วิปัสสนูปกิเลส
 เนื้อความ :

     วันนี้จิตแวบ เรื่อง วิปัสสนู ขึ้นมา  จึงหาอ่านหนังสือ  พุทธธรรม  ของท่าน  พระธรรมปิฏก   เลย POST มาให้อ่านกันนะคะ…..
     
        วิปัสสนูปกิเลส  คือ  อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา ๑๐ อย่าง  ซึ่งจะเกิดแก่ผู้ได้วิปัสสนาญาณอ่อนๆ  ภาวะทั้งสิบนี้  เป็นสิ่งที่น่าชื้นชมอย่างยิ่ง  และไม่เคยเกิดมี    ไม่เคยประสบมาก่อน    จึงชวนให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจผิดว่า   ตนได้บรรลุมรรคผลแล้ว   ถ้าเข้าใจอย่างนั้น  ก็เป็นอันคลาดออกนอกวิปัสสนาวิถี    คือ  พลาดทางวิปัสสนา   แล้วก็จะทิ้งกรรมฐานเสีย  นั่งชื้นชมอุปกิเลสของวิปัสสนาอยู่นั่นเอง   วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง คือ  ให้รู้เท่าทันเมื่อมันเกิดขึ้น   ก็ให้กำหนดพิจารณาด้วยปัญญา  มีสติสัมปชัญญะก็แก้ไขได้
วิปัสสนูปกิเลส  ๑๐  อย่าง
๑. โอภาส  แสงสว่าง   ซึ่งรู้สึกว่างามเจิดจ้า  แผ่ซ่านไปสว่างไสว  ไม่เคยมีมาก่อน
๒. ญาณ  ความหยั่งรู้ที่เฉียบแหลมคมกล้า   รู้สึกเหมือนว่า จะพิจารณาอะไรเป็นไม่มีติดขัด
๓. ปิติ  ความเอิบอิ่มใจ  รู้สึกเต็มเปี่ยมไปทั่วทั้งตัว
๔. ปัสสัทธิ   ความสงบเย็น   เกิดความรู้สึกว่า ทั้งกายและใจสงบสนิท  เบานุ่มนวล  คล่องแคล่ว  แจ่มใสเหลือกิน   ไม่มีความกระวนกระวาย   ความกระด้าง   หนัก   ความไม่สบาย   หรือ ความรำคาญ  ขัดขืนใดๆเลย
๕. สุข   มีความสุขที่ประณีต   ละเอียดอ่อน   ลึกซึ้ง   อย่างยิ่งแผ่ไปทั่วทั้งตัว
๖. อธิโมกข์  เกิดศรัทธาอย่างแรงกล้า  ประกอบเข้ากับวิปัสสนา   ทำให้จิตใจมีความผ่องใสอย่างเหลือเกิน
๗. ปัคคาหะ   ความเพียรที่ประกอบกับวิปัสสนา  ซึ้งพอเหมาะพอดี  เดินเรียบ  ไม่หย่อนไม่ตึง
๘. อุปัฏฐาน   สติที่กำกับชัด   มั่นคง  ไม่สั่นไหว  จะนึกถึงอะไร ก็รู้สึกว่า  ระลึกได้คล่องแคล่ว  ชัดเจน  เหมือนดังแล่นไหลไปถึงหมด
๙. อุเบกขา   ภาวะจิตที่ราบเรียบ  เที่ยง  เป็นกลางในสังขารทั้งปวง
๑๐. นิกันติ   ความพอใจ ติดใจ ที่สร้างความอาลัยในวิปัสสนา  มีอาการสงบสุขุม  ซึ่งความจริงเป็นตัณหาที่ละเอียดแต่ผู้ปฏิบัติไม่สามารถจับได้ว่าเป็นกิเลส
       
        เอามาฝากทุกท่านให้พิจารณาว่าตนเองติดขัดตรงไหน จะได้แก้ไขได้ถูก  
        ส่วนท่านใดมีหนังสือ  ปกติ   ของหลวงพ่อเทียน จิตตฺสุโภ  จะบอก   การแก้อารมณ์  วิปัสสนู  หน้า  120-138   ไปหาอ่านนะคะ

 จากคุณ : minn [ 16 ส.ค. 2543 / 17:22:17 น. ]
     [ IP Address : 203.155.102.144 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (Positive)

ถ้าจะช่วยพิมพ์มาในนี้เลยจะได้มั้ยครับ ไม่มีหนังสือน่ะ

 จากคุณ : Positive [ 16 ส.ค. 2543 / 18:09:57 น. ]
     [ IP Address : 203.149.33.253 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (tchurit)

_/l\_ ครับ
ผมว่าวิปัสนูกิเลสนี้ตัวแสบเลย ส่วนใหญ่เกิดขึ้นมาแล้วเรามักไม่รู้ตัว ทำให้นึกเอาเป็นว่าเราแน่กว่าคนอื่น
บางทีผมมาคิดง่ายๆว่าปรากฏการณ์ทางจิตใดๆที่เกิดแล้วทำให้เราหลงเกิดมานะที่ทำให้คิดว่าเราแน่กว่าคนอื่น เราเก่งกว่าคนอื่น แทนที่จะรู้สึกปล่อยวางว่าที่แท้เรามันก็คนธรรมดาเหมือนกับคนอื่นๆทั่วๆไปนั้นแหละ  ผมเรียกมันว่าวิปัสนูกิเลส เหมือนกัน

 จากคุณ : tchurit [ 16 ส.ค. 2543 / 19:25:08 น. ]
     [ IP Address : 203.157.42.217 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (ช้าง)

อยากทราบว่า ผู้ที่เพ่งกสิณสีขาว จนเกิดแสงสว่างชั่วขณะนั้น เป็นชนิดเดียวกันกับวิปัสสนูปกิเลสข้อ 1 หรือเปล่าครับ   ถ้าในขณะนั้น มีทั้งความสุข และความอิ่มใจ  เลือดลมที่เดินไม่สะดวก ก็กลับสะดวกในฉับพลัน  ขอความกรุณาด้วยครับ

 จากคุณ : ช้าง [ 16 ส.ค. 2543 / 21:49:53 น. ]
     [ IP Address : 203.147.6.228 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (tchurit)

เห็นแสงสีขาวแล้วรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่น่าชื้นชมอย่างยิ่ง ไม่เคยเกิดมี ไม่เคยประสบมาก่อน ชวนให้เข้าใจผิดว่าเราได้บรรลุมรรคผลไปอีกระดับหนึ่งแล้วหรือเปล่าละครับ ?  
ถ้าเข้าใจอย่างนั้นก็ใช่วิปัสนูกิเลสแล้วละครับ

 จากคุณ : tchurit [ 16 ส.ค. 2543 / 23:12:02 น. ]
     [ IP Address : 203.157.42.217 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (ดังตฤณ)

แสงโอภาสในวิปัสสนูปกิเลสเกิดจากการพิจารณาขันธ์ไประดับหนึ่งแล้ว
เห็นไตรลักษณ์ระดับหนึ่งแล้ว ปล่อยวางได้ระดับหนึ่งแล้ว
กระทั่งจิตมีความละเอียดนุ่มนวล
สว่างไสวอย่างไม่เคยเห็นมาก่อนแม้ในสมถะเชิงกสิณ
คุณสัจจธรรมเคยเอาคำอธิบายวิปัสสนูปกิเลสที่หลวงปู่มั่นมาแสดงไว้
ลองอ่านดูนะครับ
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/000860.htm?5#5

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 17 ส.ค. 2543 / 00:07:09 น. ]
     [ IP Address : 203.155.33.180 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (สุรวัฒน์)

เมื่อมองในด้านปฏิบัติ ก็จะเห็นว่า
จิตที่รู้ไม่ทันอาการของวิปัสสนูกิเลสนั้น
จะทำให้ไม่อาจน้อมจิตน้อมใจมาเพื่อการเจริญสติสัมปชัญญะได้เลย
เพราะมัวแต่จมแช่ ยึด เอาแต่อาการนั้นๆ อย่างไม่รู้ตัว
จึงทำให้ จิตเศร้าหมอง เป็นทุกข์ 
และไม่รู้เลยว่านั่นเป็นอาการของวิปัสสนูกิเลส
ถึงแม้จะมีความรู้ในเชิงปริยัติมากเท่าใด
ก็ไม่อาจช่วยอะไรได้เลย  เพราะขาดความรู้ตัวไปเสียแล้ว

แต่ถ้ารู้ตัวได้ว่า จิตเศร้าหมองลง เพราะไปยึดอยู่กับวิปัสสนูกิเลส
และน้อมจิตน้อมใจมาจนเห็น ไตรลักษณ์ ของอาการที่เกิดอยู่ได้แล้ว
จิตก็จะพ้นจากการจมแช่ หรือยึดอยู่ในวิปัสสนูกิเลสได้เอง

ที่สำคัญก็คือ เมื่อรู้ตัวได้แล้วว่า จิตไปยึดอยู่ในวิปัสสนูกิเลส
ก็อย่าอยากที่จะให้วิปัสสนูกิเลสนั้นหายไป
จนเป็นการฝืนหรือบังคับจิต  เพราะทั้งจิต และวิปัสสนูกิเลส
ก็ล้วนเป็นอนัตตา จะไปบังคับให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้
เราเพียงแค่เจริญสติสัมปชัญญะ ให้รู้อาการของวิปัสสนูกิเลส
ด้วยจิตที่เป็นกลางก็พอแล้ว (สร้างเหตุไว้ แล้วผลจะเกิดเอง)

 จากคุณ : สุรวัฒน์ [ 17 ส.ค. 2543 / 10:17:09 น. ]
     [ IP Address : 203.151.112.33 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (คุณแม่น้องนุ่น)

ในประสบการณ์อันน้อยนิดของตัวเอง นั้น เมื่อเริ่มฝึกสมาธิใหม่ๆ ก็ไม่รู้หรอกว่าโดนวิปัสสนูกิเลสเข้าเต็มเปา เกือบทุกข้อก็ว่าได้ ตอนนั้นรู้สึกว่าต้องการได้รับประสบการณ์ดังกล่าวทุกครั้งที่เข้าสมาธิ ทำให้มีความขยันเหลือเกิน แถมด้วยมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า กลายเป็นฝืนความจริง แทนที่เลือดลมจะเดินดีเหมือนตอนแรกๆ กลับกลายเป็นตีบตัน ทำให้ปวดมึน ไม่สนุกกับการทำสมาธิอีกเลย จึงได้ไปปรึกษากับพระอาจารย์ที่รู้จักท่านหนึ่ง เมื่อคุยกันสักพักหนึ่งท่านก็ให้หนังสือมาอ่าน เป็นเรื่องของทางพ้นทุกข์ และมีเรื่องของสติปัฏฐาน4 มาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้เริ่มมีความเข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้น และท่านยังอธิบายว่า ผลของการทำสมาธิ นั้น ทุกคนจะต้องผ่านด่านวิปัสนูกิเลสนี้ เพียงแต่ให้เรารับรู้และเข้าใจ ไม่ไปหลงคิดว่าฉันนั้นใกล้สำเร็จ หรือได้ดวงตาเห็นธรรม  ดังนั้นสติต้องอยู่ที่ตัวตลอด เริ่มจากโอภาโส หรือโอภาส เป็นแสงสว่างที่เกิดขึ้นขณะที่มีสมาธิ เป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆเขาก็เห็นกัน มันคล้ายๆเราเห็นแสง เห็นก็แค่เห็น ยิ่งไปกำหนดอยากเห็นอีก มันก็จะไม่มีให้เห็น (เดี๋ยวนี้เฉยๆกับเรื่องนี้เพราะเห็นไปก็ไม่ได้ช่วยทำให้ใจเราเย็นลง หรือมีสติมากขึ้นกว่าใครเขาเลย กลับทำให้ฟุ้งซ่าน มัวไปเล่าให้คนโน้นฟัง คนนี้ฟัง กลายเป็นเรื่องของฉันเก่ง ไปโดยไม่รู้ตัว) บางตำราเขาก็บอกเรื่องแสงอย่างละเอียดว่าสีม่วง เป็นพวกฤาษีเก่า พวกพรหม หรือพวกที่ปฏิบัติมาก่อนแล้วในอดีตชาติโน่น ฟังแล้วใจก็ปลื้มปิติยิ่งขึ้นว่าเราช่างเหนือผู้อื่นจัง เพื่อนๆฝึกตั้งนานยังไม่เห็นแม้แต่แสง อะไรแบบนี้ 

เรื่องการฝึกสมาธิจึงควรมีผู้รู้คอยให้คำแนะนำ ไม่ควรฝึกเอง

 จากคุณ : คุณแม่น้องนุ่น [ 17 ส.ค. 2543 / 10:47:54 น. ]
     [ IP Address : 203.145.15.50 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (minn)

ขอบคุณคุณดังตฤณที่กรุณาแนะเพิ่มเติมค่ะ  _/|\_  เข้าไปอ่านแล้วทำให้ตนเองกระจ่างขึ้นมาก  และก็เคยได้ยินได้ฟัง และได้สัมผัสกับผู้ที่ติดวิปัสสนู บางคนติดเป็น 7-10 ปี ก็มีกว่าจะออกมาได้ ต้องเจริญสติเจริญปัญญาอย่างเดียวจึงออกมาได้  ก็มีคนเตือนคนบอกให้ระวังตัวนี้ค่ะ

 จากคุณ : minn [ 17 ส.ค. 2543 / 11:00:08 น. ]
     [ IP Address : 203.155.102.152 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (minn)

ขอบคุณทุกท่านอีกครั้งนะคะที่แนะนำและเล่าประสบการณ์....ส่วนคุณ positive ที่ต้องการให้พิมพ์ขึ้นมา post เลยนั้น ต้องรอหน่อยนะคะเพราะว่ายาวมากเลยค่ะ

 จากคุณ : minn [ 17 ส.ค. 2543 / 11:19:31 น. ]
     [ IP Address : 203.155.102.152 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (ช้าง)

ขอขอบคุณด้วยอีกคนครับ  สาธุ...

 จากคุณ : ช้าง [ 19 ส.ค. 2543 / 19:17:01 น. ]
     [ IP Address : 203.147.6.230 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!