อาตมัน, ปรมาตมัน คืออะไร ต่างจากนิพพานอย่างไร
 เนื้อความ :

ใครทราบช่วยกรุณาให้ความรู้เป็นธรรมทานด้วยค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ _/I\_

 จากคุณ : หนู [ 28 ม.ค. 2543 / 11:45:51 น. ]
     [ IP Address : 199.100.49.111 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (หนู)

อีกคำถามนึง

แล้ว จิตเดิมแท้ นี่เป็นอันเดียวกับ อาตมัน หรือไม่
หรือว่าเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

ขอบพระคุณค่ะ

 จากคุณ : หนู [ 28 ม.ค. 2543 / 11:52:53 น. ]
     [ IP Address : 199.100.49.111 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (คนหาแก่นธรรม)

ขออนุญาตอธิบายสั้นๆครับ

อาตมัน แปลว่า "ตน" หมายถึง ตัวเรา หรือตัวตน นี่แหละครับ

ปรมาตมัน มาจาก ปรมะ(อย่างยิ่ง) + อาตมัน(ตัวตน)
แต่ไม่ได้แปลตรงตัวว่าตัวเราผู้ยิ่งใหญ่ กลับแปลไปอีกทางหนึ่ง
ตามความเชื่อของฮินดู แปลว่า ตัวตนที่สูงสุด หมายถึงภาวะที่จิตหมดจด
สะอาดที่สุด(เท่าที่เขาจะทำได้) หรือจิตของพระเจ้า อะไรทำนองน้ี
แต่เขาก็ใช้ศัพท์เดียวกันคือ นิพพาน เหมือนพุทธเราเปะเลยครับ

คุณหนูนี่ช่างซักจริงๆนะครับ

 จากคุณ : คนหาแก่นธรรม [ 28 ม.ค. 2543 / 13:40:27 น. ]
     [ IP Address : 202.44.210.48 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (หนูช่างซัก)

แล้วตกลงมันเหมือนกันกับนิพพานของเรารึเปล่าล่ะคะ ถ้าไม่เหมือนกัน นี่ไม่เหมือนอย่างไร

พอดีหนูได้อ่านหนังสือพวกมังกรจักรวาลอะไรต่างๆของดร.สุวินัย แล้วเห็นคำพวกนี้ ก็เลยสงสัย แต่ไม่รู้จะไปถามใครที่ไหนน่ะ

 จากคุณ : หนูช่างซัก [ 28 ม.ค. 2543 / 14:46:17 น. ]
     [ IP Address : 199.100.49.112 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (หนู)

เออ พูดถึงหนังสือชุดมังกรจักรวาลนี้ เล่าให้ฟังต่อซะหน่อยนึง คือตอนเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว หนูได้ซื้อหนังสือ series ชุดมังกรจักรวาลของอาจารย์สุวินัย ภรณวลัย มาประมาณ 5-6 เล่ม ซื้อมาเสร็จแล้ว ก็เปิดอ่านลวกๆนิดหน่อย ก็อัญเชิญเก็บไว้ที่ชั้นหนังสือ กะจะเอาไว้อ่านต่อยามว่างทีหลัง

ปรากฏว่า กว่าจะได้กลับเอามาปัดฝุ่นอ่านอีกที ก็อีตอนช่วงนี้เองแหละ พอดีว่างงานไง หนูทำเวลาอ่านรวดเดียวจบหมดทั้งชุดภายในสองวัน (เพราะว่าอ่านลวกๆอีกเหมือนเดิม) เหตุเพราะว่ากาลเวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน ความรู้สึก ความสนใจใคร่รู้ก็เปลี่ยน  เดี๋ยวนี้อะไรที่ไม่ใช่แก่นธรรมะตรงๆของพระพุทธองค์นี่ หนูจะมีความอดทนอ่านได้ไม่นาน

ตั้งแต่มาฝักใฝ่สนใจธรรมะแบบฉบับลานธรรม (แบบมหาสติปัฏฐานนั่นแหละ) หนูก็เหมือนปิดตัวเองไปไงไม่รู้ มองความรู้อื่นๆเหมือนมันรกสมอง ไม่น่าสนใจไปหมด สมัยก่อนนี่หนูเป็นนักแสวงหาความรู้ แสวงหาสัจจธรรมตัวยง อ่านมันดะไปหมดทุกอย่าง แต่เดี๋ยวนี้เลิกอ่านสะเปะสะปะไปหมดแล้ว เพราะมันลดความอยากรู้อยากเห็นลง แถมอ่านมาก ก็ไม่ใช่ว่าจะ รู้มากจำได้มากหรอกนะ เพราะอ่านไปซักพัก มันก็ลืม หนูเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า เลิกอ่านหนังสือ แล้วหันมาอ่านใจตัวเองแทนดีกว่า

แต่ตอนนี้หนูยังมีภาระต้องอ่านหนังสือที่ซื้อทิ้งไว้อีกประมาณเกือบร้อยกว่าเล่มให้หมดเสียก่อน เพราะหนูซื้อไว้เรื่อยๆ กองเป็นดินพอกหางหมู จนป่านนี้ยังอ่านไม่หมดซักที  คือถ้าจะให้เลิกอ่านไปเลย หนูก็รู้สึกเสียดายเงินน่ะ อุตส่าห์ซื้อมาเก็บไว้แล้ว ก็จะอ่านแบบมีสติละกัน แล้วต่อไปก็จะเลิกซื้อเลิกหาหนังสืออ่านโดยไม่จำเป็นแล้วล่ะ เพราะมันเบื่อหมดละ แล้วก็เปลืองตังค์ด้วย

แล้วหลังจากอ่านเสร็จหมดทุกเล่มแล้ว หนูก็ว่าจะเอาออกขายหรือแจกให้กับคนที่อยากอ่านต่อ เพราะขี้เกียจจะสะสมไว้แล้วน่ะ รกห้อง เอาไว้หนูจะทำ list รายชื่อหนังสือออกมา (ส่วนใหญ่เป็นหนังสือพวกปรัชญา ศาสนา และทั่วไป) ถ้าใครสนใจอยากได้ ก็แจ้งความจำนงค์มา แล้วหนูจะส่งไปให้นะคะ : )

 จากคุณ : หนู [ 28 ม.ค. 2543 / 16:13:55 น. ]
     [ IP Address : 199.100.49.101 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (บัวใต้น้ำ)

ไม่เหมือนสิครับคุณหนู ก็คุณคนตามหาแก่นธรรมบอกแล้วว่า
แปลว่า ตน
นิพพานนั้นหมดความยึดถือทุกอย่าง แม้จิตก็ไม่คิดว่าเป็นตน

 จากคุณ : บัวใต้น้ำ [ 28 ม.ค. 2543 / 16:34:42 น. ]
     [ IP Address : 192.150.251.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (เอก)

  จำเนียรกาลนานเนา ขณะเกิดโลกใหม่ๆ มนุษย์ผู้หยาบช้าล้วนไร้สรณะที่พึ่งอันประเสริฐ เมื่อนั้น... มีบรมพรหมองค์หนึ่งซึ่งเป็นองค์แรกแห่งสากลอนันตจักรพิภพ ได้ยินเสียงระส่ำทุกข์
จึงมิอาจกระเดียดฌานสมาบัติอยู่คงทน จึ่งค่อยคลายพระเนตรอันงามสง่าดั่งตาพญากวางทองอย่างช้าๆ ราวครึ่งพระเนตร ส่องฌานดูเหล่าสัตว์ใดหนอรบกวนเวลาหรรษาแห่งธรรมอันเราสงบระงับอยู่หนอ..
          เมื่อนั้นจึ่งทราบโดยสายพระฌานอันยิ่งว่า โอ้!ละหนอ เจ้ามนุษย์ผู้มีกายคล้ายเรานี้เองหนอ  นั่นดูสิ...คนนั้นก็ญาติเรา  นั่นก็สหายเรา...นั่นก็.....บริวารแห่งเรา    นี้เราเข้าฌานนานเพียงใดหนอ  กาลฑูตจึ่งเปลี่ยนทุกสิ่งเช่นนี้  นั่นดูสิ...
เจ้ามนุษย์คนนั้นกระทำบาปหยาบช้ายิ่งนัก  ...นั่นกำลังเสพกามอย่างเมามัน ...ราวกับนำอุจจาระมาละเลงกายตน
โอ้!...เกิดอะไรขึ้นหนอ   จำเราต้องนำสันติธรรมไปสถิตยัง
แดนอัปยศนั้นสักเพลาเสียแล้ว
     ว่าแล้วด้วยบุญฤทธิ์และอิทธิฤทธิ์อันยิ่ง จึงจำแลงแปลงกายมาเป็น พราหม์หนุ่ม ผู้องอาจและสง่างาม  ท่วงท่าเดินดั่งพญาราชสีห์ วาจากังวานดั่งเสียงสังข์ปาญจะชัญญะ มีรัศมีและราศีอันงามดั่งจันทรมณฑล ปรากฏกาย ณ แดนมนุษย์
ที่เรียกว่า ชมพูทววีป เที่ยวพร่ำสอนหลักธรรม พระมนต์อันยิ่ง
และวิชาแพทย์ วิชาโหร วิชากสิกรรม วิชาก่อสร้างและสารพัด
วิชา รวมทั้งหาสรณะที่พึ่งอันประเสริฐแก่สมัยนั้น เพื่อความสงบระงับแห่งจิต วิชาอันเป็นยอดคือการบำเพ็ญสมณธรรม
เพื่อความเข้าสู่สภาวะพรหมมัน อันยอดกว่าสภาวะเทพ
เมื่อได้เวลาอันควร องค์พราหม์จึ่งจำลาจากไป ทิ้งไว้แต่สันตติธรรมอันประเสริฐ บัดนั้นมนุษย์มีที่พึ่งแรกที่เรียกว่า" ศาสนาพรามณ์"
        จากบัดนั้นมา ความอาลัยรักในพระองค์ท่านต่างทวีคูณ
เที่ยวตามหาอย่างสุนัขตามหานายผู้จากไปทุกเช้า ค่ำ เมื่อได้สติสมปดี จึงพยุงสติไว้ และต่างภาวนาถึงพระองค์ จึ่งเร่งความเพียรตาม คำสอนอันอมฤตหวานจับจิต เริ่มแรกแห่งสากลอนันตจักรพิภพนั้น มีการดำเนินสภาวะ กสิณเป็นครั้งแรก เริ่มเรื่องด้วย มีเทพบุตรอันงามสง่า องค์หนึ่งอาศัยสวรรคาลัยนานเนิ่นเกินบรรยาย ไร้สภาวะแก่ เจ็บ ตาย และทุกข์ เมื่อนั้น....อยู่ๆ เกิดเบื่อหน่ายในสังขาร และภาวะทุกข์จากบุตร ภรรยา ของตนที่มีมากมาย และต่าง แย่งชิงความเป็นหนึ่งไร้ จริยจรรยาแห่งเทศะและกาลแห่งสตรี
        เมื่อนั้นได้นั่งทอดอาลัย มองแสงสีแห่งสุริย แต่เช้ายันค่ำก็เพ่งรัศมีอันงามแห่งจันทรเทพ ทั้งแสงสีที่พอจะผ่านสายพระเนตรไปได้ เมื่อเหนื่อยเพลียจึ่งหลับพระเนตรลง เมื่อนั้นด้วยนิมิตที่เพ่งมอง เป็นแสงสีบังเกิดขึ้นจึงหลับตามองไปเรื่อยๆ โดยมิได้ตั้งใจ ( โอ!!!!....นั่นคือจุดเริ่มแรกแห่งสมถกรรมฐาน
อันจะเป็นดุจเมล็ดพันธุ์อันจะเติบโตแตกสาขาต่อไป นี้เป็นคำอุทานของผู้เขียนเอง)  แสงสีเปลี่ยนแปลงไปเป็นวัฏจักร เวียนไปเวียนมา หลายๆรอบๆ เมื่อนั้นเกิดปิติขนลุกซู่ทั้งตัว สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ พระองค์พรรณา จนลืมความทุกข์จากความไร้สาระแห่ง สิ่งที่ไม่เป็นสาระ  เมื่อนั้นตัวเบาๆๆๆๆ ลอยขึ้นๆๆๆ จนพบแดนอันว่างเปล่า สงบระงับ ลมโชยพองาม
โดยเฉพาะชั้น 4และ9น่าอยู่ยิ่งนักดุจแดนอมตะอย่างไงอย่างงั้น จำเราจะต้องสำรวจให้สิ้น และนำความรู้นี้แจกจ่ายเมื่อมีโอกาส จนสิ้นสงสัยในความสุดแห่งภพภูมิ 31 ภูมิ
      *** พระองค์จึ่งเป็นพระพรหมองค์แรกแห่งสากลอนันตจักรพิภพจึ่งได้นามว่าพระปารมาตมันโดยแท้***
        หลังจากนั้นพระองค์จึงนำความรู้ทิพย์อันประเสริฐนั้นมาแบ่งปันแก่ บุตร ธิดา ญาติสนิท มิตรสหาย และเทพบุตร เทพธิดาทั่วไป ทุกคนต่างเข้าสู่สภาวะพรหมอันสง่ารูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไป บ้างมีกายสีทอง สี่กร เกิดอาวุธทิพย์อันประหลาดนานา บางองค์เกิดกายสีแดงเพลิง บางองค์มีกายสีน้ำทะเล บางองค์มีณรัศมีดุจสายฟ้าฟาด ช่างอัศจรรย์ดีแท้!!!!
        ณ แดนมนุษย์นั่นเอง ผู้มีปัญญาต่างเร่งปฏิบัติสมณธรรม เข้าสู่สภาวะพรหมมันมากมาย ซึ่งเรียกว่า อาตมัน
        นานวันเข้า คำสอนก็เลือนไป ต่างเวลา ต่างสถานที่ การปฏิบัติแปรเปลี่ยนไป มนุษย์คิดหาวิธีเข้าสู่สภาวะพรหมันหลากหลายวิธี บ้างเหนี่ยวกิ่งไม้ยืนขาเดียว บ้างเพ่งพระอาทิตย์ บ้างภาวนานามพระปรมาตมัน บ้างเพ่งใบไม้ บ้างเพ่งศพ บ้างดูลมหายใจ หามีผู้ใดสามารถจัดหมวดหมู่ได้
        นานวันเข้ามีเทพบุตรองค์หนึ่ง เกิดความคิดที่จะทำอย่างไรหนอเราจะพ้นจากสิ่งเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้มาจากไหนหนอ
แต่หาคำตอบไม่ได้และไม่มีใครตอบได้แม้แต่พระปารมาตมัน
จึ่งตรึกอยู่เช่นนั้นนานถึง 40 กว่าอสงไขย จนอินทรีย์แก่กล้าพอ จึ่งกล้าอธิษฐานเป็นสำเนียงว่า ขอถึงความพ้นจากกองทุกข์ที่เราประสพและเป็นดั่งเรือลำใหญ่พาเหล่าชนข้ามทุกข์นี้ไปได้เถิด ถึงกว่า 40 กว่าอสงไขย ในที่สุดจึ่งได้สร้างบารมีอีก
จนบรรลุเป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าองค์แรกแห่งสากลอนันตจักรพิภพ ยังความปลามปลื้มเป็นที่สรรเสริญแก่เหล่าชนทั้งหลายเป็นยิ่งนัก ส่วนเหล่าเทพบุตรที่เคยเป็นสหาย ญาติหรือ คนรู้จัก ปรารถนาเอาอย่างบ้าง แต่ไม่ขอบรรลุโดยพระพุทธเจ้าองค์ใดนอกจาก บรรลุโดยตนเองโดยพิจารณาว่า อันว่าบุรุษชาติอาชาไนย ผู้มีร่างอันสง่าจะต้องบรรลุเองไม่ว่าเวลาจะนานเพียงใด และข้าขอบรรลุโดยข้าต้องได้รับสรรเสริญว่าเป็นพระพุทธเจ้าผู้มีพระยศอันยิ่ง   บ้างก็ขอมีพระปัญญาอันยิ่ง  บ้างก็ขอให้มีอุตสาหะอันยิ่ง  อย่างนี้เป็ฯความอยากที่ดีไม่ถือว่าเป็นกิเลส แต่เป็นสัญญา สัญญาแห่งการพิสูจน์ตัวเองที่ยากแก่การกระทำ จนถึงความสำเร็จแห่งพุทธะ
     เมื่อองค์พระปารมาตมัน ทรงออกจากฌาน เมื่อเห็นสภาวะ พุทธโกลาหล คือ ทั่วแผ่นฟ้า แผ่นดิน ต่างสั่นสะเทือน
ด้วยบุญญาบารมีอันยิ่งแห่งการเกิดพุทธะอันไม่เคยปรากฏมาก่อน จึ่งทราบความวิจิตร มหัศจรรย์และยินดีเป็ฯยิ่งนัก และพรรณาขึ้นว่า โอ้! อันธรรมที่เราแสดงช่างน่าอายนัก ดั่งกบในกะลาครอบ โดยแท้ เมื่อเทียบกับ สมณพุทธะผู้ประเสริฐ
จำเราจะอุปถัมภ์ ศาสนานี้ให้จงดีตามวาระกรรมและวิบาก
และบำรุงสมณตามควร และจำเราจะประพฤติตามแนวทางพุทธะด้วยดั่งชาติอาชาบุรุษผู้ทรงเกียรติ จนกว่าเหล่าชนผู้หยาบช้าจะสิ้นทุกข์ทั้งหมด...............จบบทเล็กๆ

     จิต.....
       อันว่าจิตเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่สามารถรับรู้อารมณ์
อารมณ์ที่ว่ามี 5 อย่างคือ
  คันธารมณ์ รสารมณ์ รูปารมณ์ โผฏฐัมารมณ์ ธรรมารมณ์
จิต สามารถสร้างสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ได้วิจิตรพิศดาร อย่างไร้ขอบเขตจำกัด โดยเฉพาะธรรมารมณ์ 
   *ถามตัวเองก่อนว่าหากรู้ว่าจิตมาจากไหน แล้วจักเป็นประโยชน์อันใดแก่เราบ้าง เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว นั่นก็หมายความว่าเราเป็นทาสมันแล้ว  จงปลดเปลื้องมันด้วยตัวเองเถอะ"

 

 จากคุณ : เอก [ 28 ม.ค. 2543 / 17:18:55 น. ]
     [ IP Address : 203.157.1.74 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (Papa)

คุณหนูครับ....
ช่างสงสัยเหมือนกับที่ผมสงสัยเลย
อาตมัน เป็นที่เข้าใจใด้ง่าย
แต่  ปรมาตมันนั่นซิ
ผมเกรงว่าเราแปลเป็นภาษาพูดได้ใหมหนอ
เราเข้าใจถูกใหมหนอ
ปรมาตมัน อาจจะเป็นนิพพานก็ได้
หรือแตกต่างกันก็ได้  น่าสงสัยนัก
คงรู้ได้สำหรับผู้เข้าถึงทั้งสองอย่าง
แต่....ในโลกนี้คงไม่มี
สำหรับหนังสือของคุณหนู สงสัยจะคล้ายของผม
คือชอบสะสมแบบเดียวกับคุณหนูนั่นแหละครับ
เรียกว่าคอเดียวกันเลยครับ 
ลอง List มา  บางทีมาแลกกันอ่านได้ครับ

 จากคุณ : Papa [ 28 ม.ค. 2543 / 19:27:00 น. ]
     [ IP Address : 203.157.32.232 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ดังตฤณ)

สำหรับอาตมันเป็นอัตตา
หรือ ดวงวิญญาณ ซึ่งฮินดูถือว่าเที่ยงแท้ถาวร
แต่ปรมาตมันมี ศักดิ์ เหนืออาตมัน
กล่าวคือเป็นยิ่งกว่าดวงวิญญาณ
ถือว่าเป็น แหล่งกำเนิด ของสรรพสิ่ง
ซึ่งก็รวมทั้งอาตมันด้วย

หากเทียบกับทางพุทธ แบบจะเอาอะไรคล้ายที่สุด
ปรมาตมันก็เห็นจะได้แก่ปฏิจจสมุปบาท
คือกฎธรรมชาติที่ไม่มีใครสร้าง ไม่มีใครนิยาม
เป็นอะไรคล้ายแบบแผนของความเป็นไปได้
คือถ้าสิ่งนี้มี อีกสิ่งหนึ่งก็จะมีตาม
เช่นถ้ามีอวิชชา ก็เชื่อขนมกินได้ว่าต้องมีภาชนะรองรับทุกข์
อันได้แก่กายและดวงวิญญาณเร่ร่อนแสวงที่เกิดทั้งหลาย

ดวงวิญญาณที่เร่ร่อนหาที่เกิดไม่มีสิ้นสุด
ตายจากความเป็นอย่างหนึ่งไปสู่ความเป็นอีกอย่างหนึ่งนี้
ไม่อาจเรียกว่าเป็นอาตมัน
เหตุเพราะทางพุทธมองตามจริงว่า จิต เกิดดับตลอดเวลา
ไม่มีวิญญาณเป็นดวงๆ เป็นชื่อๆ ท่องเที่ยวไปเกิดตาย
มีแต่การสืบต่อ หรือบัญญัติเรียก สันตติ

หากกล่าวตามนิยามของทางฮินดู
ว่าอาตมันเป็น สภาพวิญญาณอมตะ
หรืออีกนัยหนึ่งเป็น จิตที่อยู่ในสภาพอมตะ
อันนี้คงต้องถูกปฏิเสธจากมติของพุทธ
เหตุผลคือตราบใดยังมี จิต
ตราบนั้นยังมีสภาพความไม่เที่ยง
เพราะจิตทุกชนิดเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นแล้วต้องดับลงเสมอ
ไม่มีข้อยกเว้น
ต่อเมื่อดับเชื้อ หรือต้นเหตุการเกิดดวงจิตเสียได้
เช่นนั้นจึงก้าวล่วงเข้าสู่ขอบเขตของนิพพาน

นิพพานตามคติของพุทธดั้งเดิมไม่มีรูปร่าง
ไม่มีซ้าย ขวา หน้า หลัง หรือกระทั่งศูนย์กลางให้กำหนด
ไม่มีแม้แต่ธรรมชาติรู้ ธรรมชาติเห็น
ไม่ใช่ต้นกำเนิดของอะไรทั้งสิ้น
มีแต่สภาพอันเป็นธรรมชาติต่างหากจากรูปนามที่เกิดดับ เกิดดับ
เป็นอะไรอีกชนิดหนึ่งที่ปราศจากร่องรอย ปราศจากการเคลื่อนไป
ไม่มีเค้าของความเกิดขึ้นและดับไป

สมัยที่ผมอ่านด้วยความกระหายรู้
ก็สับสนมึนงงเหมือนกัน
เพราะมีคนพยายามทำให้เป้าหมายสูงสุดของทุกศาสนา
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้ได้
จะด้วยความปรารถนาดี อยากเห็นโลกปราศจากการแบ่งแยกทางความเชื่อ
หรือด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ อยากแสดงมุมมองใหม่ให้ใครต่อใครเลิกยึดติดก็ตาม

ตอนแรกคำว่าทุกข์และการดับทุกข์ดูเหมือนตื้นเขินสำหรับผม
เข้าใจเผินๆว่าถ้าเลิกอยากได้ก็หายทุกข์
เป็นนิพพานชนิดหนึ่ง
(ซึ่งความจริงมีพระพุทธพจน์รองรับด้วยซ้ำ
คือตรัสให้พระอานนท์แสดงนิพพานอันเป็นปัจจุบันแก่คนทั่วไป
ที่ประจักษ์ได้เมื่อราคะ โทสะ โมหะดับลงชั่วขณะ)

ต่อมาจึงได้เห็น ทั้งจากการเปรียบเทียบอย่างละเอียด
และจากการปฏิบัติที่เจอหน้าตาของ ทุกข์ จังๆ
ว่าคือสภาพที่ทนไม่ได้ของกายนี้ใจนี้
และกายนี้ใจนี้มีคุณสมบัติ มีรายละเอียดสืบทอดไม่ขาดสาย
ตราบใดที่ดับเชื้อของการสืบต่อไม่ได้
ก็ติดอยู่ในวังวนทุกข์อย่างนี้แหละ ติดใจรูปแบบพิสดารของทุกข์อย่างนี้แหละ

ต่อมาพอเจอใครพยายามอธิบาย
ว่านิพพานคือโคตรพลัง
นิพพานคือแสงสว่างกลางที่มืดในแกแลกซี่
นิพพานคือเมืองแก้ว
นิพพานเป็นสิ่งเดียวกับปรมาตมัน
นิพพานเป็นสิ่งเดียวกับอาณาจักรที่แท้ของพระเจ้า ฯลฯ
ก็จะ รู้สึก ทันที ว่าไม่ใช่นิพพานที่พระพุทธองค์ค้นพบเสียแล้ว
เพราะนิพพานที่พระพุทธองค์ค้นพบนั้น
เป็นธรรมชาติต่างหากอย่างสิ้นเชิงกับรูปนามที่เรารู้จัก
ไม่อาจเอ่ยถึงได้โดยกรณีใดๆ
แม้แต่คำว่า ว่าง ยังผิดเลยครับ
ที่ต้องใช้คำว่าว่างไปพลางๆ
ดับทุกข์อย่างสนิทไปพลางๆ ก็เพราะจูงจินตนาการได้ดีกว่าคำอื่นหน่อยหนึ่งเท่านั้น

สรุปคือถ้ากล่าวว่านิพพานเกี่ยวข้องในทางใดทางหนึ่งกับรูปนาม
เป็นต้นว่ามีแสง มีความเป็นต้นกำเนิด มีพลัง ฯลฯ
ให้สรุปง่ายๆเถอะว่าไม่ใช่นิพพานแล้ว

หากกล่าวใกล้เคียงที่สุด
ต้องบอกว่าต้รูปนามไหลออกมาจากแบบแผนความน่าจะเป็น
ถ้ามีอวิชชา ก็จะมีสังขาร มีวิญญาณ ฯลฯ มีภาชนะรองรับทุกข์ คือภพชาติ การเวียนว่ายตายเกิด
ถ้าดับอวิชชา ก็หมดเหตุปัจจัยในการไปมีภาชนะรับทุกข์อันใหม่
เรียกว่าอะไรหายไปไม่ได้
เรียกว่าอะไรไปเกิดเป็นนิพพานก็ไม่ได้
ทุกอย่างดำรงอยู่อย่างที่มันเป็นมา
เลือกกล่าวได้เพียงรูปแบบของทุกข์เกิดขึ้นเพราะเหตุ
รูปแบบของทุกข์สิ้นสุดลงเพราะดับเหตุเท่านั้น

ผมเคยมองดูม้าหมุน
เห็นผู้คนหมุนวนไปเรื่อยๆจากมุมมองภายนอก
ผมเคยนั่งบนม้าหมุน
รู้สึกว่าตัวเองหมุนไป สิ่งภายนอกก็เปลี่ยนตาม

สังสารวัฏและภพชาติก็เหมือน แรงเหวี่ยง ที่เกิดจากการหมุน
เหมือนภาพที่เปลี่ยนไปจากมุมมองภายนอกและภายใน
เมื่อตัดเสากลางทิ้ง ทำลายเครื่องปั่นเสีย
(ไม่ใช่แค่ปิดสวิทช์ชั่วคราว)
ทั้งแรงเหวี่ยงและอะไรๆที่เปลี่ยนๆไปเรื่อยก็หมดลง

จะเห็นว่าจากความรู้สึกถูกเหวี่ยง
เปลี่ยนเป็นหยุดนิ่งสงบ
ไม่ใช่ความดับสูญ ความมลายลับแตกพัง
ความไม่น่ายินดี ความไม่สนุก
ความมืดทึบน่ากลัว แต่อย่างใดเลย


แค่ถูกหยุดเหวี่ยงน่ะครับ
เพราะทำลายปรมาตมัน คือตัวปั่นม้าหมุนทิ้งเสียแล้ว

สมมุติว่าคนบัญญัติคำว่าปรมาตมัน
คนบัญญัติคำว่าเต๋า
คนบัญญัติคำว่าอาณาจักรพระผู้เป็นเจ้า ฯลฯ
เหล่านี้ท่านรู้จักนิพพานจริง
เมื่อไม่กล่าวโดยสรุปลงสู่ใจ
กับการปฏิบัติให้เห็นทุกข์และการดับทุกข์เป็นขั้นๆเหมือนพระพุทธองค์
ก็ศึกษาแบบรู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหามดีกว่าครับ
ผมอ่านๆมายังไม่เคยเห็นใครที่พยายามพูดให้แตกต่างจากพระพุทธองค์
มีแนวทางปฏิบัติชัดเจนและครอบคลุมแง่มุมต่างๆเหมือนอย่างที่เห็นในพระสุตตันตปิฎกเลย

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 28 ม.ค. 2543 / 22:55:20 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (เนี๊ยว)

จุดเริ่มต้นของวัฏฏะมีมานานมาก  แม้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ก็หาผู้ใดพยากรณ์ไว้ไม่มี

ล่วงกัลป์อนันตกาลในปฐมกำเนิด จิตเดิมแท้มีสภาพประภัสสร ต่อมา
ฝ่ายกัณหธรรมทราม ธรรมชาติฝ่ายต่ำเข้าครอบครองทำให้จิตมีสภาพเศร้าหมอง
ธรรมชาติฝ่ายประภัสสรจึงต้องก้อบกู รื้อสัตว์ ขนสัตว์ กลับคืนสภาพเดิม
จึงได้สอดส่องดูแลว่าสัตว์ตนใด มีวิสัยที่จะตรัสรู้ธรรมรื้อสัตว์ขนสัตว์ได้
นั่นคือที่มาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ เป็นอเนกนับอนันตัง เกินวิสัย
ที่ผู้ใดจะนับจะประมาณมิได้เลย แม้เมล็ดทรายในท้องพระมหาสมุทรทั้งสี่
ยังเทียบได้กับเม็ดทรายเพียงหนึ่งกำมือเท่านั้น

ล่วงกาลมาในสุญญกัลป์ มิได้มีผู้ใดมีวิสัยที่จะตรัสรู้อนุตตรธรรมบังเกิดขึ้นเลย
เป็นเวลานานแสนกัลป์นาน   แม้สัตว์เหล่าใดทีมีอินทรีย์แก่กล้ายังต้องพลั้งพลาด
ทำบาปกันหนัก เสวยทุกเวทนาในทุคติภูมิกันนับไม่ถ้วน  พรหมตนหนึ่งเสวยผล
อยู่ในฌาณสมาบัติมาช้านาน ได้เบิกเนตรตรวจตาดูสรรพสัตว์ทั้งหลาย จึ่งอุทาน ตายล่ะหว่า
สรรพสัตว์ทั้งหลายถึงคราวจะฉิบหายกันหมดแล้ว  จำเราจะเสวยสุขอยู่ในสมาบัติ
ต่อไปมิได้การแล้ว จึ่งได้แนะนำสั่งสอนสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้สร้างสมความดี
แลบำเพ็ญสมณธรรม เพื่อเข้าถึงความเป็นสหายของพรหมอันตนเองเข้าใจว่าเป็นสิ่งเที่ยง
เพราะอยู่มานานจนจำความมิได้  สัตว์ตนอื่นได้บำเพ็ญสมณธรรมและเข้าถึงสภาวะพรหม
และเห็นพรหมองค์นี้อยู่มาก่อน  จึงเข้าใจว่าพรหมตนนี้คือผู้สร้าง  แท้จริงแล้วสภาวะของ
พรหมมันยังเป็นเพียง แค่เศษเสี้ยวของช่วงเวลาอันหาที่สิ้นสุดมิได้ของวัฏฏสงสาร

นั่นคือ ปรมาตมัน หรือ อาตมัน ที่ทางฝ่ายพราห์มณ์เข้าใจว่าเป็นอัตตาเที่ยงแท้แน่นอน
แท้จริงเป็นเพียงการปฏิบัติในระดับสูงสุดของฝ่ายโลกียฌาณ วิญญาณายตนะ
เนวสัญญานาสัญญายตนะ เข้าถึงแล้วเสวยสุขสมาบัติอยู่นานแสนนานนับประมาณมิได้
แลมิได้รับรู้อะไรทั้งหมดทั้งสิ้น  แม้ถือกำเนิดในภพชาติอรูปพรหม ก็กลับกลายเป็น
อาภัพสัตว์ที่พระพุทธองค์มิทรงโปรด  เมื่อครั้งพระผู้มีพระภาคพระองค์นี้เจ้าตรัสรู้ใหม่ๆ
ทรงปารถนาที่จะโปรดอาจาร์ยทั้งสอง คือ อาฬารดาบส และ อุทกดาบส เป็นท่านแรก
เพื่อแทนคุณ  ทรงส่องพระญาณไปพบว่าอาจารย์พระองค์ถือชาติกำเนิดเป็นอรูปพรหม
ในชั้นนี้แล้ว  ทรงคำนึงว่าฉิบหายแล้ว อาจารย์เราเป็นอาภัพสัตว์เสียแล้ว จึ่งมิได้เสด็จ
ไปโปรด  สภาวะของพรหมัน จึง มิใช่ อาตมัน ปรมาตมัน เป็นความเข้าใจผิด ดังนี้แล

 จากคุณ : เนี๊ยว [ 29 ม.ค. 2543 / 18:39:42 น. ]
     [ IP Address : 203.149.0.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (อิสรา)

จบปริญญาเอก  รับทราบ
จบเปรียญธรรม  รับทราบ
จบนิพพาน          ได้ยิน

 จากคุณ : อิสรา [ 30 ม.ค. 2543 / 01:34:19 น. ]
     [ IP Address : 203.147.4.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (สัจจธรรม)

พี่หนูครับ

ผมเห็นด้วยกับที่พี่ว่าจะแจกหนังสือที่พี่มีอยู่เป็นธรรมทานครับ
ผมแนะนำให้เอาไปมอบให้กับห้องสมุดของสถานศึกษาต่าง ๆ
ถ้าเป็นห่างไกลความเจริญ  แถวต่างจังหวัดก็ยิ่งเป็นการดีครับ
แล้วพี่จะได้บุญกุศลที่เกิดจากธรรมทานนั้นสองอย่างคือ
๑. บุญอันเกิดจากการบำเพ็ญทาน
๒.บุญอันเกิดจากการที่พี่จะลด  ละ   ความฟุ้งซ่าน
ซึ่งเกิดจากการอ่านหนังสือเหล่านั้น

ซึ่งบุญกุศลข้อที่สองนี้ย่อมเห็นได้ทันตาทีเดียว   หลังจากที่พี่มอบหนังสือนั้นไปแล้ว

แต่หนังสือบางเล่มก็มีประโยชน์   พี่ก็พิจารณาเองว่า
หนังสือเล่นใดควรเก็บไว้อ่าน   อ่านแล้วสามารถยึดเป็นแนวทางปฏิบัติได้
คือถูกจริต  อ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย   และก็ตรงกับหลักธรรมของพระพุทธเจ้า

หนังสือบางเล่นอ่านแล้ว  ให้ความรู้ได้กว้างขวาง  แต่อ่านแล้วทำให้พี่เองฟุ้งซ่าน   ลังเลสงสัย  พี่ก็พิจารณาดูเอาเองว่าควรจะเก็บไว้หรือนำไปบริจาค  หรือแจกจ่ายแต่ผู้ที่อื่นที่สนใจ

ผมเห็นด้วยที่พี่คิดจะเลิกอ่านหนังสือ  แล้วกลับมาอ่านจิตใจแทน  

_(l)_   สาธุ  (ล่วงหน้า) ด้วยครับ

 จากคุณ : สัจจธรรม [ 30 ม.ค. 2543 / 22:31:17 น. ]
     [ IP Address : 202.28.18.19 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (นายสงบ)

พี่ดังตฤณอธิบายดีเหลือเกินครับ

 จากคุณ : นายสงบ [ 31 ม.ค. 2543 / 08:18:24 น. ]
     [ IP Address : 203.146.64.165 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (ถาวภักดิ์ / t_tiyabhorn@yahoo.)

เรียน คุณดังตฤณ
      ขอโมทนาสาธุ กับสัมมาทิฐิ  และบารมี 30 ทัศของคุณดังตฤณด้วยครับ  และหากไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป อยากจะขอร้องให้ช่วยอธิบายความต่างระหว่างพระอรหันต์ผู้เข้านิพพานแล้วกับพระอรหันต์ผู้ยังทรงขันธ์5อยู่ เพราะตามคำอธิบายข้างต้น ชวนให้คิดว่าผู้ดับกิเลสได้ จะแปรสภาพเป็นอื่นไปในทันที
     ขอช่วยสงเคราะห์ด้วยครับ

 จากคุณ : ถาวภักดิ์ / t_tiyabhorn@yahoo. [ 31 ม.ค. 2543 / 09:27:05 น. ]
     [ IP Address : 202.183.249.43 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (ดังตฤณ)

คุณถาวภักดิ์

ข้างต้นผมคิดเอาตามตรรกครับ
ตามปฏิจจสมุปบาทแล้ว ถ้าปราศจากสิ่งอิงอาศัย
ก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นหรือ "มีอยู่"
เช่นเดียวกับภพภูมิ ที่ไหลมาจากเหตุภายในอันเป็นนามธรรม
จิต เจตสิก รูป ก็เหมือนอะไรที่มีขึ้นเพราะอิงอาศัยเหตุ
ทำนองเดียวกับที่ "แรงเหวี่ยง" โดยเดิมไม่มีตัวตนหรือรูปรอยอะไร
แต่เพราะมี "ตัวเหวี่ยง" จึงเกิดผลลัพธ์ดังกล่าว

ถ้าคิดก็ฟุ้งซ่านดีครับ
ใครจะว่ายังไง นิพพานหรือปรมัตถธรรมขั้นสูงสุดดูสูงส่งน่าทึ่งยังไง
หากปราศจากข้อปฏิบัติเป็นขั้นๆเพื่อการพิสูจน์ให้รู้แจ้งเหมือนมรรค 8 สติปัฏฐาน 4 ของพระพุทธองค์
ก็คงเป็นได้แค่ภาพที่ไม่อาจจินตนาการ
ไม่รู้ว่าจริงหรือเก๊ หาพยานยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะไม่ได้

ในส่วนของพระอรหันต์นั้น
ถ้ายังดำรงขันธ์ ท่านจะเห็นอย่างไร
มีความรู้สึกจากภายในแบบไหน
ผมคงไม่กล้ากล่าวครับ
เคยถูกหลวงปู่เหรียญสอนไว้
คือ "ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้" ก็จำใส่เกล้าและยึดถือมาตลอด

แต่ถ้าว่าตามตำราคงถนัดหน่อย
พระอรหันต์เข้านิพพานแล้ว
ก็คือไม่มีรูปรอยอะไรอีกแล้ว
ไม่มีแรงสะเทือนจากรูปและนามใดๆไปรบกวนอีกแล้ว
ท่านเป็นธรรมที่อยู่คนละมิติอย่างเด็ดขาดกับสภาวธรรมคือจิต เจตสิก และรูปอย่างพวกเรา

ส่วนพระอรหันต์ที่ยังดำรงขันธ์
ท่านต้องถูกขันธ์กระทบแน่นอน แต่ไม่สะเทือน
ดังจะเห็นหลักฐานจากเล่ม 19 ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้

[๖๙๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุทั้งหลายที่เป็นอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์
ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงแล้ว มีประโยชน์ตนถึงแล้วโดยลำดับ สิ้นสังโยชน์ที่จะนำ
ไปสู่ภพแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ก็ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ มีธรรมเอกผุดขึ้น มีจิตผ่องใส มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เดียว พรากจากกายแล้ว
ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ... พรากจากเวทนาแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ...
พรากจากจิตแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีธรรมเอก
ผุดขึ้น มีจิตผ่องใส มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เดียว พรากจากธรรมแล้ว.

ด้วยหลักฐานนี้ พอชี้ได้ว่าแม้พระอรหันต์ท่านยังดำรงขันธ์
ท่านก็อยู่ลอยตัวอยู่เหนือขันธ์
ขนาด จิต นั้น ท่านยังอยู่พ้นเลย
อาการที่ไม่รู้สึกแม้แต่น้อยนิดว่าจิตเป็นตัวตน รู้เป็นตัวเรา คิดเป็นตัวเรา
คงสบาย ปลอดโปร่ง เกินกว่าเราๆจะจินตนาการได้ถูกครับ
ทราบไว้เลาๆว่าถึงที่สุดทุกข์เมื่อไหร่
สบายหายห่วงเมื่อนั้น ตามที่ครูบาอาจารย์พวกเราท่านเป็นหลักฐาน เป็นพยานให้พระพุทธองค์อยู่นั่นแหละ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 31 ม.ค. 2543 / 10:14:46 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (หนู)

สาธุค่ะพี่ดังตฤณ เข้าใจซาบซึ้งดีขึ้นอีกเยอะเลยเชียวค่ะ : )

เมื่อก่อนสมัยที่ยังไม่ได้ศึกษาศาสนาพุทธลึกซึ้งขนาดนี้ หนูก็เข้าใจว่าเป้าหมายสูงสุดของทุกศาสนา ก็คงจะเป็นสิ่งเดียวกัน นิพพาน เต๋า ปรมาตมัน พรหมมัน อณาจักรพระเจ้า ฯลฯ เป็นแค่คำเรียกชื่อที่ต่างกันเฉยๆ แต่เดี๋ยวนี้ เริ่มเข้าใจใหม่ว่า มันคงจะไม่เหมือนกันหรอก เป้าหมายสูงสุดของศาสนาอื่นที่ไม่ใช่พุทธ อาจจะหยุดอยู่ถึงแค่ระดับของอรูปพรหมก็เป็นได้ คือยังไม่ได้ก้าวข้ามพ้นออกไปจากสังสารวัฏอย่างแท้จริง

 จากคุณ : หนู [ 31 ม.ค. 2543 / 11:05:07 น. ]
     [ IP Address : 199.100.49.112 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (นายสงบ)

ได้อ่านที่พี่ดังตฤณเขียนและยกพระสูตรเกี่ยวกับพระอรหันต์แล้วได้มีความเข้าใจมากขึ้นจริงๆครับ
ถ้าพี่มีเวลาว่างพอสมควร ผมขอให้พีสั่งสอนและแสดงธรรมให้น้องๆฟัง(อ่าน)ครับ หมู่นี้กระทู้มีประโยชน์หายากพอ
สมควรครับ แหะๆเรื่องของเรื่องคือตอนนี้มีอารมณ์อยากอ่านธรรมดีๆครับ ^-^

 จากคุณ : นายสงบ [ 31 ม.ค. 2543 / 11:34:50 น. ]
     [ IP Address : 203.146.64.165 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (ถาวภักดิ์ / t_tiyabhorn@yahoo.)

     ขอบคุณคุณดังตฤณครับที่กรุณา
     แม้ครูบาอาจารย์กล่าวไว้ว่าไม่ควร แต่ด้วยวาสนาบารมีที่ซุกซนใคร่รู้ ก็อดพินิจพิเคราะห์ไม่ได้
      ผมเรียนมาทางสายวิทย์ ก็อดที่จะคิดตั้ง Model เปรียบเทียบไม่ได้ ผมเคยลองตั้ง Model ของจิตกับกาย(รูปกับนาม)ไว้ในลักษณะเดียวกับ Electron ซึ่งเป็นได้ทั้งพลังงานและสสาร  ผมมองทุกสิ่งในจักรวาลที่เราสามารถสัมผัสได้ว่าอยู่ภายใต้กฏนี้ โดยใช้นัยที่ว่ารูปกับนามเป็นเหตุและปัจจัยของกันและกัน   แต่พระอรหันต์ซึ่งไม่มีกายในกายแล้วย่อมหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างรูปกับนามของท่านได้ขาดออกจากกันโดยสิ้นเชิงแล้ว จิตของท่านที่ยุติการก่อภพก่อชาติย่อมต้องแปรเปลี่ยนเป็นอื่น ไม่ใช่ทั้งสสารหรือพลังงานที่เราสามารถสัมผัสได้อีกต่อไป (ขอนิยามว่าเป็นธรรมธาตุเพื่อประโยชน์ในการอ้างอิง)
     แต่ที่ผมยังงงๆอยู่ก็คือในขณะที่พระอรหันต์ยังดำรงขันธ์5อยู่ ท่านยังถูกกระทบรับรู้ผ่านทางขันธ์5ได้อยู่ ย่อมหมายความว่าธรรมธาตุของท่านยังมีสภาวะที่สัมพันธ์หรือสัมผัสกับขันธ์5อยู่   ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วจะอนุมานต่อไปได้อีกหรือไม่ว่า ถึงแม้เราจะไม่สามารถสัมผัสกับธรรมธาตุได้ แต่อาจมีบางกรณีที่พระอรหันต์ผู้เข้านิพพานไปแล้ว(ธรรมธาตุ)สามารถสื่อกับผู้ที่ยังติดอยู่ในโลกได้ เช่นเดียวกับที่ธรรมธาติสื่อกับขันธ์5 ของท่านขณะที่ยังไม่ละสังขาร?

 จากคุณ : ถาวภักดิ์ / t_tiyabhorn@yahoo. [ 31 ม.ค. 2543 / 12:05:05 น. ]
     [ IP Address : 202.183.249.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (ดังตฤณ)

คุณถาวภักดิ์

เรื่องนี้ละเอียดอ่อนครับ
พระอรหันต์ที่ดับขันธ์แล้วท่านคงไม่ถูกกระทบจากความเชื่อหรือไม่เชื่อชนิดนี้
แต่เราที่ยังมีขันธ์ ต้องถูกความเชื่อรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเข้ามากระทบ และกระเทือนแน่ๆ

หากมองในระดับจุลภาค ว่าสสารทั้งหลายคือความสะเทือนของอิเลกตรอน
(นี่กระโดดไปว่าตามไฮเซนเบิร์กเกี่ยวกับกฎความไม่แน่นอน
ไม่กล่าวว่าอิเลกตรอน "วิ่งอยู่" เหมือนยุคนิวตันลงไป)
ก็ต้องกล่าวว่าอิเลกตรอนสะเทือนอยู่ใน "ที่ว่าง" หรือ "ช่องว่าง"
อันนี้ยืนยันให้เห็นว่าความเชื่อทางพุทธที่ว่าสิ่งเที่ยงมีอยู่สองอย่างคืออากาศและนิพพาน
เพราะแม้แต่อนุภาคระดับมูลฐานก็ยังต้องอาศัยช่องว่างในการ "ดูเหมือนปรากฏ"

ดังนั้นความว่างที่เป็นพื้นยืนของรูปธรรม
จึงได้แก่อากาศ หรือช่องว่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประสาทตา
ประสาทหู และประสาทกายของมนุษย์ สามารถสัมผัสได้
แม้แต่จิต เมื่อเพิกความกระทบทางรูป หันไปมนสิการอากาศ
ก็ทรงฌานละเอียดที่เรียกอากาสานัญจายตนะได้

แต่ความว่างในแบบนิพพานนั้นเป็นคนละเรื่องกัน
พระพุทธองค์ตรัสว่าโลกและดวงดาวตั้งอยู่ไม่ได้
ซึ่งถ้าพระองค์ตรัสให้คนรุ่นใหม่ฟัง
ก็คงจะแจงละเอียดลงไปถึงระดับจุลภาค
ว่าเป็นความว่างที่อิเลกตรอนวิ่งอยู่ หรือสะเทือนอยู่ไม่ได้เลย

ความว่างแบบนิพพานนั้น แม้จิตทีทรงอรูปฌานขั้นสูงสุด
อย่างเช่นเนวสัญญานาสัญญายตนะ
ซึ่งรอมร่อว่าความหมายรู้จะดับสนิทอยู่แล้วนั้น
ก็ยังเข้าไปสัมผัสไม่ได้ อิงอาศัยไม่ได้
มีแต่นิโรธสมาบัติของพระอนาคามีและพระอรหันต์เท่านั้น
ที่เข้าไปแตะต้องนิพพานได้


การแตะต้องนิพพานนั้น ไม่มีผัสสะใดๆเลยแม้แต่น้อย
ดังที่พระพุทธองค์ตรัสรับรอง
ว่าเมื่อถอยออกจากนิโรธสมาบัตินั้น
ผัสสะแรกที่เข้ากระทบจิตคือ ความว่าง
แสดงให้เห็นว่านิพพานนั้นอยู่พ้นจาก ความรู้สึกว่าง
จึงแน่นอนว่าสัญญาณการสื่อสารใดๆ
แม้ระหว่างพระอรหันต์ที่ทรงขันธ์
กับธาตุธรรมที่อยู่เหนือรูปนามแล้ว
ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้อย่างเด็ดขาด


พี่สันตินันท์เคยถามหลวงตาบัวกับปาก
ว่าที่กล่าวว่าท่านเห็นนิมิตพระพุทธเจ้ามาโปรด
เป็นพระพุทธองค์เสด็จมาจากนิพพานหรืออย่างไร
ท่านก็บอกว่าไม่ใช่ เป็นนิมิตที่จิตสร้างขึ้น
เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนธรรมขั้นสูงสุดเท่านั้น

อ่านจากที่ท่านบรรยายไว้เกี่ยวกับลักษณะของนิพพานโดยตรง
เอาแค่ที่ท่านกล่าวว่า "เข้าถึงได้จากทุกด้าน"
ก็เพียงพอจะทรมานนักคิด นักจินตนาการอย่างเราๆได้ร่ำๆจะขาดใจแล้ว
ลองนึกดูนะครับ สมมุติว่าให้คุณถาวภักดิ์ ผม ยายหนู กะนายสงบยืนอยู่คนละมุมในนิพพาน
หันหน้าไปคนละทางเดียวกันแท้ๆ
แต่ก็ยังได้มโนทัศน์เป็นนิพพานอันเดียวกันอยู่นั่นเอง
นิพพานคงจะเป็นอะไรที่เมื่อเห็นแล้ว ถึงแล้ว รู้แล้ว
เราต้องตีลังกากลับหัวในความรู้สึกว่าไม่มีพื้นยืน
หมดทิศทางให้อ้างอิงว่าตรงไหนหัว ตรงไหนเท้า
เป็นไปไม่ได้แม้จะมี อะไร ที่ รู้ ตัวเอง
(เพราะจิตแม้ละเอียดประณีตสูงสุดยังแตะต้องไม่ได้
ต้องจิตที่ดับสัญญา ไม่เสวยเวทนาแล้วเช่นในนิโรธสมาบัติ
ซึ่งตำราชั้นหลังจะกล่าวว่า "จิตดับ"
เนื่องจากไปเชื่อเสียแล้วว่าสัญญาและเวทนาเป็นเจตสิกเกิดดับพร้อมจิตทุกดวง
ถ้าไม่มีสัญญาและเวทนา ก็ต้องเหมาว่าจิตไม่มีไปด้วย)

เมื่อพระอรหันต์หลังดับขันธ์ท่านกลืนเป็นอันเดียวกับ "สภาพนั้น"
จะมีอะไรมารู้ได้ว่าใครในโลกเป็นลูกศิษย์เก่า
ใครในโลกเป็นคนสมควรได้รับความเมตตาอุ้มชู

ส่วนที่ว่ามาเทียบกับพระอรหันต์ซึ่งกำลังดำรงขันธ์อยู่
คงจะไม่ได้เสียทีเดียว
เพราะสภาวะของพระอรหันต์นั้น ไม่ได้อยู่เบื้องหลังขันธ์
แต่อยู่ตรงที่ที่ขันธ์ปรากฏนั่นแหละ
ทั้งรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณอัน "ปราศจากอุปาทาน" นั่นเอง
ที่เป็นสัญลักษณ์ในการสื่อสารกับเราด้วยรูปแบบเดิม


เมื่อท่านพูดคุยโต้ตอบกับเรา ท่านมีมโนสังขาร วจีสังขาร และกายสังขารเหมือนกัน
แต่เป็นสังขารในแบบที่เป็นกลาง ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล
เมื่อท่านมองหน้าเรา ท่านมองด้วยสัญญา ความหมายรู้ ความจำได้เหมือนกัน
แต่เป็นสัญญาที่เกิดประกอบจิตอันปราศจากอวิชชาบิดเบือน
จึงไม่เป็นสัญญาวิปลาสในทางใดทางหนึ่ง
ทางสมมุติสัจจ์ เราชื่อนั้นแซ่นี้ท่านก็เรียกตามไป
ในทางปรมัตถสัจจ์ เราเป็นแค่ธาตุ 4 เป็นแค่วิญญาณธาตุประกอบกัน จะแตกดับไปวันหนึ่งตามยถากรรมเพื่อคลี่คลายสู่สภาพอันเป็นวิบาก ท่านก็มองรู้อยู่ในใจ
ในทางอริยสัจจ์ เราเป็นก้อนทุกข์ ก้อนเชื้อร้อน ท่านก็อ่านออกว่าร้อนแค่ไหน ใกล้จะดับหรือยัง
สัญญาของท่านไม่มีพลาด ไม่มีเพี้ยน
เพราะอุปาทานอันเนื่องด้วยสัญญาปรุงแต่งประการต่างๆนั้น ดับลงสนิทแล้วในองค์ท่าน

เมื่อไม่มีธรรมอันเป็นเบื้องหลัง
ไม่มีธรรมอื่นนอกเหนือจากขันธ์ 5
เพราะฉะนั้นเมื่อขันธ์ 5 ดับ
พระอรหันต์ท่านก็ไม่กลายเป็นอะไรสักอย่าง
นอกจากไหลเข้าไปรวมกับสิ่งที่หลวงตาบัวท่านเรียกว่า
"มหาสมุทรแห่งความว่าง"

อันนี้คงขอให้เป็นความเชื่อส่วนตัว
แสดงความเห็นโดยอิงตำราและครูบาอาจารย์เป็นเกณฑ์นะครับ
คงไม่มีอะไรมาเป็นประกันว่าพูดผิดหรือถูก
นอกเสียจากตัวบุคคลที่ท่านประจักษ์รสอันเหนือรสมา
เห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัวที่พิสูจน์ได้
ก็พอเสวนากันพอเป็นเครื่องสื่อบ้างพอหอมปากหอมคอ

นายสงบ

ตอนนี้กำลังเขียนกระทู้ใหม่อยู่ครับ
เขียนมาอาทิตย์กว่าแล้ว ยังไม่เสร็จสักที
ระหว่างรออ่านของคนอื่น เขียนให้คนอื่นอ่านไปด้วยซีครับ

อ้อ... สำหรับโฮมเพจคัมภีร์อนัตตาที่นายสงบตั้ง
ตามเข้าไปอ่านแล้ว รู้สึกชอบกลอยู่นะครับ
ทีแรกนึกว่าเป็นอ.พิศ เงาเกาะ ซึ่งหลวงพ่อพุธท่านเคยรับรองว่าเป็นศิษย์ท่าน
แต่อ่านไปอ่านมาท่าทางไม่น่าจะใช่
เพราะต้องเดินทางไปหาท่านถึงฉะเชิงเทรา
ถ้านายสงบรู้ชื่อแน่ๆว่าเป็นใครจะเอามาบอกแปะไว้ในกระทู้นั้นก็ดี

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 31 ม.ค. 2543 / 13:58:43 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (เนี๊ยว)

imagin(วิปัสนึก) เก่งนะครับคุณดังตฤณ 

พระอรหันต์ที่ทรงขันธ์ คือ จิตกับสังขารท่านเหมือนมะขามล่อนน่ะแหละ
แยกจากกันได้ นี่เปลือกนี่เนื้อ ส่วนพระอรหันต์ที่ละสังขารไปแล้วท่านก็ยังอยู่
พระพุทธเจ้าทุกพระองค์แม้เสด็จดับขันธปรินิพพานนานมาแล้วยังมีพระทัย
อนุเคราะห์สัตว์โลกอยู่ ไม่ใช่ดับสูญหรือติดต่อไม่ได้

ที่หลวงปู่มั่นท่านเห็นพระพุทธเจ้า ที่หลวงตาบัวเห็นพระพุทธเจ้า ที่หลวงพ่อสด
เห็นพระพุทธเจ้า(ท่านเรียกว่าธรรมกาย)  นั่นแหละครับนิพพาน ท่านแสดงนิมิต
จิตให้เห็น นิพพานไม่ได้ดับสูญ  ที่ว่านิพพานว่างเพราะนิพพานเป็นความบริสุทธิ์
ว่างจากสังขาร ว่างจากกิเลส เท่านั้นเอง

 จากคุณ : เนี๊ยว [ 31 ม.ค. 2543 / 14:41:20 น. ]
     [ IP Address : 203.149.0.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (นายสงบ)

เห็นด้วยกับพี่ดังตฤณครับเกี่ยวกับโฮมเพจคัมภีร์อนัตตาครับตอนแรกๆผมเลือกอ่านเฉพาะบางหัวข้อคร่าวๆดูก็เห็นว่าเข้าที
แต่พอหลังๆอ่านไปอ่านมาก็รู้สึกมีอะไรแปลกๆเช่นกันครับ คงไม่ไปอ่านอีกแล้วหล่ะครับ สำหรับคนแต่งนั้นผมไม่ทราบจริงๆครับ
อย่างที่ผมเรียนไว้ตอนแรกว่าพออ่านคร่าวๆเห็นเข้าทีก็คิดว่าน่าจะเป็นบางท่านในนี้ แต่พออ่านแล้วพิกลก็เลยคิดว่าไม่ใช่ครับ
ส่วนเรื่องกระทู้ธรรมตอนนี้ผมได้ไอเดียเด็ดๆ
ขึ้นมาเหมือนกัน คือไปได้ไอเดียมาจากนิทานของพวกเซ็นครับ ก็เลยจะลองประยุกต์กับสติปัฎฐานดูแต่งเป็นนิทานเรื่องเกือบใหม่ขึ้น
มาคาดว่าว่างๆเมื่อไหร่จะเอามาลงให้เพื่อนๆช่วยวิจารณ์ดูครับ

 จากคุณ : นายสงบ [ 31 ม.ค. 2543 / 15:18:11 น. ]
     [ IP Address : 203.146.64.165 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (หนู)

เรื่องคำภีร์อนัตตา เห็นมีคนมาบอกว่าเป็นอาจารย์แอ๊ดเขียน แต่หนูอ่านดูแล้วก็รู้สึกแปลกๆ โดยเฉพาะที่บอกว่าถ้าไม่เผาศพ แล้วจิตจะยึดติดอยู่กับขันธ์ ไปเกิดไม่ได้ รวมถึงเรื่องการจัดเก็บวิญญาณอะไรพวกนี้ หนูรู้สึกแปลกๆด้วยเหมือนกันค่

 จากคุณ : หนู [ 31 ม.ค. 2543 / 15:22:51 น. ]
     [ IP Address : 199.100.49.101 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (หน้ามน)

คุณเนี๊ยวคงจะได้มรรคผลมาแล้วเป็นแน่เลยเชียวครับ จึงได้รู้ได้เห็นได้สัมผัสกับพระนิพพาน จนสามารถที่จะบอกกล่าวยืนยันได้ถึงพุทธวิสัย

 จากคุณ : หน้ามน [ 31 ม.ค. 2543 / 16:25:55 น. ]
     [ IP Address : 203.149.0.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (tchurit)

เห็นด้วยกับคุณหนูในความเห็นที่ ๑๕ ครับ
พราหม์ หรือ ฮินดู เป็นศาสนาที่มุ่งศรัทธา โดยเชื่อว่าเมื่อประทำสมาธิจนบริสุทธิ์จนสามารถกลับไปร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระพรหม์(ถ้าไม่ถูกต้อง  ผู้รู้แก้ไขให้ด้วยครับ) ส่วนพุทธเป็นศาสนาที่มุ่งสร้างปัญญา ปลุกพุทธะในตัวให้ตื่นขึ้น
พุทธมีหลักคำสอนหลายอย่างที่ตรงข้ามกับพราหม์ มีบางคนกล่าวว่าพุทธมีหลักคำสอนที่เกิดขึ้นเพื่อลบล้างความเชื่อแบบพราหม์
ศัพท์คำเดียวกันอาจมีความหมายต่างกันในแต่ละศาสนาได้ เช่น "กรรม" ความหมายของพุทธ ของพราหม์ ของนิครก็ต่างกัน
ยอมรับความจริงว่าศาสนาแต่ละศาสนาต่างกัน ไม่เหมือนกัน
มีหลักความเชื่อต่างกัน
ไม่จำเป็นต้องเอานิพพานไปเปรียบเทียบกับคำใด
เพระนิพพานแบบพุทธอย่างไรก็ไม่เหมือนกับนิพพานในศาสนาอื่นไม่ว่าศาสนาอื่นจะใช้คำว่า"นิพพาน"หรือไม่ก็ตาม

 จากคุณ : tchurit [ 31 ม.ค. 2543 / 17:29:04 น. ]
     [ IP Address : 203.157.42.213 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (ดังตฤณ)

> เอาแค่ที่ท่านกล่าวว่า "เข้าถึงได้จากทุกด้าน"
อันนี้เป็นพุทธพจน์เมื่อตรัสกล่าวถึงนิพพานโดยตรง
คำว่า "ท่าน" ในประโยคนี้หมายถึงพระพุทธเจ้า
ผมเขียนไว้ในจังหวะที่อาจทำให้เข้าใจว่าหลวงตาบัวเป็นผู้กล่าว
ต้องขออภัยและขอแก้ไขด้วยครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 31 ม.ค. 2543 / 17:39:32 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (เนี๊ยว)

นิพพานมีอยู่ ผู้ถึงสภาวะนิพพานเมือแตกกายทำลายขันธ์เสียแล้วก็ยังอยู่
เหมือนหญ้าถอดปล้อง เหมือนมะขามล่อนจากเปลือก

ส่วนโฮมเพจอนัตตาดีมากๆครับ  อธิบายเรื่องธรรมะปฏิบัติได้สอดคล้อง
กับวิทยาศาสตร์ ไม่เพ้อเจ้อเลื่อนลอย  จินตนาการสุดๆ เดาส่งเดชไปกันใหญ่

 จากคุณ : เนี๊ยว [ 31 ม.ค. 2543 / 22:26:21 น. ]
     [ IP Address : 203.149.0.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (Papa)

ภูมิความรู้ของคุณ ดังตฤณ  ลึกสุดหยั่งจริงๆ
ผมได้ความรู้มากขึ้นเยอะเลยครับ
ถึงแม้บางประโยคยังไม่ค่อยเข้าใจนักก็ตาม
ต้องยอมรับละครับว่า ฮินดู กับ พุทธ ผสมปนเปกันจนงง
หากได้ผู้รู้ช่วยกันแบบนี้  ในที่สุดคงจะแกะคราบฮินดู
ออกจากพุทธได้ไม่มากก็น้อย  
ปัจจุบันนอกจากฮินดู ที่ปนเปื้อนเข้ามาแล้ว
ยังมีเต๋า  ขงจื้อ  ชินโต  ลัทธิบูชาพระเจ้า  และอื่นๆ อีกมาก
อย่าว่าแต่คราวาสเลยที่สับสน
พระสงฆ์บางรูปยังเทศปนเปกันโดยไม่รู้ตัว
หากมี  "ดังตฤณ"  เกิดขึ้นมากๆในทุกๆ สังคม
"พุทธ"แท้ๆ   ย่อมเป็นที่หวังได้ครับ

 จากคุณ : Papa [ 1 ก.พ. 2543 / 07:30:57 น. ]
     [ IP Address : 203.157.32.234 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (หนู)

ไม่เข้าใจประโยคนี้ของคุณเนี๊ยวค่ะ

ส่วนโฮมเพจอนัตตาดีมากๆครับ  อธิบายเรื่องธรรมะปฏิบัติได้สอดคล้อง
กับวิทยาศาสตร์ ไม่เพ้อเจ้อเลื่อนลอย  จินตนาการสุดๆ เดาส่งเดชไปกันใหญ่

ข้อความมันขัดกันในตัวเองนะคะ สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ ไม่เพ้อเจ้อเลื่อนลอย  จินตนาการสุดๆ เดาส่งเดชไปกันใหญ่

ไม่ทราบตั้งใจจะพูดถึงคนละเรื่องรึเปล่าคะ เอามาเรียงประโยคไว้ต่อจากกันอย่างงี๊ มันงงนะคะ อิอิ

 จากคุณ : หนู [ 1 ก.พ. 2543 / 09:41:26 น. ]
     [ IP Address : 203.145.15.161 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (หนู)

อ๋ออออออ กลับมาอ่านดูอีกทีเข้าใจแล้วล่ะค่ะ คำว่า จินตนาการสุดๆ เดาส่งเดชไปกันใหญ่ เป็นประโยคเสริมของไม่เพ้อเจ้อเลื่อนลอย นี่เอง  รูปประโยคแบบนี้ อ่านแล้วบางทีมันงงเหมือนกันน่ะ ขอโทษค่ะ แหะๆ

แต่หนูขออนุญาติไม่เห็นด้วยกับคุณเนี๊ยวสักนิดนะคะ หนูว่าเนื้อหาในคัมภีร์อนัตตาฟังดูแปลกๆชอบกล บอกไม่ถูก อ่านเสร็จแล้วเกิดความรู้สึกเคลือบแคลงใจน่ะค่ะ โดยเฉพาะเรื่องถ้าไม่เผาศพแล้ว จิตไปเกิดไม่ได้ เพราะยังยึดติดกับขันธ์อยู่ และเหมือนกับว่าเราไม่ควรบริจาคศพให้โรงพยาบาลอะไรทำนองนี้แหละค่ะ

 จากคุณ : หนู [ 1 ก.พ. 2543 / 10:01:56 น. ]
     [ IP Address : 203.145.3.71 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (หนู)

อุ๊ย เขียนคำว่าอนุญาตผิด จริงๆต้องไม่มีสระอิใช่มะ

ขอพูดเรื่องศพนิดนึง หนูคิดว่าวิธีปลงศพที่ดีที่สุด ที่หนูเคยเห็นมาก็คือของพวกธิเบต คือพอตายแล้ว เค้าก็จะตัดศพออกเป็นท่อนๆ แล้วก็ไปโยนให้อีแร้งกิน หนูว่ามันมีประโยชน์ดีนะ ไม่เปลืองพื้นที่ ไม่เปลืองทรัพยากรธรรมชาติดีด้วย หนูว่าถ้าไม่เอาร่างกายหรืออวัยวะไปบริจาคให้โรงพยาบาล ก็เอาไปให้สัตว์กินเป็นอาหาร ก็ยังดีกว่าเอาไปฝังหรือเผาทิ้ง เพราะรู้สึกว่ามันเสียของน่ะ น่าจะเอาไปทำอะไรที่มันได้ประโยชน์กว่าทำลายทิ้งซะ

แต่หนูว่าคนส่วนใหญ่คงรับไม่ได้หรอก และพ่อแม่หนูเค้าก็คงรับไม่ค่อยได้ด้วยเหมือนกันน่ะ เพราะฉะนั้นก็คงต้องปฏิบัติตามธรรมเนียมที่ทำๆกันมาต่อไป

 จากคุณ : หนู [ 1 ก.พ. 2543 / 10:16:15 น. ]
     [ IP Address : 203.145.3.71 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (ถาวภักดิ์ / t_tiyabhorn@yahoo.)

เรียน คุณดังตฤน
     ขอขอบพระคุณยิ่งในความอุตสาห ความเพียร  ที่กรุณาช่วยตอบคำถาม
     โทษของการดื้อ ฝืนคำครู ถามคำถามที่ไม่ควรของผม จึงทำให้คุณดังตฤณเสียรังวัดไปด้วย  ขออโหสิกรรมด้วยครับ

 จากคุณ : ถาวภักดิ์ / t_tiyabhorn@yahoo. [ 1 ก.พ. 2543 / 12:51:03 น. ]
     [ IP Address : 202.183.250.142 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (ดังตฤณ)

ไม่เป็นไรเลยครับ
สำหรับคุณถาวภักดิ์
ต้องกล่าวว่าด้วยความยินดีเสมอ :-)

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 1 ก.พ. 2543 / 20:52:41 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (ถาวภักดิ์ / t_tiyabhorn@yahoo.)

     ไหนๆ คุณดังตฤณ ก็บอกยินดีเสมอแล้ว งั้นขอฉวยโอกาสปล่อยที่อั้นไว้ออกมาอีกหน่อยนะครับ
     อยากรบกวน ขอทราบความเห็นคุณดังตฤณ ในความต่างระหว่างการเข้านิโรธสมาบัติกับการเสวยวิมุติสุข ด้วยครับ
     อีกประการหนึ่งผมไม่สามารถ Loginได้เสียที จึงขออนุญาตคุณหนูใช้เนื้อที่กระทู้ตรงนี้ ประกาศถามผู้มีจิตเมตตาโดยทั่วกัน :
     "ใครเคารพ เชื่อมั่นในครูบาอาจารย์องค์ไหน ว่าเป็นเนื้อนาบุญอันอุดมยิ่ง โดยเฉพาะในต่างจังหวัด กรุณาแนะนำเขียนแผนที่ให้บ้าง"
     น่าจะเป็นประโยชน์มาก โดยเฉพาะกับตัวผมเอง เคยตกที่นั่งพระรามเดินดง ปีหนึ่งๆต้องตระเวณตามต่างจังหวัด นอนโรงแรมเสีย 10 เดือน 11 เดือน   นี่เร็วๆนี้คาดว่าจะต้องไป เชียงราย สิงห์บุรี และกาญจนบุรี ใครรู้จักครูบาอาจารย์ดีๆ ใน3 จังหวัดนี้ กรุณาแนะนำด้วยจะเป็นพระคุณอย่างสูง

 จากคุณ : ถาวภักดิ์ / t_tiyabhorn@yahoo. [ 2 ก.พ. 2543 / 08:49:42 น. ]
     [ IP Address : 202.183.249.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (คนหาแก่นธรรม)

ที่เชียงรายมีพระอาจารย์คูณ ติกวีโร วัดอุดมวารี
อ.พาน ถามชาวบ้านแถว อ.พานเขารู้จักดีครับ
ท่านเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อชา สุภทโทครับ

กาญจนบุรีมีวัดเขื่อนศรีฯ แต่ก่อนท่านคเวสโกเคยอยู่
ผมไม่มั่นใจครับไม่เคยไป

ส่วนสิงห์บุรีไม่มีข้อมูลครับ

 จากคุณ : คนหาแก่นธรรม [ 2 ก.พ. 2543 / 11:52:18 น. ]
     [ IP Address : 202.44.210.28 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (ดังตฤณ)

คุณถาวภักดิ์

ถ้าหากดูจากพระสูตร
จะเห็นว่า วิมุตติสุข นั้นดูเหมือนสงวน
หรือจองไว้ให้บรรดาพระอรหันต์ท่านเท่านั้น
และไม่จำเพาะว่ากำลังเข้าสมาธิหรือเดินจงกรม
แต่ขณะกำลังลืมตาอยู่ดีๆนี่ก็เสวยวิมุตติสุขได้
ยกตัวอย่างเช่น

ภเวสีภิกษุได้คิดว่า เราแลเป็นผู้ได้ตามความปรารถนา
ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งวิมุตติสุขอันเป็นธรรมชั้นเยี่ยมนี้

ก็สมัยนั้นแล ท่านพระวังคีสะ เป็นผู้บรรลุพระอรหัตแล้วไม่นาน
เสวยวิมุตติสุขอยู่ ได้กล่าวภาษิตคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า...

แต่ก็มีหลายแห่งที่ใช้คำว่าวิมุตติสุขเป็นรสอันได้ขณะนั่งสมาธิ เช่น

...ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับนั่งเสวยวิมุตติสุข
โดยบัลลังก์เดียวตลอด ๗ วัน...

อันนี้แสดงให้เห็นว่าวิมุตติสุขเป็นคำกลางๆ
แสดงโดยเน้นนัยะของความเป็นสุขเวทนาอันคนทั่วไปเข้าใจได้
กล่าวคือจัดเข้าข่ายความสุขชนิดหนึ่ง เป็นความสุขอันเกิดแต่ใจที่หลุดพ้น
ใจที่ไม่ยึดเอารูปนามทั้งหยาบและละเอียดทั้งหลายไว้เป็นตัวตนแม้แต่น้อยหนึ่ง

พูดง่ายๆใช้ขณะลืมตาหรือหลับตา ขณะอุทานภาษิต หรืออย่างไรก็แล้วแต่
ขออย่างเดียวให้อุปาทานขันธ์ขาดสิ้นไปจากขันธสันดานแล้วเป็นพอ
ความขาดสิ้นไปอย่างสนิทแห่งอุปาทานขันธ์นั้นเองให้ผลเป็นวิมุตติสุข


ส่วนนิโรธสมาบัตินั้น ประการแรกไม่สงวนไว้เฉพาะพระอรหันต์
กล่าวคือพระอนาคามีก็เข้านิโรธสมาบัติได้
โดยมีข้อแม้ว่าต้องทำสมาบัติ 8 ได้บริบูรณ์
เพราะเงื่อนไขของการถึงนิโรธสมาบัติคือจิตต้องละเอียดใกล้ดับสัญญา
แล้วใช้ความละเอียดระดับนั้นก้าวล่วงความมีสัญญาไปสู่การดับสัญญา
และไม่เสวยเวทนา แม้อุเบกขาเวทนาก็ไม่มี
ความไม่ถูกขันธ์กระทบอย่างเด็ดขาดนั้นเองคือนิพพาน

ตำรากล่าวว่าเป็นนิพพานตรง (นิปปริยายนิพพาน)
เพราะพระพุทธองค์เคยแสดงไว้สำหรับผู้อยากเห็นนิพพานของแท้
ว่าเป็นไปได้ด้วยการเข้าให้ถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ (ดูในเรื่องสันทิฏฐิกนิพพาน)


เมื่อเป็นสภาวะที่ไม่ถูกขันธ์กระทบ
จะลืมตา จะเดินจงกรม หรืออุทานภาษิตใดๆนั้นย่อมไม่ใช่วิสัย
มีแต่พระอริยะชั้นสูงระดับอนาคามีหรืออรหันต์
ที่นั่งสมาธิถึงสมาบัติ 8 แล้วล่วงสมาบัติทั้งหมดเสียได้นั่นแหละครับ
จึงจะ ถึงนิพพาน จริงๆ

อย่างไรก็ตาม นิพพานเป็นอายตนะภายนอกชนิดหนึ่ง
เพราะถูกจิตรู้ได้ เสวยอารมณ์ได้
ดังนั้น เมื่อใครเห็นนิพพานแล้ว นับแต่บรรลุมรรคผลเป็นพระโสดาบันขึ้นไป
ก็ย่อม หมายจำ ได้ว่าเป็นอย่างไร
(ใครมาหลอก มาชักจูงว่าเป็นอื่นนอกจาก "ความเป็นเช่นนั้น" เป็นไม่สำเร็จ)
ประกอบกับที่สักกายทิฏฐิขาดสูญ อันเป็นผลจากญาณล้างผลาญสังโยชน์
มีใจใสเบา ละอุปาทานขันธ์ได้ด้วยการกำหนดกายใจเป็นไตรลักษณ์
พวกท่านก็เสวยวิมุตติสุขเหมือนกัน
เพียงแต่ไม่ใช่วิมุตติขนานแท้และดั้งเดิมเหมือนอย่างพระอรหันต์
โบราณาจารย์ท่านไม่ให้การรับรองในการใช้คำนี้กับอริยเจ้าชั้นต่ำกว่าอรหันต์ลงมา

อีกประการหนึ่ง
ขันธ์ 5 เป็นสิ่งที่ถูกรู้ได้ ถูกเห็นเป็นไตรลักษณ์
จิตหมดความอาลัยถือมั่นได้ชั่วคราวในระดับหนึ่ง แม้ในปุถุชน
อันนี้พระพุทธเจ้าก็เคยตรัสบอกกะพระอานนท์ไว้
ว่าถ้าใครถามถึงนิพพานชั่วคราว ก็ให้ดูตอนราคะ โทสะ และโมหะดับไป
(เน้นกิเลสข้อโมหะเป็นสำคัญ ว่าดับไปในระดับละเอียด
ไม่ใช่แค่ดับไปแบบหยาบๆเช่นตูเก่ง ตูหล่อ ตูสวย
แต่ดับไประดับละเอียด เห็นแจ้งตามจริงว่ากายนี้ใจนี้สักแต่เป็นสภาวธรรม)
ตรงนี้ปุถุชนที่ยังไม่เข้าใจการดับทุกข์อย่างสนิท
ก็สามารถอนุมานได้ รู้ได้ว่าจิตที่ปราศจากทุกข์คือจิตที่ขาดจากอุปาทาน
เมื่อใดอุปาทานขาดชั่วคราว ก็ปราศจากทุกข์ชั่วคราว
เมื่อใดอุปาทานขาดถาวร ก็ปราศจากทุกข์ถาวร
เป็นความเห็นแจ้งชนิดไร้ข้อกังขา
แม้ยังไม่เห็นนิพพาน ก็รู้ว่าทางเดียวที่จะไปนิพพานคือหมดความยึดถือขันธ์

อย่างนี้ก็พอเรียกว่าแตะๆต้องๆวิมุตติสุขบ้างเล็กน้อย
คงเปรียบเทียบได้กับคนที่เหาะไม่ได้ ยังทำตัวเบาและบินไปในอากาศแบบนกไม่ได้
แต่ถ้าเคยนั่งรถไฟเหาะ หรือโดดร่มมาก่อน
แม้ยังมีน้ำหนักที่ดูดให้ดิ่งลง จมลง
ก็พอสัมผัสได้ล่ะว่าลอยอยู่เหนือโลกมีความสุขล้นปรี่ปานไหน

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 2 ก.พ. 2543 / 15:21:35 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (นายสงบ)

สาธุกับพี่ดังตฤณอีกรอบครับ ติดตามอ่านที่พี่ดังตฤณอธิบายมาโดยตลอดทำให้ผมมีความเข้าใจมากขึ้นจริงๆครับ
ขอบคุณครับ

 จากคุณ : นายสงบ [ 2 ก.พ. 2543 / 16:14:33 น. ]
     [ IP Address : 203.146.64.165 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (ถาวภักดิ์ / t_tiyabhorn@yahoo.)

     ขอบพระคุณ คุณคนหาแก่นธรรมครับ ที่กรุณาแนะนำ

      ขอบพระคุณคุณดังตฤนอย่างยิ่งอีกรอบ  และถ้ายังไม่รังเกียจเชื้อสาย King Milano น้อยๆนี้ อยากจะรบกวนขอทราบความเห็นคุณดังตฤณ ต่อไปอีก ว่าทำไม
     1. จึงไม่สามารถทำอันตรายร่างกายของผู้ที่กำลังเข้านิโรธสมาบัติได้
      2. จึงเกิดอานิสงค์ให้เห็นเป็นรูปธรรมแทบจะทันทีที่ได้ทำบุญกับผู้ที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ

 จากคุณ : ถาวภักดิ์ / t_tiyabhorn@yahoo. [ 2 ก.พ. 2543 / 16:47:53 น. ]
     [ IP Address : 202.183.250.39 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (นายสงบ)

คุณถาวศักดิ์นี่เป็นมนุษย์ช่างถามจริงๆครับ ^-^ แต่ถามอย่างมีสาระน่าติดตาม แหะๆผมเองก็อยากรู้เหมือนกันขอรออ่านด้วยคนครับ

 จากคุณ : นายสงบ [ 2 ก.พ. 2543 / 17:06:57 น. ]
     [ IP Address : 203.146.64.165 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : (ดังตฤณ)

เมื่อจิตเข้มแข็งขึ้น
ร่างกายก็ตอบสนองแบบแปรผันตาม
อย่างพวกที่เล่นวิชาหนังเหนียว
หรือกระทั่งเอามือจุ่มน้ำมันเดือดไม่ร้อน ไม่พอง
ก็ล้วนแล้วแต่อาศัยจิตที่มั่นคงเป็นตัวนำ
ฟังว่าแค่ได้สมาธิขั้นต้น ก็เพียงพอใช้อธิษฐานจิต
ทำอะไรพิสดารประเภทหนังเหนียวยิงฟันไม่เข้าได้แล้ว
ทางแพทย์ก็คงวิเคราะห์ตามหลักฐานทางชีวเคมี
เช่นมีการหลั่งสารบางอย่างออกมามากเป็นพิเศษ
ทำให้ร่างกายมีความต้านทานสูงขึ้นกว่าปกติ

เมื่อได้เพียงฌาน 4
จะมีการเปลี่ยนแปลงภายในอย่างชนิดผิดมนุษย์มนา
ฟังจากหลวงพ่อพุธ ท่านว่าไม่หายใจแล้ว
ต่อให้เอาไปหย่อนลงในน้ำทั้งท่านั่งฌานก็ไม่ตาย
คือออกซิเจนจะเข้าทางผิวหนังแทน
(อันนี้มีหลักฐานรองรับเช่นในเล่ม 24
ท่านว่า ลมอัสสาสปัสสาสะเป็นปฏิปักษ์ต่อจตุตถฌาน
ซึ่งหมายความว่าตราบใดยังมีลมหายใจเข้าออก
ตราบนั้นยังถึงฌาน 4 ไม่ได้)

ตรงนี้ทำให้ต้องยอมรับว่าสมาธิจิตมีส่วนปรุงกายให้เข้มแข็งขึ้น
ยิ่งเป็นฌานสูงเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีความเปลี่ยนแปลงทางภายใน
ซึ่งไม่อาจเป็นที่รู้ ที่เข้าใจ
เท่าที่ทราบเคยมีการบันทึกไว้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์
ขอให้ฤาษีตบะกล้าแข็ง มาทดลองนั่งเข้าฌาน
โดยมีเครื่องมือหลายๆรูปแบบตรวจวัดความเปลี่ยนแปลงในร่าง
พบว่ามีความพิสดารเหนือมนุษย์อย่างเกินเชื่อ
อันนี้ผมอ่านนานแล้ว จำรายละเอียดไม่ได้
(และดูเหมือนหนังสือที่เล่า ก็ไม่พูดอย่างละเอียดเท่าไหร่)

ขนาดฐานของอรูปฌานฌาน 4
ยังไม่มีลมหายใจเข้าออกของหยาบแตะต้องกาย
ก็ทำให้แกร่งขึ้นเหนือกว่าพวกหนังเหนียวตั้งไม่รู้เท่าไหร่
แล้วสมาบัติชนิดที่ไม่มีแม้แต่สัญญาและเวทนาของละเอียดแตะต้องจิต
น่าจะทำให้กายแกร่งขึ้นเหนือกว่านั้นสักขนาดไหน

ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมทำบุญกับผู้เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติถึงบุญแรงนัก
ก็คงเป็นเรื่องของกิริยาและปฏิกิริยาครับ
นาบุญยิ่งดี เป็นดินอุดมพร้อมปุ๋ยบำรุงสมบูรณ์สูงสุด
ผลก็งอกเงยรวดเร็ว รุนแรงสูงสุดทันตาเห็นเช่นกัน

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 3 ก.พ. 2543 / 02:42:08 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : (ถาวภักดิ์ / t_tiyabhorn@yahoo.)

     ขอบพระคุณคุณดังตฤณที่ยังเมตตา อดทนกับผมอยู่
     การถามต่อไปนี้ ขอยืนยันว่าด้วยความเคารพเช่นที่แล้วมา เพียงแต่ผมขออนุญาตใช้วิธีซักค้าน เพื่อให้ตัวเองได้ความกระจ่างในเหตุและผลของคุณดังตฤณมากขึ้น
      การเสวยวิมุติสุข ดูจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นหลังจากที่บรรลุธรรมขั้นสูงสุด ซึ่งก็แปลกที่ว่า เมื่อจบกิจแล้ว วางสิ้นทุกสิ่งแล้ว ทำไมจึงยังต้องเสวยอะไรทางใจอยู่   ผมลองใช้modelเดิมมาสวมดู คิดว่าน่าจะเป็นไปได้มากว่า เป็นการปรับแต่งขันธ์5 เพื่อรองรับ ธรรมธาตุ   ฉะนั้นธรรมธาตุย่อมสามารถสื่อกับขันธ์5ได้ ?
      การที่ไม่มีทางทำอันตรายกันร่างกายของท่านผู้อยู่ระหว่างการเข้วนิโรธสมาบัติ เป็นเพราะท่านผู้นั้นกำลังสัมผัสอยู่กับสภาวะนิพพาน ในขณะที่ยังมีความสัมพันธ์อยู่กับขันธ์5 เพราะยังไม่ดับขันธ์  ร่างกายของท่านจึงได้รับอิทธิพลจากสภาวะเหนือโลกนั้นด้วย  ซึ่งแสดงถึงการสื่อสัมผัสระหว่างสภาวะนิพพานกับร่างกาย ?
      แรงสะท้อนของบุญที่กระทำต่อผู้ที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ ซึ่งเกี่ยวพันอยู่กับสภาวะนิพพาน (มากกว่าพระอรหันต์ที่ไม่ได้เข้านิโรธสมาบัติ) และด้วยเหตุผลที่สภาวะนิพพานเป็นสภาวะที่โลกสัมผัสไม่ได้  จึงไม่มีอาการเหมือนสปริงที่หยุ่นตัวรับแรงกระทำ สามารถเปลี่ยนพลังงานเป็นพลังศักดิ์  หากแรงกระทำ(บุญ)ต่อขันธ์ของผู้ที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ ถูกตีกลับออกมาทันที   ก็น่าจะหมายความว่าร่างกาย(ขันธ์)ของพระอรหันต์ผู้เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติสื่อสัมผัสกับสภาวะนิพพานอยู่ ? นอกจากนี้จำได้เลาๆว่าครั้งหนึ่งมีอสูรใช้กระบองตีพระสารีบุตรขณะเข้านิโรธสมาบัติอยู่  พระสารีบุตรไม่สะดุ้งสะเทือนแต่อสูรถูกธรณีสูบทันที
      เพราะฉะนั้น ผู้ที่ดับขันธ์เข้าพระนิพพานแล้วย่อมต้องสามารถสื่อกับผู้ที่ยังติดอยู่ในโลกได้  เหมือนผู้ที่ออกจากคุกไปแล้วย่อมสามารถมาเลือกเยี่ยมผู้ที่ยังติดอยู่ในคุกได้ฉันนั้น
ซ.ต.พ.?  Q.E.D.?
      ขอความกรุณาให้ความเห็นด้วยครับ  ขอเรียนถามด้วยความเคารพ

 จากคุณ : ถาวภักดิ์ / t_tiyabhorn@yahoo. [ 3 ก.พ. 2543 / 10:07:53 น. ]
     [ IP Address : 202.183.249.24 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : (ดังตฤณ)

ครับคุณถาวภักดิ์ :-)
ที่ตอบคุณถาวภักดิ์มาก็ด้วยทราบว่าเจตนาคุณถาวภักดิ์ต้องการสาวจากผลไปหาเหตุ
ถ้าเดาไม่ผิดคงจากจุดที่ผมกล่าวว่านิพพานไม่ใช่เมืองแก้ว

ส่วนคำตอบที่ให้ไปแล้วนั้น
ก็ตามที่บอกแต่ต้นครับว่าอิงตำราและครูบาอาจารย์
คงเบ็ดเสร็จในตัวเองโดยไม่มีอะไรเสริมครับ :-)

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 3 ก.พ. 2543 / 10:30:18 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 42 : (นาย จิบ)

ขออนุญาตแสวงความคิดเห็นนิดนึง ด้วยความเคารพและอนุโมทนา ที่แสดงความคิดเห็นกันครับ จริงๆแล้วผมชอบอ่านอย่างเดียว ก็ได้รับความรู้จากที่นี่มาก เรื่องนิพพานนั้นผมไม่มีความรู้จริงๆ เพียงแต่เคยถาม ครูอาจารย์ คือ หลวงปู่ เจือ สุภโร ท่านว่า นิพพานมีอยู่ ท่านว่าเท่านี้ไม่พูดต่อ ส่วนพระอรหันต์ที่นิพพานแล้วนั้น เราติดต่อไม่ได้ในขณะที่พระอรหันต์ที่อนุปปาทิเสสนิพพานแล้วนั้นก็ไม่มาติดต่อกับเรา คือท่านไม่รับรู้เรื่องต่างๆของพวกเรา( พรหม สวรรค์ มนุษย์  ) ในขณะที่ท่านก็ไม่รับรู้ซึ่งกันและกัน ส่วนสภาวะเป็นอย่างไรท่านไม่ได้บอก แต่เราสามารถของบารมีท่านได้นะครับ เช่น อาราธนา พระบารมีพระพุทธเจ้านี้ได้ ก็เลยฝากเป็นข้อมูลนิดนึงเอาไว้ประดับความรู้ควรใช้โยนิโสมนสิการด้วยนะครับ

 จากคุณ : นาย จิบ [ 3 ก.พ. 2543 / 12:55:52 น. ]
     [ IP Address : 202.6.107.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 43 : (ถาวภักดิ์ / t_tiyabhorn@yahoo.)

     ขอบพระคุณ คุณดังตฤณอีกครั้งที่กรุณา สละเวลาช่วยตอบอย่างยืดยาวหลายครั้ง  ความจริงผมมีความโน้มเอียงที่ไม่เชื่อว่านิพพานเป็นเมืองแก้ว เพราะเมื่อนามและรูปยุติการเป็นเหตุและปัจจัยซึ่งกันและกันแล้ว จะสร้างรูปเป็นเครื่องอยู่อีกทำไม   แต่อย่างที่ออกตัวไว้ตั้งแต่ต้น ว่าจริตนิสัย ซุกซน อดพินิจ วิเคราะห์ไม่ได้ จึงลองนำเอาทฤษฎีที่ตั้งไว้ออกมาขอความเห็นดู แล้วก็ด้วยจริต สันดาน ที่ซนๆ ร้ายๆแบบนักวิชาเกิน เลยสนุกกับการ อภิปรายหาช่องโหว่ร่วมกับท่านผู้รู้ที่ใจกว้าง

 จากคุณ : ถาวภักดิ์ / t_tiyabhorn@yahoo. [ 3 ก.พ. 2543 / 13:51:29 น. ]
     [ IP Address : 202.183.249.135 ]


 ความคิดเห็นที่ 44 : (ดังตฤณ)

นายจิบ

ตรงนี้ครูบาอาจารย์ร่วมสมัยท่านกล่าวไว้ครับ
ขณะจิตสุดท้าย พระอรหันต์ท่านคายพลังออกมามหาศาล
(แทนที่จะเปลี่ยนจากจุติจิตเป็นปฏิสนธิจิต)
เพราะฉะนั้นถ้าจิตมีความละเอียดพอ
ก็สามารถกระทบกับพลัง และก่อเป็นนิมิตเฉพาะใจคนนั้นได้

คุณถาวภักดิ์

สำหรับคุณถาวภักดิ์แล้ว ยินดีครับ ด้วยใจจริง

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 3 ก.พ. 2543 / 14:13:36 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 45 : (ดังตฤณ)

เมื่อกี้ออฟไลน์แล้วลงมานั่งอ่านข้อความของคุณถาวภักดิ์แล้วตัวเองใหม่
อยากขยายความเพิ่มเติมสักนิด

โดยตัวคุณถาวภักดิ์เองผมรู้สึกว่าอัธยาศัยใจคอ
แนวทางการสนทนา น่าจะไปในทางเดียวกัน
และโดยแนวการปฏิบัติกับนิสัยโดยพื้น
เท่าที่อ่านข้อความของคุณถาวภักดิ์มาทั้งหมดแต่แรก
ก็ทราบครับว่าไม่ได้นอกลู่ครูอาจารย์ ทั้งพระพุทธและพระสงฆ์
ตรงนี้ถึงบอกว่ายินดีเสมอ สำหรับคุณถาวภักดิ์

แต่ในเรื่องความคาใจเกี่ยวกับนิพพาน
อันนี้จัดเป็นทิฏฐิ ซึ่งจะสมบูรณ์ก็เมื่อเห็นแจ้งในนิพพานแล้ว
การเสี่ยงคิดด้วยตนเอง หรือเชื่อใคร ว่านิพพานเป็นอะไร
ที่นอกเหนือจากการระบุไว้ในคัมภีร์ชั้นแรก
นับว่าไม่ปลอดภัยนัก ตรงนี้จึงออกห่วง
เพราะถ้าว่ากันตรงไปตรงมา คุณถาวภักดิ์เหมือนจะกล่าวอยู่ในตัว
ว่ายังมีธรรมอีกชนิดหนึ่งที่สูงเหนือขันธ์ 5
และสื่อผ่านขันธ์ 5 ได้
จึงเพียรพยายามหาหลักฐานเท่าที่มีในพระไตรปิฎก
โดยเฉพาะในแง่ของสัญญา หมายรู้หมายจำนั้น
เมื่อเห็นตัวสัญญาเกิดดับชัดๆอยู่เดี๋ยวนี้
จะเข้าใจและทราบว่าความไม่มีตัวตนนั้น ไม่มีอย่างไร
คล้ายกับเราเฝ้าดูหยดน้ำที่ถูกความร้อนแผดเผา
นาทีนี้ดูเป็นรูปหยดน้ำอยู่ นาทีต่อมาเหือดแห้งไม่เหลือรอย
ก็เหมือนเฝ้ารู้ระลอกสัญญาเป็นขณะๆ
เฝ้าดูสัญญาเลือนหายไปด้วยการแผดเผาของกาลเวลา
จึงจะเท่าทันเป็นขณะๆจนสติต่อเชื่อมติดถึงกันเป็นเวลานาน
เห็นชัดว่าที่เกิดดับ เกิดดับนั้นไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
และไม่มีอะไรอื่นนอกจากนี้ ที่เป็นตัวตน

องค์ประกอบมูลฐานของการสื่อสารเบื้องต้นคือสัญญา
ซึ่งไม่ปรากฏในนิพพาน ตรงนี้เป็นทิฏฐิที่สำคัญมาก
ตราบใดยังมีสัญญา ตราบนั้นยังมีการเคลื่อนไหวไหลเลื่อนไป
ยังมีการเหือดแห้งไปเสมอ

ในแต่ละขณะแห่งการประชุมเข้าเป็นเปลือกหยาบคือกาย
และมีศูนย์กลางบังคับคือใจ
อันมีเปลือกหุ้มอย่างละเอียดเป็นเวทนา สัญญาและสังขาร
คือการเกิดความรู้สึกในตัวตนอย่างสืบเนื่อง
ตราบใดที่ความรู้สึกในตัวตนนี้ยังแสวงหาความมีตนในแบบใดแบบหนึ่ง
เช่นไปคิดเกินขอบเขตของขันธ์ 5
หรือเกินขอบเขตที่เห็นขันธ์ 5 เป็นทุกข์
หรือเกินขอบเขตพิจารณาอุปาทานขันธ์ 5

ไม่ว่าจะละเอียดอ่อนลึกซึ้งเพียงใด
ก็จัดเป็นอันตรายต่อการภาวนาได้อย่างรุนแรง

ตัวอย่างเช่นการเก็งว่า "ผลลัพธ์" ของการดับทุกข์เป็นนิพพาน
นิพพานเป็นธรรมธาตุ ธรรมธาตุสื่อกับขันธ์ 5 ได้นั้น
มองเผินๆดูเหมือนไม่เป็นไรนัก
แต่หากปฏิบัติเข้าไปถึงความละเอียดในภายใน
จะไปเจอทางตันที่จิตไม่อาจมองเห็นอุปาทานในอัตตา
อันเนื่องด้วยความเชื่อในสภาวะที่อยู่สูงเหนือขันธ์ 5


ผมเองบางทีฟังเหลาจื๊อกล่าวเกี่ยวกับเต๋า
เช่นว่าเป็นสิ่งไม่มีเหลี่ยมมุม เป็นสิ่งไม่อาจพูดถึงได้
รวมทั้งดูแนวการปฏิบัติเช่นรู้ลมหายใจยืดยาว นิ่มนวล
การปฏิบัติตนต่อสรรพสิ่งโดยปราศจากการแบ่งแยก ฯลฯ
ยังออกจะเคยเชื่อด้วยซ้ำว่าอาจเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
(ซึ่งทางเถรวาทเราไม่ยอมรับว่าจะอุบัติได้
ในสมัยเดียวกับพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ และพุทธศาสนายังดำรงอยู่)
เต๋ากับนิพพานอาจใช่อันเดียวกัน อันนั้นยอมรับว่าไม่รู้ว่ายังไงแน่
เห็นแต่แนวทางของเหลาจื๊อไม่ได้มีเป็นขั้นๆ ไม่ได้มีมาตรวัดชัดเจนอย่างเรา

และเพราะรู้ว่าตัวเองไม่รู้ วิธีลดความเสี่ยงจึงรับทราบไว้ด้วยใจเป็นกลาง
หันมาดูเฉพาะผู้ที่ท่านกล่าวไว้ชัดเจน ทั้งเรื่องของทุกข์และการดับทุกข์
เรื่องของการออกจากสังสารวัฏ
เรื่องขอบเขตความเป็นไปได้ของนิพพาน ที่อยู่ในคัมภีร์ชั้นเดิม
รับทราบเท่าที่ท่านกล่าวไว้
และจับหลักอย่างแม่นๆว่าถ้าเห็นต้นเหตุทุกข์คือความอยากเล็กใหญ่ในใจเรา
รู้ทางดับเสียได้ รู้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน
ก็จะไม่เผลอไปคิดเกินตัว หรือเชื่อใครเกินบรมครู
เพราะหากเผลอคิดแล้วผิดนิดเดียว
จะด้วยเพราะรู้เท่าไม่ถึงการหรือด้วยเหตุน่าเห็นใจอย่างไรก็แล้วแต่
บางทีอาจปฏิบัติพลาดทางไปง่ายๆ
และพลอยพาบุคคลอันเป็นที่รักใกล้ตัวหลงเข้าใจผิดตาม

ถ้าพูดแล้วไม่พอใจก็ขออย่าได้โกรธได้เคืองกันเลยนะครับ
เรื่องของศาสนาและความเชื่อนี้ บางทีแย้งกันนิดเดียวก็บาดหมางได้
ครั้นจะไม่แย้งเลย ก็อาจมองได้อีกว่าเป็นการดูดาย
ไม่ช่วยกันรักษาศาสนา

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 3 ก.พ. 2543 / 16:17:20 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 46 : (เอก)

  มีชายอยู่ 6 คนพี่น้อง
ชายคนที่ 1 โดนมัดโซ่ตรวนอยู่กับหลักมุด ในมือไม่มีขวานอยู่
                 แต่สามารถมองเห็นกอไผ่ไกลลิบ
ชายคนที่ 2  โดนมัดโซ่ตรวนอยู่กับหลักมุด ในมือมีขวานใหญ่
                 อยู่และสามารถมองเห็นกอไผ่อยู่ไกลลิบเช่นกัน
ชายคนที่ 3 หลุดจากโซ่ตรวนแล้ว กำลังตัดต้นไผ่อยู่
ชายคนที่ 4 หลุดจากโซ่ตรวนแล้วและจักตอกเรียบร้อยแล้ว
                 และเตรียมจักสานเป็นกระบุงใส่ของ
ชายคนที่ 5 จักสานใกล้จะเสร็จแล้ว
ชายคนที่ 6 จักสานเสร็จแล้ว และนั่งพักผ่อนอย่างสบาย

     ชายคนที่ 1 เที่ยวร้องถามชายคนที่ 6 ว่าพี่ชาย กระบุงเป็นอย่างไร หน้าตาเป็นอย่างไรเหรอ แล้วต้นไผ่มันเป็นอย่างนั้นอย่างนั้นใช่ไหม ชายคนที่1 ก็อธิบายความพิศดารของการจักสาน ต้องขึ้นรูปอย่างนั้น อย่างนี้ แต่ ชายคนที่ 1 ก็ไม่เชื่อ
หาว่าชายคนที่ 6 มดเท็จ แถมด่าเอา
       ชายคนที่ 2 มองเห็นกอไผ่ก่อนเค้ามีความคิดว่า ควรทำในสิ่งที่เห็นก่อนเราไม่ควรคิดถึงกระบุง เพราะคิดไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเรายังมี โซ่ตรวนอยู่ จำเราต้องตัดโซ่ตรวนก่อนแม้จะใช้เวลานานเท่าไรก็ตาม
      ชายคนที่ 1 ไม่สนใจโซ่ เค้าเดินๆๆเพื่อไปให้ถึงก่อไผ่นั้นผิดกับชายคนที่ 2 ก้มหน้าก้มตา ตัดโซ่เป็นเวลานาน และเหนื่อยมาก
     ในที่สุดชายคนที่ 1 ก็เดินไปสุดโซ่ ทั้งๆที่ อีกไม่กี่เมตรจะถึงกอไผ่อยู่แล้วและที่นั่นก็มีมีดวางอยู่แต่ไม่สามารถหยิบจับได้
     ในที่สุดชายคนที่ 2ก็ตัดโซ่ขาดแทนที่เค้าจะเดิน เค้ากลับวิ่งด้วยกำลังมหาศาล เนื่องเพราะมีกล้ามจากการ ลงมือตัดโซ่นั้น ในที่สุดก็แซง ชายคนที่ 1 แล้วใช้ขวานนั้นตัดไม้ไผ่โดยง่ายดาย เมื่อเค้าตัดได้แล้วจึงไปถามการเตรียมจักตอก ทำอย่างไรแก่ชายคนที่ 4 ชายคนที่ 4ก็แนะนำ เค้าจึงสามารถจักตอกสำเร็จโดยง่าย จากนั้นจึงไปถาม คนที่กำลังจักสานกับชายคนที่ 5 แล้วเค้าก็ทำสำเร็จ จากนั้นเค้าก็ทำเสร็จ โดยไม่ต้องถามคนที่ทำเสร็จแล้ว
      และชายคนที่ 3-4 ก็เสร็จก่อนเพราะเค้าพร้อมแล้ว จึงไม่ต้องเตรียมขวานหรือออกแรงแต่อย่างไร โดยอาจสอบถามจากชายคนที่ 6 นั้นก็เข้าใจโดยง่าย

 จากคุณ : เอก [ 3 ก.พ. 2543 / 16:57:51 น. ]
     [ IP Address : 203.157.1.74 ]


 ความคิดเห็นที่ 47 : (tchurit)

นิทานเรื่องนี้ของคุณเอกเข้าท่าดีครับ
ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะเป็นชายคนไหน?
วันหนึ่งในอนาคต ชายคนที่หนึ่งคงจะรู้ตัวนะครับว่าเขาควรทำอะไรก่อน อะไรทีหลัง

 จากคุณ : tchurit [ 4 ก.พ. 2543 / 13:28:53 น. ]
     [ IP Address : 203.157.42.217 ]


 ความคิดเห็นที่ 48 : (นาย จิบ)

คุณ ดังตฤณ
ขอบพระคุณดังตฤณ มากครับทำให้ผมเข้าใจอะไรมากขึ้น

 จากคุณ : นาย จิบ [ 7 ก.พ. 2543 / 13:40:30 น. ]
     [ IP Address : 202.6.107.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 49 : (ถาวภักดิ์ / t_tiyabhorn@yahoo.)

เรียน คุณดังตฤณ
      ผมไปต่างจังหวัดอยู่หลายวัน เพิ่งมาเปิดเจอที่คุณดังตฤณกรุณาแนะนำเพิ่มเติม  ต้องขอขอบพระคุณคุณดังตฤณที่เมตตาให้หลายครั้ง  และอยากขออนุญาตนับเนื่องคุณดังตฤณเป็นกัลยาณมิตรอีกท่านหนึ่ง
      อาจารย์หมูแห่งวัดป่าเทพเนรมิตรเคยตำหนิผมว่าเหมือนคนมีเงินอยู่ไม่กี่ร้อยแต่ผ่าไปสนใจอยากรู้วิธีใช้เงินเป็นพันเป็นหมื่นล้าน  ซึ่งก็น้อมรับโดยดี แต่ก็อดดื้อเล็กๆไม่ได้
      ถ้าผมไม่ได้ชอบอ่านหนังสือของหลวงพ่อฤาษีฯซึ่งแรกๆก็ชอบแต่เรื่องผีสางเทวดา และอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาร ต่อมาภายหลังจึงค่อยรื่นเริงกับธรรมของท่าน    หรือถ้าไม่ได้เรียนรู้เรื่อง อจินตัยจากหลวงแม่อุบาสิกาเพียงเดือนแห่งสำนักสงฆ์อาทิจจวังโส  ซึ่งท่านเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ผมตั้งใจรักษาศีลและปราถนาพระนิพพานมาจนบัดนี้    ผมอาจยังคงไม่ก้าวหน้าในธรรมจนทุกวันนี้
      ผมมีโอกาสได้อ่านศึกษาธรรมจากครูบาอาจารย์หลายองค์ จนได้ข้อสรุปว่า
      1. ธรรมมีหนึ่งเดียว ถ้าเป็นของแท้แล้วย่อมลงตัวกันอย่างเหมาะเจาะพอดีเสมอ
      2. ศิษย์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีหลากหลายตั้งแต่ ยาจกเข็นใจ  มหาโจร ไปจนถึง ท้าวพระยามหากษัตริย์
ตั้งแต่ผู้บำเพ็ญบารมีปราถนาพุทธภูมิ ไปจนถึง ผู้นับถือลิทธิมิจฉาทิตฐิ กินอาจมเป็นอาหาร   วาสนาสันดานจึงหลากหลาย   การสอนจึงไม่อาจมีแนวใดแนวหนึ่งเพียงประการเดียว  แม้ในครั้งพุทธกาล พระสาวกบางองค์ พระอรหันตสาวกสอนเท่าไรก็ไม่ได้อะไรเลยจนจะเลิกรากันทั้งผู้สอนและผู้เรียน แต่เพียงพระพุทธเจ้า สอนให้ลูบผ้าขาวสลับกับการมองพระอาทิตย์ พักเดียวก็สำเร็จอรหันต์พร้อมปฏิสัมภิทาญาณ  ส่วนบางกรณีแม้เพียงนางทาสผู้บรรลุธรรมขั้นโสดาบัน ก็สามารถสอนให้ผู้มีศักดิ์สูงถึงพระมเหสีบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันด้วยได้
      3.ธรรมเป็นปัจจตัง ผู้ปฏิบัติจึงจะสัมผัสได้อย่างแท้จริง   แต่การเรียนภาคทฤษฎีก็ไม่ไร้ประโยชน์  แต่ละปัจเจกชนย่อมต้องการส่วนผสมที่แตกต่างกันตามวาสนาบารมี   เช่นเดียวกับธรรมอื่นๆ เช่น การทำมัชฌิมาปฏิปทา ย่อมมีส่วนหนักเบาต่างกันไป เป็นต้น
      ถึงจะศึกษามาไม่น้อย จนบางครั้งก็คิดว่าควรเร่งรัดปฏิบัติได้แล้ว   แต่การที่ได้ฟังธรรม และสนทนาธรรมที่ต้องอัธยาศัย ก็ยังเป็นประโยชน์อยู่เสมอ   หลายครั้งที่เห็นชัดถึงความก้าวหน้าที่ได้รับอยู่เรื่อยๆ จากแง่มุมของธรรมที่ต่างกันออกไป    ฉะนั้นหากคุณดังตฤณและท่านอื่นๆ มีสิ่งที่จะเมตตาแนะนำ ผมย่อมยินดีที่จะรับฟัง  และไต่ถามเพิ่มเติมตามโอกาส  ด้วยความขอบคุณและสนใจเป็นอย่างยิ่ง

 จากคุณ : ถาวภักดิ์ / t_tiyabhorn@yahoo. [ 8 ก.พ. 2543 / 09:51:22 น. ]
     [ IP Address : 202.183.249.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 50 : (ดังตฤณ)

เห็นแต่แรกแล้วครับ
ว่าคุณถาวภักดิ์เป็นบัณฑิต
ผมแอบนับเป็นกัลยาณมิตรมานานแล้ว :-)

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 8 ก.พ. 2543 / 12:09:31 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.12 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!