศาสดาล่วงแล้ว   พระศาสดาของพวกเราไม่มี
ก็ข้อนี้ พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น
ธรรมและวินัย  อันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ
ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็น  ศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา

แม้จะยกพระวัจจนะมากล่าวเช่นนี้แล้ว
บางท่านอาจจะโต้แย้งอีกว่า
พระธรรมและวินัย ที่เป็นศาสดาของพวกเราในปัจจุบัน
ตัวพระธรรมน่าจะหมายถึงพระอภิธรรมเป็นหลัก
คำกล่าวเช่นนี้เป็นการปฏิเสธความจริงที่ว่า
พระอภิธรรมปิฎก ปรากฏขึ้นสมบูรณ์ภายหลังพุทธกาลแล้ว
และมีหลักฐานยืนยันความสำคัญของพระสูตรที่ชัดเจนที่สุด
อันแสดงเจตนารมณ์ของพระศาสดาที่เห็นว่า
พระวินัยและพระสูตร คือตัวแทนพระศาสดาภายหลังปรินิพพานกาล
ดังปรากฏในมหาปรินิพพานสูตรนั้นเอง ดังนี้

[๑๑๒] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค
ประทับอยู่ตามความพอพระทัยในบ้านภัณฑคามแล้ว
ตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า มาไปกันเถิดอานนท์
เรา จักไปยังบ้านหัตถีคาม อัมพคาม ชัมพุคาม และโภคนคร
ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จถึงโภคนครแล้ว
ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคประทับ ณ อานันทเจดีย์ ในโภคนครนั้น
ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง มหาประเทศ ๔ เหล่านี้
พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว
ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีภาคแล้ว
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังต่อไปนี้

[๑๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
อาวุโสข้อนี้ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า
นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ดังนี้
พวกเธอไม่พึงชื่นชมไม่พึงคัดค้าน คำกล่าวของภิกษุนั้น
ครั้นแล้วพึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี
แล้วสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย
ถ้าสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย
ลงในพระสูตรไม่ได้ เทียบเคียงในพระวินัยไม่ได้
พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้มิใช่คำของพระผู้มีพระภาคแน่นอน
และภิกษุนี้จำมาผิดแล้ว
ดังนั้น พวกเธอพึงทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย
ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย
ลงในพระสูตรได้ เทียบเคียงในพระวินัยได้
พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้เป็นคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคแน่นอน
และภิกษุนี้จำมาถูกต้องแล้ว
ดูกรภิกษุทั้งหลายพวกเธอพึงทรงจำมหาประเทศข้อที่หนึ่งนี้ไว้ ฯ

[๑๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
สงฆ์พร้อมทั้งพระเถระ พร้อมทั้งปาโมกข์ อยู่ในอาวาสโน้น
ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะหน้าสงฆ์นั้นว่า
นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ดังนี้
..........................................................
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำมหาประเทศข้อที่สองนี้ไว้ ฯ

[๑๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
ภิกษุผู้เป็นเถระมากรูปอยู่ในอาวาสโน้น
เป็นพหูสูต มีอาคมอันมาถึงแล้ว เป็นผู้ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา
ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะหน้าพระเถระเหล่านั้นว่า
นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ดังนี้
..........................................................
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำมหาประเทศข้อที่สามนี้ไว้ ฯ

[๑๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
ภิกษุผู้เป็นเถระอยู่ในอาวาสโน้น เป็นพหูสูต มีอาคมอันมาถึงแล้ว
เป็นผู้ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา
ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะหน้าพระเถระนั้นว่า
นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ดังนี้
..........................................................
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำมหาประเทศข้อที่สี่นี้ไว้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงทรงจำมหาประเทศทั้ง ๔ เหล่านี้ไว้ ฉะนี้แล ฯ

กล่าวโดยสรุป มหาปรินิพพานสูตร นี้เองแสดงให้เราเห็นว่า
พระศาสดาทรงกำหนดให้ พระธรรมวินัย เป็นศาสดาของพวกเราแทนพระองค์
และเมื่อมีผู้ใดกล่าวอ้างถึงพระธรรมวินัยใด ว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า
ท่านก็ให้พวกเราตรวจสอบด้วยพระวินัยและพระสูตร
เพราะเราไม่อาจทูลถามขอคำชี้ขาดจากพระศาสดาได้แล้ว
ดังนั้น จึงน่าจะไม่ผิดพลาดไปได้ หากจะกล่าวว่า
พระวินัย และพระสูตรนั้นเอง คือตัวแทนพระศาสดาของพวกเราทั้งหลาย
นี้คือฐานะที่สูงยิ่ง ของพระสูตร
คือสูงกว่าสถานะของวิชาประวัติศาสตร์ในพระพุทธศาสนา
อย่างที่ผู้คงแก่เรียนบางท่านเปรียบเทียบไว้

พระสูตรเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ด้วยพระองค์เองบ้าง
พระมหาสาวกร่วมสมัยพุทธกาล แสดงไว้บ้าง
เนื้อหาสาระไม่เพียงเป็นบันทึกประวัติพระศาสนา
แต่พระสูตรยังประกอบไปด้วยสารัตถธรรมอันบริบูรณ์ที่สุด
บางส่วนเช่นพระไตรปิฎกเล่มที่ 31 อันเป็นพระสูตรว่าด้วยปฏิสัมภิทามัคค์
เนื้อหาก็คือพระอภิธรรมล้วนๆ และเป็นพระอภิธรรมที่พอเหมาะพอควร
สำหรับการเรียนรู้อันเกื้อกูลต่อการปฏิบัติอย่างแท้จริง
นอกจากในปฏิสัมภิทามัคค์แล้ว
ก็ยังปรากฏธรรมอันมีลักษณะเป็นพระอภิธรรม
กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในพระสูตรจำนวนมาก

ที่น่าสนใจอย่างยิ่งอีกอย่างหนึ่งของพระสูตรก็คือ
คำสอนว่าด้วยวิธีการปฏิบัติธรรม ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมควรทราบ
มีอยู่อย่างพร้อมมูลแล้วในพระสูตร
คือมีทั้งหลักการปฏิบัติ ไปจนถึงอุบายวิธีพลิกแพลงต่างๆ ในการปฏิบัติ

ในฐานะผู้สนใจการปฏิบัติ
ผมจะยังไม่เชิญชวนพวกเราอ่านพระสูตรเพื่อศึกษาพระอภิธรรม
แต่จะหยิบยกอัญมณีสูงค่าสำหรับผู้ปฏิบัติ จากพระสูตร
ออกมาให้พวกเราได้ชื่นชมกันเป็นตอนๆ ไปตามแต่โอกาสจะอำนวย

เพราะผู้สนใจการปฏิบัติจำนวนมากในยุคนี้
มักศึกษาแนวทางปฏิบัติธรรม
เพียงแค่จากคำสอนของครูบาอาจารย์ที่เราเคารพนับถือ
หรือจากตำรารุ่นหลังพุทธกาลนับพันปี
ซึ่งคำสอนหลายสิ่งหลายอย่างไม่ปรากฏในคัมภีร์ชั้นพระไตรปิฎก
เช่นเรื่องโสฬสญาณ กรรมฐานสี่สิบ และวิถีจิต เป็นต้น
ศึกษาแล้วก็มาตั้งป้อมเถียงกันว่า การปฏิบัติที่แท้จริงต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้
ซึ่งแทนที่จะทำเช่นนั้น เราน่าจะลองศึกษาแนวทางปฏิบัติธรรมจากพระสูตร
อันเป็นคำสอนตรงจากพระศาสดา และเป็นตัวแทนของพระศาสดา
ที่พระศาสดาทรงกำหนดไว้ด้วยพระองค์เอง กันดูบ้าง

**********************************

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 11 ต.ค. 2542 / 11:03:36 น. ]
     [ IP Address : 203.154.120.12 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (Boy)

Satu krab

 จากคุณ : Boy [ 11 ต.ค. 2542 / 11:59:40 น. ]
     [ IP Address : 63.27.15.123 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (Hunsolo )

สาธุครับ

 จากคุณ : Hunsolo [ 11 ต.ค. 2542 / 12:18:29 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (พัลวัน)

สาธุ.....
<(::^L^::)>
____/|\____

(หากสังเกตในพระสูตร จะพบว่า องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงแสดงธรรมอันยากให้เป็นง่าย เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมพร้อมแล้ว เป็นเครื่องแสดงถึงพระปัญญาของพระพุทธองค์ว่าเปี่ยมล้นมากมายเพียงใด เป็นเครื่องแสดงถึงพระกรุณาของพระพุทธองค์ว่าเปี่ยมล้นมากมายเพียงใด

พระพุทธองค์ทรง ย่อย ธรรมเหล่านั้น ให้ง่ายสำหรับมนุษย์ทั่วไปจะปฏิบัติตามได้ เพราะประกอบด้วยความชัดเจน และ ถูกใจอย่างยิ่ง สำหรับผู้นั้น และมีผลทำให้เดินไปในทางสายกลางนี้ได้โดยไม่สะดุดหรือมีอุปสรรค อันเนื่องมาจากธรรมนั้นไม่ใช่ธรรมที่มนุษย์ธรรมดาจะคิดหรือตั้งทฤษฎีกันออกมาได้เอง พระพุทธองค์มิได้ทรงต้องการแสดงความยากในธรรม เพื่อให้ผู้คนมานับถือพระองค์ว่าเป็นผู้เลิศในปัญญา แต่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมให้ง่าย เพื่อประโยชน์กับผู้นั้นๆเอง หาใช่เพื่อประโยชน์ของพระพุทธองค์ไม่)



 จากคุณ : พัลวัน [ 11 ต.ค. 2542 / 12:24:28 น. ]
     [ IP Address : 203.149.33.252 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (มรกต)

ขอบคุณคะ:-)

 จากคุณ : มรกต [ 11 ต.ค. 2542 / 13:11:30 น. ]
     [ IP Address : 192.150.251.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (นกเอี้ยง)

^-^  _/|\_

 จากคุณ : นกเอี้ยง [ 11 ต.ค. 2542 / 13:27:29 น. ]
     [ IP Address : 203.149.11.65 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (แมวแก่)

สาธุครับ

 จากคุณ : แมวแก่ [ 11 ต.ค. 2542 / 13:40:20 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.180 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (พุทธพงศ์ วงษ์โพธิ์)

อนุโมทนาครับ
%

 จากคุณ : พุทธพงศ์ วงษ์โพธิ์ [ 11 ต.ค. 2542 / 14:57:14 น. ]
     [ IP Address : 203.147.6.36 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (เบ๊คแฮม)

สาธุครับ ปัจจุบันผมก็ศีกษาแต่พระสูตร กับ พระวินัย ถ้าลองปฏิบัติตามละก็ คงเป็นทางสายตรงทีเดียว
ผมยังไม่เคยไปอ่านในส่วนพระอภิธรรมปิฎก น่าจะสอดคล้องกับเรื่องธาตุคู่ จริต
และเรื่องของกัลยาณมิตรในการปฏิบัติในชีวิตจริง และใช้พระสูตรกับพระวินัยตรวจสอบความถูกต้อง
ก็น่าจะเป็นทางที่ควรนะครับ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ดีแล้วครับ (113)

 จากคุณ : เบ๊คแฮม [ 11 ต.ค. 2542 / 15:32:31 น. ]
     [ IP Address : 203.159.0.15 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (สุรวัฒน์)

   ธรรมะมีมากมายเปรียบได้กับใบไม้ทั้งป่า
ส่วนที่พระพุทธองค์นำมาแสดงเพียงเท่าใบไม้กำมือเดียว
แต่ที่เราจำเป็นต้องเรียนนั้นผมว่า ไม่ต้องเรียนทั้งกำมือหรอกครับ
เรียนเพียงใบเดียวก็ยากที่จะจบแล้ว ส่วนใครจะเรียนใบไหนก็เลือก
เอาตามถนัด แต่ขอให้รู้แจ้งแทงตลอดจนเกิดปัญญาดับทุกข์ได้จริง
ส่วนจะเรียนกับใคร ที่ไหนนั้นก็ตามสะดวก เพราะธรรมะมาจากที่เดียวกัน
เพียงแต่ต้องรู้ให้ได้ว่า ที่เราเรียนอยู่ถูกทางที่พระพุทธองค์ชี้แนะไว้หรือไม่ 
ถ้าเรียนแล้วปฏิบัติแล้ว ทำให้ โลภะ โทษะ โมหะ ลดน้อยลง ก็ถูกทาง
  ส่วนที่มัวแต่เถียงกันว่าใครผิดใครถูก ก็เพราะปฏิบัติไปแล้วเกิด
ยึดมั่นถือมั่นในวิธีปฏิบัติ จนหลงลืมจุดมุ่งหมายที่แท้จริงไป
เท่าที่ผมศึกษาปฏิบัติมาพบว่า จะปฏิบัติวิธีใดก็ให้ผลได้เช่นกัน
เพราะทุกวิธีก็มีพร้อมทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา

 จากคุณ : สุรวัฒน์ [ 11 ต.ค. 2542 / 15:49:07 น. ]
     [ IP Address : 202.28.18.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (ปิ่น)

สาธุ ขอบพระคุณครับพี่สันตินันท์_/|\_

 จากคุณ : ปิ่น [ 11 ต.ค. 2542 / 16:08:28 น. ]
     [ IP Address : 204.160.183.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (ดังตฤณ)

เมื่อวานได้พบกับนักอภิธรรมท่านหนึ่ง
หน้าตาท่าทางคงรู้อภิธรรมไม่น้อยหน้านักอภิธรรมท่านไหน
สิ่งที่ทำให้เกิดความทึ่ง
ไม่ใช่ท่าทีสงบนิ่ง เชื่อมั่นในตนเองอย่างสูงเหมือนอย่างนักอภิธรรมอื่นๆ
แต่กลับกลายเป็นท่าทีสงสัย ไม่แน่ใจ
และมีความไม่อิ่มหนำต่อ ของจริง ในตนที่มีอยู่
นักอภิธรรมท่านนี้กล่าวออกมาคำหนึ่ง สนับสนุนท่าทีคลางแคลงของตนว่า
"พยายามปฏิบัติตามอาจารย์แล้ว
ไม่เห็นเกิดความก้าวหน้าขึ้นมาเลย กิเลสเคยอยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น"

ผมคิดว่านี่เป็นวาจาของคนมีบุญ
ผิดทางแล้วเฉลียวได้ว่าผิดทาง
ไม่รู้แล้วทราบชัดแก่ใจว่าไม่รู้
ต่างจากที่ผมเคยพบเคยเห็น
คือมักจะมาในมาดผู้รอบรู้
ถามอะไรตอบได้หมด ตอบไม่ได้ก็ขอตอบไว้ก่อน
ผิดถูก บุญบาปอย่างไรค่อยว่ากันทีหลัง
หรือมาแก้เกี้ยวอีกทีในวันหน้า
แบบจูงให้เห็นว่าพูดครั้งก่อนคลาดเคลื่อนทางภาษาไปนิดหนึ่ง

ความจริงผมเคารพพระอภิธัมมปิฎกมาก
เพราะเท่ากับให้ความเคารพพระพุทธองค์โดยตรง
แต่แคลงใจเป็นอย่างยิ่งต่อหลักปฏิบัติและแนวสอนของกลุ่มอภิธรรมชั้นหลัง
เนื่องจากบุคคลที่ผมเคยอ่านข้อเขียน และเคยพบตัวจริงมามาก
มีลักษณะคล้ายคลึงราวถอดมาจากพิมพ์เดียวกันอยู่หลายประการ
พอตั้งเป็นข้อสังเกตได้ดังนี้

- โกรธง่าย หายยาก เป็นฟืนเป็นไฟแล้วห้ามตัวเองไม่เคยอยู่
ปล่อยให้ลุกลาม ปล่อยให้เผาผลาญทั้งตนเองและผู้อื่น
ขาดความเมตตาในการใช้คำพูด ไม่สนใจว่าใครจะรู้สึกอย่างไร
และไม่สนใจจะปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้นไปกว่านั้น
แม้มีผู้ทัก หรือตนก็รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ควรให้เกิดภาพลักษณ์ชนิดนี้
เพราะขัดแย้งกับความเป็นผู้สนใจ ใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษา ใฝ่ปฏิบัติ ใฝ่เพียรขัดเกลาตนตามแนวพุทธ
เอาแต่อ้างว่าเป็นนิสัยเฉพาะตัว ไม่เกี่ยวกับรู้หรือไม่รู้อรรถธรรมที่ถูกต้อง
พูดง่ายๆว่าโทสจริตใช้เป็นมาตรวัดดีกรีความเป็นพุทธแท้ไม่ได้
เพราะพุทธแท้นั้นมุ่งเอาเหตุปัจจัยมรรคผล คือวิปัสสนาที่ตรงแนวประการเดียว
(แม้พูดเหมือนแก้เกี้ยวอย่างไร ใจจริงๆก็คิดอย่างนี้)
คนที่เคยมีโอกาสใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน หรือคู่ครอง
มักจะถูกชักชวนให้สนใจเนื้อหาของพุทธได้ยาก
เนื่องจากเห็นแล้วว่า "ภาพลักษณ์" ของพุทธศาสนิกชนในคนใกล้ตัว
ช่างไม่ต่างอะไรกับคนกิเลสหนาเอาเลย

- มีความรู้พระวินัยและพระสูตรเหมือนกับคนอื่นๆ
ทว่าจำแนกพระวินัยและพระสูตรเป็นของคลาสต่ำ
ต้องอภิธรรมเท่านั้นจึงเป็นของคลาสสูง
(คือต้องมีสติปัญญาและความจำดีเป็นพิเศษ จึงจะแม่นศัพท์แสงยากๆ)
ทั้งที่คนรู้พระไตรปิฎกแตกฉานจริงๆอย่างอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ
ก็เคยกล่าวไว้อย่างมีความหมาย
ว่าพระอภิธรรมมีอยู่ทั่วไปในพระสูตรอยู่แล้ว
หากกล่าวแบบไม่มีบุคคลเราเขาเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

- เมื่อมีประเด็นคัดง้างที่หารอยลงไม่ได้
พออีกฝ่ายเอาพระสูตรมายืนยัน ชี้ให้เห็นชัด
ว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้ที่ไหน อย่างไร กับใคร
ซึ่งขัดกันกับมติของกลุ่มอภิธรรม ก็จะอ้ำอึ้งและบ่ายเบี่ยง
ไม่พูดถึงประเด็นนั้นอีก แต่ยังยืนยันหนักแน่นในความเชื่อเดิมของตนในภายหลัง

- พอเห็นว่าเถียงไม่ได้ พูดไม่ออกด้วยหลักฐานและประสบการณ์ตรง
ก็จะหลีกเลี่ยงการอภิปรายต่อ โดยจะพูดกับคนอื่นลับหลังทำนองว่า
"พวกนี้โปรดไม่ขึ้น" หรือหนักกว่านั้นเช่น "มันเลว อย่าไปยุ่งกับพวกมัน"
เมื่อคนฟังถามว่าเลวอย่างไร ร้ายอย่างไร ก็รวบรัดตัดความว่า
"เลวก็แล้วกัน" หรือ "งมงายไม่เอาไหน"

- ชอบพูดว่าความรู้อย่างเดียวไม่ดีพอ ต้องปฏิบัติให้เห็นจริงด้วย
และรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าตนเป็นผู้ปฏิบัติเห็นผลแล้ว
ทั้งที่กิเลสยังเต็มอก ยังไม่เห็นผลตามพุทธประสงค์
คือให้มีราคะ โทสะ โมหะเบาบางลงกว่าเดิม

- ไม่เชื่อว่าตนและคนรอบข้างสามารถบรรลุมรรคผลนิพพานในชาติปัจจุบัน
อันนี้เป็นความจริงอย่างยิ่ง ที่มักสอนๆกันแบบบั่นทอนกำลังใจ
ว่าการได้มรรคผลนั้นเป็นของยาก ถ้าเกิดไม่ทันพระพุทธเจ้า
ก็หนึ่งในล้านเท่านั้นอาจสำเร็จ
และมักบอกต่อเป็นเชิงให้กำลังใจกัน ว่ายังไงเสียพวกเราก็สร้างเหตุปัจจัยที่ถูกไว้
ขอให้เตรียมตัวเตรียมใจรอรับผลในชาติหน้าได้
พูดง่ายๆว่าชาตินี้เหลาะๆแหละๆไม่เป็นไร เพราะยังไงก็ไม่มีหวังจะถึงมรรคผลแน่
แต่ขอให้ปฏิบัติอย่างที่กลุ่มอภิธรรมสอนแล้วกัน
เดี๋ยวชาติใดชาติหนึ่งก็ถึงเอง ทั้งที่พระพุทธเจ้าเน้นหลายครั้ง
ว่าพระธรรมเป็นอกาลิโก ใครทำเมื่อไหร่ ก็ได้ผลเมื่อนั้น
นี่กลับเอาอายุพระศาสนาเป็นเกณฑ์วัดบารมีเสียแทน
นอกจากนี้ยังสบายใจเป็นพิเศษ ที่จะอธิบายว่าคนสมัยก่อนบรรลุธรรมง่าย
ก็เพราะสั่งสมบารมีทางอภิธรรมมามากพอ
ชาติหน้ากับชาติก่อนที่มองไม่เห็นนั้น ดูเหมือนมีความสำคัญในใจ
ยิ่งเสียกว่าชาตินี้เดี๋ยวนี้ที่เห็นได้
หากทราบว่าใครปรารถนานิพพานในชาติปัจจุบัน
ก็จะตั้งแง่ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
คือเกณฑ์มาตรฐานของกลุ่มอภิธรรมมาวัดแนวการปฏิบัติ
เพื่อจับผิดว่าเขา "ไม่ได้ทำวิปัสสนา" อยู่แน่ๆ

- เมื่อถามถึงแนวการปฏิบัติและประสบการณ์จริง
จะพูดถึงการมีสติและสัมปชัญญะรู้การเคลื่อนไหว
หรือไม่ก็การ "เห็น" หรือการ "ได้ยิน" ที่เป็นปัจจุบันอารมณ์
เวลากล่าวสาธยายศัพท์เช่น "อดีตสัญญา" หรือ "ปัจจุบันอารมณ์"
จะใช้เวลาพูดยาวเป็นพิเศษ แต่พอถามถึงประสบการณ์ตรง
และขัดแย้งกับความรู้ทางอภิธรรมของตนชนิดเห็นได้ชัดๆ
ก็จะอึกอัก บอกปัดทำนองว่าข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจละเอียดนัก
เป็นเรื่องลึกซึ้งเกินภูมิ แต่ขอรับรองว่าตำราถูก
คนที่เถียงตำราผิดร้อยเปอร์เซนต์
กล้ากล่าวว่าคนเชื่อมหาสติปัฏฐานสูตรผิด คนเชื่อตำราอภิธรรมถึงจะถูก
มีความเชื่อว่าสติรู้ธรรมดาๆนี่แหละ จะทำให้เกิดมรรคผลนิพพานขึ้นมา
(ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็ไม่ทราบจะเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้าอุบัติไปทำไม
ในเมื่อคนโบราณหรือคนสมัยไหนศาสนาดใดก็มีสติกันเป็นทั้งนั้น)

- ยึดมั่นวิปัสสนาญาณ 16 หรือโสฬสญาณเป็นเกณฑ์เทียบผลการปฏิบัติอย่างเหนียวแน่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องลำดับก่อนหลัง คือญาณต้องจำเริญตามลำดับอย่างนั้นอย่างนี้
ใครลัดขั้นใดขั้นหนึ่ง เล่าไม่ออกบอกไม่ถูก ถือว่าผิดทันที
แม้อรรถกถาทั้งหลายเมื่อขยายความพระสูตร
ก็กล้าใส่ล็อกเข้าไปว่าท่านนั้นท่านนี้ ฟังธรรมแล้ววิปัสสนาญาณจำเริญขึ้น
ไล่ตั้งแต่ขั้นหนึ่งไปจนถึงสิบหกไม่ตกหล่น
ทั้งที่จริงโสฬสญาณไม่เคยถูกกล่าวถึงในที่ใดเมื่อสังคายนาสามครั้งแรก
ไม่ใช่พุทธมติ ไม่ใช่อริยสาวกมติ ไม่ใช่วาทะพระเถระที่รับธรรมต่อเบื้องพระพักตร์แต่อย่างใด
โสฬสญาณเพียงจับแนวที่พระพุทธองค์ตรัสว่า
ให้เห็นรูปนามไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน
เพื่อความเห็นโทษ เพื่อเกิดความแหนงหน่ายคลายกำหนัด
เพื่อความวาง ความสลัดคืนตัณหา
เพียงนี้ก็เอามาใส่รหัส เป็นชื่อวิปัสสนาญาณแบบ "ฝรั่งทำเกิน" ได้มากมาย
(เคยเอาญาณ 73 มาแสดง
เพื่อให้มองเห็นว่ามีการหยิบยืมศัพท์และนิยามมาร้อยเรียงใหม่เป็นวิปัสสนาญาณ 16 อย่างไร
แต่เข้าใจว่าคงดูไม่มีความหมายนัก)

- ยึดถือขณิกสมาธิเป็นสรณะ
ถ้าใครทำเกินกว่านี้ถือว่าผิด เป็นเหตุแห่งวิปัสสนูปกิเลส
ทั้งที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ชัดว่าสัมมาสมาธิเริ่มที่ปฐมฌาน
และว่าตามจริงคำว่า "ขณิกสมาธิ" ที่เอาไปใช้กัน
ก็ไม่ใช่ขณิกสมาธิชนิดที่เป็นกลาง ตั้งมั่นอย่างแท้จริง
โดยมากจะถูกเหมาไปรวมกับ "สติธรรมดา" เสียมากว่า
ซึ่งสติชนิดนึกๆคิดๆนั้น
ลองให้แยกขันธ์ 5 พิจารณากายใจเป็นขันธ์ 5
จะเห็นว่าไม่สามารถเป็นไปได้เอาเลย

- ด่าว่าและตำหนิคนอื่นได้แรงๆอย่างไม่มีความเกรงใจ
โดยพูดเป็นเชิงว่าขอให้รับความจริงเถอะ
แม้จะต้องฝืนความรู้สึกอยู่บ้าง
หรือค้านกับความคิดความเชื่อเดิมๆอยู่บ้าง
แต่พอคนอื่นตินิดติหน่อย หรือพูดกลับทำนองเดียวกัน
ก็ไม่สามารถทำใจรับฟังได้
เนื่องจากยึดมาแต่แรกว่าตัวเองต้องถูกกว่า

ผมขอสรุปลงข้อเดียว
คืออย่ามัวนึกว่าพุทธศาสนาคือความรู้ ความจำ
ความฉลาดอธิบาย เพราะคุณสมบัติเหล่านี้
เป็นดีกรี เป็นเครดิต เป็นภาพลักษณ์ของนักวิชาการเก่งๆ
แต่ไม่ใช่ดีกรี ไม่ใช่เครดิต และไม่เป็นภาพลักษณ์ของพุทธแท้เอาเลยครับ

หมายความว่าถ้าปฏิบัติตามแนวทางใด
แล้วพบว่าตนเองยังมีบุคลิกภาพด้านลบ
ข้อใดข้อหนึ่ง หรือทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น
ก็ขอได้โปรดพิจารณา ไม่ใช่เพื่อเห็นแก่ตนเอง
แต่เพื่อเห็นแก่พระศาสนาโดยรวม
ถ้าหากท่านยังมีมานะแรงกล้า
มีโทสะอยู่เต็มหัวใจ จะบอกใครเขาได้ว่าแนวทางของท่านถูก
แนวทางของท่านเป็นไปเพื่อลดละกิเลส
ลองนึกดูว่าถ้ายังยืนกรานกระต่ายขาเดียว
บังคับให้ใครเขาเชื่อว่าแนวทางของท่านเป็นของแท้
คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่เขาจะมองภาพรวมของพุทธเป็นอย่างไร
เป็นศาสนาเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณหรือความรู้ความจำ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 11 ต.ค. 2542 / 16:12:26 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.180 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (kaan=sknp@thai.com)

ขออนุโมทนาอย่างสูง และขอขอบพระคุณยิ่งที่กรุณาทำ
ความจริงนี้ให้กระจ่างยิ่งขึ้น

 จากคุณ : kaan=sknp@thai.com [ 11 ต.ค. 2542 / 18:02:13 น. ]
     [ IP Address : 203.148.254.124 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (นิดนึง)

สาธุค่ะพี่สันตินันท์
สาธุค่ะคุณดังตฤณ

 จากคุณ : นิดนึง [ 12 ต.ค. 2542 / 08:48:15 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.180 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (ปลาทอง)

สาธุคะ :-)

 จากคุณ : ปลาทอง [ 12 ต.ค. 2542 / 09:43:26 น. ]
     [ IP Address : 203.149.11.113 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (เกิดแต่ตม)

ก่อนจะมีการแสดงความคิดเห็นกันต่อไป
ผมขออนุญาตมาเป็นจำอวดแสดงคั่นเวลาครับ
ขอทุกท่านไปอ่านกระทู้ที่ 513 ก่อนครับ

 จากคุณ : เกิดแต่ตม [ 12 ต.ค. 2542 / 09:46:00 น. ]
     [ IP Address : 144.92.44.76 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (สุภะ)

ผมคิดว่าการศึกษาพุทธธรรม เราจะได้ความรู้ที่เป็นแบบอัตนัยมากกว่าแบบปรนัย
พุทธธรรมไม่ใช่เครื่องจักรที่จะผลิตคนออกมาเหมือนๆกันหมด เมื่อศึกษาแล้ว
ความคิดเห็นอาจมีต่างๆกันออกไป

ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าเราจะยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างออกไปได้แค่ไหน
เราจึงจะไม่เป็นคนที่มีความคิดคับแคบ

แม้แต่พระวินัยหรือพระสูตรเอง ที่เราถือว่าเป็นพุทธพจน์ แต่หากเรา
ตีความตามตัวอักษรอย่างกฎหมาย ก็จะเกิดความขัดแย้งมากมาย
 
การปรับตัวเอง มองหาแต่สิ่งที่มีประโยชน์ ละเว้นข้อความที่ทำให้สับสน ผมคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญ
ในการศึกษาศาสนาและปรัชญา อย่างมีชีวิตที่สุด

 จากคุณ : สุภะ [ 12 ต.ค. 2542 / 10:22:49 น. ]
     [ IP Address : 203.150.37.234 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (มาตา)

สาธุค่ะพี่สันตินันท์ 
สาธุค่ะคุณศรัณย์ (สงสัยว่าพวกอภิธรรมที่ได้มาอ่าน
อาจจะกำลังหน้าเขียวหน้าเหลือง หรือสะบัดพรืดว่า
ไอ้พวกนี้โปรดไม่ขึ้นแน่ๆเลย;-)  โพสต์เข้มตามคำเรียกร้อง
เลยค่ะ :-D )

 จากคุณ : มาตา [ 12 ต.ค. 2542 / 10:38:47 น. ]
     [ IP Address : 202.28.169.165 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (เมล็ดโพธิ์ (Norht))

สาธุครับ พี่ปราโมทย์ พี่ศรันย์

 จากคุณ : เมล็ดโพธิ์ (Norht) [ 12 ต.ค. 2542 / 10:47:29 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.180 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (สันตินันท์)

ขอเรียนเพิ่มเติมว่า ผมศึกษาปฏิบัติธรรมมาก็เพื่อความพ้นทุกข์ครับ
เมื่อศึกษาพระไตรปิฎกแล้ว ก็รู้สึกซาบซึ้งประทับใจ
อยากนำความร่มเย็นนั้นมาเล่าสู่กันฟังในหมู่ญาติมิตร
จึงอยากให้พวกเราทำใจให้ร่มเย็น เพื่อฟังธรรมอันร่มเย็น
ที่พระพุทธเจ้าท่านแสดงไว้ดีแล้ว
ถ้าเริ่มศึกษาด้วยความร้อน ก็จะไม่ได้รับความซาบซึ้งในธรรมเท่าที่ควรหรอกครับ

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 12 ต.ค. 2542 / 11:00:40 น. ]
     [ IP Address : 203.154.120.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (มะขามป้อม)

ปูเสื่อรอฟังแล้วครับ :)

ที่จริงจะเป็นพระสูตรหรือพระอภิธรรมก็ไม่สำคัญหรอกครับ
ที่สำคัญคือก่อนฟังต้องลดทิฏฐิมานะ (เทน้ำชาในถ้วยทิ้ง) ไปเสียก่อน
จึงจะเกิดประโยชน์อย่างเต็มที่แก่ตนเองครับ

 จากคุณ : มะขามป้อม [ 12 ต.ค. 2542 / 11:12:00 น. ]
     [ IP Address : 203.150.154.5 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (พัลวัน)

สาธุครับ คุณอาสันตินันท์ คุณดังตฤณ และคุณมะขามป้อม ครับ

จับใจมากครับ คุณมะขามป้อม "เทน้ำชาในถ้วยทิ้ง" ไม่สงสัยในธรรมอันคุณมะขามป้อมได้ผ่านมาแล้วเลย

<(::^ L ^ ::)>
____/|\____

 จากคุณ : พัลวัน [ 12 ต.ค. 2542 / 13:13:39 น. ]
     [ IP Address : 203.149.33.252 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (ทองคำขาว)

_/|\_ สาธุครับ เข้ามาฟังธรรมที่เย็นใจ

 จากคุณ : ทองคำขาว [ 12 ต.ค. 2542 / 13:22:53 น. ]
     [ IP Address : 133.46.12.240 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (filmman)

ยอดเยี่ยมเลยครับคุณดังตฤณ และขอบคุณสำหรับเมตตาธรรมของอาสันตินันท์ครับ

 จากคุณ : filmman [ 12 ต.ค. 2542 / 13:45:46 น. ]
     [ IP Address : 203.148.200.249 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (ฟ้า )

สาธุค่ะ

 จากคุณ : ฟ้า [ 12 ต.ค. 2542 / 16:31:37 น. ]
     [ IP Address : 203.152.0.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (บัวใต้น้ำ)

สาธุครับ

 จากคุณ : บัวใต้น้ำ [ 12 ต.ค. 2542 / 17:15:30 น. ]
     [ IP Address : 192.150.251.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (rising_sun)

นั่งอย่างใจเย็น รอรับธรรมะที่เย็นใจครับ :)

 จากคุณ : rising_sun [ 12 ต.ค. 2542 / 19:02:54 น. ]
     [ IP Address : 203.134.1.91 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (morning_glory)

จะรอฟังแนวปฏิบัติธรรมครับ  นี่เพิ่งบทนำเอง ยังไม่ถึงใจเลยครับ    แต่กระทบใจในบางด้าน    : )

 จากคุณ : morning_glory [ 12 ต.ค. 2542 / 20:56:18 น. ]
     [ IP Address : 203.149.2.245 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (lotusblossom)

สาธุค่ะ เวลาได้ฟังธรรมหรืออ่านกระทู้ธรรม รู้สึกเหมือนได้อยู่ใกล้ครูอาจารย์
ทำให้มีกำลังใจและจิตใจเบิกบานค่ะ

 จากคุณ : lotusblossom [ 12 ต.ค. 2542 / 22:40:21 น. ]
     [ IP Address : 63.17.205.19 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (ทรายแก้ว)

สาธุค่ะ _/|\_  มาฟังธรรมอันร่มเย็นค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ

 จากคุณ : ทรายแก้ว [ 12 ต.ค. 2542 / 22:41:45 น. ]
     [ IP Address : 203.151.254.100 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (Acura)

สาธุ สาธุ สาธุ  ครับ

 จากคุณ : Acura [ 13 ต.ค. 2542 / 03:40:00 น. ]
     [ IP Address : 24.2.100.239 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (เกิดแต่ตม)

สาธุครับ เห็นด้วยกับคุณสันตินันต์เป็นอย่างยิ่ง

ผู้ที่เข้ามาอ่านกระทู้ลานธรรมประจำทุกวันคงทราบว่า
ช่วงนี้บรรยากาศร้อนอบอ้าว ด้วยมีการปรารภธรรมกันอย่าง
รุนแรง ผมก็เลยมาแสดงจำอวด(กระทู้ 513)คั่นเวลาไว้ให้หลายๆท่าน
ได้ผ่อนคลายกันก่อนจะได้ฟังธรรมด้วยความสุขและเย็นใจ
อยากจะเห็นการตักเตือนกันแบบกัลยาณมิตร ด้วยปรารถนา
ให้เพื่อนของเราได้มีความเจริญรุ่งเรืองในทางธรรม ไม่ใช่เพื่อยกอัตตาของตัวเองขึ้น
หรือให้ตายกันไปข้างหนึ่ง ทำให้บางคนต้องออกจากบ้านหลังนี้ไป
เหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดมาแล้วในอดีต ทำให้เสียโอกาสที่จะได้
ฟังสิ่งดีๆในชีวิตไป
เราควรพยายามทำความเข้าใจว่าที่เค้าไม่เข้าใจนั่นเพราะอะไร
จุดไหนที่ควรอธิบายเพิ่ม เราเองไม่เข้าใจเค้าด้วยเหตุใด
การทำอย่างนี้ทำให้เราได้หันมามองตัวเองด้วยว่าส่วนไหน
ที่ควรต้องขวนขวายเพิ่ม ส่วนไหนต้องปรับปรุง
คนเรามีสติปัญญาต่างกัน เข้าใจธรรมได้ลึกซึ้งต่างกัน
เหมือนพระพุทธองค์เปรียบกับบัวสี่เหล่า
บางครั้งต้องค่อยๆปรับความเข้าใจทีละนิด
อย่าหักด้ามพร้าด้วยเข่า เพราะบางคนเข้าใจช้า
แต่พอเข้าใจแล้วก้าวหน้าเร็วกว่าเรา สามารถมาสอน
เรา  สอนคนอื่นได้อีกก็มี
แต่ถ้าพูดหลายหนแล้ว ไม่ยอมฟังเหตุผล เอาแต่เถียงอยู่ข้างเดียว
โดยไม่พยายามทำความเข้าใจวิธีที่ผิดไปจากแนวคิดของตัวบ้าง
ปฎิบัติเองก็ไม่เอาไหน จำตำรามาก็จำแบบผิดๆ ไม่มีความเข้าใจอย่างแท้จริง
อย่างนี้ก็คงต้องมองเป็นบัวในโคลนตม แล้วทำอย่างพระพุทธองค์
ว่าไว้ คือ "ยกไว้" (ยกเว้น)

เราอาจเปรียบเทียบพระไตรปิฎกอีกแบบหน่ึ่งก็ได้
พระสูตรคือคำสอนแบบตรงไปตรงมาเช่น นํ้าตาลทรายขาว
นํ้าตาลปี้ป นํ้าตาลทรายแดง มีลักษณะอย่างไร
สีอย่างไร รสชาติอย่างไร
การจะรู้ก็ต้องไปดูเองว่านํ้าตาลทรายขาวเป็นเกล็ดๆเล็กๆนะ
ไม่เป็นก้อนเหนียวๆเหมือนนํ้าตาลปี๊ป ไม่ค่อยมีกลิ่นเหมือน
นํ้าตาลทรายแดง
ส่วนพระวินัยเหมือนบอกว่ายาพิษมีอะไรบ้าง มีอันตรายอย่างไร
อย่าไปชิมมันเชียว ถึงตายได้
ส่วนพระอภิธรรมเหมือนสูตรเคมีของสารเหล่านั้น
จะรู้ก็มีประโยชน์แต่ก็ควรศึกษาพระสูตรกับพระวินัยก่อน
ไม่ใช่รู้แต่สูตรเคมีว่าสารนี่ CH2CHCCC-COOH
แต่ไม่รู้ว่านี่มันสารอะไร หน้าตาเป็นอย่างไร ลองไปดื่มเข้า
ก็ตายก่อนพอดี รู้สูตรแล้วก็บอกไม่ได้ว่ารสชาตินํ้าตาลนี่
มันเป็นอย่างไร  สีสันมันเป็นอย่างไร
ถ้าเราปฏิบัติแล้ว ปัญญาเกิด แตกฉานแล้ว
มันก็รู้สูตรเคมีเอง เพราะสูตรเคมีของใจมันก็อยู่ที่ใจนี่เอง
ถ้าทำได้มันก็รู้  มาเทียบกับตำราก็ตรง ถูกทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ
สัญญาที่เรียนไว้ก่อนจากพระอภิธรรมก็มาช่วยยืนยันได้
ว่าที่เราปฏิบัติมาหละถูกต้องแล้ว ไม่ใช่ท่องพระอภิธรรม
เป็นนกแก้วนกขุนทอง ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วมันเป็นอย่างไร
คำว่า  อภิ  แปลว่ายอด คือเป็นการสรุปยอดเอาไว้เหมาะสำหรับ
ผู้มีความเข้าใจลึกซึ้งแล้วได้มาทบทวนให้แตกฉาน พลิกแพลงไป
หลายคนเห็นคำว่า อภิ แล้วก็เกิดมิจฉาทิฐิว่านี่คือหนทางลัดในการศึกษา
พระศาสนา ถือว่าพระสูตรพระวินัยมีค่ารองลงมา อันนี้ไม่ถูก

ผมเองก็ได้แต่หวังว่าตลกฆ่าเวลากระทู้ที่ 513 คงจะทำให้ทุกฝ่ายเย็นลงบ้าง
เราจะได้มาฟังธรรมอย่างเย็นสบายกายสบายใจกัน
ขอเรียนเชิญคุณสันตินันต์แสดงธรรมต่อเลยครับ

 จากคุณ : เกิดแต่ตม [ 13 ต.ค. 2542 / 08:45:25 น. ]
     [ IP Address : 144.92.44.76 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (นายโจโจ้)

มายืนยันเพิ่มเติมถึงลักษณะของผู้ศึกษามากโดยเฉพาะผู้ยึดพระอภิธรรมครับ

ที่ผมพบมาเมื่อไม่กี่วันนี้คือ

-ไม่เข้าใจเรื่องเจตนา และปรุงแต่งเรื่องเจตนาเทียม เห็นได้จากการยึดถืออย่างรุนแรงว่า ถ้ากินเนื้อสัตว์ ก็ถือเป็นการมีเจตนาฆ่าสัตว์แล้ว

-เชื่อถือในเรื่องลัทธิไสยศาสตร์และท่าทางในการนั่งสมาธิอย่างไม่รู้สึกตน เช่นบอกว่าถ้านั่งสมาธิท่านี้หรือท่านั้น เป็นของสูง ขี้กลากจะขึ้นหัว เป็นต้น หรือกล่าวถึงพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ได้มากมาย (เวลาเผลอ) รวมไปถึงการปฏิบัติทุกข์กิริยาต่างๆ เช่นการถือศีลอด หรือเช่นการกินมังสวิรัติตลอดชีวิต และภูมิใจในการกระทำนั้นอย่างยิ่ง ใครมากล่าวในทางขัดแย้งไม่ได้ จะเกิดอาการหงุดหงิด เกิดโทสะที่ต้องพยายามข่มไว้อย่างมาก

-เมื่อยกพระสูตรมาชี้ให้เห็น ก็ตะแบงต่อได้ว่าพระสูตรนั้นเขียนมาตั้งเป็นพันปีแล้ว เชื่อถือไม่ได้เช่นกัน (แต่ตัวเองเชื่ออภิธรรมได้ ไม่ผิด)

-ด่าได้แทบทุกคนในโลกที่ไม่ยึดพระอภิธรรม เช่นด่าหลวงปู่มั่น หลวงตาบัว หลวงปู่ขาว หรือด่าเจ้าคุณธรรมปิฏก รู้มาก
ไม่ว่าใครก็จะหาข้อบกพร่องได้หมด ใช้คำรุนแรง เช่นเวลากล่าวอ้างถึงหลวงปู่มั่น หรือท่านอื่นๆก็ใช้สรรพนามบุรษที่ 3 ว่า "มัน" แต่เค้าลืมไปว่า สิ่งที่กำลังกล่าวนั้น ไม่ใช่สัมมาวาจา รวมถึงการหาคำตำหนิต่างๆ เช่น พระสูบบุหรี่ ไม่มีทางใช่พระอรหันต์ แต่ก็ยังยกตำแหน่งพระอริยะเจ้าให้ แต่ยืนยันว่าไม่ถึงอรหันต์แน่นอน

-ยกข้อพิสูจน์อย่างเช่น หลวงตาบัวเกรี้ยวกราด ดุด่าลูกศิษย์ แสดงว่าไม่ใช่พระอรหันต์ มาเป็นข้อโต้แย้ง

-เวลายกหนึ่งในสังโยชน์ 10 หรือ มรรค 8 มาชี้ แจงเพื่อให้เขาเห็น เขาก็จะย้อนมาอธิบายความหมายของทุกข้อโดยละเอียด จนเหมือนกับว่าช่วยแปลให้ฟัง (ทั้งที่ไม่เคยขอให้แปลให้)ราวกับว่าผมซึ่งเป็นผู้ที่ยกเรื่องนั้นมาชี้ให้เขาเห็นนั้น ไม่มีความรู้ในเรื่องที่ผมเองเป็นคนยกมาเลย ในขณะที่เขานั้นรู้ดีกว่าผมในทุกเรื่อง

นี่เป็นตัวอย่างเพิ่มเติมครับ =) พึ่งจะพบมาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานี่เอง

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 13 ต.ค. 2542 / 09:09:27 น. ]
     [ IP Address : 203.149.2.211 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (พัลวัน)

เขารู้ดีทุกเรื่องแหละโจ้ แต่ไม่รู้เรื่องใจเลย ราวกับว่า การพ้นทุกข์ไม่ต้องให้ใจพ้นไปด้วยอย่างนั้นแหละ

 จากคุณ : พัลวัน [ 13 ต.ค. 2542 / 10:42:04 น. ]
     [ IP Address : 203.149.33.252 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (หลังเขา)

สาธุครับ
อ่านๆไปแล้วได้ย้อนมาดูตัวด้วยดีจังเลยครับ

 จากคุณ : หลังเขา [ 13 ต.ค. 2542 / 10:47:50 น. ]
     [ IP Address : 203.148.186.5 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (morning_glory)

อ่านแล้วไม่ค่อยเห็นด้วยกับความเห็นพี่โจ้อันนี้นะครับ  เหมือนจับเอาหลายๆคนมาปนๆกัน   อย่างเรื่องกินเจนี่ ผู้ศึกษาอภิธรรม คงไม่ยึดขัดกับพระไตรปิฎกหรอกครับ

 จากคุณ : morning_glory [ 13 ต.ค. 2542 / 11:01:02 น. ]
     [ IP Address : 203.149.34.35 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (แมวแก่)

น้อง Glory ช่างเฉียบคมเหลือเกินครับ :-)

 จากคุณ : แมวแก่ [ 13 ต.ค. 2542 / 11:07:40 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.180 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (แมวแก่)

อุ๊บ ขอโทษจริงๆครับ :-( ตั้งใจจะ Post ความคิดเห็นที่ 36 นี้ใน
กระทู้ที่ 0497 ของคุณพัลวัน เรื่องสติคือหัวใจของการพิจารณา
น่ะครับ (เรื่องน้อง Glory ขอนิมนต์ครับ) ไม่ใช่ที่นี่ ขอโทษทุกท่าน
ครับ
นี่แหละหนา ผมเผลออีกแล้ว :-)

 จากคุณ : แมวแก่ [ 13 ต.ค. 2542 / 11:14:57 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.180 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (นายโจโจ้)

ไปรู้จักคนๆนี้ด้วยกันสิครับป๋อง นัดวันเลยไหมครับ

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 13 ต.ค. 2542 / 13:14:24 น. ]
     [ IP Address : 203.149.33.252 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : ( พุทธินันท์)

        เพิ่งเข้ามาดูครับ ขอร่วมแสดงความเห็นด้วยคนนะครับ
        1. พระสูตรมีคุณค่ามากครับ ถ้าศึกษาอย่างแยบคาย ยิ่งถ้าดูจิตดูใจตั้งมั่นดีแล้ว จะพบว่าท่านแสดงไว้อย่างตรงไปตรงมา พอเหมาะพอควร
ทำให้ผู้ศึกษามีแต่ความชุ่มชื่น สงบเย็น และเบิกบานมากครับ และเท่าที่มีประสบการณ์เชื่อว่า แค่พระสูตรเรื่องเดียว หากผู้ศึกษา เรียนรู้จิตรู้ใจของ
ตนตามกระแสธรรมเรื่องนั้นๆ ก็สามารถทำให้ผู้ที่ศึกษาด้วยใจนั้นเข้าถึงธรรมได้  เหมือนนั่งฟังพระธรรมเทศนานั้นต่อหน้าพระพุทธองค์เลยที่เดียว
ไม่เช่นนั้น ท่านจะกล่าวไว้หรือครับว่า เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาจบแล้ว ท่าน....ก็บรรลุพระโสดาบันบ้าง จนถึงบรรลุพระอรหันต์บ้าง
        2. พระวินัยก็มีประโยชน์มากครับ ไม่เฉพาะกับพระภิกษุทั้งหลายเท่านั้น เพราะทำให้สามารถเข้าใจถึงขอบเขตของศีลได้อย่างละเอียดรอบด้าน
และเหตุผลในแต่ละข้อวินัย   ส่งผลให้จิตใจมีความละเอียดอ่อน  และไม่หลงติดยึดถือศีลพรตแบบยึดมั่นถือมั่น
        3. พระอภิธรรม(ในพระไตรปิฎก)ก็น่าทึ่งครับ เหมาะกับจริตของบางท่าน แต่เท่าที่มีประสบการณ์ จิตเร็วมากครับ ไม่จำเป็นที่จะต้องตามนับ
ตามดูรายละเอียดของจิตให้ได้ครบตามตำรา   และไม่ใช่ว่าถ้าตามดไดู้ไม่ครบแล้วจะภาวนาไม่เห็นผล  ท่านผู้ใดตามดูจิตได้้ครบตามตำราก็ขออนุโมทนาด้วยครับ
        4. สำหรับประเด็นที่ว่าใครจะเชื่ออย่างไร  ผมเสนอว่า เรื่องความเชื่อ ความศรัทธาในศาสนา เป็นเหมือนท่าน้ำ  ใครพอใจจะขึ้นท่าไหน ก็สุดแต่ภูมิจิต
ภูมิธรรมของแต่ละท่าน  แต่ที่ควรระวังก็คืออย่ากล่าวตู่พระธรรมไม่ว่า จะเป็นพระพุทธพจน์ ธรรมของพระอริยสาวกสมัยต่างๆ หรือคำสอนของครูบาอาจารย์
จะชอบใจธรรมของท่านใดก็สุดแต่ครับ  และแลกเปลี่ยนกันได้ แต่ควรกระทำด้วยขันติและเมตตาธรรมต่อกัน  แต่ถ้าทำตามนี้ไม่ได้ก็ทางใครทางมันเถอาะครับ
เพราะธรรมะเป็นเรื่องสงบ สว่าง เย็นใจครับ
        5. โดยสรุป กระทู้นี้จะเป็นประโยชน์มากครับ และจะช่วยสอบทานการภาวนาของแต่ละท่านได้มากทีเดียวครับ  ข้อสำคัญ อย่าเอาแต่อ่านสนลืมลงมือ
ปฏิบัติก็แล้วกันครับ  ทำได้มากน้อยเท่าไร ก็สุดแต่กำลังของแต่ละท่าน  ขอแต่ให้ทำอย่างต่อเนื่อง  ท่านว่าถ้าทำจริงจังต้องเห็นผลครับ  ไม่ 7 วัน ก็ 7 เดือน
หรือไม่ก็ 7 ปี  ตำราท่านว่าไว้อย่างนั้น  และจากประสบการณ์ ก็เป็นเช่นนั้นครับ ที่สำคัญ ต้องปฏิบัติโดยแยบคายสอบทานจิตใจของตนอยู่ตลอดเวลาครับ
จับหลักคือดูจิตดูใจให้ได้แล้ว มีอะไรเข้ามาก็ใช้ให้เป็นประโยชน์ในการภาวนาได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะใช้การตามลมหายใจบ้าง พิจารณากายบ้าง ฯลฯ ก็ได้ครับ      
           ปล. ขออนุโทนากับกุศลจิตของคุณสันตินันท์ด้วยครับ

 จากคุณ : พุทธินันท์ [ 15 ต.ค. 2542 / 16:11:12 น. ]
     [ IP Address : 203.154.120.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : (ธนา)

นานเท่าใดก็จะฝึก
แม้ไม่ได้เลยก็ยังมีสติ มีสมาธิ

 จากคุณ : ธนา [ 15 ต.ค. 2542 / 21:00:17 น. ]
     [ IP Address : 203.149.33.252 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : (รูปนามหนึ่ง)

เห็นด้วยกับพี่สันตินันท์ในความสำคัญของพระสูตร(สุตตันตปิฎก)
แต่จะขอตั้งข้อสังเกตุข้อความในมหาปรินิพพานสูตร ที่ว่า

"ครั้นแล้วพึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี
แล้วสอบสวนใน พระสูตร เทียบเคียงใน พระวินัย
ถ้าสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย
ลงในพระสูตรไม่ได้ เทียบเคียงในพระวินัยไม่ได้
พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้มิใช่คำของพระผู้มีพระภาคแน่นอน"

คำว่า พระสูตร ในที่นี้ควรจะหมายรวมทั้ง พระสุตตันตปิฎก และ
พระอภิธรรมปิฎก เพราะในสมัยพระพุทธองค์ยังไม่มีการแยกเป็น
พระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม คงมีเพียง พระธรรมวินัยเท่านั้น
บางทีการแปลเป็นไทยอาจทำให้สับสนได้ ยกตัวอย่างพระไตรปิฎก
ฉบับมหาจุฬา จะใช้คำว่า สูตร เฉยๆ ในข้อความข้างต้น เพื่อมิให้
สับสนกับพระสูตร(สุตตันตปิฎก)

ในพระอรรถกถาของสูตรเดียวกันนี้ก็กล่าวยืนยันเช่นกันว่า คำว่า
พระสูตร ในพุทธพจน์นี้ หมายถึงทั้งพระสูตร และพระอภิธรรม
ไม่มีที่ใดกล่าวว่าหมายถึงพระสูตรอย่างเดียว มีแต่ความเห็นของ
เกจิบางท่านกล่าวว่า คำว่า"พระสูตร" ในที่นี้น่าจะหมายถึง ทั้งติปิฎก คือ ทั้งพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม ส่วนคำว่า "วินัย"
ในสูตรนี้ท่านว่ามีความหมายอีกนัยหนึ่ง

ส่วนที่ว่าพระไตรปิฎกเกิดขึ้นสมัยใดนั้น อ.สุชีพ กล่าวไว้ว่า เริ่มมีมา
ตั้งแต่ครั้งสังคายนาครั้งที่๓ ประมาณ พ.ศ.๒๓๔ โดยพระโมคคลีบุตร ติสสเถระ เป็นประธานฯ ครั้งนี้ได้แยกเอา พระธรรมวินัย ออกเป็น
พระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม รวมเรียกว่า พระไตรปิฎก
หรือ ติปิฎก

ดังนั้นผมจึงเห็นว่า คำว่า "พระสูตร" หรือ "สูตร" ในที่นี้ จึงไม่ควร
ตีความว่าเป็น พระสูตร ในแง่ พระสุตตันตปิฎก เพียงอย่างเดียว
ส่วนคำว่า " พระธรรม วินัย " คำว่า "ธรรม" ก็ไม่ควรหมายเอาพระ
อภิธรรมอย่างเดียว ควรจะหมายรวมทั้ง พระสูตรและพระอภิธรรม

 จากคุณ : รูปนามหนึ่ง [ 15 ต.ค. 2542 / 22:37:19 น. ]
     [ IP Address : 202.183.230.124 ]


 ความคิดเห็นที่ 42 : (อนัตตา)

เคยศึกษาอภิธรรมอยู่พักหนึ่งเหมือนกันครับ แต่มาสังเกตดูจากพระสูตรว่า ใครฟังธรรมอะไรแล้วบรรลุธรรม พบว่าไม่มีใครเลยในพระสูตรที่บรรลุธรรมด้วยพระอภิธรรมนอกจากพวกที่อยู่บนสวรรค์ อีกอย่างหนึ่งคือผู้ที่บรรลุธรรมในพระสูตรไม่เห็นมีใครรู้ธรรมมากมายอะไรเลย ฟังธรรมเพียงเล็กน้อยก็บรรลุธรรมได้แล้ว พระพุทธองค์ไม่ได้สอนพระไตรปิฎกทั้งเล่มกับทุกคน ไม่เหมือนพวกเรา เข้าทำนอง รู้มากยากนาน
มามุ่งเจาะธรรมที่ถูกจริตกับเราดีกว่ามังครับ

 จากคุณ : อนัตตา [ 18 ต.ค. 2542 / 09:06:16 น. ]
     [ IP Address : 203.151.2.159 ]


 ความคิดเห็นที่ 43 : (นายโจโจ้)

ผมมาแก้ไขคำเรียกบรรทัดแรกครับ ที่เรียกว่าผู้ยึดพระอภิธรรมนั้น ขอแก้ไขเป็น
ผู้ศึกษามามากโดยไม่ปฏิบัติครับ คำนี้จะตรงตามลักษณะของบุคคลๆนั้นมากกว่าครับ
คือเป็นผู้มีปัญญามาก แต่ทั้งนี้ปัญญานั้นเป็นจินตมยปัญญา โดยไม่ใช่ภาวนามยปัญญา
เพียงแต่ลักษณะของบุคคลที่ผมพบมานั้น ลักษณะเด่นของท่านคือศึกษามาทุกอย่างและ
พูดถึงจิตเป็นดวงๆและคำภาษาบาลีประโยคยาวๆที่ผมไม่คุ้นหูเลยแม้แต่น้อยได้คล่อง
ปากอย่างยิ่งจนผมไม่อาจจะแนะนำอะไรท่านถึงเรื่องนี้ได้ เพราะท่าทางท่านก็บอกชัดอยู่
ตลอดเวลาที่คุยกัน ว่าท่านรู้มากกว่าผมในเรื่องศาสนาพุทธ และจากการที่ท่านพูดถึง
ตำราพระอภิธรรมเสมอ ผมก็เลยเรียกว่าท่านเป็นผู้ยึดพระอภิธรรมครับ =)

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 18 ต.ค. 2542 / 18:59:13 น. ]
     [ IP Address : 203.149.0.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 44 : (สันตินันท์)

ขอปิดกระทู้นี้นะครับ
แล้วจะทะยอยคัดพระสูตรมาให้อ่านเป็นระยะๆ ตามเวลาที่อำนวยต่อไป
ขออย่างเดียว ชาวพุทธอย่าทะเลาะกันก็แล้วกันครับ

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 19 ต.ค. 2542 / 11:01:42 น. ]
     [ IP Address : 203.154.120.12 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!