อยากรู้เกี่ยวกับคำว่า อุเบกขา เป็นอย่างไร ทำอย่างไร คืออะไร
 เนื้อความ :

ต้องการบรรลุธรรม ช่วยชี้แนะด้วย

 จากคุณ : คนไทยนิยมอเมริกัน [ 26 ก.ค. 2543 / 11:38:13 น. ]
     [ IP Address : 216.34.244.62 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (tchurit)

ค้นมาจากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก       
อุเบกขา เป็นธรรมที่พบได้ในหลายชุดขึ้นกับสถานการณ์ที่แตกต่างกันไปเป็นข้อ ๔ ในพรหมวิหาร๔, ข้อ ๗ ในโพชฌงค์ ๗, ข้อ ๑๐ในบารมี ๑๐, ข้อ ๙ ในวิปัสสนูปกิเลส ๑๐หมายถึง1. ความวางใจเป็นกลางไม่เอนเอียงด้วยชอบหรือชัง, ความวางใจเฉยได้ ไม่ยินดียินร้าย เมื่อใช้"ปัญญา"พิจารณาเห็นผลอันเกิดขึ้นโดยสมควรแก่เหตุ และรู้ว่าพึงปฏิบัติต่อไปตามธรรม หรือตามควรแก่เหตุนั้น,ความรู้จักวางใจเฉยดู เมื่อเห็นเขารับผิดชอบตนเองได้ หรือในเมื่อเขาควรต้องได้รับผลอันสมควรแก่ความรับผิดชอบของเขาเอง,ความวางทีเฉยคอยดูอยู่ในเมื่อคนนั้น ๆ สิ่งนั้น ๆ ดำรงอยู่หรือดำเนินไปตามควรของเขาตามควรของมันไม่เข้าข้างไม่ตกเป็นฝักฝ่าย ไม่สอดแส่ ไม่รู้จี้สาระแน ไม่ก้าวก่ายแทรกแซง
จะใช้ในกรณีไหนๆต้องดูเป็นกรณีไป โดยทั่วไปมักต้องมีปัญญาคอยกำกับ ถ้าไม่มีปัญญากำกับก็เป็นเฉยไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวไปซึ่งเป็นวิบัติของอุเบกขาที่เรียกว่า"อัญญาณุเบกขา"ไปครับ


 จากคุณ : tchurit [ 26 ก.ค. 2543 / 13:00:35 น. ]
     [ IP Address : 203.157.0.182 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (อนัตตา)

นั่นคือ ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ตามความเหมาะสม ตามกำลังความสามารถ แต่ผลที่ได้รับจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องของผล ไม่ต้องไปดีใจ เศร้าใจ กับผลนั้นเลย

 จากคุณ : อนัตตา [ 26 ก.ค. 2543 / 17:18:29 น. ]
     [ IP Address : 203.151.2.159 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (สามเณร)

นิสัยหมายถึง คนที่มีกำลังใจพอที่จะข้ามกระแสเห็นภัยของวัฏสงสาร  ก้าวข้ามเครื่องวัดขอบวัดของวัฏสงสารได้  มองเห็นเครื่องวัดของพระอรหันต์  ซึ่งเป็นอุบายเปรียบเทียบอันตรายของวัฏสงสารได้เช่น
ท่านปัญญา  มีพระติดตามบอกว่าตลอดชีวิตท่านเทศน์ไม่เหมือนกันแม้แต่ครั้งเดียวแต่สามเณรอย่างเราบอกว่าท่านเทศน์เหมือนกันทุกครั้งคือไม่ต้องให้น้ำ ไม่มีเว้นช่องไฟ เพลิดเพลินไปเรื่อยๆ เหมือนสมัคร  สุทรเวศน์  เรียกได้ว่าใช้วงกตวังวนเป็นเครื่องวัด  (เพลิดเพลินไปเรื่อยๆ) คนมองไม่เห็นก็จะถูกวัด เครื่องวัดเป็นอุบายเปรียบเทียบอันตรายของวัฏสงสาร  ให้เราเปรียบเทียบเห็นว่า วัฏสงสารใหญ่แค่ไหนเครื่องวัดก็ใหญ่เท่านั้น  เครื่องวัดใหญ่เท่าไหนวัฏสงสารก็ใหญ่เท่านั้น  วัฏสงสารนี้ใหญ่มาก คนทั้งโลกใส่ลงไปได้หมด  สิ่งมีชีวิตทั้งจักรวาลเวียนว่ายตายเกิดได้ทั้งหมด  ยังไม่เคยมีใครบอกว่าเคยเห็นขอบของวัฏสงสารว่าอยู่ตรงไหน  ถ้าตระกูลบรรพบุรุษของเราทั้งหมดที่เวียนว่ายตายเกิดยังมีตัวตนอยู่ จับมือเชื่อมต่อกันไปเรื่อยๆมีใครบ้างที่บอกได้ว่าจรดขอบของวัฏสงสารบ้างแล้ว นอกจากคนที่เห็นเครื่องวัดของพระอรหันต์  เท่านั้นจึงรู้ได้ว่าขอบของวัฏสงสารมันอยู่ตรงไหน  คนที่เห็นเครื่องวัดก็เท่ากับว่าเห็นขนาดขอบเขตของวัฏสงสารไปด้วยในตัว  ว่าขอบเขตมันอยู่ตรงไหนเราจะก้าวออกได้อย่างไร เป็นต้น   ต้องอย่างที่ว่านี่ ทำที่ตรงนี้  ทำไปเรื่อยๆ  แล้วจะรู้ได้อย่างเรา .

 จากคุณ : สามเณร [ 26 ก.ค. 2543 / 18:17:36 น. ]
     [ IP Address : 202.28.139.201 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (คนไทยนิยมอเมริกัน)

ผมไม่ได้อยากรู้ว่าวัฏสงสารขอบเขตอยู่ตรงไหนสะหน่อย อยากรู้อย่างเดียวคือ อุเบกขา
วางใจเป็นกลาง อืม.. วางยังไงหนอ.. เข้าใจยากจริงๆ

 จากคุณ : คนไทยนิยมอเมริกัน [ 26 ก.ค. 2543 / 19:39:24 น. ]
     [ IP Address : 216.34.244.46 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (Listener)

อุเบกขา ที่ใช้บ่อย จะมีอุเบกขา ในชุดของ พรหมวิหาร 4 คือเป็นกลุ่มความปรารถนาดี ต่อทุกชีวิต
เมตตา คือ อยากให้ เขามีความสุข
กรุณา คือ อยาก ให้ เขา ไม่ทุกข์
มุทิตา คือ ยินดีด้วยเมื่อเขามีความสุข
อุเบกขา คือ เมื่อพิจารณา ว่าอะไรที่พอจะช่วยได้ ก็ได้ทำครบถ้วน แล้ว ก็ ประคองใจคอยดูห่างๆด้วยปัญญา ไม่เข้าไปหลงทุกข์ด้วย ถ้าช่วยไม่ไหว หรือ ไปหลงรักเขาเสียเอง  อุเบกขา จึงต่างกับการวางเฉยแบบนิ่งดูดาย

 จากคุณ : Listener [ 26 ก.ค. 2543 / 19:58:38 น. ]
     [ IP Address : 203.126.110.34 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (Vicha)

ผมจะอธิบายแบบธรรมดาๆ คือว่าอุเบกขาจะยังไม่บังเกิด เมื่อยังไม่มีสมาธิ การฝึกสมาธิเพื่ออารมณ์
อุเบาขาโดยตรง คือฝึกพรหมวิหาร 4 ข้อ สุดท้าย ตามที่ คุณ Listener กล่าวไว้ คือ อุเบกขา
วิธิฝึกแบบง่าย ให้พิจารณาหรือ ภาวนา "สัพเพสัตวตากรรมมะสะโก อหังกรรมมะสะกา"
หรือภาวนาตามคำแปลได้เลย คือ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์
มีกรรมเป็นบิดรมารดา เราก็มีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ มีกรรมเป็นบิดรมารดา

ให้ภาวนาและพิจารณาทุกอารมณ์ที่บังเกิดขึ้น เมื่อถึงที่สุดของสมาธิ
คือจะวางเฉยทุกอารมณ์ที่บังเกิดขึ้น ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ไม่ทุกข์ใจ ไม้ร้อนใจ เป็นอุเบกขา ของสมาธิ
แล้วเอาอุเบกขา นี้แล้ว มาพิจารณาเป็นวิปัสสนาได้ ว่า
        เรามีความเกิด เป็นธรรมดา
        เรามีความแก่ เป็นธรรมดา
        เรามีความตาย เป็นธรรมดา
        เรามีความตาย เป็นธรรมดา
    ไม่สามารถล่วงพ้นจาก การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปได้
แล้วพิจารณาให้ละเอียดลงไป หรือจะภาวนาก็ได้
ว่า รูปกายไม่เที่ยงหนอ
    เวทนา (ความสุข ความทุกข์ เฉย) ไม่เทียงหนอ
    สัญญา ไม่เทียงหนอ
    สังขาร ไม่เทียงหนอ
    วิญญาน ไม่เทียงหนอ

    รูปกายเป็นทุกขหนอ
        เวทนา (ความสุข ความทุกข์ เฉย) เป็นทุกขหนอ (ทุกขะ = ตั้งอยู่ไม่ได้)
    สัญญา เป็นทุกขหนอ
    สังขาร เป็นทุกขหนอ
    วิญญาน เป็นทุกขหนอ

    รูปกาย ไม่ใช่ตน (เป็นอนัตตา)
        เวทนา (ความสุข ความทุกข์ เฉย) ไม่ใช่ตน(อนัตตา)
    สัญญา ไม่ใช่ตน
    สังขาร ไม่ใช่ตน
    วิญญาน ไม่ใช่ตน
ส่วนคำแปล ของ รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร และ วิญญาณ ลองเปิดหาอ่านในตำรา พุทธศาสนาดู
ก็จะเข้าใจ


 จากคุณ : Vicha [ 26 ก.ค. 2543 / 21:52:56 น. ]
     [ IP Address : 203.151.36.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (โอ๊ต)

         ตามที่รู้มาเพียงเล็กน้อย วันหนึ่งๆ ต้องเอาสติตามรู้จิตให้ทัน  เท่าที่สังเกตจากตนเองมักเกิดสุข ทุกข์เพราะความคิด โดนสังขารมันหลอกเสมอ บางทีมันคิดจบตั้งนานแล้วยังวาดวิมานบนอากาศให้เกิดสุข ทุกข์อยู่ตั้งนาน  พอมาฝึกสติ สมาธิ แล้วภายหลังพอมีสติอยู่บ้าง  เมื่อจิตคิดไปต่างๆนาๆจะไม่ค่อยไปกับความคิด  พอคิดเรื่องที่ดีขึ้นมา จิตจะเกิดความพอใจ ชอบใจ ช่วงนั้นสติตามรู้อาการเวทนานั้นทัน ถ้าไม่ละสติไปกำหนดเฉยๆ ความพอใจ ไม่พอใจมันจะดับไป ก็จะเกิดความวางเฉยในอารมณ์หรืออุเบกขาเพราะมีสติ พอภายหลังสติดีขึ้นอีก เขาก็จะแยกตัวรู้กับอารมณ์ออกมาเอง ว่าคนละอันกัน จึงพอลืมตาอาปากได้บ้าง   แต่เสื่อมได้ง่ายมากเลยครับเพราะยังไม่มีกำลัง ต้องกำหนดไปเรื่อยๆ 
      หลวงปู่เทศน์ท่านว่า เมื่อเกิดผัสสะ เช่นตาเห็นรูป  แล้วถ้าเกิดเวทนา พอใจ หรือไม่พอใจแล้วมีสติรู้อยู่  จะเห็นความดับไปของเวทนาเองโดยไม่เกิดความยึดมั่นถือมั่นมาถึงทุกข์ แล้วจิตจะวางนิ่งเฉยอยู่ ท่านว่าเป็นเอกัคคตา เป็นการปฎิบัติตามสติปัฎฐานข้อเวทนานุปัสสนาแบบนึ่งครับ  ท่านว่าไว้อย่างนั้น ช่วยให้พ้นทุกข์

 จากคุณ : โอ๊ต [ 26 ก.ค. 2543 / 21:58:11 น. ]
     [ IP Address : 202.28.18.19 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (คุณแม่น้องนุ่น)

ก็เหมือนๆกับทุกท่านที่เขียนเข้ามา สำหรับตัวเอง ตามที่เข้าใจนะคะ คิดอย่างง่ายๆคือ อุเบกขานั้นหาใช่การวางเฉย จนกลายเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่ใช่คนใจดำใจหินที่เห็นเขาทุกข์แล้วไม่เข้าไปช่วยเหลือทั้งๆที่พอจะช่วยได้ แต่อุเบกขาเป็นการวางเฉยแบบมีเมตตา หาทางช่วยเท่าที่เราทำได้ มีสติพอที่จะรู้ว่าควรช่วยแค่ไหน เช่นเจอหมาวิ่งอยู่บนทางด่วน กำลังตกใจเพราะรถเยอะมาก เสียงก็ดัง คนขับก็ตกใจ หยุดก็ไม่ได้ เราจะทำอย่างไร จะใช้หลักธรรมอุเบกขาเพราะถือว่าเขามีกรรมของเขา หมาถึงคราวตายแล้ว ไม่นานก็คงถูกคันใดคันหนึ่งทับตาย แล้วก็มาปลงตกถึงความตายอย่างนี้เหรอ คงจะไม่ใช่นะคะ สำหรับเรานั้น จอดรับไม่ได้แน่นอน แต่เรามีโทรศัพท์ โทรเรียกตำรวจทางด่วนให้ใช้มอร์เตอร์ไซด์ มารับเจ้าหมาหลงทางลงจากทางด่วนอย่างเร็ว จะได้ไม่ทำให้คนขับรถที่ขี้ตกใจกระทำการที่ขาดสติ จนมีเหตุรถชนกันหลายคันบนทางด่วน อะไรแบบนี้

อีกตัวอย่างคือ เห็นคนเดือดร้อน จะใช้อุเบกขาแบบใดจึงไม่ทุกข์ใจ อุบกขามีให้วาง ไม่ได้ให้แบก ดังนั้นเราต้องวางอย่างแยบยน คือระวังการสร้างกรรมต่อเนื่องอย่างไม่ตั้งใจ เช่นถูกเขาผูกใจเจ็บอาฆาตเพราะเราวางเฉยทำเป็นคนใจหิน หรือช่วยได้ก็วางเฉยไม่ช่วย ดังนั้นเราจึงให้คำแนะนำอย่างมีเมตตา ให้เขาเลือกทางเดินของเขาเอง ให้สติ ให้กำลังใจให้คิด แต่ไม่ใช่เห็นใครเดือดร้อนแล้วเข้าไปยุ่งนะคะ ต้องดูว่าเขามาขอความช่วยเหลือหรือเปล่า ยกเว้นญาติสนิทมิตรสหายที่รักกันจริงๆ ไม่ต้องรอให้เขาบอก

สรุปคืออุเบกขาเป็นหนึ่งพรหมวิหาร 4 และทั้ง 4 ข้อล้วนเกี่ยวข้องกัน ใช้ด้วยกัน ถ้าทำได้จิตเราก็สงบ ที่เคยแบก หรือรู้สึกผิดว่าไม่ได้ช่วยอย่างเต็มที่ก็จะลดลง

ไม่ทราบว่าจะพอใช้ได้หรือเปล่า

 จากคุณ : คุณแม่น้องนุ่น [ 27 ก.ค. 2543 / 09:10:55 น. ]
     [ IP Address : 203.145.15.164 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (คุณแม่น้องนุ่น)

ขอเพิ่มอีกข้อในกรณีที่เราต้องอุเบกขากับเรื่องของตัวเอง นั้นเราจะใช้หลักของเหตุผลมาหาข้อสรุปเสมอ เช่น เห็นของสวย ถูก น่ารัก น่าซื้อ น่าเป็นเจ้าของ เราก็จะพิจารณาว่าจะเสียหายอะไรไหมถ้าไม่ซื้อ มีอะไรทดแทนไหม ถ้าทนไม่ได้ มันถูกนี่ สวยด้วย ลดราคาตั้งเยอะ ก็ลองดูว่าจะกระทบกระเทือนอะไรหรือเปล่า ถ้าคิดว่าพอมีปัญญามีเงินพอใช้จ่ายได้ก็ซื้อ แต่ถ้าเห็นว่าเดือนนี้มีค่าใช้จ่ายของลูก ของครอบครัวอีกที่ยังไม่ลงตัว ก็ต้องตัดใจ อยากได้เป็นเพียงอารมณ์ ซื้อมาก็เบื่อ ของใหม่ก็เก่าได้ อะไรแบบนี้ ทำให้เป็นคนมีเหตุผลใช้เงินมากขึ้น ไม่เดือดร้อนใครก็ทำไป ไม่มีใครเขาว่า อุเบกขาก็เช่นกัน วางเฉยแล้วไม่เบียดเบียนตัวเอง และผู้อื่นก็ถือว่าเป็นอุเบกขาขนานแท้

 จากคุณ : คุณแม่น้องนุ่น [ 27 ก.ค. 2543 / 09:19:50 น. ]
     [ IP Address : 203.145.15.164 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (tchurit)

พรหมวิหาร 4เป็นชุดของธรรมะประจำใจมนุษย์ที่มีใจประเสริฐดั่งพรหม คือ ธรรมะที่มนุษย์ทุกคนควรจะมี มีสถานการณ์ ๔ แบบ
๑.ระหว่างคนที่เท่าเทียมกัน เราพึงมีความ"เมตตา"ต่อเขา ปรารถนาดีต่อเขา
๒.ระหว่างคนที่เขาอยู่ในสภาพแย่กว่าเราเราพึงมีความ"กรุณา"ช่วยเหลือเขา
๓.ระหว่างคนที่เขาอยู่ในสภาพดีกว่าเราเราพึงมี"มุทิตา"จิตยินดีกับสิ่งที่เขาได้รับ
๔.ระหว่างคนที่ทำผิกกับธรรม เราต้องตัดใจวาง"อุเบกขา"กับเขา
เช่น _เห็นโจรปล้นแล้วถูกจับมาลงโทษ ถึงแม้นเขาจะอยู่ในสภาพแย่กว่าเรา เราก็ไปสงสานเขาไม่ได้เพราะเขาทำผิดกับธรรม ต้องวางเฉยปล่อยให้กฏหมายลงโทษเขา
      _ลูกไม่ยอมทำการบ้านแล้ว ถึงแม้นจะกรุณาอยากเข้าไปทำแทน แต่เป็นการขัดกับธรรม คือการบ้านเป็นการฝึกให้เขาคิดเป็น โตแล้วสามารถรับผิดชอบชีวิตตนเองได้ เราก็ต้องวางอุเบกขาปล่อยให้เขาทำเอง เป็นต้น
     ดังนั้นจะเห็นได้ว่าต้องมี"ปัญญา"ที่มองเห็นความจริงเสียก่อนจึงจะเลือกใช้ข้อธรรมได้ถูกต้อง

 จากคุณ : tchurit [ 27 ก.ค. 2543 / 10:00:39 น. ]
     [ IP Address : 203.157.0.182 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (มะขามป้อม)

อุเบกขา (และเอกัคคตา) เป็นองค์ธรรมที่เหลืออยู่ในฌาน 4
เป็นสภาพรู้ที่ตั้งมั่น และเป็นกลางต่ออารมณ์ที่จรมา
เอาแค่รู้จักว่าสัมปชัญญะเป็นอย่างไรยังยากเลย จะให้ตั้งมั่นก็ยิ่งยากเข้าไปอีก :)

 จากคุณ : มะขามป้อม [ 27 ก.ค. 2543 / 10:30:46 น. ]
     [ IP Address : 203.150.154.5 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (สุรวัฒน์)

คุณ คนไทยนินมอเมริกัน ครับ
คุณลองมองเข้าไปในใจของคุณเอง
สังเกตเห็นความรู้สึกสงสัยต่อ อุเบกขา หรือเปล่าครับ
แล้วเมื่อสงสัยแล้วคุณต้องลุกขึ้นมาถามด้วยความอยากรู้ ใช่หรือเปล่าครับ
นั่นแหละครับ  คุณกำลังเป็นอยู่ด้วยธรรมอย่างอื่น ที่ไม่ใช่ อุเบกขาธรรม

 จากคุณ : สุรวัฒน์ [ 27 ก.ค. 2543 / 10:56:01 น. ]
     [ IP Address : 203.151.112.33 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (สุชาติ กอไพศาล)

   อุเบกขามีมากมายเป็น ๑๐  อุเบกขาเพราะไม่รู้ก็เฉยอุเบกขา  เพราะสงสัยนึกไม่ออกก็อุเบกขา มีสติควรไม่ควรก็อุเบกขา ทำสมาธิเป็นฌานก็อุเบกขา  พิจารณาวางเฉยในนามรูปด้วยวิปัสสนาก็อุเบกขา  มีนิพพานเป็นอารมณ์ก็อุเบกขา เป็นพระอรหันต์แล้ว ก็อุเบกขาในอิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ เป็นอุเบกขา  เป็นต้น   แต่คงอยากได้วิธีให้อุเบกขา  มากกว่าคำอธิบาย  คลิกไปที่ข้อ ๔๒๑๘(ไม่ทราบข้อถูดกรือไม่ มองตัวเลขมัวจัง ข้อที่ต่อจากผู้ถามแหละครับ))เรื่องช่วยพูดการทำสมาธิ เรื่องนั้น วิธีการชำเลืองใจ สมาธิ

 จากคุณ : สุชาติ กอไพศาล [ 27 ก.ค. 2543 / 11:02:14 น. ]
     [ IP Address : 203.147.50.204 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (ดังตฤณ)

สำหรับผม
อุเบกขาในเชิงความคิด
คิดดี มองเห็นบุคคลและเหตุการณ์ตามจริง
มีประโยชน์ในทางรักษาศีล

อุเบกขาในเชิงกำลังจิต
จิตตั้งไว้ดี มีกำลัง มีความมั่นคง
เจออารมณ์กระทบแรงๆแล้วดึงกลับเข้าที่ได้ง่าย
ต่างจากจิตที่ฟุ้งซ่านสัดส่าย
มีประโยชน์ในทางพัฒนาสมาธิให้สูงและละเอียดยิ่งๆขึ้น

อุเบกขาในเชิงพิจารณา
เอาจิตจ่อกับสภาวธรรมเฉพาะหน้า
ในขอบเขตของกายใจ อารมณ์ ความนึกคิด
มีประโยชน์ในทางเจริญปัญญาให้ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น
กระทั่งหลุดเด็ดขาดจากอุปาทานทั้งปวง

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 27 ก.ค. 2543 / 19:36:22 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.180 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (ดังตฤณ)

เขียนตกไปนิดครับ

...สำหรับผม
อุเบกขาในเชิงความคิด
คิดดี มองเห็นบุคคลและเหตุการณ์ตามจริง
ไม่มีอคติและลำเอียงเมื่อจะพูดหรือกระทำการใดๆ
มีประโยชน์ในทางรักษาศีล

อุเบกขาในเชิงกำลังจิต
จิตตั้งไว้ดี มีกำลัง มีความมั่นคง
เจออารมณ์กระทบแรงๆแล้วดึงกลับเข้าที่ได้ง่าย
ต่างจากจิตที่ฟุ้งซ่านสัดส่าย
มีประโยชน์ในทางพัฒนาสมาธิให้สูงและละเอียดยิ่งๆขึ้น

อุเบกขาในเชิงพิจารณา
เอาจิตจ่อกับสภาวธรรมเฉพาะหน้า
ในขอบเขตของกายใจ อารมณ์ ความนึกคิด
มีประโยชน์ในทางเจริญปัญญาให้ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น
กระทั่งหลุดเด็ดขาดจากอุปาทานทั้งปวง

อุเบกขาในทุกขั้น ทุกระดับ ส่งเสริมกันและกัน
เป็นไปในทางเดียวกันเสมอ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 27 ก.ค. 2543 / 19:38:12 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.180 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (rsa)

  คุณดังตรินทำให้ผมเข้าใจจริงๆ _/|\_

 จากคุณ : rsa [ 27 ก.ค. 2543 / 19:57:33 น. ]
     [ IP Address : 202.28.18.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (rsa)

"ดังตฤณ" สติความระลึกได้ยังน้อยครับ อย่าถือสา

 จากคุณ : rsa [ 27 ก.ค. 2543 / 19:59:08 น. ]
     [ IP Address : 202.28.18.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (คนไทยนิยมอเมริกัน)

มองเห็นบุคคลและเหตุการณ์ตามจริง
ไม่มีอคติและลำเอียงเมื่อจะพูดหรือกระทำการใดๆ

ขอบคุณทุกคนที่ช่วยชี้แนะ

 จากคุณ : คนไทยนิยมอเมริกัน [ 27 ก.ค. 2543 / 21:53:44 น. ]
     [ IP Address : 216.34.244.46 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (ประสงค์ มีนบุรี)

ถ้าเป็นคนไทยแต่นิยมเฉพาะแต่อเมริกา
ตามความคิดเห็นของผม ๆ คิดว่ายังลำเอียงยังมีอคติครับ

ถ้าต้องการบรรลุธรรมจริง ๆ ต้องไม่นิยมเฉพาะอเมริกาครับ

 จากคุณ : ประสงค์ มีนบุรี [ 28 ก.ค. 2543 / 08:50:02 น. ]
     [ IP Address : 203.147.52.94 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (รูปนามหนึ่ง)

ผมขอออกความเห็นในอีกแง่มุมหนึ่งไว้เพื่อว่าจะเป็น
ประโยชน์ในการศึกษาธรรมทั้งในแง่ปริยัติและปฏิบัติต่อไป

อุเบกขา นัยหนึ่ง คืออุเบกขาในเวทนา๕ ( สุข ทุกข์ โสมนัส
โทมนัส อุเบกขา )หมายถึง ความรู้สึกเฉยๆ ไม่สุข ไม่ทุกข์
เป็นการเสวยอารมณ์ของจิต
  ไม่ใช่ความเป็นกลางในอารมณ์
ของจิต   อุเบกขาเวทนา นี้ จึงเป็นไปได้ทั้งขณะที่จิต กำลัง
เป็นกุศลหรือ อกุศล ( เช่นในขณะที่ใจกำลังฟุ้งซ่าน ) อุเบกขา
เวทนานี้จัดอยู่ใน เวทนาขันธ์ องค์ธรรม คือ เวทนาเจตสิก

อุเบกขาอีกนัยหนึ่ง เช่น อุเบกขาพรหมวิหาร หรือ
อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เป็นต้น นั้นจัดเข้าใน สังขารขันธ์
เป็นธรรมชาติที่ทำให้จิต และเจตสิก เป็นกลางในหน้าที่
ของตน จะเกิดกับจิตที่เป็นกุศลเท่านั้นไม่เกิดกับจิตโลป
จิตโกรธ จิตหลง ถ้ากล่าวโดยองค์ธรรม ก็คือ
ตัตตระมัชฌัตตตาเจตสิก (อยู่ในกลุ่มโสภณสาธารณเจตสิก๑๙)

อุเบกขาในความหมายอย่างหลังนี้ ในการปฎิบัติธรรม มีความ
สำคัญอย่างมาก เป็นธรรมที่ควรทำให้เจริญยิ่งๆขึ้น
เพราะเป็นหนึ่งในองค์แห่งการตรัสรู้คือ โพชฌงค์
ซึ่งท่านทั้งหลายก็ได้กล่าวไว้มากมายแล้ว

 จากคุณ : รูปนามหนึ่ง [ 28 ก.ค. 2543 / 14:30:19 น. ]
     [ IP Address : 202.183.248.235 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (ว่างๆ)

อุเบกขาง่ายๆใช้ภาษาชาวบ้าน
"ช่างมึง"

 จากคุณ : ว่างๆ [ 28 ก.ค. 2543 / 15:57:29 น. ]
     [ IP Address : 203.151.60.31 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (คนไทยนิยมอเมริกัน)

ผมต้องการบรรลุธรรมเพียงข้อเดียวครับคุณประสงค์ มีนบุรี
คือ อุเบกขา ข้อนี้ข้อเดียวถ้าทำได้ผมพอใจแล้ว
ขอโทษด้วยที่ตั้งกระทู้แล้วทำให้เข้าใจผิด

 จากคุณ : คนไทยนิยมอเมริกัน [ 28 ก.ค. 2543 / 16:35:09 น. ]
     [ IP Address : 216.34.244.63 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (ประสงค์ มีนบุรี)

ขอโทษเช่นกันครับ
ที่กล่าวเช่นนั้นเพราะอ่านจากที่พิมพ์ชื่อครับ

การบรรลุธรรมไม่ใช่บรรลุได้ง่าย ๆ ครับ
โดยเฉพาะ อุเบกขานี่
ถ้าไม่ศึกษาให้เข้าใจ
เนื้อความและสภาวะธรรม
อาจเข้าใจคลาดเคลื่อนได้

เนื้อความของอุเบกขามีมาก
ในพระไตรปิฏก มีกล่าวไว้
ประมาณ   1579   คำ

ส่วนสภาวะธรรมของอุเบกขา
ต้องสังเกตด้วยตนเอง

ถ้าต้องการบรรลุธรรม
โดยต้องการทำ อุเบกขา
เพียงข้อเดียว  ผมว่าไม่ถูก

เพราะอุเบกขาเป็นธรรมของผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว

แต่ผู้ที่ยังไม่บรรลุธรรมอย่าคิดว่าจะทำอุเบกขาได้

คุณกล่าวว่าต้องการบรรลุธรรม ช่วยชี้แนะด้วย
ผมขอแนะนำ 2 ข้อ
1.คบหากัลยาณมิตตตา เป็นปัจจัยภายนอก
2.โยนิโสมนสิการ  เป็นปัจจัยภายใน

ผมเป็นกัลยาณมิตรครับ
ไดคัดลอกข้อความให้คุณพิจารณาดังนี้ครับ
จากพระไตรปิฏกเล่มที่ 11
      [๓๑๖]  อุเปกขูปวิจาร  ๖  อย่าง 
          ๑.  เห็นรูปด้วยตาแล้ว  เข้าไปใคร่ครวญรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา 
          ๒.  ได้ยินเสียงด้วยหูแล้ว  เข้าไปใคร่ครวญเสียงอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา 
          ๓.  ได้ดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว  เข้าไปใคร่ครวญกลิ่นอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา
          ๔.  ได้ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว  เข้าไปใคร่ครวญรสอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา
          ๕.  ได้ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว  เข้าไปใคร่ครวญโผฏฐัพพะอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา
          ๖.  รู้แจ้งธรรมด้วยใจแล้ว  เข้าไปใคร่ครวญธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา  ฯ


ถ้าคุณทำอุเบกขาทั้ง 6 ข้อได้
คุณบรรลุธรรมได้ครับ  

 จากคุณ : ประสงค์ มีนบุรี [ 28 ก.ค. 2543 / 23:51:56 น. ]
     [ IP Address : 203.147.10.170 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (null)

ถ้าคุณมีลูกแล้ว

เมตตา อยากให้ลูกมีสุข .. ได้เล่นนู่นเล่นนั่นกินนี่

กรุณา อยากให้ลูกพ้นทุกข์ .. ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องไข้

มุฑิตา ... ลูกสอบได้ที่หนึ่ง เราดีใจมากๆ ดีใจยิ่งกว่าตัวเองได้ที่หนึ่งเองเสียอีก

อุเบกขา .. ลูกสองคน ทะเลาะกัน คนนึงหัวโน อีกคนเข่าแตก .. จะเมตตาก็ใช่ที่
จะโอ๋ทั้งคู่ก็ไม่ถูก จะฟาดทั้งคู่ก็กะไรอยู่ ตัดใจไหวที่ไหน
ทำได้ก็แค่วางอุเบกขา เอายาป้ายยาทาไปตามเรื่อง ...

ราหุล อย่างที่พระพุทธองค์ ท่านเคยอุทานจริงๆ

 จากคุณ : null [ 29 ก.ค. 2543 / 00:25:24 น. ]
     [ IP Address : 202.28.18.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (พุทธศาสนิกชน)

คำตอบของคุณดังตฤณและของคุณรูปนามหนึ่งตอบได้โดนใจดีจริงๆ ..สาธุ..สาธุ..สาธุ.. แต่ขออนุญาตขยายความของคุณรูปนามหนึ่งให้แก่คุณคนไทยนิยมอเมริกันนิดนึงว่า อุเบกขาเวทนาเกิดได้เมื่อเรารู้สึกว่าไม่สุขไม่ทุกข์กับสิ่งต่างๆที่มากระทบ(ผัสสะ) ชึ่งเราจะเกิดความรู้สึกไม่สุขกับสิ่งต่างๆที่มากระทบได้ก็ต่อเมื่อเราไม่มีความอยากได้ในสิ่งนั้น(โลภะ) และเราจะเกิดความรู้สึกไม่ทุกข์กับสิ่งต่างๆที่มากระทบได้ก็ต่อเมื่อเราไม่มีความโกรธหรือความไม่พอใจในสิ่งนั้น เปรียบเหมือนการมองเห็นก้อนทอง (เราจะรู้สึกเป็นสุข ถ้าได้มา), ก้อนมูลอุจจาระ(เราจะรู้สึกเป็นทุกข์ถ้าได้มา), ก้อนหิน (เราจะรู้สึกเฉย ถ้าได้มา) ดังนั้นความเป็นอุเบกขาจะเกิดเมื่อเราตัดความโลภและความโกรธได้นั่นเอง และการที่เราจะตัดความโลภและความโกรธได้ก็ต้องรู้มูลเหตุของโลภะ และโทสะซึ่งจะต้องใช้คำสอนของพระพุทธองค์ที่มีในพระไตรปิฎกประกอบกับการทำวิปัสสนา

 จากคุณ : พุทธศาสนิกชน [ 8 ส.ค. 2543 / 16:20:16 น. ]
     [ IP Address : 203.151.96.43 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!