นั่งสมาธิ จะเกิดปัญญาได้อย่างไร
 เนื้อความ :

ผมเริ่มสนใจศาสนาเพราะอยากเป็นคนดี สงสัยว่าเมื่อมีสมาธิจากการนั่งสมาธิแล้วจะเกิดปัญญาได้อย่างไร

 จากคุณ : น้องใหม่ [ 30 พ.ค. 2543 / 22:30:00 น. ]
     [ IP Address : 203.157.0.183 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (สันตินันท์)

ขึ้นกับชนิดของสมาธิด้วยนะครับ
ถ้าเป็นมิจฉาสมาธิ นั่งเอาสงบเคลิบเคลิ้ม
หรือเที่ยวรู้เที่ยวเห็นร่อนเร่ออกไปภายนอก
ก็ไม่ใช่ต้นทางของปัญญา
แต่ถ้าเป็นสัมมาสมาธิ นั่งเพื่อความมีสติสัมปชัญญะ มีความตั้งมั่นของจิต
แล้วเอาจิตนั้นไปรู้ความเกิดดับของรูปนามอย่างเป็นปัจจุบัน
ก็เป็นทางแห่งปัญญาครับ

(นานๆ จะได้เข้ามาสักครั้งครับ เห็นมีกระทู้ที่ดีอย่างนี้ก็สดชื่น
ผมตอบได้สั้นๆ แต่เดี๋ยวเพื่อนๆ คงมาช่วยกันเสริมทีหลัง
เพื่อให้คุณน้องใหม่ได้คำตอบที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นอีก)

 จากคุณ : สันตินันท์ [ 31 พ.ค. 2543 / 08:17:23 น. ]
     [ IP Address : 203.154.120.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (บัวใต้น้ำ)

สาธุ คุณสันตินันท์ก็ตอบไว้ครบถ้วนแล้วนี่ครับ
ถ้าจะให้ละเอียดคงต้องเชิญคุณดังตฤณมาขยายความกระมังครับ

 จากคุณ : บัวใต้น้ำ [ 31 พ.ค. 2543 / 08:42:08 น. ]
     [ IP Address : 202.28.18.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (ชาลี)

       สมาธิเป็นสภาวะอย่างหนึ่งของจิตที่รับรู้อารมณ์เพียงอารมณ์เดียว ถ้าจะกล่าวให้เห็นชัดยิ่งขึ้น ก็ลองสังเกตุด้วยตัวเอง ในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น ตอนกำลังขับรถยนต์ บุคคลที่กำลังขับต้องมีสมาธิ หรือตอนกำลังฟังข่าวจากวิทยุ บุคคลผู้นั้นตอนมีสมาธิในการฟัง ถ้าไม่มีสมาธิในการฟังคงฟังไม่รู้เรื่อง แต่มีข้อสังเกตุคือ น้อยคนนักที่จะมีสมาธิติดต่อกันตลอดโดยไม่ขาดสาย แม้กระทั่งตอนขับรถ หรือกำลังฟังข่าว จิตของบุคคลนั้นต้องหันไปจับกับอารมณ์อื่นบ้าง นี่เป็นตัวอย่างที่สามารถสังเกตุได้ง่ายในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามถ้าบุคคลคนนั้นมีสมาธิติดต่อกันอย่างไม่ขาดสายไม่ว่าจะกระทำการงานใด ก็ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องมานั่งสมาธิ แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่  นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำไมการนั่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยให้จิตสงบ และรับรู้อารมณ์เพียงอารมณ์เดียว  ถ้าบุคคลนั้นยังไม่มีสมาธิดีพอ การนั่งสมาธิก็ต้องนั่งในที่เงียบสงบ เพื่อลดโอกาสที่จิตจะไปรับรู้เสียงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น  ต้องหลับตาเพื่อปิดโอกาสที่จิตจะไปรับรู้การเห็นสิ่งต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการนั่งสมาธิจะช่วยให้ จิตสงบง่ายขึ้น 
       ถ้าถามว่าแล้วการนั่งสมาธิสามารถทำให้เกิดปัญญาได้อย่างไร  ลองพิจารณาดู ทะเลที่กำลังมีพายุ คลื่นในทะเลมีลักษณะเช่นไร ลักษณะเช่นนั้นทำให้เรือลำเล็ก ๆ ที่เล่นอยู่เป็นเช่นไร จะสามารถเล่นไปถึงฝั่งได้หรือไม่ ฉันใดก็ฉันนั้น จิตก็เหมือนกัน จิตที่เป็นสมาธิย่อมมีความสงบเยือกเย็น สุขุม รอบคอบ ไม่เร่าร้อน ควรแก่การงาน สิ่งเหล่านี้เองเป็นปัจจัยให้เกิดความคิดที่แยบคาย และความคิดที่แยบคายนี้ก็จะเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาในทางโลก ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนงานที่มีคุณภาพ การเรียน การทำการงานต่าง ๆ  แต่ตามหลักพระพุทธศาสนา การนั่งสมาธิจนจิตสงบจะเนรมิตให้เกิดปัญญาได้ ถึงแม้ว่าบุคคลนั้นจะนั่งได้จนถึงขึ้นสงบสูงสุด คือ ขั้นอรูปฌานก็ตาม บุคคลนั้นก็ยังไม่ถือว่าเป็นผู้มีปัญญา แต่ถือว่าเป็นเพียงผู้ที่มีสมาธิแก่กล้า   พระพุทธเจ้าทรงสอนให้มีสมาธิแล้วเจริญวิปัสนา หรือกล่าวได้ว่า ให้มีสมาธิและให้มีสติระลึกรู้สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และมีการดับไป สิ่งนี้เองจะเป็นปัจจัยก่อให้เกิดปัญญารู้แจ้งในสัทธรรมทั้งปวง เป็นปัญญาที่รู้แจ้งแทงตลอด ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก  

 จากคุณ : ชาลี [ 31 พ.ค. 2543 / 08:43:15 น. ]
     [ IP Address : 203.107.202.228 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (Listener)

สาธุ สั้นๆแต่เปี่ยมประโยชน์

 จากคุณ : Listener [ 31 พ.ค. 2543 / 08:47:49 น. ]
     [ IP Address : 203.126.109.134 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (Cowboy)

ขั้นลึกๆแล้ว จะยึดเอา สติสัมปชัญญะ หรือ ปัญญา เป็นหลักครับ ถ้าเกิดความสงสัยขึ้นมา

 จากคุณ : Cowboy [ 31 พ.ค. 2543 / 09:00:03 น. ]
     [ IP Address : 209.30.229.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (นายสงบ)

เรียนคุณ Cowboy ครับ ตามที่ผมพอจะรู้อยู่บ้างเล็กน้อยนะครับ
คือถ้าเราเจริญสัมมาสติได้ จิตจะรู้เห็นไตรลักษณ์ด้วยตัวมันเอง นั่นก็คือปัญญาที่เกิดขึ้น
ซึ่งไม่ใช่ปัญญาที่เกิดจากการคิดแต่เกิดจากการที่จิตได้เห็นตามความเป็นจริงนั่นเอง
พอรู้เห็นไปมากๆจิตก็จะเกิดนิพพิทาไปเองครับ ดังนั้นไม่ว่าขั้นไหนจะเริ่มต้นหรือลึกๆ
การเจริญสติย่อมสำคัญครับ เพราะไม่มีสัมมาสติย่อมไม่เกิดปัญญาครับ

 จากคุณ : นายสงบ [ 31 พ.ค. 2543 / 09:42:51 น. ]
     [ IP Address : 203.146.18.42 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (ดังตฤณ)

สาธุกับธรรมอันกระชับน่าฟังของพี่สันตินันท์
_/|\_

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 31 พ.ค. 2543 / 10:35:43 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.180 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (thesky)

พอจะเข้าในสัมมาสมาธิและมิจฉาสมาธิบ้างแล้วค่ะ 
ขอบพระคุณมากค่ะ คุณสันตินันท์  :)
สาธุ _/|\_

 จากคุณ : thesky [ 31 พ.ค. 2543 / 10:51:27 น. ]
     [ IP Address : 202.80.252.165 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (Cowboy)

ตกลง สติ ก็คือตัวสมาธิ   สัมปชัญญะ ก็คือตัวปัญญา ใช่หรือเปล่าครับ ทั้งสองอย่างนี้ทำงานควบคู่กันจนแยกไม่ออก

 จากคุณ : Cowboy [ 31 พ.ค. 2543 / 11:26:36 น. ]
     [ IP Address : 209.30.228.105 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (สุรวัฒน์)

   ขออนุญาต แสดงความเห็นตามทัศนะของตัวเอง  (จะถูกหรือไม่  ต้องรบกวนทุกท่านช่วยพิจารณา-แนะนำ ด้วยครับ)

   มิจฉาสมาธิŽ นั้นเป็นอย่างไร  มิจฉาสมาธิก็คือ การทำสมาธิ แต่ไม่มีผลต่อการส่งเสริมให้เกิดปัญญา อันจะทำให้หลุดพ้นจากทุกข์ได้
   มิจฉาสมาธิŽ นั้นเป็นอย่างไร  มิจฉาสมาธิก็คือ การทำสมาธิด้วยความไม่รู้ตัว
   การทำสมาธิด้วยความไม่รู้ตัวเป็นอย่างไร
   การทำสมาธิด้วยความไม่รู้ตัว คือการทำสมาธิที่ไม่สามารถแยกอารมณ์ (เช่นลมหายใจ หรือความสงบ) ออกจากจิตที่ทำหน้าที่รู้

   สัมมาสมาธิŽ นั้นเป็นอย่างไร  สัมมาสมาธิก็คือ การทำสมาธิ ที่่มีผลต่อการส่งเสริมให้เกิดปัญญา อันจะทำให้หลุดพ้นจากทุกข์ได้
   สัมมาสมาธิŽ นั้นเป็นอย่างไร  สัมมาสมาธิก็คือ การทำสมาธิด้วยความรู้ตัว
   การทำสมาธิด้วยความรู้ตัวเป็นอย่างไร
   การทำสมาธิด้วยความรู้ตัว คือการทำสมาธิที่สามารถแยกอารมณ์ (เช่นลมหายใจ หรือความสงบ) ออกจากจิตที่ทำหน้าที่รู้  สามารถรู้ได้ว่า อารมณ์ (เช่นลมหายใจ หรือความสงบ) เป็นสิ่งที่ถูกรู้

   หมายเหตุ : ผมปฏิบัติด้วยการเจริญสติ ในชีวิตประจำวันเป็นหลัก  ส่วนการทำสมาธิตามรูปแบบ เช่น ภาวนา พุทโธ ผมยังไร้เดียงสาอยู่เลยครับ

 จากคุณ : สุรวัฒน์ [ 31 พ.ค. 2543 / 12:33:01 น. ]
     [ IP Address : 202.28.18.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (คุณแม่น้องนุ่น)

ขอปรึกษาผู้รู้หน่อยนะคะ เมื่อคืนกำหนดจิตดูลมหายใจเข้าออก แล้วรู้สึกสงบนิ่ง สักพักใหญ่จะมีความรู้สึกเหมือนเราเบาหวิว เหลือแต่คอ มีเพียงลมหายใจที่ผ่านเข้าออกจากจมูก ส่วนที่ล่างจากนี้ไม่มีความรู้สึกเลยไม่รู้ตัวว่าอยู่ในท่าไหน นั่งหรือนอน เหมือนไม่ใช่ร่างของเรา ลองเฉยๆคือดูว่าจะเป็นอย่างไรต่อ ขณะเดียวกันเราก็มีสติอยู่นะคิดไปว่าที่เป็นแบบนี้กำลังสอนอะไรเราหรือเปล่า และเราต้องไม่ตาม (การตามเป็นเรื่องของลัทธิ) หรือคล้อยตามความรู้สึกนี้ พอคิดได้แล้วจึงจับลมหายใจต่อ สักครู่หนึ่งก็คืนมาเหมือนเดิม คือเป็นปกติ รับรู้ตัวตนได้อีกครั้ง และรู้ว่าขาทั้งสองข้างเป็นเหน็บอย่างแรง จนต้องถอนจากสมาธิ และนอนลง พร้อมกับไม่สนใจในความเจ็บปวดในใจก็คิดว่าปล่อยให้มันปวดไป ฉันไม่ได้ปวดนะ กายต่างหากที่ปวด จิตใจไม่มีความเจ็บปวดใดๆ ไม่นานนักก็หายจากเป็นเหน็บ สังเกตว่าหายไวกว่าเมื่อก่อนที่ไปกังวลและครวญครางกับการเป็นเหน็บ

เท่าที่เล่ามา อยากทราบว่าได้ทำถูกหรือเปล่า ไม่คล้อยตาม แต่ถอนสติมาจับลมหายใจต่อ และสิ่งนี้ใช่เป็นการแยกกายกับจิตชั่วขณะหรือเปล่า เข้าใจว่าตอนนั้นมีทุกขเวทนามาก เพราะตอนถอนสติมาจับหลมหายใจ รู้ว่าขาเป็นเหน็บปวดมาก

ขณะที่ทำสมาธิ จิตก็บอกตัวเองว่า (คิดไป) เราต้องหาข้อธรรมะจากปรากฏการณ์ นี้ นี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกแบบนี้ คำตอบที่ตอบตัวเองคือ ตัวตนในที่นี้คือร่างกายอันเป็นสังขาร มีเนื้อหนังและความรู้สึก ที่เราคิดว่ามันเป็นของเราอย่างแน่นอน ที่จริงแล้วมันไม่มีอะไรที่แน่นอนเลย เมื่อครู่นี้เรายังไม่สามารถสั่งการได้เลย เหมือนไม่ใช่ของเรา แต่ถ้าเราตั้งใจสั่งมันคือมีสติระลึกรู้ เราก็บงการกายได้ จิตกับกายเป็นเพียงเพื่อนร่วมทางที่เกาะติดกันมา สักวันเมื่อถึงเวลาก็คงจะแยกขาดจากกัน (ถึงแม้ว่ายังจำตอนจิตแยกจากกายไม่ได้ เพราะยังไม่เคยตายในภพนี้ ภพอื่นนั้นยังไม่สามารถระลึกได้ )

ที่ผ่านมาในช่วงนี้ได้สติระลึกว่าได้ก่อวจีกรรมในทางไม่ดีมามากมายตั้งแต่พูดให้คนเขาเข้าใจผิด พูดไม่ดูกาละเทสะ และพูดไม่ถูกหูคน ชวนหาเรื่อง เถียงข้างๆคูๆ ไร้เหตุผล บางครั้งทำไปด้วยความสะใจ อยากให้คนเขาคิดว่าเออ เอ็งมันเก่ง และไม่มีคู่กรณีคนไหนเอาเรื่องเพราะเราจริงใจ คือคิดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีเล่ห์เพทุบาย แต่เรามารู้ว่ามันมียาพิษอยู่มากเช่นกัน  ตอนใกล้สว่างก็ได้ฝันไปว่าไปอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งมีแต่เณรน้อยๆ เยอะไปหมด ไม่มีพระเลยสักองค์ และเณรทุกองค์ก็มีปากที่เหมือนกันหมดคือกลมๆเหี่ยวๆขนาดเท่าไข่ไก่ ดูแล้วน่าตลกมาก ในฝันเรายังถูกเณรล้อเล่น กลั่นแกล้ง และเราก็ตามดูพฤติกรรมของเณรเหล่านี้ พบว่าเณรพวกนี้คึกคะนองมากชอบแซว และพูดเล่นเป็นนิสัย แต่ดูๆแล้วเขาก็มีความสุขแบบเขา เหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโต แล้วสายตาก็ไปสำรวจดูเห็นมีชื่อหลวงพ่อ (ไม่ได้เห็นตัวท่าน) มีระบุอายุของท่านติดอยู่ จำได้ติดตาว่าอายุท่าน 87 ปี และปีเกิดท่านว่า 21......(สองพันหนึ่งร้อยกว่า  ) ยังคำนวณในฝันเลยว่าหลวงพ่อมรณภาพไปนานแล้วนะ หลายร้อยปีแล้ว แล้วก็ตื่นเพราะมีคนมาปลุก เป็นเวลาตี 5 ครึ่งกว่าๆ

ความฝันก็คือความฝัน แต่เรารู้ว่าเขากำลังสอนทางอ้อมให้เราดู และเข้าใจในผลแห่งวจีกรรม ที่ก่อใว้ เขาคือใครก็ตามอาจเป็นจิตของเราเองหรือใครก็ได้

นี่คือผลงานเรื่องสำคัญที่การทำสมาธิหรือกรรมฐานก่อให้ได้บทเรียน และตอนนี้ทำอะไรก็ตาม ใช้สติมากขึ้นถึงขนาดคิดก่อนว่าควรจะพูดแบบไหนกับคนนี้ ช่วงนี้มีแต่เรื่องวจีกรรมผุดออกมาขณะทำสมาธิ ในขณะที่เมื่อก่อนไม่เคยเข้าใจว่าได้ก่อเรื่องเอาไว้มากมาย

จึงเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์ แก่ผู้ที่หวังการหลุดพ้นหรือกำลังจะเริ่มฝึกสมาธิทุกท่าน สิ่งที่ท่านควรเริ่มต้นทำคือฝึกสติเป็นอันดับแรก โดยการตามดูลมหายใจ(หายใจให้ลึกและยาวๆ) และหัดเดินจงกรมบ้าง ดูว่าท่านทำอะไรตามความเคยชินหรือเปล่า สติตามทันอิริยาบทหรือเปล่า ค่อยๆทำ ไม่ต้องไปมุ่งหวังสูง หรือเปรียบเทียบกับใคร ให้เปรียบเทียบกับตัวเอง

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการหายใจที่ลึกและยาว
      ร่างกายได้รับออกซิเจนในปริมาณที่เพียงพอ ทำให้สมอง และกล้ามเนื้อ (รวมทั้งหัวใจ) ทำงานอย่างมีกำลัง ไม่หักโหมจนเกินไป
      หากหายใจตื้นเกินไป ให้สังเกตุคนที่มีอาชีพครู ส่วนใหญ่พูดเร็ว หายใจเร็ว แก่ตัวไป มีปัญหาหัวใจโต และอัลไซเมอร์ เพราะเลือดไปเลี้ยงอวัยวะไม่พอ หัวใจต้องสูบฉีดเลือดมากขึ้น กล้ามเนื้อหัวใจทำงานมากขึ้น สมองก็ต้องการออกซิเจน แต่เมื่อมีไม่พอทำให้เกิดการฝ่อหรือหด เสียหาย และมีผลต่อเรื่องความจำ ประกอบกับคนไม่มีสติ หรือสติตามไม่ทันจะทำอะไรเร็วอยู่แล้ว เป็นการทำตามความเคยชิน จะยิ่งหลงลืมง่าย คนสูงอายุที่ไม่ได้ฝึกสติ และหายใจไม่ถูกวิธีจึงหลง และลืมง่ายกว่า เป็นภาระต่อลูกหลายอย่างยิ่ง เราทั้งหลายคงไม่อยากสร้างภาระแก่ใคร ดังนั้นจึงควรหัดหายใจให้ถูกต้องเสียตั้งแต่บัดนี้ได้เลย............ (เล่าสู่กันฟัง  จากพระอาจารย์ประเสริฐ  แห่งศูนย์ปฏิบัติธรรมพระธาตุบัวหลวง จ.พิษณุโลก)

 จากคุณ : คุณแม่น้องนุ่น [ 31 พ.ค. 2543 / 18:25:48 น. ]
     [ IP Address : 203.145.15.178 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (คุณแม่น้องนุ่น)

ขอปรึกษาผู้รู้หน่อยนะคะ เมื่อคืนกำหนดจิตดูลมหายใจเข้าออก แล้วรู้สึกสงบนิ่ง สักพักใหญ่จะมีความรู้สึกเหมือนเราเบาหวิว เหลือแต่คอ มีเพียงลมหายใจที่ผ่านเข้าออกจากจมูก ส่วนที่ล่างจากนี้ไม่มีความรู้สึกเลยไม่รู้ตัวว่าอยู่ในท่าไหน นั่งหรือนอน เหมือนไม่ใช่ร่างของเรา ลองเฉยๆคือดูว่าจะเป็นอย่างไรต่อ ขณะเดียวกันเราก็มีสติอยู่นะคิดไปว่าที่เป็นแบบนี้กำลังสอนอะไรเราหรือเปล่า และเราต้องไม่ตาม (การตามเป็นเรื่องของลัทธิ) หรือคล้อยตามความรู้สึกนี้ พอคิดได้แล้วจึงจับลมหายใจต่อ สักครู่หนึ่งก็คืนมาเหมือนเดิม คือเป็นปกติ รับรู้ตัวตนได้อีกครั้ง และรู้ว่าขาทั้งสองข้างเป็นเหน็บอย่างแรง จนต้องถอนจากสมาธิ และนอนลง พร้อมกับไม่สนใจในความเจ็บปวดในใจก็คิดว่าปล่อยให้มันปวดไป ฉันไม่ได้ปวดนะ กายต่างหากที่ปวด จิตใจไม่มีความเจ็บปวดใดๆ ไม่นานนักก็หายจากเป็นเหน็บ สังเกตว่าหายไวกว่าเมื่อก่อนที่ไปกังวลและครวญครางกับการเป็นเหน็บ

เท่าที่เล่ามา อยากทราบว่าได้ทำถูกหรือเปล่า ไม่คล้อยตาม แต่ถอนสติมาจับลมหายใจต่อ และสิ่งนี้ใช่เป็นการแยกกายกับจิตชั่วขณะหรือเปล่า เข้าใจว่าตอนนั้นมีทุกขเวทนามาก เพราะตอนถอนสติมาจับหลมหายใจ รู้ว่าขาเป็นเหน็บปวดมาก

ขณะที่ทำสมาธิ จิตก็บอกตัวเองว่า (คิดไป) เราต้องหาข้อธรรมะจากปรากฏการณ์ นี้ นี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกแบบนี้ คำตอบที่ตอบตัวเองคือ ตัวตนในที่นี้คือร่างกายอันเป็นสังขาร มีเนื้อหนังและความรู้สึก ที่เราคิดว่ามันเป็นของเราอย่างแน่นอน ที่จริงแล้วมันไม่มีอะไรที่แน่นอนเลย เมื่อครู่นี้เรายังไม่สามารถสั่งการได้เลย เหมือนไม่ใช่ของเรา แต่ถ้าเราตั้งใจสั่งมันคือมีสติระลึกรู้ เราก็บงการกายได้ จิตกับกายเป็นเพียงเพื่อนร่วมทางที่เกาะติดกันมา สักวันเมื่อถึงเวลาก็คงจะแยกขาดจากกัน (ถึงแม้ว่ายังจำตอนจิตแยกจากกายไม่ได้ เพราะยังไม่เคยตายในภพนี้ ภพอื่นนั้นยังไม่สามารถระลึกได้ )

ที่ผ่านมาในช่วงนี้ได้สติระลึกว่าได้ก่อวจีกรรมในทางไม่ดีมามากมายตั้งแต่พูดให้คนเขาเข้าใจผิด พูดไม่ดูกาละเทสะ และพูดไม่ถูกหูคน ชวนหาเรื่อง เถียงข้างๆคูๆ ไร้เหตุผล บางครั้งทำไปด้วยความสะใจ อยากให้คนเขาคิดว่าเออ เอ็งมันเก่ง และไม่มีคู่กรณีคนไหนเอาเรื่องเพราะเราจริงใจ คือคิดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีเล่ห์เพทุบาย แต่เรามารู้ว่ามันมียาพิษอยู่มากเช่นกัน  ตอนใกล้สว่างก็ได้ฝันไปว่าไปอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งมีแต่เณรน้อยๆ เยอะไปหมด ไม่มีพระเลยสักองค์ และเณรทุกองค์ก็มีปากที่เหมือนกันหมดคือกลมๆเหี่ยวๆขนาดเท่าไข่ไก่ ดูแล้วน่าตลกมาก ในฝันเรายังถูกเณรล้อเล่น กลั่นแกล้ง และเราก็ตามดูพฤติกรรมของเณรเหล่านี้ พบว่าเณรพวกนี้คึกคะนองมากชอบแซว และพูดเล่นเป็นนิสัย แต่ดูๆแล้วเขาก็มีความสุขแบบเขา เหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโต แล้วสายตาก็ไปสำรวจดูเห็นมีชื่อหลวงพ่อ (ไม่ได้เห็นตัวท่าน) มีระบุอายุของท่านติดอยู่ จำได้ติดตาว่าอายุท่าน 87 ปี และปีเกิดท่านว่า 21......(สองพันหนึ่งร้อยกว่า  ) ยังคำนวณในฝันเลยว่าหลวงพ่อมรณภาพไปนานแล้วนะ หลายร้อยปีแล้ว แล้วก็ตื่นเพราะมีคนมาปลุก เป็นเวลาตี 5 ครึ่งกว่าๆ

ความฝันก็คือความฝัน แต่เรารู้ว่าเขากำลังสอนทางอ้อมให้เราดู และเข้าใจในผลแห่งวจีกรรม ที่ก่อใว้ เขาคือใครก็ตามอาจเป็นจิตของเราเองหรือใครก็ได้

ที่เขียนมานี้ไม่ใช่คำตอบว่าได้ปัญญา แต่เข้าใจว่าเป็นเพียงการตรึกตรองหาที่มาที่ไป พิจารณาอย่างมีเหตุผล ส่วนการระลึกถึงกรรมที่ทำนั้นคงเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ

นี่คือผลงานเรื่องสำคัญที่การทำสมาธิหรือกรรมฐานก่อให้ได้บทเรียน และตอนนี้ทำอะไรก็ตาม ใช้สติมากขึ้นถึงขนาดคิดก่อนว่าควรจะพูดแบบไหนกับคนนี้ ช่วงนี้มีแต่เรื่องวจีกรรมผุดออกมาขณะทำสมาธิ ในขณะที่เมื่อก่อนไม่เคยเข้าใจว่าได้ก่อเรื่องเอาไว้มากมาย

จึงเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์ แก่ผู้ที่หวังการหลุดพ้นหรือกำลังจะเริ่มฝึกสมาธิทุกท่าน สิ่งที่ท่านควรเริ่มต้นทำคือฝึกสติเป็นอันดับแรก โดยการตามดูลมหายใจ(หายใจให้ลึกและยาวๆ) และหัดเดินจงกรมบ้าง ดูว่าท่านทำอะไรตามความเคยชินหรือเปล่า สติตามทันอิริยาบทหรือเปล่า ค่อยๆทำ ไม่ต้องไปมุ่งหวังสูง หรือเปรียบเทียบกับใคร ให้เปรียบเทียบกับตัวเอง

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการหายใจที่ลึกและยาว
      ร่างกายได้รับออกซิเจนในปริมาณที่เพียงพอ ทำให้สมอง และกล้ามเนื้อ (รวมทั้งหัวใจ) ทำงานอย่างมีกำลัง ไม่หักโหมจนเกินไป
      หากหายใจตื้นเกินไป ให้สังเกตุคนที่มีอาชีพครู ส่วนใหญ่พูดเร็ว หายใจเร็ว แก่ตัวไป มีปัญหาหัวใจโต และอัลไซเมอร์ เพราะเลือดไปเลี้ยงอวัยวะไม่พอ หัวใจต้องสูบฉีดเลือดมากขึ้น กล้ามเนื้อหัวใจทำงานมากขึ้น สมองก็ต้องการออกซิเจน แต่เมื่อมีไม่พอทำให้เกิดการฝ่อหรือหด เสียหาย และมีผลต่อเรื่องความจำ ประกอบกับคนไม่มีสติ หรือสติตามไม่ทันจะทำอะไรเร็วอยู่แล้ว เป็นการทำตามความเคยชิน จะยิ่งหลงลืมง่าย คนสูงอายุที่ไม่ได้ฝึกสติ และหายใจไม่ถูกวิธีจึงหลง และลืมง่ายกว่า เป็นภาระต่อลูกหลายอย่างยิ่ง เราทั้งหลายคงไม่อยากสร้างภาระแก่ใคร ดังนั้นจึงควรหัดหายใจให้ถูกต้องเสียตั้งแต่บัดนี้ได้เลย............ (เล่าสู่กันฟัง  จากพระอาจารย์ประเสริฐ  แห่งศูนย์ปฏิบัติธรรมพระธาตุบัวหลวง จ.พิษณุโลก)

 จากคุณ : คุณแม่น้องนุ่น [ 31 พ.ค. 2543 / 18:28:24 น. ]
     [ IP Address : 203.145.15.178 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (คุณแม่น้องนุ่น)

ต้องขอโทษที่โพสถึง 2 ครั้ง

 จากคุณ : คุณแม่น้องนุ่น [ 31 พ.ค. 2543 / 18:31:23 น. ]
     [ IP Address : 203.145.15.178 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (สุชาติ กอไพศาล)

นั่งสมาธิเกอดปัญญาได้อย่างไร นั่งสมาธิก็เกิดภาวะจิตสงบจากนิวรณ์สิครับ  แต่ถ้าจะเจริญปัญญาก็ต้องเข้าใจการเจริญสติปัฏฐานเสียก่อน  การเจริญสมาธินั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้จุดประสงค์ ๔ อย่าง คือ เป็นไปเพื่อสุขวิหาร ๒ เป็นไปเพื่อญาณทรรศนะ ๓ เป็นไปเพื่อสติ สัมปชัญญะและ ๔ เป็นไปเพื่ออาสวขยญาณ อันหลังนี้แหละสำหรับผู้ที่จะอาศัยสมาธิ (ที่หมายถึงกระมังครับ คือ อัปณาสมาธิ) ก็ต้องเจริญสติระลึกรู้ที่องค์ฌาน ต้องรู้ว่า องค์ที่จะเป็นอารมณ์ของวิปัสสนานั้นคือปรมัตถธรรมอะไรครับ ถึงจะรู้ว่าเห็นอะไรตามความเป็นจริง  ขณะที่เป็นอัปณาสมาธินั้น พระพุทะเจ้าตรัสว่า ในบรรดาโลกียสุขที่เป็นกุศลแล้ว สมาธิเป็นเลิศครับ แต่ถ้าเป็นสมาธิที่เป็นสัมมาแล้ว  ถ้าเป็นโลกุตระนั้น ต้องทราบว่าขณะนั้น จิตที่เป็นสมาธิ นั้นมีอะไรเป็นอารมณ์ที่จิตรู้ ก็ต้องทราบให้ถูกต้องตามความเป็นจริงครับ
     ตอนนี้ยังไม่ขอแสดงความคิดเห็นอธิบายครับ เลยขออณุญาติ เชิญชวนการบรรยายธรรม เรื่อง "อะไรเป็นสิ่งหลง อะไรเป็นสิ่งลวง อะไรเป็นสิ่งเท็จและอะไรเป็นสิ่งจริง ของผุ้ปฏิบัติ"ธรรม"(เพื่อรู้ตามความเป็นจริง  ) อาจจะคาดไม่ถึงเชียวครับว่าอะไรเป็นสิ่งที่ต้องรู้ตามความจริงอะไร ว่าอย่างไร บรรยายในวันที่ ๔ มิถุนายนอาทิตย์ต้นเดือนนี้ครับ ที่ธรรมสถานจุฬาลงกรณ์ เวลา ๑๔.๐๐-๑๖.๐๐ น ห้องแอร์ มีอาหารเบรค ฟรีทุกรายการครับ โทรสอบถาม  ๒๑๘๓๐๑๘ ในเวลาราชการน่ะครับ  เข้าทางประตูหลังถนนมาบุญครอง ถนนจุฬา ๑๒(บรรยายโดยผม สุชาติ กอไพศาลครับ)

 จากคุณ : สุชาติ กอไพศาล [ 31 พ.ค. 2543 / 19:00:01 น. ]
     [ IP Address : 202.183.254.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (แอ๊ด/ 67045379)

ท่านว่าการจะตัดตัณหาทุกอย่าง ทั้งกามตัณหา ภวตัณหา (การอยากได้ของที่ยังไม่มี) และวิภวตัณหา (การอยากให้ของที่มีอยู้แล้วคงอยู่ตลอด) นั้น ให้นึกถึงความตายเป็นปกติ (มรณานุสติ) โดยใข้เครื่องมือมาช่วยคือ ศีล สมาธิ และปัญญา โดยใช้ในการพิจารณาเข้าหาความตาย
     วิธีการใช้เครื่องมือนี้คือ ใช้ศีลเป็นเหมือนกรงขังครอบเอาตัณหาไว้ ไม่ให้มันออกมาอาละวาดได้ จากนั้น ใช้สมาธิกดคอตัณหาให้มันจมลง (โดยเลือกใช้กรรมฐานที่ตรงกัน) เมื่อทรงสมาธิได้แล้ว ใช้ปัญญาเป็นเครื่องตัดกิเลส คือพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงแล้วละเสียได้

เคยอ่านเจอบทนี้แล้วชอบค่ะ เลยเรียบเรียงมาให้อ่านกัน ไม่ทราบจะชอบเหมือนกันหรือเปล่า และไม่ทราบว่าจะตรงตามผู้ตั้งกระทู้ต้องการหรือเปล่าค่ะ

 จากคุณ : แอ๊ด/ 67045379 [ 1 มิ.ย. 2543 / 09:27:03 น. ]
     [ IP Address : 203.146.85.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (Listener)

ขอเขิญผู้ตั้งกระทู้นี้ อ่าน กระทู้ 1153 ธรรมย่อมไหลลงสู่ธรรม ประกอบด้วย จะเพิ่มความเข้าใจได้ดีขึ้นครับ

 จากคุณ : Listener [ 1 มิ.ย. 2543 / 09:35:49 น. ]
     [ IP Address : 203.126.109.134 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (หนู40)

ขอตอบนิดเดียวครับว่า กว่าจะสงบเป็นสมาธิได้นั้น ต้องใช้ปัญญาพอตัวทีเดียวล่ะครับ

พอจิตสงบเป็นสมาธิ จิตจะมีพลังต่อเนื่อง ให้ใช้ปัญญาต่อๆกันไป หาเหตุของเหตุของทุกข์ แล้วใช้ปัญญาดับทุกข์ให้ได้ครับ

กว่าจะสงบเป็นสมาธิ ต้องใช้ปัญญาฝ่าฟันทุกข์ ดังนั้นไม่ว่าจะใช้สมถะหรือวิปัสสนา ย่อมมุ่งสู่ความสงบและสว่างไสวของจิตเช่นเดียวกัน

 จากคุณ : หนู40 [ 1 มิ.ย. 2543 / 13:44:29 น. ]
     [ IP Address : 202.183.250.114 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (tchurit)

หากมีลมพัดธงที่มีข้อความเขียนอยู่บนผืนธง  เราก็ไม่สามารถทำความเข้าใจข้อความบนผืนธงได้
แต่ถ้าเราสามารถตรึงธงให้อยู่กับที่ได้ ถ้าไม่พิจารณาดูก็ไม่รู้ว่ามีข้อความใดเขียนอยู่บนธง
การฝึกสมถะ(สมาธิ)ภาวนาก็เป็นการฝึกจิตให้นิ่ง เหมือนตรึงธงให้อยู่กับที่
การฝึกวิปัสสนา(ปัญญา)ภาวนาก็เป็นการพิจารณาความเป็นจริงของชีวิตคนเรา เหมือนทำความเข้าใจข้อความบนธงนั้น

ความทุกข์ในใจเกิดขึ้นเพราะมีอวิชชาอยู่  เมื่อวิชชาปรากฏก็เข้าสู่ภาวะวิมุติ ความทุกข์ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นในใจได้
สิ่งที่จะเปลี่ยนจากอวิชชา เป็น วิชชา คือต้องพัฒนาปัญญาให้รู้เห็นความจริง(สัจธรรม)

จิตถ้าไม่นิ่งก็ยากจะเอาไปใช้พิจารณาเรื่องราวที่ละเอียดอ่อน โดยเฉพาะตัวเราเอง หรือ หลักธรรมคำสอนที่ละเอียดอ่อน เช่น ขันธ์ ๕ หรือ ปฏิจจสมุปบาทได้
เมื่อศึกษาตามตำรา ว่า ขันธ์ ๕ เป็นอย่างนี้ ปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่างนี้ สิ่งที่อยู่ในหัวก็แค่ ข้อรู้ หรือ แค่เรื่องที่ตำราบอกเอาไว้
แต่การนั่งสมาธิก็เป็นการฝึกจิตให้มีคุณภาพให้มีความนิ่ง  ตั้งมั่น ผ่องใส โปร่งโล่งอิสระ พร้อมที่จะทำงานคิด พิจารณาเรื่องราวต่างๆ
เมื่อพิจารณาชีวิต(กาย เวทนา จิต ธรรม)จนเข้าใจเรื่องเหล่านี้ด้วยตัวเอง จนเมื่อข้อรู้กลายมาเป็นความรู้เข้าใจเพราะเห็นด้วยตัวเอง คำถามต่างๆก็จะหมดไป
เหมือนคนพยายามอธิบายว่าดอกทิวลิปมีลักษณะอย่างอย่างไร  ก็ไม่ชัดเจนเหมือนเห็นด้วยตาตัวเอง
เพราะฉนั้น พยายามไปดูด้วยตาตัวเองดีกว่าครับ

 จากคุณ : tchurit [ 1 มิ.ย. 2543 / 18:40:48 น. ]
     [ IP Address : 203.157.0.183 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (เวตาล)

. มักจะกล่าวกันว่า ต้องมีปัญญา ให้รู้ตามความเป็นจริง  อยากเรียนถามว่า ทำอย่างไร ปัญญาจึงเกิด หรือว่าให้ใช้ปัญญาเลย เรามีปัญญาอยู่แล้วหรือ( หรือไม่) ปัญญาไปรู้อะไร บ้าง รู้ว่าอย่างไร ว่าเป็นความจริง  จริงๆ ว่าเป็นอย่างไร รู้แล้วทำไม รู้ไปทำไม  ขอกรุณาให้ความกระจ่างกว่านี้ครับ

 จากคุณ : เวตาล [ 1 มิ.ย. 2543 / 20:20:53 น. ]
     [ IP Address : 202.183.254.141 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (สุชาติ แจ้งข่าว)

ขอเชิญฟังการบรรยายธรรม " เรื่องความหลง ความลวง ความเท็จและความจริงแท้ ของนักปฏิบัติ "บรรยายโดย อ.สุชาติ  กอไพศาล ที่ธรรมสถานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ด้านข้างสระว่ายน้ำและสนามกีฬาอัฒจันทร์เวลา ๑๔.๐๐-๑๖.๐๐ น.ในวันอาทิตย์ที่ ๔ มิถุนายน นี้  ห้องแอร์ มีอาหารเบรค ฟรีอสบถามหมายเลขโทรฯ, ๒๑๘๓๐๑๘และ ๘๘๗๐๐๒๒การบรรยายครั้งนี้ทำให้ทราบว่า เราเอาอะไรเป็นอัตตาหรืออัตตาเป็นสิ่งหรือเป็นลักษณะของสิ่งมีสิ่งอะไรบ้างที่เราหลงไป ถูกลวง ถูกรู้เห็นว่าจริง ทั้งที่เท็จ ความจริงของจริงในพุทธศานาคืออะไร นามรูปเป็นของจริงหรือเท็จ ถ้าเป็นเท็จ เท็จอย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสอย่างไร ที่กล่าวว่าต้องรู้ตามความเป็นจริงนั้น ไปรู้อะไร ความจริงของสิ่งนั้นจริงหรือไม่
     ไม่ใช่สัตว์ บุคคลคือรู้อะไร อะไรที่ไม่ใช่ลักษณะแห่งอัตตา เป็นต้นครับ  สอบถามปัญหาได้  สุชาติ แจ้งข่าว

 จากคุณ : สุชาติ แจ้งข่าว [ 1 มิ.ย. 2543 / 20:22:58 น. ]
     [ IP Address : 202.183.254.141 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (tchurit)

คุณเวตาลมีคำถามที่ตอบยากจัง
เหมือนใช้ภาษาอธิบายดอกทิวลิป ถ้าใครไม่เคยเห็นก็จินตนาการภาพดอกทิวลิปไปต่างๆนาๆ

บางทีภาษาก็มีปัญหาในการใช้ เช่นคำว่า" ปัญญา "
บางที่ใช้บอกถึงณานที่เข้าถึงสัจจธรรมแล้ว
บางที่ใช้เรียกการศึกษาเพื่อเข้าถึงสัจจธรรม การศึกษาระหว่างเปลี่ยนจากอวิชชาไปเป็นวิชชา

มีปัญญาเอาไว้ทำอะไร ?
มีปัญญาเอาไว้ใช้ออกจากทุกข์ สู่ภาวะวิมุตหรือนิพพาน
การศึกษาทางพุทธ คือศึกษาเพื่อให้เราอยู่เหนือความทุกข์ทั้งปวง
จะอยู่เหนือทุกข์ได้ ต้องมีความเข้าใจถึงเรื่องตัวเอง และเรื่องความทุกข์และฝึกปฏิบัติให้ทันกับเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะอารมณ์ของตัวเราเองในการปรุงแต่งความทุกข์ขึ้นมา
จะอยู่เหนืออารมณ์ตัวเองก็ต้องเข้าใจความเป็นจริงในธรรมชาติของสิ่งต่างๆ จะได้รู้ทันว่าสิ่งต่างๆมันก็เกิดขึ้นตามเหตุและปัจจัยของมัน ไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของเรา เราจะไปเสียเวลาให้จิตปรุงแต่งความทุกข์ใจขึ้นมาทำไม

ไม่รู้เป็นการตอบปัญหาคุณเวตาลหรือเปล่า
แทนที่จะถามคนอื่นลองเริ่มศึกษาด้วยตัวเองดีกว่า
เริ่มที่ความทุกข์ของตัวเองก็ได้ หรือ เริ่มที่การศึกษาปริยัติก็ได้
แล้วไม่ต้องสนใจว่าปัญญามันเป็นอย่างไร วันหนึ่งอาจจะเข้าใจเพราะได้เห็นด้วยตัวเองครับ

 จากคุณ : tchurit [ 5 มิ.ย. 2543 / 16:58:34 น. ]
     [ IP Address : 203.157.0.183 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (thesky)

คุณเวตาลน่าจะลองอ่านหนังสือดูนะคะ แล้วพิจารณาตามอย่างมีสมาธิ
แนะนำหนังสือพุทธธรรมค่ะ เริ่มที่ อริยสัจสี่ก่อน แล้วก็ไตรลักษณ์
ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎกอธิบายไว้ดีมาก เข้าใจง่ายค่ะ
และแนะนำให้สวดมนต์แบบมีคำแปลด้วยค่ะ ตอนแรกอาจจะรู้สึกว่า
ยาวมาก แต่สวดไปและพิจารณาคำแปลไปด้วยก็จะได้อะไรมากมาย
ส่วนในเรื่องของปัญญา  คุณ tchurit ตอบไว้แล้วค่ะ
เจริญในธรรมนะคะ  _/|\_  สาธุ

 จากคุณ : thesky [ 6 มิ.ย. 2543 / 13:04:34 น. ]
     [ IP Address : 203.149.33.252 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (เวตาล)

การรู้ศิลปศาสตร์ต่าง ๆ ชื่อว่า ปัญญาไหม  ปัญญา มีเท่าไรท่านทราบหรือไม่ ใครสอนใครแสดงบ้างที่รวบรวมไว้  ในระดับที่น่าเชื่อถือ)  เชื่อว่าสัตว์บุคคล มี พระอรหันต์มี สัตว์ผู้ผุดเกิดมี ชื่อว่ามีปัญญาเห็นถูกหรือไม่   คำถามก่อนนั้น ให้แสดงความเห็นสั้นๆ ได้ใจความพอเข้าใจก็เพียงพอ  เวตาลมีหนังสือและเทป ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎกเป็นร้อยๆครับ ขอบคุณที่แนะนำ

 จากคุณ : เวตาล [ 8 มิ.ย. 2543 / 10:40:38 น. ]
     [ IP Address : 202.183.254.87 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (HTML_g)

อยากทราบศูนย์ปฎิบัติธรรมพระธาตุบัวหลวงอยู่ทีไหน หมายถึงอำเภออะไร  แล้วเป็นอย่างไหรบ้างครับเคยไปรึป่าว มีเบอร์ติดต่อได้ก็จะดีมาก ขอบคุณล่วงหน้าครับ ครูตอบสั้นๆแต่ได้ใจความ...ดีครับ สาธุ สมาธิที่เอาแต่สงบเฉยๆ คงไม่เกิดปัญญาได้แน่นอน แต่ถ้าหากน้อมเราสมาธินั้นมาพิจารณาแล้วจะเกิดปัญญาได้ง่าย เช่น พิจารณา ผม ขน เล็บ กระดูก หนัง ฟัน ให้เห็นตามความเป็นจริงเป็นต้นครับ ตรงนี้ตอนแรกอาจเป็นแค่สัญญา(ความจำหมายรู้เท่านั้น  ) แต่หากพิจารณาให้มากจิตจะเข้าใจและปลงในกายได้ตาลำดับ พิจารณา กลับไปกลับมา และถ้าหากสักเกตุดูจะเห็นว่าตอนที่ทำสมาธิจิตจะสงบอยู่ระดับหนึ่ง แต่พอพิจารณาในสิ่งต่างแล้ว จิตจะสงบและเย็นอย่างเห็นได้ชัด (อย่างนี้น่าจะเรียกว่า สมาธิอบรมปัญญา ปัญญาอบรมสมาธิ มันต้องควบคู่กันไปทั้งสองอย่าง แบบพร้อมๆกัน) ส่วนสมาธิที่เป็นครูว่า มีสติสัมปชัญญะนั้น จิตตั้งมั่นแล้ว ตามรู้ สิ่งต่างๆที่เข้ามากระทบ
จิต  สักแต่ว่ารู้ๆ สิ่งต่างๆไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้ตัดอารมณ์นั้นทิ้ง
เพียงแต่รู้ตามไปเฉยๆ จิตจะสามารถเข้าใจ อาการของจิตได้เอง (เกิดปัญญา) อย่างเช่น เวลาเราโกรธ แล้วมีสติ ตามรู้อารมณ์นั้นไปเรื่อยๆ ได้ไม่ได้หลงไปตามอารมณ์นั้น และไม่ได้สลัดมันทิ้ง เป็นต้น  ความจริงไม่ค่อยอยากจะแสดงความคิดเป็นเลย เพราะครูตอบไว้แล้วในความคิดเห็นแรกดูเป็นการเทียบรุ่นไปหน่อย  แต่อยากจะรู้ว่าในสิ่งที่ผมเข้าใจถูกรึป่าว
จึงแสดงความคิดเห็น เพื่อให้ผู้รู้ช่วยแนะนำด้วย...

 จากคุณ : HTML_g [ 8 มิ.ย. 2543 / 12:23:08 น. ]
     [ IP Address : 203.146.142.44 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (คุณแม่น้องนุ่น)

ศูนย์ปฏิบัติธรรมพระธาตุบัวหลวง อยู่ที่อำเภอวัดโบสถ์ ห่างจากตัวเมืองพิษณุโลก 25 กม. ไปไม่ยากค่ะ ตรงไปทางอุตรดิตถ์  จุดสังเกตคือรูปปั้นสีแดงอมชมพูของดอกบัวตูม สถานปฏิบัติธรรมอยู่ตรงข้ามอำเภอวัดโบสถ์  พระอาจารย์อยู่ไม่ตลอดทั้งเดือน จะมีกิจต้องไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่กทม.และต่างประเทศบ่อยๆ มีคนถวายที่ดินให้เป็นสถานปฏิบัติธรรมหลายแห่งเช่น ที่สวิสเวอร์แลนด์  นิวซีแลนด์

 จากคุณ : คุณแม่น้องนุ่น [ 8 มิ.ย. 2543 / 19:22:35 น. ]
     [ IP Address : 203.145.3.86 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (tchurit)

ขอร่วมแสดงความคิดเห็น ถึงแม้นจะไม่ได้รู้มากจนเป็นครูใครได้
สำหรับความคิดเห็นของคุณHTML-g ผมเห็นด้วยว่ามาในแนวทางที่ถูกต้อง อาจเหมาะกับจริตของคุณ แต่วิธีที่ถูกต้องไม่ได้มีแค่วิธีนี้เพียงวิธีเดียวนะครับ

 จากคุณ : tchurit [ 9 มิ.ย. 2543 / 08:27:52 น. ]
     [ IP Address : 203.157.0.183 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!