ความสำคัญของสุขภาพกายและจิต
 เนื้อความ :

จำได้ว่าสมัยยังเรียนหนังสืออยู่ ได้มีโอกาสไปให้ความรู้เด็กๆ(มัธยม) เกี่ยวกับสุขภาพจิต เป็นอาสาสมัครช่วยสอนในวิชาเกี่ยวกับจิตเวช ตอนนั้นจิตใจเรายังไม่มีอะไรต้องห่วงหรือกังวล ไม่ต้องมีภาระรับผิดชอบอะไรนัก อ่านบทและพูดตามบทได้ แต่ถามว่าเอามันมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ไหม ตอบได้เลยว่าเก่งแต่บอกคนอื่นเขา ถึงทีตัวเองเจอปัญหาก็หนักสาหัสเช่นกัน

เมื่อเราดตขึ้นจนเข้าวัยผู้ใหญ่เป็นหัวหน้างาน มีลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชา สิ่งหนึ่งคือเรามักลืมตัว หลงตัวเอง ไม่สนใจที่จะบำรุงสุขภาพ ไม่สนใจการบริหารร่างกายและจิตใจ ไม่ได้ทำตามที่เราเคยบอกเด็กๆ ไว้ ถึงตอนนั้น สังขาร และจิตใจเริ่มรวนเร แปรปรวน ก่อปัญหาให้พร้อมๆกันจนยากที่รู้ได้ว่าอะไรเกิดก่อนกันแน่ ตอนนั้นเหมือนว่ายอยู่ในทะเลทุกข์ ไม่รู้จักวิธีป้องกัน เหมือนคนอยู่ใกล้เกลือแต่กินด่าง ทั้งๆที่รู้ว่าเราจะดูแลสุขภาพอย่างไร แต่กลับไม่เอาใจใส่เท่าที่ควร

1. เริ่มตั้งแต่เรื่องของอาหารการกินเป็นเรื่องแรก
  -  มัวตามใจปาก ชอบของอร่อย มันๆ และของขบเคี้ยวที่ไม่มีประโยชน์  ดื่มน้ำน้อยกว่า 6 แก้ว เพราะขี้เกียจเข้าห้องน้ำ กลัวจะเสียงาน (คนที่เคยเป็นถุงน้ำดีอักเสบจากนิ่วในถุงน้ำดี คงจะเข้าใจปัญหานี้ดี เพราะอาการปวดท้องที่แสนทรมาน กินยาแก้ปวดก็ไม่หายนะคะ ต้องฉีดยาอย่างเดียว)
2. ไม่สนใจการออกกำลังกาย
    อย่าลืมว่าเมื่อคนเราอายุมากขึ้น ระบบการทำงานของร่างกายเราจะมีการเผาผลาญอาหารที่ลดลง การสร้างและซ่อมแซมก็ลดลง ความเมื่อย ล้า อ่อนเพลีย จึงตามมา กลับจากที่ทำงานจะเพลียและไม่อยากพูดคุยกับใคร  อาบน้ำ ทานข้าวแล้วนอนเลย  ...... ลองสังเกตุตัวเองดุว่าเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า 
3. ไม่สนใจพักผ่อนสมอง มองว่าเป็นการเสียเวลา ไปทีไรก็นำปัญหาที่ทำงานไปด้วย ทำให้ไม่ค่อยสนุกเวลาไปเที่ยว และจะรู้สึกเหนื่อยมากกว่าเวลาทำงานเสียอีก เพราะต้องบริการคนอีก 3 คน (สามี และลูก) ยิ่งเป็นวันหยุดจะยิ่งรู้สึกเครียด
4. เวลาว่างๆจะหมดไปกับการนอน ยิ่งนอนยิ่งเพลีย ยิ่งเพลียก็จะยิ่งนอน ไม่เคยรู้สึกสดชื่นจากการได้นอนมากๆ
5. ไม่เคยสนใจสิ่งสวยๆงามๆ ไม่สนใจความรู้สึกของคุณค่าความดีงามทางจิตใจและอารมณ์ สนใจแต่การพัฒนา เพิ่มผลผลิต ต้องการเป็นหนึ่ง  ไม่รู้ว่าหลงไปนานกี่ปี มองคุณค่าของความงามทางศิลปไม่ออก
     นี่เป็นเพียงตัวอย่างคร่าวๆของสิ่งต่างๆที่เคยได้หลงทางไปแล้ว  ในที่สุดวันเวลาของเราก็มาถึง ถูกขึ้นเขียงผ่าตัด และมีปัยหาใหม่ตามมาจากการผ่าตัดอีก 2เรื่อง คือหัวใจไม่อยากเต้นดังที่เคยเต้น มันชอบที่จะเต้นและหยุด ยิ่งเพลียหนักไปอีกหมอบอกเป็นมานานแล้ว แต่เพิ่งมีอาการ ทางแก้คือต้องออกกำลังกายให้หัวใจได้ทำงานหนักบ้าง อีกเรื่องคือหมอนรองกระดูกที่ทรุดตัว และนอกจากนี้ยังมีเรื่องของอาการปวดท้องก่อนมีประจำเดือน ผลของกรรมอันนี้คือ  ปวดหลังอย่างแสนสาหัส จนแทบเดินไม่ได้ ต้องใส่เสื้อเกราะ เดินตัวตรงเป็นหุ่นยนต์อยู่ 1 ปี
เมื่อเจอความทุกข์จากสังขาร ทำให้คนเราเห็นธรรมะ เมื่อใช้เวลาจากการอ่านหนังสือก็เกิดความซาบซึ้งจากธรรมะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสายไหนๆ ไม่สำคัญเท่าเราอ่านแล้วนำมาช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้หรือเปล่า
เดี๋ยวนี้สุขภาพดีขึ้นมากเหมือนปาติหาริห์ บอกได้ว่าเราเลือกทางเดินของเราเอง และส่วนหนึ่งคือได้ข้อคิดดีๆจากหลักธรรม เริ่มจากเราคิดว่าทุกอย่างย่อมมีสาเหตุ ความเจ็บป่วยทุกอย่างเป็นมากขึ้นเพราะจิตเรามัวปรุงแต่ง จิตตัวเดียวนี้ที่ทำให้เรายิ่งทุกข์หนักไปอีก ถ้าเราบริหารตัวเองให้เข้มแข็ง มีเป้าหมายคือสุขภาพที่ดี อยู่เพื่อทำอะไรดีๆให้สังคม อยู่เพื่อบอกคนรุ่นหลังว่าอย่าได้ทำตัวเหมือนเรา อยู่เพื่อทำตัวเองให้ใสสว่างห่างจากการอยู่เพื่อบำรุงกิเลสของตนที่มากเกินไป ในเวลาไม่นานนัก สุขภาพเริ่มฟื้นตัว แทบไม่น่าเชื่อ
สิ่งที่ได้ทำมาแล้วคือ
1. ตื่นนอนตอนเช้า ออกกำลังกาย เริ่มจาก 5 นาที แล้วเพิ่มเวลาเป็น 15 นาที โดยการวิ่ง เหยาะๆ หรือเดิน หรือเต้นแอโรบิคตาม ยูบีซี ช่อง 31 มีรอบละ 30 นาที เริ่มจากง่ายๆตั้งแต่ 6 น.ตอนเช้า ...ต้องอดทนอย่างหนัก เพราะมักแพ้ใจตัวเอง ขี้เกียจตื่น  ขี้เกียจทำ  ไม่สนุก ไม่มีเพื่อน
2. ปรับเรื่องอาหาร ลดการกินเพื่อความอร่อยลิ้น หัดกินแบบพระธุดงค์คือจับคลุกเป็นแบบข้าวแมว ทุกอย่างรวมอยู่ในจานเดียว และเน้นพวกผักและปลา  ใช้แบบเจเขี่ย และลดพวกไขมันจากสัตว์ ใช้ไขมันจากพืช  ดูจากข้างขวด เลือกแบบไขมันไม่อิ่มตัว เยอะๆ พวกรสจัดชิดซ้ายไปไกลๆ
3. ดำเนินชีวิตแบบธรรมชาติให้มากที่สุด เช่นเดินเท้าเปล่าบนทราย บนหญ้า ดูแลร่างกายให้มากกว่าเก่า เช่นการอาบน้ำ ชำระร่างกาย ละเอียดอ่อนกับการอาบน้ำ รวมทั้งการทำงานบ้าน ต่างๆ ค่อยๆทำ ยิ่งทำยิ่งสนุก ไม่รู้สึกเป็นภาระนัก แต่ก็มีบางครั้งที่ถูกบอกว่าช่างจู้จี้จัง คุณนายละเอียดมาเอง เพราะเราทำเองและอยากให้คนอื่นๆทำแบบเราบ้าง จึงเข้าใจในความแตกต่างของคน ของดีของอร่อยของคนๆหนึ่งไม่ได้แปลว่าคนอื่นๆหรือทุกคนจะเห็นดีเห็นงามไปด้วย
4. สุดท้ายได้มีโอกาสฝึกสมาธิ ความจริงทำสมาธิมาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่เป็นสมาธิในทุกขณะจิต ไม่งั้นจะเรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ทำงานไม่ได้ แต่นานๆเข้าสมาธิไม่ใช่สัมมาสมาธิ มัยกลายเป็นสมาธิเพื่อให้ได้มาซึ่งความอยาก เช่นอยากได้ อยากเก่ง อยากดี  กลายเป็นติดดี
   แต่ก็ได้ค้นพบวิธีที่คิดว่าเหมาะสม และตรงตามเจตนา แถมผลพลอยได้คือเหมือนได้ออกกำลังกาย แต่เป็นการนอนออกกำลังกาย จากที่เป็นคนขี้หนาว กลายเป็นคนทนหนาวได้ อาบน้ำเย็นได้ ที่สำคัญ อารมณ์ดีกว่าเดิมมาก มองเห็นผู้คนทั่วไปแล้วบางครั้งก็เวทนา อยากช่วยให้เขาพ้นทุกข์ เจอลานธรรมแล้วก็ดีใจมาก เข้ามาอ่านแล้วรู้ว่ามีประโยชน์ ดีใจที่เห็นชาวพุทธสนใจปฏิบัติธรรมกันมากมาย โดยเฉพาะผู้หญิง เขาว่าในอนาตค ผู้หญิงจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์มากกว่าผู้ชาย การได้เกิดเป็นผู้หญิงจะมองเห็นสภาพความกดดัน หรือความทุกข์มากกว่า ....................

วันนี้จบเท่านี้ก่อนนะคะ  ยังมีต่อค่ะ

 จากคุณ : คุณแม่น้องนุ่น [ 20 เม.ย. 2543 / 18:31:42 น. ]
     [ IP Address : 203.145.3.82 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (kaan)

อย่าลืมทานผักผลไม้มากๆ เมล็ดธัญญพืชไม่ขัดสีหลายๆชนิด
มองโลกแง่บวก ยิ้มเก่งๆ ที่สำคัญทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นเป็น
เคล็ดไม่ลับที่ไม่ควรลืม



 จากคุณ : kaan [ 20 เม.ย. 2543 / 18:54:16 น. ]
     [ IP Address : 203.148.254.70 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (คุณแม่น้องนุ่น)

ต่อนะคะ
ถึงตอนทางแก้ปัญหาและเหตุผล
หลังจากที่ได้รับการชี้แนะจากคนใกล้ชิดให้พบกับพระ แทนการพบ แพทย์ เพราะมีโรคใหม่อีก 2-3 โรค ซึ่งหมอบอกว่าต้องผ่าตัด (มี ผ่าตัดมดลูกและรังไข่ และผ่าตัดหลัง เพื่อดามหลังยึดหมอนรองกระดูกไว้ เพราะมันสึกข้างหนึ่งทำให้กล้ามเนื้อสันใน ทำงานไม่เท่ากันเวลาเดินจะเจ็บบริเวณ L 3-5 คลำได้ก้อน แถมขา 2ข้างยาวไม่เท่ากัน เพราะดูจากส้นรองเท้าจะสึกข้างหนึ่ง) เวลาปวดหลังก็จะมีอาการของปวดท้อง แน่น อืดมีลมในกระเพาะอาหาร และลำไส้ ตามมาด้วยท้องผูก ทุกระบบรวนไปหมด

พระอาจารย์แนะนำให้ทำสมาธิ และแนะนำเรื่องอาหาร ท่านให้เลี่ยงพวกหอยต่างๆ เพราะมีแคลเซี่ยมสูง รวมทั้งสารพิษต่างๆ ให้ดื่มน้ำมากๆ และอธิบายว่าสาเหตุที่ปวดหลังมาจากกล้ามเนื้อ และพังผืดที่เกิดจากการผ่าตัด รวมทั้งมดลูกโตกว่าปกติเพราะมีเนื้องอก เป็นเนื้องอกจากเลือด ทำให้ลักษณะของมดลูกเหมือนลูกน้อยหน่าและตัวมดลูกรั้งห้อยลงมา ไปเบียดกระเพาปัสสาวะทำให้ปัสสาวะบ่อย ทางแก้คือใส่สะเตรัดหน้าท้อง พยุงท้องน้อยเอาไว้ ก็ช่วยประคับประคองได้บ้าง แต่ให้ถอดสะเตบ้าง ห้ามใส่นอน เพราะจะไปรบกวนกระเพาะปัสสาวะ

หลังจากนั้นก็ฝึกสมาธิเรื่อยมา แต่เป็นแบบงูๆปลาๆ ท่านอาจารย์ก็ไม่อยู่ให้ถามเพราะไม่แน่ใจว่าทำถูกหรือเปล่า เพิ่งมาเข้าใจภายหลังว่าที่ทำงูๆปลาๆนั้นบริสุทธิกว่าช่วงหลังเสียอีก คือกำหนดจิตรวมเป็นหนึ่ง มุ่งที่เรื่องเดียว นั้นคือมุ่งไปที่ร่างกายหรือสังขาร ปลงในความเสื่อมของสังขาร ก่อนทำสมาธิก็มีการสวดมนต์สั้นๆ 2-3บท แต่วนหลายๆรอบ (จากเดิมไม่เคยสนใจสวดมนต์เลย) และมีคืนหนึ่งตอนตี 3 คืนนั้นนอนไม่หลับ ตาค้าง ต้องบอกว่ายามป่วยไม่ค่อยได้หลับสบายเลย ตื่นตลอดเวลา ได้แต่จมอยู่ในท่านอนอยู่บนเตียง เมื่อจิตแน่นิ่งกับเรื่องเดียว ความสว่างไสวของนิมิตก็ชัดเจน ไม่อาจบรรยายได้ ตอนนั้นไม่สนใจว่าจะได้นิมิตหรือไม่เพราะไม่รู้ จับภาพไม่ทันมันเกิดเร็วมาก และตกใจมาก เพราะจิตถูกเหวี่ยงไปไกล แทบไปคนละจักรวาล มันรู้เฉพาะตัว ตอนนั้นพื้นฐานไม่ดี กังวลเกินไป กลัวตาย เป็นห่วงลูกที่ยังเล็ก พอคิดกลับก็กลับ ลืมตาจับชีพจรที่เต้นรัวเกิน 150เห็นจะได้ สั่นมากการหมุนเวียนเลือดสูบฉีดแรงมาก เหนื่อยเหมือนไปวิ่งรอบสนาม 10 รอบ แทบจะขาดใจตายดีที่สติดี เพราะอาจารย์สั่งใว้ว่าไม่ต้องกลัวไม่มีใครตายจากการทำสมาธิ ไม่ต้องกลัวเพี้ยน หากมีสติ ดูนาฬิกาเป็นเวลาเกือบตี 4 แต่ที่ดีคือสุขภาพดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่หายสนิท พอที่จะเดินได้บ้าง

ตอนนี้เองเรากลายเป็นคนแสวงหาคำตอบ ไม่กล้าถามใคร ค้นคว้าจากหนังสือ และฝากคำถามไปยังพระอาจารย์ว่าเราไปไหนและทำไมการไปสั่นสะเทือนรุนแรงแบบนี้ คนอื่นๆเป็นเหมือนเราไหม อาจารย์ถามถึงแสง สีรุ้ง เรานึกได้ทันทีเพราะก่อนไปนั้นได้พบกับแสงสีรุ้งก่อน อาจารย์ไม่บอกอะไรมากนอกจากให้ทำความเพียรต่อ และหาสถานที่ไม่ถูกรบกวน เพราะหากการกลับที่รุนแรงอาจทำให้ไม่เหมือนเดิม (มาทราบภายหลังว่าเป็นการถอดกายทิพย์) ที่สำคัญไม่ต้องสนใจกับนิมิตที่ห็นและ อย่าเผลอหลับ จากนั้นมาก็ไม่กล้าทำสมาธิอีกเลย (ยังมีความกลัว)
ในที่สุดก็ได้อาจารย์ใน WEB ชื่อ อจ.กอบเกียรติ เปิด เรื่องสมาธิและโลกวิญญาณ และสติปัฏฐาน รวมทั้งได้พบกับเพื่อนใหม่ๆมากมายหลั่งไหลมาให้รู้จักล้วนเป็นเพื่อนดีๆ นักปฏิบัติทั้งนั้น ได้แลกเปลี่ยนความเห็นและมีคนหนึ่งแนะนำให้ไปหาหมอที่ รพ.บ้านสวน เพื่อรับการรักษาโดยการฝังเข็ม ตอนไปครั้งแรกไม่ได้คิดว่าจะรักษาทางนี้ เพราะได้เลือกการรักษาโดยการฉีดยา (ฉีดเข็มละเดือน ติดต่อกัน 6ด.) แต่ไปเพราะพี่สาวหกล้ม และเดินไม่เหมือนเดิม มีอาการชาคล้ายๆอัมพาต  แต่ก็ไม่ให้เสียเที่ยวถือโอกาสให้หมอตรวจรักษาไปด้วย ตอนที่ไปมีอาการปวดศีรษะมาก เป็นมา อาทิตย์กว่าๆ หายใจด้วยจมูกช้างซ้าย ส่วนข้างขวาแน่นและคัดมาก แต่ไม่มีน้ำมูก หลังจากทำ CTI  ( เป็นการตรวจวัดคลื่นความร้อนของร่างกายโดยคอมพิวเตอร์ เขาใช้เครื่องมือตรวจจับอินฟาเรด ที่กองทัพทหารใช้ยามสงคราม) ก็พบตัวปัญหาของโรคทั้งหมด อธิบายได้ทุกอย่างว่าทำไมเราจึงมีความแปรปรวนแทบทุกส่วน นั่นคือ การหมุนเวียนของกระแสเลือด มีติดขัดอยู่ 2 แห่ง คือที่คอ บริเวณ C 7 (เส้นประสาทคอ เส้นที่ 7 ผลจากอุบัติเหตุถูกรถชนท้าย เมื่อ 5ปีก่อน มีการเคลื่อนของกระดูกเล็กน้อย เพิ่งมามีอาการ เมื่ออายุมากขึ้นและกระดูกมีแคลเซี่ยมเกาะ) อาการที่พบคือเป็นหวัดบ่อย และมีอาการชาที่นิ้วก้อยและนิ้วนาง หยิบจับของมักร่วงจากมือเสมอ เป็นเหน็บง่าย สมาธิสั้น อ่านหนังสือได้ไม่นาน เมื่อยตา ล้า เพลีย อีกจุดหนึ่งคือ การหมุนเวียนบริเวณ L 5 (เส้นประสาทหลังคู่ที่5) มีผลให้อวัยวะบริเวณช่องท้องไม่ปกติได้แก่ การย่อยอาหาร ทั้งหลาย ท้องอืด และท้องผูก รวมทั้งมดลูก รังไข่ ไต ด้วย  ซึ่งเป็นหมดทุกอย่าง เช่น นิ่วในถุงน้ำดี นิ่วในไต เนื้องอกรังไข่ เนื้องอกของมดลูก มีติดเชื้อในกระเพาะอาหาร ลำไส้ ทั้งหมดตรวจทาง แลบ และอุลตร้าซาวด์พบความผิดปกติ ก่อนจะมาพบแพทย์ ที่ รพ.บ้านสวน เสียอีก (ค่าตรวจแค่ 1000 บาทรู้หมดทุกระบบ) ที่นั่นทั้งหมอและพยาบาลเป็นชาวพุทธที่ปฏิบัติธรรมสม่ำเสมอ มีการสวดมนต์แผ่ส่วนบุญให้เจ้ากรรมนายเวรเสมอๆ และบรรยากาศไม่เหมือน รพ.แต่เหมือนบ้านมากกว่า เริ่มจากฝังเข็มจากไม่รู้สึกเจ็บจนตอนหลังเจ็บมาก (เพราะระบบประสาทเริ่มดีขึ้น) วันนั้นหลังจากฝังเข็ม (เน้นรักษาปวดหัวจากไซนัสอักเสบ) กลับบ้านแล้วเพลียมาก นอนงีบหนึ่ง ช่วงบ่ายมีน้ำสีน้ำตาลไหลออกทางจมูกข้างขวา รีบลุกขึ้น เช็ดด้วยกระดาษทิชชู แล้วพิจารณาดู ไม่เหมือนน้ำมูกเพราะไม่เหนียว ส่วนกลิ่นนั้นไม่ทราบเพราะไม่รู้สึก หมอบอกเป็นส่วนของน้ำที่ค้างอยู่ในโพรงจมูก (ไซนัส) น้ำไหลออกอีกครั้งเมื่อรับการฝังเข็มครั้งที่ 2 และหายจากปวดหัว และไม่มีอาการคัดจมูกอีกเลย ภายใน 2 วัน
(ยังมีต่อค่ะ อย่าเพิ่งเบื่อนะคะ)

 จากคุณ : คุณแม่น้องนุ่น [ 21 เม.ย. 2543 / 06:20:14 น. ]
     [ IP Address : 203.145.3.92 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (หนู)

คุณแม่น้องนุ่นประสบการณ์เจ็บป่วยโชกโชนจริงๆค่ะ
ขออนุโมทนาที่ได้มาพบธรรมะและการปฏิบัติสมาธิ
รออ่านต่ออยู่นะคะ ไม่เบื่อหรอกค่ะ : )

 จากคุณ : หนู [ 21 เม.ย. 2543 / 14:48:08 น. ]
     [ IP Address : 199.100.49.105 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (คุณแม่น้องนุ่น)

วันนี้ได้ Post ความเห็นในเรื่องคล้ายๆกัน คือเจ็บๆป่วยๆ ไปบ้างแล้ว ต่อไปก็เป็นความทุกขเวทนาของตัวเองต่อนะคะ

เรื่องต่อมาที่คิดรักษาคือ การปรับความสมดุลย์ของระบบ การหมุนเวียนโลหิตในส่วนของ C-7 และ L-5 การฝังเข็มช่วยกระตุ้นระบบประสาทที่หลับอยู่ หรือสลึมสะลือ ให้ตื่นขึ้นมา ที่นั่นไม่มียาให้ทาน แต่จะให้นวด 30 นาที เป็นการนวดตัวด้วยน้ำมันไพร กลิ่นไทยๆโบราณ ใหม่ๆจะรู้สึกเหม็น และรำคาญการนวดมาก เพราะไม่เคย ไม่รู้สึกว่าสบายเลย ทรมานด้วยซ้ำ เพราะบริเวณนั้นอักเสบ ระบม บวม มีการคั่งของสารเคมีหรือสารบางอย่างที่เกิดจากการเผาผลาญ( การใช้งานของกล้ามเนื้อในการยืดและหดตัว) การนวดช่วยให้มีการดูดซึมดีขึ้น มีการกระจายของสารเคมีมากขึ้น แต่ช่วงที่เจ็บ จะต้องทำอย่างเบามือ ได้ยินคนไข้เตียงข้างๆเล่าให้หมอฟังว่า ไปนวดแผนโบราณมา ยิ่งนวดก็ยิ่งเป็นมาก จนกล้ามเนื้อปวดระบมหนักกว่าเก่า นั่นเป็นเพราะหมอที่นวดให้ไม่มีความรู้ดีพอ ปกติแล้วจะไม่ควรทำอะไรรุนแรง และหลังจากเขาใช้ความร้อนเปียกที่นึ่งสมุนไพร มานาบหลัง ค่อยสบายขึ้นหน่อย ความร้อนจะช่วยเพิ่มการหมุนเวียนโลหิต ตามหลักของอายุเวท แล้วความร้อนแบบเปียกช่วยลดความเจ็บปวดได้ดีกว่าความร้อนแบบแห้ง เช่นถ้าปวดบริเวณใดก็ตามลองใช้ไดน์เป่าผมเป่าตรงๆ กับใช้ผ้าชุบน้ำ และเป่าด้วยไดน์เป่าผม ผลของการบำบัดจะแตกต่างกัน ลองทำดุแล้วจะรู้ว่าโบราณพูดไว้ไม่ผิด เพราะอนุภาคของไอน้ำ สามารถซึมผ่านเข้าไปแลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้า หรือช่วยทำให้สารพิษถูกกำจัดไป คนไข้เองก็จะรู้สึกสบายขึ้นด้วย

ในที่สุดก็ชอบการนวด และชอบให้คนนวดใช้น้ำหนักมากๆ นวดจนสามารถเลือกคนนวดได้ว่าคนไหนนวดแล้วสบาย
ผู้ชายขี้เมื่อยทั้งหลายคงจะชอบนะ

ต่อมาก็เป็นการสอนให้ออกกำลังเองที่บ้าน เพื่อให้เลือดลมเดินดี และคลายเส้น มีท่าทางง่ายๆ 2-3 ท่า เช่น เวลานั่งทำงานอยู่บนเก้าอี้ หรือจะยืนทำก็ได้ ให้ยืดมือ 2 ข้างวางไว้บนศีรษะ กางข้องศอกออก ประสานมือทั้ง 2 ข้างหงายส่วนที่เป็นฝ่ามือออก หายใจเข้ายาวๆ พร้อมยกมือที่ประสานกันอยู่ให้สูงเหนือศีรษะค้างไว้ให้นานๆ นับ 1-15 หรือ 1-20 ถ้าทำได้ แล้วค่อยๆหายใจออก พร้อมลดมือลงมาวางที่ศีรษะ ทำแบบนี้ 5-10 ครั้ง เริ่มจาก 5 ครั้งก่อน ได้ทั้งจิตจดจ่อเป็นสมาธิ และคลายความล้าเครียดของกล้ามเนื้อ คนที่มีปัญหาเมื่อคอง่าย ตื่นมาคอเคร็ดเหมือนนอนตกหมอน อาการพวกนี้คือความตึง ของกล้ามเนื้อคอ สาเหตุคือหลับสนิทอยู่ในท่าเดียวนานเกินไป และการหมุนเวียนเลือดบริเวณนั้นไม่ดีพอ ซึ่งส่วนใหญ่คือมีการกดทับหรือมีสิ่งกีดขวาง (ในระบบประสาทสันหลังบริเวณคอ ) สมัยก่อนมีอาการเช่นนี้บ่อยมาก ผู้ใหญ่เรียกนอนตกหมอน ต้องเปลี่ยหมอนใหม่ ลงทุนหาหมอนที่ถูกสุขลักษณะมาใช้จึงจะดีขึ้น แต่พอรู้สึกดีก้กลับมาใช้หมอนเดิมอีก ก็เป็นอีก หมอที่ นั่นบอกว่ายังใช้หมอนเดิมไม่ได้ เพราะลักษณะของเราไม่ใช่คนปกติทั่วไป จึงต้องบำบัดกายบริหารต่อไปพร้อมฝังเข็มจนคิดว่าน่าจะเพียงพอแล้ว (หยุดเอง ทั้งๆที่หมอบอกควรมาหาอีกอย่างน้อยเดือนละครั้ง)

ส่วนท่าที่เกี่ยวกับขาและหลังทำยากมาก ในคนที่มีผิดปกติของระบบประสาท เพราะทำแล้วจะปวด อธิบายค่อนข้างยากสักนิด เป็นการทำให้กล้ามเนื้อเล็กๆที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน ได้ใช้งาน ทำครั้งแรกทรมานมากเจ็บไปจนถึงหลัง และเท้า ข้างซ้าย ส่วนข้างขวาไม่เป็นไร

(ยังมีต่อ) วันนี้ขอเท่านี้ก่อนนะคะ

 จากคุณ : คุณแม่น้องนุ่น [ 22 เม.ย. 2543 / 07:47:04 น. ]
     [ IP Address : 203.145.15.129 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (tchurit)

อ่าน series เรื่องของคุณแม่น้องนุ่นสนุกและได้แง่คิดดีๆหลายเรื่อง ยังรอตามอ่านอยู่ครับ

 จากคุณ : tchurit [ 22 เม.ย. 2543 / 08:57:51 น. ]
     [ IP Address : 203.157.0.182 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (ดังตฤณ)

สำเนียงในสำนวนคุณแม่น้องนุ่นนี่
เหมือนคนรักสงบมาตลอด
ขอให้สุขภาพดีเป็นรางวัลตามธรรมชาติกรรมวิบาก
ของการตั้งกระทู้เพื่อสุขภาพนะครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 22 เม.ย. 2543 / 23:06:02 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.183 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (คุณแม่น้องนุ่น)

วันนี้จะเล่าในเรื่องของสุขภาพที่เป็นปัญหาของระบบประสาทสันหลังคู่ที่ L-5 บ้าง
จากที่มีการติดขัดของการแผ่ความร้อนของร่างกายในส่วนบริเวณนี้ ผล CTI เห็นสีที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน นั่นหมายถึงมีการขัดขวางเกิดขึ้น ส่วนในฟิล์ม X-ray ที่ถ่ายไว้ก้บอกว่าหมอนรองกระดูกมีการหดตัว ข้างหนึ่งหนากว่าอีกข้างหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับปัญหาการปวดบริเวณนั้น

ก่อนที่จะไปหาหมอที่ รพ.บ้านสวน เราก็ก็จะสับสนว่าควรหาหมออะไรดี เพราะอาการปวดหลังนี่มันเป็นมากขึ้นในช่วงมีรอยเดือน จึงตัดสินใจหาทั้งหมอทางกระดูก และหมอสูติ โดยการดูว่าขณะที่มีปัญหานั้นมันรุนแรงขึ้นกำลังมีรอบเดือนหรือเปล่า หรือเพราะลื่นไถลล้มลง (มันก็น่าจะงงนะ ) พบแพทย์ด้านกระดูก หมอให้ไปทำกายภาพบำบัด ได้แก่การอบความร้อน เขาใช้ผ้าห่อแท่งหรือก้อนความร้อน (เป็นความร้อนแบบแห้ง) มานาบบริเวณที่ปวด หลังจากนั้นก็ไปกระตุ้น ด้วยเครื่องกระตุ้น ที่เรียกว่า Ultrasound บอกได้เลยว่าไม่รู้สึกเลยว่ามีอาการที่ดีขึ้น หมอให้มาทำทุกวัน จึงไม่ไป แต่ไปหาหมอด้านอื่นแทน ตอนนั้นไปที่ อายุรเวท ก่อน แถวพหลโยธิน ใกล้โรงเรียนสวนบัว ที่นั่นมีการนวดรักษาโรค (เป็นการนวดคนละแบบกับนวดคลายเส้น) คือเขาบอกว่าวิธีนวดของเขาเป็นตำราโบราณ มาจากอินเดีย สมัยพุทธกาล ซึ่งได้รับการฟื้นฟูในสมัย รัชกาลที่5 แพร่หลายในราชสำนัก วิธีการคือเขาจะใช้การกดจุด ด้วยนิ้วหัวแม่มือ กดเพียงไม่กี่จุด จับเพียงนิดเดียว ก็สบายเดินได้คล่อง ใช้เวลาเพียง 15-20 นาที แต่ขบวนการพบกับผู้ที่เรียกว่าปรมาจารย์นั้น นาน  ...... ต้องเจอเด็กนักเรียนก่อน (เพราะที่นั่นเป็นโรงเรียนสอน หลักสูตร 2 ปี) แล้วค่อยเจออาจารย์ และมีจัดยาสมุนไพรให้ทาน บังเอิญเรารู้จักกับเจ้าหน้าที่ที่นั่น จึงได้รับการดูแลที่ดีหน่อย ซึ่งก็ได้บริจาคเงินช่วยกิจการของเขา เพราะเขาคิดค่าบริการถูกมากๆ (ไม่ถึงร้อยบาท เป็นค่ายา ส่วนค่านวด สมัยนั้นก็ 150 หรือ 200จำไม่ได้ ตอนนี้ได้ข่าวว่าปรับปรุงระบบบริการแล้ว ลืมบอกไปว่าเขาทำเป็นองค์กรที่ไม่เอากำไร คือเน้นการบริการสาธารณะ มีจุดยืนที่ดี) ยาสมุนไพรของเขาไม่ต้องมาต้ม เพราะเขาบดให้เรียบร้อยแล้ว ตักผสมน้ำคื่มได้เลย เขาอธิบายสาเหตุ และตรวจร่างกายอย่างละเอียด เริ่มจาก ให้นอน แล้ววัดส่วนเท้าทั้ง  2 ข้าง ว่าเท่ากันหรือไม่ และกดดูส่วนที่เจ็บ ในขณะที่เรามีอาการเจ็บนั้น เขาจะใช้วิธีกดบริเวญท้อง เขาบอกว่าเส้นที่ท้องและหลังนั้นเชื่อมโยงกัน การกดบริเวณนี้ปลอดภัยกว่า กล้ามเนื้อจะคลายเช่นเดียวกับการกดที่หลัง พร้อมกับนี้เขาซักประวัติการอยู่ไฟ คนโบราณเน้นมากว่าหลังคลอดต้องอยู่ไฟเข้ากระโจม กินของร้อน และให้มีเหงื่อมากๆ ซึ่งต่างจากที่เราทำ ทั้ง 2 ท้อง ผ่าท้องทั้ง 2 ครั้ง นอนห้องแอร์ อาบน้ำอุ่นเพียง 10 วัน อาหารก็ไม่ได้ซีเรียส อะไร เน้นโปรตีน และประเภทเพิ่มน้ำนม ทำตามที่รู้จากตำราแพทย์สมัยใหม่ ยิ่งเราเรียนผดุงครรค์มาด้วย ถูกปลูกฝังว่าการทำตัวแบบเก่านั้นไม่ดี เป็นการทรมาน และเสี่ยงต่อการขาดอาหาร ....และติดเชื้อ (ตอนนั้นชาวบ้านทางอิสานเขาให้หญิงหลังคลอดนอนไม้กระดาน ผิงไฟข้างล่าง ให้กินข้าวเหนียวกับปลาเค็ม  บางคนก็ถูกไฟรมจนผิวลอกน่าสงสาร) แต่ในความเป็นจริงนั้น เขาทำถูกแล้ว เพียงแต่เขาไม่เดินสายกลาง เพราะเขาไม่รู้ว่ามีผลดีอย่างไร

การอยู่ไฟหลังคลอดจำเป็นมาก เหตุผลที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ เป็นการปรับสมดุลย์ของฮอโมนของร่างกาย ความร้อนจะช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิต ทำให้กำจัดฮอร์โมนที่ไม่ต้องการออกจากร่างกายได้หมด การขับถ่ายของเสียออกทางเหงื่อและปัสสาวะ สมัยก่อนจึงเรียกว่าอยู่เดือน ใช้เวลาเป็นเดือน แต่สมัยนี้ มียากระตุ้นให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น และแนะนำการออกกำลังกาย แต่ส่วนใหญ่ไม่ออกกำลังกายกันหรอก หรือทำกันนิดๆหน่อยๆ ไม่เพียงพอที่จะให้ได้เหงื่อเท่ากับการผิงไฟ  ดังนั้นจึงอยากขอฝากเรื่องนี้ไว้พิจารณาถึงเหตุและผลดังกล่าว หากต้องการมีสุขภาพที่ดีในบั้นปลาย

ได้ไปให้เขานวด 2-3 ครั้ง ก็ไม่ได้ไปอีก อาการดีขึ้นบ้าง แต่ยังไม่หายขาด ยาที่ได้มาก็ไม่ได้ทาน เป็นคนไม่ชอบทานยา ต้องขออภัยต่อเจ้าของสูตรด้วย

ขอย้อนกลับมาที่ รพ.บ้านสวน ต่อ พบหมอแล้วก็ซักถาม สาเหตุจนเป็นที่พอใจแล้ว มันเห็นผลชัดเจน และการบริการที่รวดเร็ว เพราะใช้เวลาไม่นานนักก็ได้กลับบ้าน 

ปัญหาเรื่องท้องผูกนี่ก็เป็นเพราะกล้ามเนื้อที่ควบคุมไม่ได้รับคำสั่งจากระบบประสาท เป็นเรื่องใหม่อีกเช่นกัน ผลจากอุบัติเหตุตกต้นไม้สมัยเด็ก มีผลที่น่ากลัวในตอนโต จำได้ว่าสมัยเรียนอยู่ชั้นประถม เคยท้องผูกขนาดเลือดออกเป็นลิ่มๆ จนแม่ต้องชงสมุนไพรจากใบไม้อย่างหนึ่ง (ชุมเห็ด) ให้ดื่มนานเป็นปี จนอาการดีขึ้น และอาการนี้ก็ไม่หายขาด ทำให้เราเป็นคนชอบทานผักและผลไม้เพราะคิดว่าไฟเบอร์จะช่วยได้ แต่ไม่เสมอไป บ่อยครั้งที่ถ่ายไม่ออก แต่มีความรู้สึกอยากถ่าย มันทรมาน เพราะเรารู้ว่ามันตุงอยู่ ต้องล้วง ควักออกมา อาการเป็นมากขึ้นตอนเป็นถุงน้ำดีอักเสบ ริดสีดวงทวารนี้เป็นๆหายๆ โชคดีที่ไหวตัวทัน ทานกล้วยเกือบทุกวัน ฝืนใจทาน และทานน้ำมากๆ ซึ่งกล้วยวันละผลไม่ช่วยระบบขับถ่ายได้ ต้องทานมากกว่านี้ (หินมาก)
ช่วงที่ฝังเข็ม อาการพวกนี้หายหมด สุขภาพดีวันดีคืน และจะดียิ่งขึ้นหลังจากทำสมาธิทุกคืน มันดีขึ้นเพราะใจเราสงบ กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย หลับสบาย และระบบหมุนเวียนดี แค่หายใจยาวๆ แบบอาณาปาณสติ สัก 3 รอบ ก็จะสัมผัสได้ถึงพลังลมร้อนที่วิ่งไปมา นี่คือผลพลอยได้ที่ได้จากสมาธิ ไม่นับเรื่องอานิสงค์อื่นๆ ที่ได้พบได้เห็น ญาติโกของเรามาอนุโมทนา ในนิมิต มันเป็นเรื่องที่อธิบายไม่ได้ว่า แค่กำหนดจิตให้นิ่งๆ แผ่ส่วนบุญให้บ่อยๆ ก่อนทำสมาธิ ขณะทำ และหลังทำ ก็ส่งถึงกันได้  แปลกเหมือนกันนะ โลกนี้ยังมีเรื่องสัมผัสได้ด้วยจิต เรื่องที่คนโบราณพูดไว้เราจึงไม่คอยเพิกเฉย ทุกอย่างล้วนมีเหตุมีผลในตัวของมันเอง

คงต้องจบในส่วนนี้เพียงเท่านี้
หวังว่าคงได้เป็นอุทาหรณ์ เตือนใจแก่ผู้ที่กำลังมีปัณหาทำนองนี้ พรุ่งนี้จะหาเรื่องการดูแลสุขภาพตามหลัก อายุรเวท

 จากคุณ : คุณแม่น้องนุ่น [ 23 เม.ย. 2543 / 07:51:28 น. ]
     [ IP Address : 203.145.15.110 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (คุณแม่น้องนุ่น)

เมื่อวานมีปัญหาการ Connect ไม่สามารถเข้า ได้เลย
ขอแนะนำหนังสือเรื่องอายุรเวท วิถีสุขภาพตามธรรมชาติโดยศาตราจารย์ นายแพทย์เฉลียว ปิยะชน จัดพิมพ์โดยมูลนิธิแสงอรุณ และสำนักพิมพ์เม็ดทราย
ในส่วนของคำนำ ได้เขียนไว้ว่า ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์ 500ล้านเซลล์ ซึ่งปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ภายใน 2 ปี สารประกอบของตัวเราจะใหม่หมด เราจึงมีโอกาสสร้างสรรค์ตัวเราเองตลอดเวลา โดยการปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ การฝึกกาย ฝึกจิต เพื่อสมาธิ ที่เป็นทางกลมกลืนกับธรรมชาติ และเป็นองค์รวม เกิดภาวะสมดุลย์ภายในตัวและสิ่งแวดล้อม

หนังสือ อายุรเวท : วิถีสู่สุขภาพตามธรรมชาติ ของคุณหมอเฉลียว ปิยะชน ได้ให้ข้อคิดและวิธีการดูแลสุขภาพของตนเอง โดยเริ่มต้นจากการรู้จักตนเอง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ รู้ว่าตนเองมีธาตุเจ้าเรือนประจำเป็นธาตุอะไร ก็สามารถปกิบัติตนเป็นประจำ เลือกสรรอาหาร และวิถีชีวิตที่เหมาะสมได้ เป็นการสร้างดุลยภาพให้ชีวิตสู่สุขภาพและปราศจากโรค เป็นการป้องกัน และรักษาโรค เช่นโรคหัวใจ และหลอดเลือด โรคมะเร็ง ฯลฯเป็นทางเลือกใหม่ในการป้องกันและรักษาโรคที่ต้นเหตุ ซึ่งแตกต่างจากแนวการแพทย์แผนปัจจุบัน

ต่อไปเป็นเรื่องย่อในแต่ละบท
บทที่1
สรรพสิ่งดำเนินไปตามธรรมชาติ
ไม่มีสิ่งใดคงสภาพเดิมบนมิติของเวลา
ชีวิตคือสายธาร
การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายคือภาวะปกติ
การเปลี่ยนแปลงมีเจตจำนงเพื่อให้เกิดดุลยภาพ
ภาวะสมดุลย์จึงเป็นความปกติของธรรมชาติ
เมื่อมีสมดุลย์ก็คือความสุข -สุขภาพ
เมื่อเสียสมดุลย์ก็คือทุกข์-โรค
ฉะนั้น ดุลยภาพหรือสุขภาพจึงเป็นปกติภาวะแห่งธรรมชาติ
สุขภาพก็คือสิ่งที่เราควรใส่ใจ และควรสร้างสรรค์
สุขภาพคือพื้นฐานสันติสุขของสังคม

บทที่ 2
-อายุรเวทเป็นศาสตร์แห่งชีวิต เป็นศาสตร์ที่เกิดจากการสำนึกรู้ ขึ้นมาเองโดยมนุษย์ และถูกรวบรวมเป็นศาสตร์โดย ปรมาจารย์ แห่งบรรพกาล
- อายุรเวทคือศาสตร์แห่งการดำเนินชีวิตให้ประสานกลมกลืนกับะรรมชาติ สมดุลย์ภายในตัวเอง และกับสิ่งแวดล้อม ประสานกายเข้ากับจิต คืนชีวิตสู่ธรรมชาติ
- ศาสตร์แห่งชีวิตก่อกำเนิดจากธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และเพื่อให้ชีวิตเป็นของธรรมชาติโดยสมบูรณ์
- องค์ประกอบพื้นฐานทางสรีระของมนุษย์ประกอบด้วยการรวมของมหาภูติทั้ง 5 เหลือเพียง 3 กลุ่มเรียกว่า วาตะ (ลม)
ปิตะ (น้ำ-ไฟ) และกผะ (ดิน-น้ำ)
-องค์ประกอบพื้นฐานของมนุษย์ เรียกว่าปกติ หรือโทษ ซึ่งหมายถึงส่วนประกอบพื้นฐานที่เป็นตัวกำหนดปกิกิริยาโต้ตอบกับสิ่งต่างๆที่เข้ามาสู่หรือกระทบตนหากได้รับสิ่งที่ตัวเองมีพื้นฐานอยู่แล้วเพิ่มอีก ก็จะกลายเป็นโทษ

บทที่3
- การับรู้สัมผัสคือประตูของชีวิต ที่เชื่อมชีวิตให้สัมพันธ์ติดต่อกับสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมชาติ จักรวาล ได้
-การรับรู้สัมผัสคือสายสัมพันธ์ที่ทำให้ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติได้สมบูรณ์
-การรับรู้สัมผัสคือสายใยที่เชื่อมชีวิต กับจักรวาล นั่นเอง
-การรับรู้สัมผัส เปรีบได้กับอุปกรณ์สำคัญที่ธรรมชาติได้มอบให้กับมนุษย์ เพื่อที่จะได้ปรับเปลี่ยนบูรณาการให้เกิดความสมดุลย์ได้
-การรับรู้สัมผัสคือขบวนการรับอาหารเข้าสู่ชีวิตวิธีการหนึ่ง คือ อาหารจิต- วิญญาณ อาหารรูปธรรมนั่นเอง
-การรับรู้สัมผัสก่อให้เกิดสิ่งสำคัญในชีวิต 2ประการคือ บุคลิกภาพ และกิจกรรม- การงาน
- การรับรู้สัมผัสที่ดี สร้างสรรค์บูรณาการชีวิตสู่ดุลยภาพ การรับรู้สัมผัสที่ไม่ดี นำชีวิตให้ห่างไกลธรรมชาติ สูญเสียดุลยภาพ เกิดทุกข์-โรค
-พฤติกรรมทั้งหลายของมนุษย์คือผลสะท้อนของการรับรู้ สัมผัสที่ได้รับจากสังคม และสิ่งแวดล้อมให้ปรากฎ

บทที่ 4 และ 5  และบทต่อๆไปเนื้อหาเริ่มเข้มข้น หากได้อ่านในเล่มหนังสือน่าจะมีอรรถรส และสาระที่สมบูรณ์กว่านะคะ

เขาว่า ได้คัดลอกส่วนที่จะเขียนนี้ จาก ตำราแพทย์แผนไทย พระคัมภีร์วรโยคสาร ตำรายาลงกา ดังนี้
   **ผู้ใดมีร่างกายผอม ผิวเนื้อหยาบ ผมบาง มีใจกลับกลอก พูดมากมิได้หยุด มักให้ฝันว่าเหาะเหินเดินอากาศ คนผุ้นั้นมีชื่อว่าวาตะปกติ
  **ผู้ใดมีผมหงอกในใช่กาล และผิวตัวขาวเหลือง มักโกรธร้าย มีปัญญามาก มักฝันเห็นแสงสว่าง มีไฟเป็นต้น ผู้นั้นมีชื่อว่าปิตะ ปกติ
  **ผู้ใดมีศีลตั้งมั่น อังคารพยบผิวเนื้ออ่อนน่ารัก ผมละเอียด มักฝันเห็นน้ำและผ้าขาว ผู้นั้นชื่อว่าเสมหะ ปกติ

หากจะเปรียบกับสาวงามแล้ว วาตะคือหุ่นนางแบบ ปิตะคือนางสาวไทย ส่วน กผะคือนางงามแขก

ขอขยายความในส่วนของภูตะทั้ง3 ดังนี้
วาตะ   คือลมชีวภาพ  หมายถึงการเคลื่อนไหว ของอวัยวะต่างๆ ตรงกับการสันดาป หรือเผาผลาญ (Metabolism) การยืดตัวของลำไส้ การบีบตัวของหัวใจ การยืดขยายตัวขแงเซลล์ การส่งสัญญาณของระบบประสาทวาตะยังควบคุมความรู้สึกหรืออารมณ์ เช่น ความรู้สึกสดชื่น ตื่นเต้น กลัว กังวล เจ็บ สั่น เกร็ง ฐานที่อยู่ของวาตะ คือลำไส้ใหญ่ ช่องเชิงกราน กระดูก ผิวหนัง หู ขา ถ้าวาตะมากไปจะสะสม ณ ที่นี้

ปิตตะ ไฟชีวภาพ หมายถึงพลังงานความร้อนทุกชนิดในร่างกาย เป็นรูปแบบหนึ่งของการสันดาป ปิตตะมีหน้าที่ควบคุมการย่อย การดูดซึม การปรับเปลี่ยนสารอาหาร เมตตาบอลิซึม อุณหภูมิของร่างกาย สีของผิวหนัง ประกายของดวงตา ความชาญฉลาดและความรับรู้เข้าใจในจิตวิทยา ปิตตะคือตัวกระตุ้นความโกรธ ความเกลียด ความอิจฉาริษยา กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ต่อมเหงื่อ เลือด ไขมัน ตา ผิวหนัง คือที่ตั้งของปิตตะ

กผะ น้ำชีวภาพ เกิดการรวมของดินและน้ำ ตำราแพทย์แผนไทยโบราณเรียกว่าเสมหะ หรือเสลด กผะเป็นตัวเชื่อมสิ่งพื้นฐานต่างๆของร่างกายเข้าด้วยกัน เป็นตัวพื้นฐานของโครสร้างของร่างกาย กผะทีหน้าที่รักษาสภาพความต้านทานของร่างกายให้มีความแข็งแรง นอกจานี้ยังเป็นไขข้อหล่อลื่นข้อ ทำให้ผิวหนังชื้นช่วยสมานบาดแผลให้พลังงานและความทรงสภาพของร่างกาย ให้พลังงานแก่หัวใจและปอด ในทางจิตวิทยามีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับอารมณ์ การยึดมั่น และกิเลส ความริษยา เป็นตัวแสดงออกของความสงบ การให้อภัย ความรัก
กผะมีมีในทรวงอก ช่องคอ ศรีษะ ดพรงไซนัส จมูก ปาก กระเพาะอาหาร ข้อ  ไซโตปลาสซึมของเซลล์ น้ำ เลือด ของเหลวต่างๆ  กผะมีที่ตั้งที่ทรวงอก

วันนี้ขอพอก่อนนะคะ

 จากคุณ : คุณแม่น้องนุ่น [ 25 เม.ย. 2543 / 07:46:45 น. ]
     [ IP Address : 203.145.15.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (kratium@yahoo.com)

อ่านข้อความที่นำมาลงไว้แล้วได้รับความรู้และความเข้าใจหลายเรื่อง ขอขอบคุณ คุณแม่น้องนุ่นด้วยค่ะที่นำเรื่องที่มีประโยชน์มาเล่าสู่กันฟัง อยากขอ email ของคุณแม่น้องนุ่นด้วยค่ะ ขอขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

 จากคุณ : kratium@yahoo.com [ 26 เม.ย. 2543 / 22:00:52 น. ]
     [ IP Address : 203.157.0.183 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (คุณแม่น้องนุ่น)

2 วันที่ผ่านมานี้มีหน้าที่อื่นเข้ามา ทำให้ไม่สามารถเขียนอะไรเพิ่มได้
สำหรับคนที่ต้องการคุยส่วนตัว
E-Mail  :  pernpit@asiaaccess.net.th

 จากคุณ : คุณแม่น้องนุ่น [ 27 เม.ย. 2543 / 21:55:31 น. ]
     [ IP Address : 203.145.15.38 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (คุณแม่น้องนุ่น)

บทสรุปส่งท้าย
ปัจจุบันสุขภาพดีกว่าเดิมมาก ถึงแม้ไม่ถึง 100 % แต่ก็ยังดีกว่าเก่ามาก เมื่อเราเข้าใจในหลักไตรลักษณ์ ทุกอย่างไม่เที่ยง ไม่มีอะไรเป้นของเรา สุดท้ายเราต้องคืนกลับให้กับธรรมชาติ เมื่อร่างกายเน่าเปื่อยผุพังเป็นธุลี เราก็ใช้ประโยชน์จากร่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว เราก็จะมีร่างใหม่ สุดแท้แต่บุญหรือกรรม และมีสิ่งหนึ่งที่เป็นสัจจธรรมคือ พวกเรากลัวการตาย มากกว่าการเกิด เพราะเราไม่รู้เรื่องการเกิด เราไม่รู้ว่าเราจะเกิดเป็นอะไร เรามักหวังน้ำบ่อหน้าว่าสุดแท้แต่เวรแต่กรรม โดยหารู้ไม่ว่า เราเป็นคนกำหนดเอง ถ้าไม่ต้องการเกิดในภูมิที่ต่ำ เราควรมีศีล และเผื่อแผ่คนอื่นๆ (ทาน) นี่คือระดับพื้นฐานที่สุด ฝากท่านทั้งหลายพิจารณากันเองก็แล้วกันนะคะ ว่า ระหว่างการตาย กับการเกิด อะไรที่น่ากลัวกว่ากัน

ขอความสุข สวัสดี จงมีแค่ทุกๆท่านด้วย เทอญ

 จากคุณ : คุณแม่น้องนุ่น [ 3 พ.ค. 2543 / 07:59:07 น. ]
     [ IP Address : 203.145.15.99 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (Lostboy)

ขอบพระคุณมากครับ ได้ประโยชน์มากเลยทีเดียว
แม้ผมจะยังหนุ่ม แต่อ่านแล้วก็ได้ข้อคิดเลยว่า
ต่อไปความแก่ความเจ็บจะต้องมาเยือนเราแน่ๆ
ขณะยังหนุ่มนี้ มีอะไรที่ควรทำก็ต้องรีบทำให้สำเร็จ
เพราะนับวันสังขารร่างกายของเราจะต้องเสื่อมโทรมลงทุกวัน
ตอนนี้ไม่มีภาระของสังขาร ก็ควรจะเร่งทำให้เต็มที่
หนทางข้างหน้าทางขรุขระ ตอนนี้เจอทางเรียบ ๆ ก็ควรซัดให้เร็ว ทำเวลาเผื่อไว้ก่อน

ได้ข้อคิดอีกอย่างว่า การหลงจมอยู่ในหน้าที่การงานนั้น เสื่อมทั้งกายเสื่อมทั้งจิต นี่วันนึงผมก็ต้องใช้คอมหลายชั่วโมง ก็เสียวๆอยู่เหมือนกัน ขอไปเดินจงกรมบ้างดีกว่า :)

 จากคุณ : Lostboy [ 4 พ.ค. 2543 / 23:27:31 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.162 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!