มาช่วยกันติ(เพื่อก่อ)ทางนฤพานกันเถอะ
 เนื้อความ :

ผมเพิ่งอ่านทางนฤพานจบ อ่านแล้วรู้สึกว่าผู้คนในเรื่องเขาทำ
สมาธิได้มรรคผลอย่างรวดเร็วเหลือเกิน(ผมรู้สึกน่ะ)
น่าจะมีตัวละครอีกตัวสองตัวซึ่งทำให้เกิดภาพที่ขัดแย้งหน่อยๆ
  เช่น
     ปฏิบัติมานานแล้วแต่ไม่ถึงไหนแต่มีสติรู้ไม่น้อยใจค่อยๆทำไป
     หรืออีกคนหนึ่งที่ปฏิบัติเหมือนกันแต่เน้นเรื่องไสยศาสตร์
     หรืออีกคนหนึ่งคิดว่าตัวเองปฏิบัติได้ถูกทางหรือหลงนิมิต
     อะไรทำนองนี้ ก็เลือกเอาน่ะครับ
เพราะในปัจจุบัน
มีกรณีเช่นนี้อยู่มากเหลือเกิน หยิบเหตุการณ์ในปัจจุบัน
แทรกไว้หน่อยก็ดีนะครับ เพราะบางทีอ่านแล้วพอวางหนังสือ
กลับมามองสังคมผู้ปฏิบัติแล้วมันมีเหมือนรากไทร มากมาย
หลายทางและไม่ค่อยยอมรับแนวทางอื่น คิดว่าทางนี้แหละถูกแล้ว
หยิบไปเติมแต่งสีสรรค์หน่อยก็ดีครับ และสอนผู้อ่านไปด้วยในตัว

ตัวละคร
    1.  เกาทัณฑ์
            การประพฤติชั่งโลดโผน ความคิด+การกระทำ
บางครั้งอ่านแล้วเหมือนไม่น่าจะเป็นลักษณะของผู้ปฏิบัติ มันขัดๆ
ยังไงชอบกล เบาๆความร้อนของเกาทัณฑ์ลงนิ้ดก็จะเยี่ยมเลย
     
       2. แพตรี
          เกิดความรู้สึกขัดแย้งตอนที่โกหก + ออเซาะมติ ประชดพระเอก
รู้สึกว่ามันเกินความงามของผู้ปฏิบัติที่นิ่งในศีลธรรมมาตลอดทั้งเรื่อง
ไม่น่าเชื่อว่าแพตรี(ของผม)จะทำได้ขนาดนั้น (ผมคิดเองอีกแล้ว :)

       3. มติ
           ตื้นไปครับสำหรับมติ ลงรายละเอียด การดำเนินชีวิต + การปฏิบัติ
ให้มากกว่านี้อีกนิดย้อนหลังไปอีกหน่อย ก็จะได้รสชาติที่ครบครัน เพราะรู้สึกว่า
การเป็นโสดาบันนี่มันง่ายเหลือเกิน ไม่มีอุปสรรคอันไดเลยรึ(คิดเองอีกแล้ว)
มันน่าจะมีอุปสรรค(ทางความคิดหรือทางนิมิต หรืออวิชชา) หน่อยๆก่อนได้
         
      3.   หลวงตาแขวน
           ออกมานิ้ดเดียวแล้วหายไปเลย  จริงๆน่าจะแทรกเสริม
อะไรตรงนี้ได้มากนะครับ เพราะท่านผ่านมาเยอะ เอาประวัติการปฏิบัติ
ของพระสุปฎิปันโนแทรกเข้าไปด้วยก็จะดีมาก  ให้ผู้อ่านได้รู้ถึง
ความยากลำบาก + ชีวิตการปฏิบัติของพระสมัยก่อน
+การนับถือครูบาอาจารย์(สังคม)ของพระสงฆ์ เช่นสายหลวงปู่มั่น
จะทำให้คนอ่านมองเห็นภาพพระ ปฎิบัติดีปฏิบัติชอบจริงๆเป็นอย่างไร
และทำให้เห็นสังคมของพระที่เขานับถือครูบาอาจารย์เป็นเช่นไร
ตรงนี้ผมคิดว่าควรเพิ่มเข้าไปให้ได้ เพราะในเรื่องนี้กล่าวถึง
พระผิวเผินมาก
        
          4. เรือนแก้ว คนนี้ผมว่าดีแล้ว สมดุลสม่ำเสมอ

         5. ปู่ชนะ  ไม่มีคำวิจารย์ครับ กลางๆ จะว่าดีก็ไม่เชิงด้อยก็ไม่ใช่
เหมือนขาดๆอะไรซักอย่าง รึคนอื่นไม่เป็นแบบผมก็ไม่รู้

              มีแต่คำติผู้ที่ชื่นชอบก็อย่าเพิ่งว่ากัน เพราะผมก็แนะนำเรื่องนี้
ให้หลายคนเหมือนกัน เพียงแต่อยากให้เพิ่มจากที่ดีอยู่แล้วให้มากขึ้น
หรือถ้าเห็นว่าความคิดของผมไม่ตรงกับคนส่วนใหญ่ก้ไม่เป็นไรดอก
เพราะความคิดคนมันไม่ตรงกัน ผมก็รอฟังคนอื่นอยู่ว่าจะคิดอย่างผมไหม

อาจจะมีแต่คำติ  ก็เพราะคำชมนั้นคนอื่นพูดไปหมดแล้ว :)

 จากคุณ : .. [ 15 ก.ย. 2543 / 03:18:14 น. ]
     [ IP Address : 161.246.52.23 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ดังตฤณ)

ด้วยความขอบคุณยิ่งครับคุณ ..
ตอนนี้กำลังอยากได้เสียงติอยู่พอดีเลย
เรียนเชิญท่านอื่นๆด้วยนะครับ
จะเป็นประโยชน์มากๆ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 15 ก.ย. 2543 / 08:55:58 น. ]
     [ IP Address : 203.155.247.200 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (หนูนา)

หนูนาว่าทางนฤพานอ่านสนุกมาก และ
เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มปฏิบัตินะคะ

แต่พอได้อ่านความเห็นของคุณ ..แล้ว
ก็เลยลองคิดตามและก็เห็นด้วยค่ะว่า
ตัวละครในเรื่อง มีลักษณะเหนือจริงไปหน่อยค่ะ
และถ้าเพิ่มเติมตัวละครที่มีในสังคมรอบข้างที่เราเห็นทุกวัน
เช่น ที่หนูนาเห็นจากคนรอบข้างนะคะก็มี

คนสนใจปฏิบัติธรรมแล้วถูกทางมีสัมมาทิฎฐิ
คนที่สนใจปฏิบัติธรรม แต่มีมิจฉาทิฎฐิ
คนที่ไม่สนใจธรรมเลย แต่ก็ดำรงชีวิตเป็นปกติ
คนที่ไม่สนใจธรรมเลย แต่เป็นพุทธตามทะเบียน
บ้านและแอนตี้ผู้ที่สนใจธรรมซะอีก

น่าจะทำให้หนังสือมีมิติมากขึ้นนะคะ
แต่เอ  ถ้าเพิ่มอย่างที่ว่าหนูนาว่า
หนังสือคงอ้วนและราคาน้องๆสารานุกรมมังคะ 
ฮิฮิ   o( ^ -^ )o                                                         

อยากให้คุณดังตฤณแต่งเรื่องใหม่ด้วยค่ะ
เอาเนื้อเรื่องแบบว่าอ่านแล้วมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้ค่ะ
เช่นมีพระเอก หรือนางเอก เป็นตัวเดินเรื่อง
ขึ้นรถเมล์ กินข้าวแกง  ทำงานงกๆ (แต่ไม่เงิ่นๆ)
สนใจปฏิบัติธรรม แต่คลำหาสารพัดวิธีอยู่น๊านนาน
เพราะไม่แน่ใจว่าถูกทางหรือยัง ทำนองเนี้ยค่ะ
แล้วก็ต้องผจญภัยทั้งภัยจากคนอื่น และภัยจากตัวเอง
ทั้งจากวงงาน ชีวิตส่วนตัว ความสับสนในชีวิตต่างๆ  etc
แต่ก็สามารถนำธรรมะมาแก้ไขใช้กับชีวิตประจำวันได้
คงคล้ายเป็นคู่มือการดำเนินชีวิตในหมู่ฆราวาสยุคติดเน๊ทค่ะ
แต่แต่งเป็นนิยาย  ก็น่าสนุกดีนะคะ

สงสัยขอมากไปเหรอเปล่าคะ
คุณดังตฤณอ่านแล้วอย่าถอนใจแรงนะคะ
เพราะยังไงๆ ให้หนูนาก็ไม่มีความสามารถและ
ความเพียรแต่งนิยายธรรมะแบบคุณดังตฤณได้เลยค่ะ
ก็เลยขอชื่นชมอนุโมทนาในความสามารถของ
ผู้แต่งและผู้ร่วมออกกำลังแรงกายและทรัพย์มา
ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ



 จากคุณ : หนูนา [ 15 ก.ย. 2543 / 10:15:24 น. ]
     [ IP Address : 203.155.225.21 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (มะเหมี่ยว)

เห็นด้วยกับคุณจุดจุด ในหลาย ๆ ข้อ โดยเฉพาะที่ว่าด้วยแพตรีนะว่า ออกจะเกินงามไปสักหน่อยที่ถึงกับป้อนแอปเปิ้ลให้มติ  แถมมีการบอกว่า "อย่างไม่คิดอะไรมาก" ซะอีกแน่ะ  ผู้หญิงอย่างแพตรีไม่น่าจะทำอะไรอย่างนี้ได้  อ่านกี่ครั้งก็สะดุดตรงนี้ทุกที :-)

 จากคุณ : มะเหมี่ยว [ 15 ก.ย. 2543 / 20:42:27 น. ]
     [ IP Address : 203.148.182.83 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (พีทีคุง)

แต่ก่อนเคยได้ยินได้ฟังมาว่าจิตใจผู้หญิงยากแท้ที่จะหยั่งถึง
เดี๋ยวอารมณ์ดีก็ดีไป เดี๋ยวอารมณ์เปลี่ยนก็เปลี่ยนไป
ศึกษาจิตศึกษาใจแล้วก็เข้าใจได้มากขึ้นว่า
เอ้อ นั่นใจที่ว่าเป็นเรานั่นก็ยากที่หยั่งถึงเหมือนๆกันแฮะ `๏'__`๏'
:)

 จากคุณ : พีทีคุง [ 16 ก.ย. 2543 / 00:33:15 น. ]
     [ IP Address : 202.183.182.111 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (นายโจโจ้)

จากที่ได้อ่านทั้งเรื่อง และที่ได้รู้จักผู้หญิงมา ผมมิได้รู้สึกขัดเขินกับการที่แพตรีทำแบบนั้นเลยครับ เร็วๆนี้ก็เพิ่งจะได้ผ่านตามากับความเปลี่ยนแปลงชนิดเดียวกัน เหอ เหอ เหอ...

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 16 ก.ย. 2543 / 01:21:02 น. ]
     [ IP Address : 203.149.35.150 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (พลอย)

รู้สึกแปลกๆ กับ เกาทัณฑ์และแพตรี อยู่บ้าง
แต่โดยส่วนตัวชอบ "เรือนแก้ว"
เพราะดูมีสีสันดี  (ความเห็นส่วนตัวค่ะ)
แต่คิดว่าทุกตัวละครในเรื่องเจอได้จริงแน่นอน...

 จากคุณ : พลอย [ 16 ก.ย. 2543 / 10:42:03 น. ]
     [ IP Address : 203.154.27.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (tchurit)

อ่านเรื่องนี้ผมรู้สึกปลื้มเรือนแก้ว มากกว่าแพตรีครับ
แบบแพตรี ผมรู้สึกออกจะเล่นตัวเกินงาม ออกจะดูน่าเบื่อนิดๆ
เรือนแก้วก็อย่างที่คุณ..บอกไว้  สมดุลสม่ำเสมอ ดี
ยกเว้นตอนท้ายๆที่เป็นนางฟ้ามาหาเกาทันฑ์ รู้สึกมันเกินจริงไปหน่อย
ถ้าจะแก้ไขใหม่จริงๆ
ขออย่าให้ เรือนแก้วตายเลยครับ ตายไปก็ไม่ค่อยมีประโยชน์กับการดำเนินเรื่องสักเท่าไหร่
นอกจากทำให้เห็นว่านายเกาทันฑ์นี้แย่ เป็นประเภทเอาแต่ได้ ไม่รู้จักตัดสินใจเอง ต้องรอให้ผู้หญิงตายไปสักคนถึงตัดสินใจได้ว่าจะเอาใครดี
แค่ให้เรือนแก้วแห้ว แล้วทำใจได้ก็น่าจะพอนะครับคุณดังตฤณ
: )

 จากคุณ : tchurit [ 16 ก.ย. 2543 / 10:47:28 น. ]
     [ IP Address : 203.157.42.217 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (rising_sun)

เรื่องอารมณ์ประชดของแพตรีผมอ่านก็ไม่รู้สึกว่าเกินไปครับ ผมว่าผู้หญิงเป็นเพศที่เข้าใจได้ยาก อารมณ์ประชดแบบนี้อาจจะเกิดขึ้นได้เป็นเรื่องธรรมดาครับ ผมคิดว่าที่จริงถึงจะเป็นคู่บุพเพสันนิวาส(ไม่แน่ใจตัวสะกดครับ)ก็มีสิทธิแคล้วคลาดกันได้ครับ หากมีผลกรรมบางอย่างตามมารบกวน และเมื่อคู่บุพเพแคล้วคลาดกันแล้ว ถ้าเข้าใจกันได้ก็จะดีไปครับ แต่ถ้าเข้าใจกันไม่ได้ ฝ่ายที่ผิดหวังจะเสียใจอย่างมาก อย่างแพตรีน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีได้ของการประชดรักครับ

ที่จริงผมเคยคุยเรื่องมิติที่หลากหลายของผู้คนบนเส้นทางนฤพานกับพี่ดังตฤณมาก่อน เคยเดาว่าเชิงไทคงจะเป็นตัวอย่างของคนอีกประเภทหนึ่ง จำได้ว่าพี่ดังตฤณเคยให้เหตุผลว่ามันหลากหลายมากจนเขียนไม่หมด แต่ผมเห็นด้วยว่าขออีกสักคนเถอะครับ ที่ปฏิบัติธรรมแล้วไปหลงยึด"ความรู้"อันวิจิตรพิสดารของจิตที่ได้จากการปฏิบัติ จนกระทั่งยึดความรู้ของตัวเองมากกว่าพระธรรมและพระวินัย และออกนอกลู่นอกทางอย่างนาน จนกระทั่งได้พบหลวงตาแขวนถึงแก้ได้

หรืออย่างตอนที่เกาทัณฑ์เข้าป่าก็โฟกัสออกมาเป็นอีกบทหนึ่งเถอะครับ แทรกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของการออกธุดงค์ของครูบาอาจารย์กันได้อีกเยอะทีเดียว รายละเอียดเรื่องการระลึกชาติของเกาทัณฑ์ ถ้าเพิ่มอีกสักนิดก็สามารถบรรยายถึงความหลากมิติของชาติภพได้อย่างดีครับ

ให้เรือนแก้วไปเก็บตัวปฏิบัติที่วัดป่าที่ไหนสักแห่งจะดีไหมครับ จะได้บรรยายบรรยากาศของวัดป่าแท้ๆ และได้เล่าหลักการเก็บตัวปฏิบัติ รวมถึงหลักปฏิบัติตัวทั่วๆไปได้อีกอย่าง เผื่อผู้อ่านบางท่านเมื่อถึงเวลาจะได้มีหลักการ

เรือนแก้วให้เธอตายไปดีแล้วครับ ผมเห็นว่าการที่เรือนแก้วตายนั้นสอนธรรมเรื่องมรณสติได้ยิ่งกว่าตอนที่พ่อเรือนแก้วตายเสียอีก แถมยังสามารถแทรกเรื่องภพชาติไว้ได้ด้วย ที่สำคัญเรือนแก้วไม่ตายเรื่องคงจบลำบาก เพราะเกาทัณฑ์เธอไม่ยอมตัดสินใจสักที

ผมคิดว่ามติคือตัวอย่างของคนที่มีวาสนามาแต่ก่อน จึงบรรลุธรรมได้ง่าย ขออีกสักตัวละครที่เป็นคนที่เพียรปฏิบัติจริงจังในชาตินี้ถึงขนาดยอมตาย แล้วบรรลุธรรมได้ ก็คงจะทำให้มิติเรื่องผลต่างของนักปฏิบัติหลากหลายมากขึ้นอีกครับ

เสนอไว้ตั้งหลายเรื่องไม่ทราบว่าพอจะเป็นไปได้ไหมสักกี่เรื่องกัน เมื่อคิดถึงจำนวนหน้าของหนังสือ ความยาว ฯลฯ เพราะหากเขียนชนิดเอาใจคนอ่านทุกประเภทแบบสุดๆ ทางนฤพานของดังตฤณอาจจะยาวพอๆกับแปดเทพอสูรมังกรฟ้าของกิมย้ง หรือไม่ก็ผู้ชนะสิบทิศของยาขอบก็ได้ครับ

: )

 จากคุณ : rising_sun [ 16 ก.ย. 2543 / 11:28:25 น. ]
     [ IP Address : 203.134.68.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (ดังตฤณ)

ถึงตอนนี้ที่จะเกลาไปลงในบางกอกเดือนพย.
พอมีจุดใหญ่ที่สรุปว่าจะเพิ่มเข้ามาดังนี้ครับ

- ช่วงต้นจะไม่โฟกัสไปที่บ้านปู่ชนะ
แต่จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเกาทัณฑ์ เรือนแก้ว และเชิงไท
เป็นการทำให้คนที่หยุดอ่านแต่เริ่มบทแรกเพราะผ่านธรรมะไม่ไหว
ได้อ่านต่อไปอย่างน้อยสองสามบท
แล้วจึงค่อยๆไล่น้ำหนักธรรมะจากอ่อนไปแก่
ไม่อัดเข้าไปแต่แรกเหมือนที่ผ่านมา

- เกาทัณฑ์จะมีบทบาทเชื่อมธรรมกับโลกมากขึ้น
อันนี้จะเอาแนวคิดที่โจโจ้สร้างโครงการทำเครื่องมืออิเลกทรอนิกส์
ประเภทเซ็นเซอร์จับสัญญาณชีวะว่ากำลังมีสติหรือเหม่อ
ซึ่งเป็นไปได้จริงและจะมีประโยชน์กับมือใหม่ที่มาปฏิบัติมากๆ

- ช่วงกลางเรื่องจะเชื่อมระหว่างทฤษฎีความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์ก
เข้ากับปฏิจจสมุปบาท อันนี้นายปุถุชนจะเข้ามาช่วยได้
เพราะผมรู้เพียงทฤษฎีผิวๆและเห็นความเชื่อมโยงกันได้
แต่ไม่รู้ฟิสิกส์ลึกระดับดอกเตอร์เหมือนนายปุถุชน
ตรงนี้ดูเหมือนไม่เคยมีใครชี้จุดเชื่อมโยงนี้มาก่อน

- มีธรรมะสไตล์คุณพี่สันตินันท์ของผมแทรกเข้าไปตั้งแต่เริ่ม
เพราะเดิมผมรู้จักพี่เขาก็เขียนไปยี่สิบกว่าบทแล้ว

ขอบคุณทุกท่านที่ให้ความเห็นมา และจะรอความเห็นติติงเพิ่มเติมอีกเรื่อยๆครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 16 ก.ย. 2543 / 11:53:28 น. ]
     [ IP Address : 203.155.246.167 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (หนุ่ม (kk))

เรื่องการแสดงออกของตัวละครต่างๆ ผมไม่ติดขัดอะไร เพราะใจคนเรายากแท้หยั่งถึง
ผู้หญิงมีความสวยงาม น่ารัก อ่อนหวาน อ่อนไหว เย้ายวนใจ ซื่อตรง แปรเปลี่ยน
ยากที่จะคาดเดา นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้มีสิสัน ชวนติดตาม(ในทางโลก)อยู่แล้ว

ที่จะขอติ(เพื่อก่อ) คือเรื่องธรรมะที่ยาวคั่นเรื่องมาก..
เพื่อนผมบอกว่าเขาทนไม่ได้ที่จะต้องข้ามหัวข้อธรรม เพื่อไปอ่านว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
เช่น ตอนที่มติบรรลุธรรมเป็นโสดาบัน หรือตอนที่เรือนแก้วไปจุติใหม่ และอื่นๆ
(ผมก็เกือบเป็นเหมือนกัน แต่ยังพยายามลุยไปเรื่อยๆจนจบได้)

ผมคิดว่าทุกคนก็หวังดีด้วยกันทั้งนั้น และเสนอแง่คิดดีๆมาหลากหลาย
การทำให้ผู้หลงทางมาพบทางนฤพานได้ เป็นบุญอย่างยิ่งครับ
ผมจะคอยเอาใจช่วยครับ

 จากคุณ : หนุ่ม (kk) [ 16 ก.ย. 2543 / 15:22:57 น. ]
     [ IP Address : 168.120.63.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (milkyway)

ไม่ทราบว่า คุณดังตฤณ เคยอ่าน ศาสตร์แห่งจักรวาล เล่ม 1-2 หรือเปล่าครับ
มีอะไรน่าสนใจในเล่มพอสมควร ที่ผู้เขียนพยายามเขียนเชื่อมโยงและเปรียบเทียบ
พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ ซึ่งหนังสือเล่มนี้เขียนคำนำโดย ศ.ดร.ระวี ภาวิไล

 จากคุณ : milkyway [ 16 ก.ย. 2543 / 18:50:32 น. ]
     [ IP Address : 203.148.244.239 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (pkhotisen)

กว่าจะอ่านให้จบเรื่องได้ ต้องใช้ความตั้งใจมากที่จะอ่านให้รู้เรื่อง ยิ่งตอนที่อธิบายภาวะที่เข้าสู่สมาธิของแต่ละคน ก็ต้องทำความเข้าใจตาม เอาความรู้ของตัวเอง(น้อยนิด)ไปจินตนาการให้เห็นภาพ...ที่อ่านแล้วรู้สึกปลงได้มากก็ตอนที่เรือนแก้วมองเห็นกายเนื้อของตัวเองแล้วไม่รู้สึกเสียดายเพราะเปรียบเหมือนถุงใส่ของสกปรกเน่าเหม็น ก็ให้รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ

 จากคุณ : pkhotisen [ 16 ก.ย. 2543 / 20:38:35 น. ]
     [ IP Address : 203.155.227.184 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (พัลวัน)

เพื่อให้เกิดความครบเครื่อง และไม่เกิดความกังขา อย่างคุณผู้ตั้งกระทู้ ผมคิดว่า ทางนฤพาน ไม่ควรจะหยุดแค่ "แก้ไขในรายละเอียด" แต่เพียงอย่างเดียวเสียแล้ว แต่ควรจะมีภาค 2 ออกมาด้วย (แต่อาจจะแทรกลงที่ภาค 1 ก็ได้) โดยอธิบายที่มา และที่ไป ของตัวละครแต่ละตัว

เช่น
1.มติ นอกจากที่ได้สร้างกรรมดีในชาตินี้จนบรรลุโสดาบันแล้ว ชาติก่อนๆได้ทำกรรมอะไรไว้บ้าง ที่ส่งมาให้ชาตินี้บรรลุธรรมได้โดยง่าย
2.เกาทัณฑ์ มีพฤติกรรมเช่นนี้ ในอดีตชาติเคยเสวยอกุศลกรรมวิบากอย่างใดบ้าง และยังผลให้ ในชาตินี้ต้องมีจิตใจโลเล จนเกิดเป็นทุกข์แก่ตน และคนรอบข้าง (ฝายกุศลก็ยกอธิบายไว้แล้ว แต่ฝ่ายอกุศลที่ยังผลให้บารมีด้านสัจจะอ่อนด้อยลงไป ยังไม่ได้อธิบาย)
3.ความสั่นไหวของจิตใจของแพตรี มีกรรมใดในอดีตมาชักนำให้ไขว้เขวไปได้
ฯลฯ....

ก็แล้วแต่จะคิดกันไปครับ มาแจมเฉยๆครับ

 จากคุณ : พัลวัน [ 17 ก.ย. 2543 / 11:07:11 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.108 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (ธนู)

ส่วนใหญ่รู้สึกเหมือนที่เจ้าของกระทู้ว่ามา  แถมอีกนิดว่ามีความรู้สึกว่าผู้ชายอย่างพระเอกในเรื่อง  ถ้านอกจากความสามารถในทางธรรมหรือสมาธิแล้ว  ความรู้สึกนึกคิดของเขา  ไม่น่าชื่นชมสักเท่าไหร่  ถ้าลดความ'โอเวอร์' ในความรู้สึกเก่งกล้าสามารถของตนเองได้  จะรู้สึกคล้อยตามพระเอกคนนี้มากขึ้น 

 จากคุณ : ธนู [ 17 ก.ย. 2543 / 21:20:30 น. ]
     [ IP Address : 203.144.195.165 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (นายสงบ)

ผมขอรายละเอียดของมติเพิ่มครับ อิ อิ(ผมถือว่าเขาเป็นพระเอกนะ) อย่างที่หลายๆท่านว่าครับ
ที่จริงมติก็ถือว่าเป็นตัวเอกตัวหนึ่งของเรื่องแต่รายละเอียดของการปฎิบัติธรรมของมติ
ยังน้อยไปนิดนึงครับ เวลาผมหยิบทางนฤพานมาอ่าทีไร ก็จะพลิกไปอ่าน เรื่องราว
ของมติเป็นสิ่งแรก โดยเสมอมาครับ อิ อิ ^-^

 จากคุณ : นายสงบ [ 18 ก.ย. 2543 / 08:33:56 น. ]
     [ IP Address : 203.151.125.144 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (listener)

ผมรู้สึกตะขิดตะขวง นิดหน่อย ที่ปู่ชนะ เหมือนจะเปิดทางให้หลานชายเข้าหา หลานสาวในตอนท้าย และขออนุญาตแสดงข้อสันนิษฐานว่าพระนิยตโพธิสัตว์ น่าจะมีพฤติกรรมต่างจาก เกาฑัณท์ ในบางจุด แต่ขอให้เป็นการแลกเปลี่ยนเพื่อเป็นแนวคิดในเรื่องต่อไปก็แล้วกันนะครับ เพราะผมเห็นว่าเรื่องเดิมมีความกลมกลืนกันดีอยู่แล้วถ้าแก้ไขอะไรจะกระทบกันหมด
1. ผมเข้าใน ว่า กาทัณฑ์ เป็น นิยตโพธิสัตว์ คือเที่ยงแท้ต่อการตรัสรู้ เท่าที่ผมเข้าใจคือจะต้องเกิดเป็บุรุษเพศทุกชาติ จึงมิใช่ฐานะที่เคย ผิดศีลข้อ 3 อันจะส่งผลให้มีเศษกรรมต้องเป็นเพศสตรี
2. เท่าที่ผมเข้าใจเอง วิสัยของพระนิยตโพธิสัตว์ จะไม่ลุ่มหลงเรื่องความรัก มากเหมือนเกาทัณฑ์  ด้วยย่อมเคยสละบุตรภรรยา เป็นทานมานับเอนกอนันต์ชาติ อีกทั้งได้บำเพ็ญเนกขีมมบารมี มาถึงระดับหนึ่ง ปัญหาด้านความรักของพระนิยตโพธิสัตว์ น่าจะเป็นเรื่องการมุ่งอุดมการณ์หรือความสำเร็จ จนทอดทิ้งครอบครัวมากกว่า ผมจะไม่แปลกใจถ้าอนาคค เกาฑัณท์เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วละเลยแพตรี
3. วิสัยพระนิยตโพธิสัตว์ น่าจะเกิดมาโดยมีความรู้สึกว่างเปล่าเรื่องจุดหมายของชีวิต แต่น่าจะเกิด มาพร้อมกับความรู้สึกลึกๆว่า เกิดมาโดยมีจุดมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่ให้กระทำ ถถ้าท่านใดสามารถระลึกรู้เป้าหมายการสร้างบารมีธรรมได้เร็ว ก็เป็นประโยชน์ ถ้าท่านใดไปแสวงหาจุดมุ่งหมายผิดทางในการสร้างอำนาจบารมีทางโลกย่อมเป็นโทษ การที่เกาทัณฑ์ ดูจะหลักลอยในตอนต้นๆของชีวิตอาจจะไม่ตรงนัก

 จากคุณ : listener [ 18 ก.ย. 2543 / 08:34:44 น. ]
     [ IP Address : 203.126.110.34 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (โยคาวจร)

ถ้าลงในหนังสือบางกอก ผมว่าบทแรกๆ น่าจะตื่นเต้นสักหน่อยนะครับ
แบบว่าจะได้เป็นกุศโลบายในการดึงคนเก่าๆ ให้มาติดตามตอนต่อไปได้

 จากคุณ : โยคาวจร [ 18 ก.ย. 2543 / 08:46:47 น. ]
     [ IP Address : 202.47.246.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (ดังตฤณ)

ความเห็นของทุกท่านน่าสนใจมากครับ
ตอนนี้เกิดไอเดียขึ้นมาครับ
ว่าจะทำเป็นลักษณะ FAQ ท้ายเล่ม
เพื่อจาระไนรายละเอียดเกี่ยวกับจุดน่าสงสัย
ฉะนั้นใครมีความข้องใจในจุดใดก็ตาม
ขอความกรุณาเลยนะครับ
ทีแรกว่าจะทำขยายความเหมือนกันในการรวมเล่มครั้งแรก
แต่ยังเกรงๆเรื่องความหนาของหนังสือ
ที่จะสัมพันธ์กับต้นทุนอันเป็นกลไกหลักในการตั้งราคา
ซึ่งผูกโยงอยู่กับความเต็มใจเอาไปวางหน้าร้านของร้านขาย

แต่พิมพ์ครั้งต่อไปใน 7-8 เดือนข้างหน้านี้จะต่างไป
คือเมื่อลงในบางกอกซึ่งเป็นสื่อบันเทิงยอดขายอันดับหนึ่ง
มีคนอ่านกันทั่วประเทศอาจร่วมล้าน
เรื่องความหนาและราคาหนังสือจะเป็นปัจจัยรองลงไป
ผมจะรู้สึกยินดีหากพวกเรามีส่วนเสนอประเด็นต่างๆ
อันเป็นความคิดเห็นที่ไม่ลงกันสนิทเกี่ยวกับเนื้อหาพุทธ
ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาหลัก หรือเนื้อหาหยุมหยิมใดๆ
ยิ่งแก้ไขให้กระจ่างและยอมรับตรงกัน
โดยมีหลักฐาน หรือ case study จากพระไตรปิฎกรองรับ
ก็จะทำให้ได้ภาพอันเป็นมติจากคนมีการศึกษาดีๆส่วนนี้ของเน็ต
ฉะนั้นท้ายเล่มของการพิมพ์ครั้งที่สอง
(ซึ่งก็น่าจะลงตีพิมพ์ในบางกอกไปด้วย)
อาจเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นในกระทู้นี้
และกระทู้อื่นๆซึ่งพวกเราถกอภิปรายกันอย่างสร้างสรรค์เช่นนี้ครับ

ต้องย้ำกันนิดหนึ่งเพื่อความเข้าใจ
สำหรับบางท่านที่อาจติดตามความเคลื่อนไหวอยู่
ขอบอกว่าในมุมมองของผมแล้ว
หากเปรียบพุทธศาสนาเป็นวิชาจิตวิทยา
พระวินัยและพระสูตรในพระไตรปิฎกนั้น
ก็เปรียบเหมือน case study
ซึ่งมีบุคคลและเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น
ยืนยันความรู้ ประสบการณ์ และ ความจริง
เกี่ยวกับเรื่องของทุกข์และการดับทุกข์
ซึ่งดับทุกข์ในที่นี้ต่างกับจิตวิทยาตรงที่ไม่ใช่แค่ พอบรรเทา
แต่ดับไปเลย ไม่กำเริบ ไม่คืนกลับมาเยือนจิตเยือนใจได้อีก
ทางนฤพานอาจเป็นสะพานเชื่อม
เป็น case study ที่ถมช่องว่างระหว่างกาลเวลา
ตัวละครและเหตุการณ์ทุกชนิดสามารถรับรู้ด้วยโลกทัศน์ของคนรุ่นเรา
ซึ่งจะทำให้สามารถย้อนไปอ่าน case study ในพระไตรปิฎก
แล้วเกิดความรับรู้ ว่าบุคคลและเหตุการณ์ต่างๆ
ย่ำซ้ำรอยเดิมมาตลอด คือวนเวียนอยู่ในเรื่องราคะ โทสะ โมหะ
และการแสวงหาความหลุดพ้นจากทุกข์ตามวิถีทางความเข้าใจของแต่ละคน
แม้ว่ามีความแตกต่างกันในรูปแบบ
เช่นสมัยก่อนอาศัยม้าหรือเกวียนเพื่อเดินทาง
สมัยนี้อาศัยรถหรือเครื่องบินแทน
แต่ใจยังต้องอาศัยกายเป็นเครื่องมือในการสร้างบุญบาป
เพื่อเดินทางไปถึงความสุขความทุกข์ลักษณะซ้ำๆกันนั่นเอง

บอร์ดลานธรรมก็เต็มไปด้วย case study
เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นคือการเสวนา
และพวกเราก็คงหวังอย่างเดียวกัน
ที่จะรักษาพระไตรปิฎกเดิมไว้
ด้วยเหตุการณ์ที่ย้อนรอยอริยเจ้าทั้งหลายท่านเดินนำ
ฉะนั้นความเห็น ความข้องใจของท่านทั้งหลายที่มีต่อทางนฤพาน
ก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งของการช่วยกันสร้าง case study ของคนรุ่นใหม่
หรืออีกนัยหนึ่งมีส่วนในอีกช่วงรอยต่อหนึ่งของการสืบทอดพระศาสนาครับ

สำหรับสองสามบทแรกนั้น
แน่ใจได้ครับว่ามีแต่เอามัน เอาสนุกล้วนๆ แทบไม่มีวี่แววธรรมะเจืออยู่เลย
เพราะเนื้อหาหลักของบางกอกนั้น เอามันเข้าว่าอยู่แล้ว
ขืนเอาธรรมะโปะหน้ามีหวังโดนโห่เสียแต่ต้นมือ :-)

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 18 ก.ย. 2543 / 09:58:53 น. ]
     [ IP Address : 203.155.244.223 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (มะเหมี่ยว)

ใคร ๆ ก็เสนอให้เพิ่มตรงนั้น ตรงนี้แล้ว  ขอลองเปลี่ยนเป็นให้ตัดออกบางส่วนบ้างนะคะ :-)  เช่น
- ตอนที่เกี่ยวกับการประกวดภาพ รู้สึกว่ายาวมาก ถึงมากเกินไปค่ะ  ทอน ๆ ลงบ้างก็คงไม่ทำให้เนื้อเรื่องเสียหาย
- บทบู๊ ที่สิงคโปร์  ขี้เกียจอ่านน่ะ  รู้ว่าใครตาย ใครรอด ก็พอแล้ว  แต่เอ ถ้าลงนิตยสารบางกอก คงตัดไม่ได้เนาะ
- เรือนแก้วเล่นเปียโน  ก็เพราะดีค่ะ พรรณนาดีมาก แต่เล่นถี่จัง  หรือว่าอ่านหลายรอบเกินไปก็ไม่ทราบ

นึกอะไรออก จะกลับมาติอีกค่ะ ง่ายกว่าเขียนเองเยอะ :-)

 จากคุณ : มะเหมี่ยว [ 18 ก.ย. 2543 / 19:02:08 น. ]
     [ IP Address : 203.148.183.193 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (ดังตฤณ)

อือม์ อือม์ อือม์
จุดที่บางคนชอบสุดๆ แต่บางคนบอกว่าขี้เกียจอ่านนี่จะแก้ไขยังไงน้อ...

ลืมบอกไปว่าทั้งหมดที่วิจารณ์กันในกระทู้นี้
ผมเก็บตกไปพิจารณาเพื่อปรับปรุง จริงๆ ทั้งสิ้นครับ
ขอบคุณอีกครั้ง รอความเห็นเพิ่มเติมต่อๆไปด้วยนะครับ
ตอนนี้กำลังปั่นสามบทแรกอยู่เลย

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 18 ก.ย. 2543 / 19:11:17 น. ]
     [ IP Address : 203.155.245.31 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (มะเหมี่ยว)

ส่วนที่มีผู้อ่านท่านอื่นชอบ ก็อย่าตัดออกเลยนะ
ชักเกรงใจค่ะ

 จากคุณ : มะเหมี่ยว [ 18 ก.ย. 2543 / 20:41:48 น. ]
     [ IP Address : 203.148.183.193 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (Boy)

ขอความกรุณาพี่ดังตฤน Upload จุดที่แก้ไขที่ web come.to/narupan ด้วยนะครับ จะ ได้ติดตามอ่านอีกครับ

 จากคุณ : Boy [ 18 ก.ย. 2543 / 23:59:10 น. ]
     [ IP Address : 202.183.248.235 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (ดังตฤณ)

พอลงในนิตยสารคงเผยแพร่บนเว็บไม่ได้ครับ Boy
หลังจากทยอยลงทั้งหมดแล้วถึงจะเผยแพร่ได้เองอีกครั้ง
แต่ตอนนี้ถ้า แจ้งขอรับ มาเป็นส่วนตัวก็ทำได้ครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 19 ก.ย. 2543 / 00:43:10 น. ]
     [ IP Address : 203.155.246.198 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (ทองจันทร์)

ได้อ่านวิธีฝึกสมาธิของเกาทัณฑ์ภาคที่พิมพ์ในหนังสือแล้วสนใจมากครับ / เห็นด้วยครับกับในส่วนที่เพิ่มเรื่องของบุพกรรมของตัวละครแต่ละคนในช่วงท้ายเป็นการสื่อเรื่องกรรมในทางพุทธศาสนาได้อีกทางหนึ่ง/เรื่องสามคู่ชู้ชื่นนี้หากเกิดในยุคสมัยก่อนอาจไม่เป็นปัญหาคงเคยสร้างบารมีร่วมกันมาได้แต่มาเกิดยุคนี้จุดจบของเรือนแก้วก็คงเป็นทางออกที่ดีที่สื่อให้เห็นถึงจุติของคนไม่งั้นไม่รู้จะเอาตรงไหนสื่อให้คนเห็นภาพชัดตามได้นะครับหากเป็นไปได้ขอให้พี่ดังตฤณหาช่องเพิ่มการจุติของคนที่ไปทุคติด้วยครับคนอ่านจะได้เห็นจุติเปรียบเทียบได้ทั้งสองทางครับ

 จากคุณ : ทองจันทร์ [ 19 ก.ย. 2543 / 10:26:20 น. ]
     [ IP Address : 203.151.82.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (กระต่าย)

อ่านแล้วมึนแทนพี่ดังตฤณเลยค่ะ  :-)
ยังไงก็จะรออ่านค่ะ

 จากคุณ : กระต่าย [ 19 ก.ย. 2543 / 14:47:25 น. ]
     [ IP Address : 203.155.245.19 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (null)

ผมสงสัยมานานแล้ว แต่ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม ไม่เข้าวัตถุประสงค์ของเว็บนี้
เลยไม่อยากถาม ตอนนี้ได้โอกาส ขอถามซะเลย

ในเรื่องนี่ ใครตามพระเอกมาก่อนกันแน่ครับ และตามมายาวนาน
เพราะหลายๆบท บอกว่าเรือนแก้ว แต่ที่มาแยกกันเพราะชาติหลังๆ ร่วมกันก่อกรรมไว้มาก

แต่ที่ในนิมิต และหลายๆบทเหมือนกัน โดยเฉพาะบทนกฟ้าเนี่ย ... เอ๋, เอ๋ .. ราวกับเกาทัณฑ์กับแพตรีลากถูลู่ถูกังกันมาตลอดเส้นทาง แต่ตอนนี้ หลงนกฟ้า (หรือเรือนแก้ว?) ไปบ้างเป็นครั้งคราว

เอ้า! ถ้าอย่างนั้น แล้วที่เทพธิดาเธอเล็งเห็นอดีตชาติก่อนๆของเธอหละครับ???

 จากคุณ : null [ 20 ก.ย. 2543 / 21:17:43 น. ]
     [ IP Address : 202.28.80.221,202.28.80.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (ดังตฤณ)

โดยตัวโครงเรื่อง และโดยผ่านตัวละคร
ผมอยากสื่ออย่างหนึ่งครับ เกี่ยวกับเรื่องของเนื้อคู่หรือคู่แท้
นั่นคือสังสารสัตว์ที่มาจับคู่กันนั้น
ไม่ใช่มีใครดลบันดาล ไม่ใช่มีฐานะคู่กันโดยเดิม
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยกรรมสัมพันธ์ทั้งสิ้น

จากการอ่านชาดกผมพบบางสูตรที่น่าสนใจ
เช่นผมสงสัยว่าเมื่อบุรุษผู้หนึ่งถ้าเป็นนิยตโพธิสัตว์แล้ว
ก็น่าจะมีคู่ครองเป็นมั่นเป็นหมายตายตัว
ติดตามกันไปทุกภพทุกชาติแบบรักในอุดมคติ
ทว่าเมื่อสืบๆไปอย่างละเอียด
ก็พบว่าที่พระพุทธองค์ท่านทรงเล่าเรื่องกลับพระชาตินั้น
เอาเฉพาะพระชาติจำนวนน้อยเพียง 500 ที่บันทึกไว้
ก็เห็นชัดว่าพระองค์ไม่ได้ครองคู่กับพระนางพิมพาเสมอไป
บางชาติพระนางพิมพาท่านเป็นมเหสีของพระอานนท์
ซึ่งความผูกพันกับพระอานนท์นั้นสามารถเห็นร่องรอยได้
เช่นในบางชาติแม้จะเป็นชายาของพระโพธิสัตว์แล้ว
แต่เห็นพระอานนท์ก็เกิดความยินดีในท่านขึ้นมาวูบหนึ่ง
(แต่แค่คิดก็ละอายและระงับไปในทันทีเยี่ยงผู้มีศีลอันทรงแล้ว)

ปัญหาที่ว่าใครตามใครมาก่อน
ก็เข้าข่ายไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน
แม้สมมุติว่าจะมีจุดเริ่มต้นอยู่จริง ก็ต้องนาน นาน นาน
จนเป็นอจินไตย พ้นที่จะคิด พ้นที่จะประมาณ
อจินไตยมี 4 ชนิดคือพุทธวิสัย ฌานวิสัย วิบากกรรม และภพภูมิ
ซึ่งในเรื่องภพภูมินี้ เหมาหมดทั้งเรื่องโลก จักรวาล กาลาวกาศ ฯลฯ
คือทั้งแบบที่นักฟิสิกส์ครุ่นคิดทดลองกันหัวแทบแตก
และทั้งแบบที่ฤาษีชีไพรหยั่งลึกลงไปเท่าไหร่ๆ
ก็เห็นอดีตชาติไม่สิ้นสุดเสียทีนั่นเอง
สรุปคือสัตว์ทั้งหลายมีความผูกพันกันยืดยาวซับซ้อน
จนกล่าวได้ว่าไม่มีจุดเริ่มต้น จะใกล้เคียงความจริงให้รับรู้ได้ดีที่สุด

การแสดงความจริงผ่านตัวละครสมมุติทั้งสาม
คือเรือนแก้ว เกาทัณฑ์ และแพตรีนั้น
ผมหวังว่าจะทำให้เกิดความ "รู้สึก" อะไรหลายแง่มุมเช่น
1) ถ้าหากมีกรรมสัมพันธ์กับใครในทางดี
เมื่อพบกันแล้ว จะมีแต่เรื่องดีๆ น่าสบายใจ
ในทางตรงข้าม ถ้ามีกรรมสัมพันธ์กับใครในเชิงลบ
พบกันแล้วก็มีแต่เรื่องร้อน และอยู่กันไม่ยืด
กรรมในอดีตชาตินั้นละไว้ เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น
แต่ในปัจจุบันเห็นชัด แพตรีพาไปพบพระ
ส่วนเรือนแก้วพาไปเจอโจร อย่างน้อยน่าทำให้คิด
ว่าเหตุการณ์อันเป็นชนวนให้เกิดกรรมดีร้าย
กรรมดีร้ายนั้นย่อมให้ผลต่อไปในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน
ถ้าหากกรรมวิบากและภพภูมิเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ของหลอก
2) สัตว์ มนุษย์ และเทวดาทั้งหลายถูกดึงดูดเข้าหากันก็ด้วยธรรมชาติแห่งเพศ
ปมและเงื่อนอันยุ่งยากซับซ้อนเกิดขึ้นก็จากการที่มนุษย์นั้น
อาจเจอใครก็ได้ อาจต้องตาต้องใจใครก็ได้
อาจเจอใครที่เคยมีกรรมสัมพันธ์แน่นแฟ้นกันมากี่รายก็ได้
ไม่จำเป็นต้องมีเพียงหนึ่ง
อันนั้นหากคุณธรรมไม่สูงพอ หรือมีวิบากให้ผลแกล้งให้ต้องใจอ่อน
เรื่องยุ่งยากทุกข์ร้อนก็ตามมาเหมือนตกนรกหมกไหม้
ในเรื่องทางนฤพานคนอ่านเกือบร้อยทั้งร้อยบอกว่าเอ
ทำไมตาเกาทัณฑ์ถึงเจ้าชู้นัก อ่านแล้วเกลียดขี้หน้าเหลือเกิน
อยากบอกว่าความจริงเป็นโฟกัสการเขียนอย่างหนึ่ง
ที่ผมแสดงทุกข์สาหัสของฝ่ายหญิงไว้ชัดแจ้งจนกระทบความรู้สึกแรง
(จนมีสาวๆสองสามคนถึงขนาดบอกว่าอ่านถึงบทที่ 23 แล้วอยากเลิกอ่าน :-))
ความจริงถ้าทอนน้ำหนักฉากแสดงความทุกข์ของเรือนแก้วและแพตรีลง
ให้พวกเธอแค่หมองหมาง และไม่พูดถึงภายในจิตใจเกาทัณฑ์มากเกินไป
ภาพที่ออกมาอาจกลายเป็นอีกอย่าง
อย่างน้อยก็น่าจะเห็นความดีของพระเอกบ้าง
เช่นได้โอกาสแล้วยังยับยั้งชั่งใจ ไม่เห็นแก่ได้ชั่วแล่น
แต่ผมอยากให้อ่านแล้วเห็นทุกข์ในรักกันชัดๆ
กับฉายความรู้สึกนึกคิดของปุถุชนคนธรรมดาคนหนึ่งให้ละเอียด
เผื่อจะเป็นกระจกให้ย้อนมองเข้ามาหาตัวเองกันบ้าง
มนุษย์คนหนึ่งนั้น มันคิดคล้ายๆกันนั่นแหละ อยากได้คล้ายๆกันนั่นแหละ
3) การลากจูง ติดตามกันไปเกิดในสังสารวัฏนั้น
หาอะไรประกันความสุขยั่งยืนสถาวรไม่ได้เลย
ถ้าไม่มีเหตุเช่นความลืม ก็มีเหตุเช่นอุปสรรคอื่น
ถ้าไม่มีอุปสรรคภายนอก ก็มีอุปสรรคความอยาก ความโลเลภายในตัวเอง
ผมหวังให้เกิดภาพขึ้นมาในใจภาพหนึ่ง
ว่าอยู่ในสังสารวัฏ ท่องเที่ยวเกิดตายไปเรื่อยๆนั้น
แม้สิ่งหนึ่งสิ่งเดียวที่สังสารสัตว์หวังฝากไว้ให้อบอุ่นใจ คือความรัก
ความมั่นคงของเนื้อคู่ที่จะติดตามกันไปทุกภพทุกชาติ
เอาเข้าจริงก็แค่ความไม่แน่นอนอีกชนิดหนึ่ง
ความแปรปรวนเป็นอื่นได้อีกชนิดหนึ่ง
และได้พยายามแสดงเหตุผลไว้อย่างมีน้ำหนักด้วย
ผ่านเหตุการณ์ปัจจุบันของท้องเรื่องนี่เอง

อย่างที่พยายามบอกนั่นแหละครับ...
รักแท้น่ะมีจริง แต่ที่จริงกว่าคือกิเลส

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 20 ก.ย. 2543 / 23:25:19 น. ]
     [ IP Address : 203.155.245.93 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (หนู)

สาธุค่ะ พี่ดังตฤณ ประทับใจประโยคสุดท้ายจัง
หนูคิดว่าจริงๆแล้วความรักเป็นแค่อารมณ์ชนิดหนึ่ง
แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและเหตุปัจจัย

สำหรับหนูเชื่อว่า รักแท้ไม่มีจริง แต่กิเลสมีจริงค่ะ : )

 จากคุณ : หนู [ 21 ก.ย. 2543 / 12:17:49 น. ]
     [ IP Address : 203.147.54.200 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (นายโจโจ้)

รักแท้มีจริง แต่จะยั่งยืนแค่ไหนนั้น คำว่า อนิจจัง คงเป็นคำตอบที่ดีที่สุดครับ

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 22 ก.ย. 2543 / 01:35:51 น. ]
     [ IP Address : 203.149.35.54 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (นายโจโจ้)

ขยายความอีกนิดครับ

ที่ผมเห็นนั้น ตอนที่ใครบอกว่ารักน่ะ คนที่พูดมักไม่ได้โกหกเพราะรักจริงๆในตอนนั้น แต่พอผ่านไปๆแล้วนี่ เกิดหมดรักซะแล้ว ซึ่งมักจะเป็นเพราะว่าได้เห็นความจริงบางอย่างที่ทำให้เกิดหมดสงสัย คลายสงสัย ไม่มีความอยาก(รู้) เกี่ยวกับคนที่(เคย)รักอีกต่อไป จึงเรียกว่าหมดรัก ซึ่งถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายเข้าตามภาษาธรรม น่าจะเรียกว่าหมดหรือคลายความหลงน่าจะถูกต้องกว่า

แล้วถ้าหลงมานาน ขณะที่คลายความหลงหรือหมดความหลงไปนั้น ถ้าจะเรียกว่าการ "ตื่น" จากความหลับไหล ก็เหมาะสมเหมือนกัน

เจริญในธรรมครับ

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 22 ก.ย. 2543 / 08:27:29 น. ]
     [ IP Address : 203.149.36.230 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (หนู)

ที่บอกว่ารักแท้ไม่มีจริง หนูหมายถึงรักที่ไม่เสื่อมสลาย รักที่มั่นคงตราบชั่วนิจนิรันดร ไม่แปรเปลี่ยนเลย รู้สึกรักอย่างไร ก็รักอย่างนั้นเหมือนเดิมตลอดไป อะไรทำนองนี้น่ะ หนูไม่เชื่อหรอกว่ามีจริง ตอนรักกันใหม่ๆ ก็จะรู้สึกลุ่มหลงในความรัก คิดว่าเป็นรักแท้ รักนิรันดร์ อย่างนี้กันทุกคน อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาสามัญมากค่ะ แต่พออยู่กันนานๆไป ก็จะรู้จักธรรมชาติของความรักเองแหละ ว่าที่แท้มันก็เป็นแค่อารมณ์ชนิดหนึ่งเท่านั้นที่เราหลงเข้าไปยึดเป็นจริงเป็นจัง

 จากคุณ : หนู [ 22 ก.ย. 2543 / 09:53:11 น. ]
     [ IP Address : 203.147.50.119 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (ดังตฤณ)

สรุป...
ของแท้คือในสังสารวัฏนั้น
เราเป็นนักเดินทางผู้โดดเดี่ยวกันทั่วหน้า
ใช่ไหมหนู?

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 22 ก.ย. 2543 / 10:49:14 น. ]
     [ IP Address : 203.155.248.183 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (หนู)

ก็คงทำนองนั้นมั๊งคะพี่ ซึ่งจริงๆมันก็แล้วแต่ว่าเราจะมองกันยังไงด้วยแหละ
แต่หนูไม่ใช่คนโรแมนติกน่ะ อิอิ

 จากคุณ : หนู [ 22 ก.ย. 2543 / 12:00:12 น. ]
     [ IP Address : 203.147.50.107 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (โยคี001)

ผมเองก็ชอบเรือนแก้ว--สมดังเจตนารมณ์ของผู้แต่งครับ สำหรับพฤติกรรมประชดรักของแพตรี--อ่านแล้วผมเองก็รับได้ครับ-ก็น่ารักดี-และจริงๆแล้วผู้หญิงผมว่าเป็นไปได้อย่างนั้นจริงเพราะผู้หญิงคืออะไรที่เข้าใจได้ยากกกก--หมายถึงบางแง่มุมที่ต่างจากบุรุษน่ะครับ(เคยเจอมาแล้วครับขนาดเป็นผู้หญิงที่ดีและอยู่ในวงพุทธคล้ายๆเช่นแพตรีในเนื้อเรื่อง--ผมเองตอนนั้นก็เกือบจอดไม่ต้องแจวเลยล่ะครับ :*) ขอแทรกข้อสงสัยเหมือนคุณ listener(ความเห็นที่16)คือเมื่อเกาทัณฑ์ ซึ่งเป็นถึงนิยตโพธิสัตว์  แต่ชาติปัจจุบันกลับไปทำผิดศีลข้อ3เข้าซึ่งก็จะมีผลให้ต้องรับเศษกรรมคือต้องได้เกิดเป็นผู้หญิงในชาติเบื้องหน้า ก็ไม่ทราบว่าผมเข้าใจถูกต้องหรือไม่ครับ คือนิยตโพธิสัตว์นั้นย่อมจะไม่กลับเพศเป็นหญิงอีกแล้วอย่างนั้นหรือเปล่าครับ?  ขอท่านผู้รู้ช่วยอธิบายด้วยครับ

 จากคุณ : โยคี001 [ 22 ก.ย. 2543 / 23:43:56 น. ]
     [ IP Address : 203.107.172.188 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (JeyZ)

โยคาวจร และศัพท์อื่นๆ แปลว่าไรง่ะคับ แหะ แหะ

 จากคุณ : JeyZ [ 23 ก.ย. 2543 / 14:37:27 น. ]
     [ IP Address : 203.149.37.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (โยคาวจร)

ดูในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ข้างหน้าได้เลยครับ : )

 จากคุณ : โยคาวจร [ 25 ก.ย. 2543 / 09:44:08 น. ]
     [ IP Address : 202.47.246.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (ดังตฤณ)

ท่านที่มีอีเมลแอดเดรส hotmail.com โดนตีคืนมาหมดเลยครับ
ผมส่งบทที่ 1 ให้ประมาณเที่ยงของวันนี้
ใครไม่ได้รับโปรดแจ้งให้ทราบด้วย

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 26 ก.ย. 2543 / 15:21:51 น. ]
     [ IP Address : 203.155.243.167 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (ดังตฤณ)

yahoo.com ด้วยเป็นบางคนครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 26 ก.ย. 2543 / 15:22:49 น. ]
     [ IP Address : 203.155.243.167 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : (listener)

ของผมยังมาไม่ถึงครับ เป็น address ที่ทำงานแต่ปกติไม่มีปัญหาครับ
ไม่ทราบคุณดังตฤณ zip file อาจจจะช่วยได้หรือเปล่าครับ

 จากคุณ : listener [ 26 ก.ย. 2543 / 15:56:41 น. ]
     [ IP Address : 203.126.110.34 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : (ดังตฤณ)

ส่งเป็นไฟล์ zip ครับคุณ listener
ขอแอดเดรสอีกทีได้ไหมครับ
ตอนเอาไปรวมอาจมีตกหล่นอยู่บ้าง ขอโทษมากๆครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 26 ก.ย. 2543 / 16:22:17 น. ]
     [ IP Address : 203.155.243.45 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : (โยคาวจร)

ผมไม่ได้เลยครับพี่ yogavacara@hotmail.com

 จากคุณ : โยคาวจร [ 28 ก.ย. 2543 / 10:42:23 น. ]
     [ IP Address : 202.47.246.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 42 : (เพียงธุลี)

เห็นด้วยกับประเด็นของ listener (ความคิดเห็นที่ 16) ครับ เพราะถ้าเกาทัณฑ์ เป็นนิยตโพธิสัตว์ จะต้องไม่มีการผิดศีลข้อกาเมฯ ซึ่งจะมีวิบากต้องเกิดเป็นเพศหญิง (ซึ่งในเรื่องมีพูดถึงการผิดศีลกับเมียเพื่อน) แต่เรื่องการลุ่มหลงในเรื่องความรักนั้นน่าจะเป็นไปได้ เพราะว่ายังมีกิเลสอยู่ :-)

 จากคุณ : เพียงธุลี [ 2 ต.ค. 2543 / 16:52:29 น. ]
     [ IP Address : 161.1.16.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 43 : (แฟ้บ)

อ่านเพราะเพื่อนแนะนำค่ะ
ไม่มีความรู้เรื่องพุทธศาสนามากนัก ก็เลยอาจจะไม่เข้าถึงแก่นสาระ แต่ก็อยากร่วมแสดงทัศนะส่วนตัว ในฐานะผู้อ่าน
ตอนแรกๆ อ่านแล้วชอบมาก เพราะเป็นเรื่องแปลก ดี มีลีลา คือไม่ใช่โหลๆพื้นๆ อย่างที่พบทั่วๆไป การดำเนินเรื่องก็ชวนให้ติดตาม อ่านแล้วเพลินในเรื่อง ได้รสภาษาและความหมาย และก็ได้สังเกตตัวเองไปลึกๆด้วย
แต่ในช่วงบทหลังๆ (ประมาณยี่สิบกว่าๆ) เนื้อความและจังหวะการดำเนินค่อนข้างจะกระชากไปหน่อย บางตอนก็สงบนิ่ง บางตอนก็บู๊ตื่นเต้นมาก บางตอนก็มีอภินิหารสุดๆ บางตอนก็บรรยายธรรมะ บางตอนก็มารยาหรือเกี้ยวพาแง่งอนกันอย่างสุดๆ   เรียนตามตรงว่า เตรียมใจเตรียมอารมณ์เปลี่ยนตามเรื่องไม่ทัน
ที่จริงมีหลายรสชาดนี่ก็เป็นเสน่ห์เป็นจุดเด่นของหนังสือ แต่น่าจะมีการสลับฉากอย่างนุ่มนวลหน่อย
และที่รู้สึกตะขิดตะขวงใจก็คือ ตอนที่นางฟ้าเรือนแก้วกลับมาพบเกาฑัณฑ์ กะการข้ามชาติภพมาตามกันของเกาฑัณฑ์กับแพตรี ส่วนตัวแล้วเชื่อว่าเรื่องเหล่านี้มีจริง แต่เนื่องจากอาจจะยังไม่เห็นว่า มันจะมาช่วยเราได้อย่างไร ก็เลยไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญเท่าไหร่   แต่ในหนังสือเน้นมากจนดูเหมือนเป็นไฮไลท์ ก็เลยรู้สึกขัดๆ(ใจตัวเอง)นิดหน่อย
ที่ชอบมากก็คือการบรรยายความรู้สึกและสัมผัส ที่ทำได้ชัดมากจน บางครั้งแทบจะมาอยู่ที่ตัวคนอ่านทีเดียว
นอกนั้นโดยรวมก็ชอบ และดีใจที่มีหนังสือที่มีแหวกแนวและมีคุณค่ามากเกิดขึ้นมาให้คนได้ร่วมดื่มด่ำและชื่นชม เชื่อแน่ว่าจะดึงคนทั่วๆไปให้สนใจศึกษาธรรมมากขึ้นสมเจตนาคุณดังตฤณและเพื่อนร่วมธรรมทั้งหลาย

ขอบคุณคุณดังตฤณมากค่ะ

 จากคุณ : แฟ้บ [ 2 ต.ค. 2543 / 17:38:57 น. ]
     [ IP Address : 203.151.221.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 44 : (เพียงธุลี)

อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้ว เห็นว่าเรื่องทางนฤพาน เป็นเรื่องที่ดีมากๆ เรื่องนึงและไม่อยากให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง  แต่ถ้าต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปมากๆ น่าจะตั้งชื่อเรื่องให้เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก นอกจากนี้ก็น่าจะมีทางนฤพานในภาคถัดๆไปซึ่งอาจจะไปเน้นตัวละครอื่นที่ยังไม่มีบทบาทเด่นในภาคนี้ ให้สมกับแนวทางที่ว่าการเลือกทางสู่นิพพานของแต่ละคนจะต่างกันออกไป 

 จากคุณ : เพียงธุลี [ 2 ต.ค. 2543 / 19:37:12 น. ]
     [ IP Address : 161.1.16.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 45 : (ดังตฤณ)

ประเด็นเกี่ยวกับนิยตโพธิสัตว์นี้มีวิจารณ์กันมาค่อนข้างเยอะในช่วงหลังครับ
ผมรับจะปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาให้ลงตัวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะครับ

ถือว่าคุยกันเล่นๆเกี่ยวกับนิยตโพธิสัตว์หน่อยหนึ่ง
เรื่องในความเป็นจริงคงต้องยกไว้ เพราะไม่มีใครที่น่าเชื่อถือมาพยากรณ์
ว่าใครบ้างเป็นโพธิสัตว์แท้
ตำรามีแต่กล่าวไว้ว่าเมื่อไหร่อยากรื้อขนสัตว์จากสังสารวัฏด้วยกำลังตนเอง
เมื่อนั้นก็เริ่มเป็นโพธิสัตว์ขึ้นมา แต่ประเภทแค่ยังคิดอยู่
ถือว่าไม่แน่นอน เรียกว่าเป็นอนิยตะ คือไม่เที่ยงว่าจะเป็นแน่หรือเปล่า

ต่อเมื่อบำเพ็ญบารมีมามากพอ มีความแน่นอนว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต
อย่างนี้พอพบพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ท่านก็พยากรณ์ให้
ทั้งนี้ มิใช่ว่าพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์มีพรวิเศษ แต่งตั้งให้ใครเป็นนิยตะ
แล้วคนนั้นก็มีตำแหน่งนิยตโพธิสัตว์ขึ้นมา
ทุกอย่างเกิดจากกรรมของเขาเอง คือบำเพ็ญมาจนเป็นรากแห่งอนาคตที่เที่ยงแล้ว
อาศัยกำลังพระพุทธญาณบอกให้รู้เท่านั้นว่าอย่างนี้ ทางข้างหน้าไม่มีอุปสรรคแล้ว
อย่างไรก็ต้องได้ถึงอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแน่นอน

หากจะสืบสาวหรือศึกษาว่านิยตโพธิสัตว์จะต้องมีลักษณะอย่างไร ทำอะไรบ้าง
ทางเดียวที่แน่ใจได้คืออ่านประวัติก่อนถึงพระชาติสุดท้ายของพระพุทธโคดมท่าน
เพราะท่านได้เป็นพระพุทธเจ้าโปรดพวกเราจริง
ฉะนั้นอดีตชาติที่ผ่านมาของท่านก็ต้องเป็นของจริงของนิยตโพธิสัตว์ด้วย
ตามตำราแล้ว หากยังเป็นอนิยตโพธิสัตว์ ก็ยังมีสิทธิ์เกิดเป็นหญิง
ท่านยกตัวอย่างพระชาติหนึ่งที่เป็นสตรีมาสาธกด้วย
นอกจากชาตินั้นไม่มีอีกเลยที่เป็นสตรี
คือประวัติศาสตร์กระโดดข้ามจากฝั่งอนิยตะมาถึงพระชาติที่เป็นสุเมธดาบสทันที
ชาตินั้นเป็นพระชาติแรกที่ได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้านามทีปังกร (เล่ม 33)
ถ้าใครเชื่อพระพุทธพจน์ว่าเป็นของจริง ก็ต้องเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นจริง
เนื่องจากพระองค์ตรัสเล่าเอง

ขอรวบรัดเพื่อเข้าประเด็น เอาเฉพาะกรรมที่ชี้ว่านิยตโพธิสัตว์ยังสามารถกระทำ
อีกทั้งเป็นชาติใกล้ที่กำลังจะถึงฝั่งพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณภายในไม่กี่ชาติ
คือเมื่อครั้งเป็นพระเตมีย์ ผู้แกล้งทำเป็นง่อยเปลี้ย หูหนวก และเป็นใบ้
ท่านเล่าเหตุที่แกล้งทำเช่นนั้นเพราะ...

[๔๐๘] เราเป็นคนง่อยเปลี้ยเพราะไม่มีเครื่องต่อก็หาไม่  เป็นคนหนวก
เพราะ ไม่มีช่องหูก็หาไม่  เป็นคนใบ้เพราะไม่มีลิ้นก็หาไม่ ท่านอย่าเข้า
ใจว่า  เราเป็นใบ้  เราระลึกชาติก่อนที่เราเสวยราชสมบัติได้ เราได้เสวย
ราชสมบัติในกาลนั้นแล้ว ต้องไปตกนรกอันกล้าแข็ง  เราได้เสวย ราช
สมบัติในกาลนั้นยี่สิบปีแล้วต้องหมกไหม้อยู่ในนรก ๘๐,๐๐๐ ปี
เรา
กลัวจะต้องเสวยราชสมบัตินั้น  จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอชนทั้งหลาย 
อย่าได้อภิเษกเราในราชสมบัติเลย เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่พูดในสำนัก
ของพระชนก และพระชนนีในกาลนั้น พระชนกทรงอุ้มเรา  ให้นั่งบน
พระเพลา แล้วตรัสสั่งข้อความว่า  จงฆ่าโจรคนหนึ่ง จงขังโจรคนหนึ่ง
ไว้ในเรือนจำ จงเอาหอกแทงโจรคนหนึ่ง  แล้วราดด้วยน้ำแสบ ที่แผล
จงเสียบโจรคนหนึ่งบนหลาว พระชนกตรัสสั่งข้อความแก่มหาชน
ด้วยประการดังนี้ เราได้ฟังพระวาจาอันหยาบคาย ที่พระชนกตรัสนั้น
จึง  กลัวต่อการเสวยราชสมบัติ เรามิได้เป็นใบ้ ก็ทำเหมือนเป็นใบ้ มิได้
เป็นคนง่อยเปลี้ย ก็ทำเหมือนเป็นคนง่อยเปลี้ย  เราแกล้งนอนเกลือก
กลิ้งอยู่ในอุจจาระปัสสาวะของตน  ชีวิตเป็นของฝืดเคือง เป็นของน้อย
ทั้งประกอบไปด้วยทุกข์ ใครเล่าอาศัยชีวิตนี้แล้ว พึงก่อเวรกับใครๆ
ใครเล่าได้อาศัยชีวิตนี้แล้ว พึงก่อเวรกับใครๆ เพราะไม่ได้ปัญญา และ
เพราะไม่เห็นธรรม ความหวังผลของบุคคลผู้ไม่รีบร้อน ย่อมสำเร็จแน่
นอน เราเป็นผู้มีพรหมจรรย์อันสำเร็จแล้ว  ดูกรนายสารถี  ท่านจงรู้
อย่างนี้ประโยชน์โดยชอบของบุคคลผู้ไม่รีบร้อน ย่อมสำเร็จโดยแท้
เราเป็นผู้ มีพรหมจรรย์อันสำเร็จแล้ว  เราออกบวชแล้วเป็นผู้ไม่มีภัยแต่
ที่ไหนๆ.

อันนี้ชี้ว่าแม้เป็นนิยตโพธิสัตว์แล้ว ก็ยังอาจทำปาณาติบาต
เป็นเหตุให้ถึงนรกได้ แม้ว่าในชาติที่กระทำปาณาติบาตจะดูดี เป็นราชา
แต่หลุดจากอัตภาพแห่งราชาแล้ว ก็ร่วงไปสู่ความเป็นอะไรก็ได้
(อ่านสูตรนี้ทีแรกแล้วบังเกิดความสลดสังเวชมาก จึงจำได้สนิท)

อันว่าผลกรรมจากปาณาติบาต ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนั้น
ใช่แต่ให้ผลตรงคือรับทัณฑ์ในนรก
แต่ยังมีเศษกรรมเช่นต้องเกิดมาง่อยเปลี้ยพิการอีก
ตรงนี้น่าคิด เพราะธรรมดาคุณสมบัติประการหนึ่งของพระนิยตโพธิสัตว์
จะไม่เกิดมาง่อยเปลี้ยพิการ (คือไม่พิเศษแค่ว่าเป็นชายอย่างเดียว
ไม่เกิดเป็นสัตว์เล็กกว่านกกระจาบ ไม่เกิดเป็นสัตว์ใหญ่กว่าช้าง ฯลฯ)
แต่ความจริงแล้วพวกท่านยังอาจทำเหตุแห่งความง่อยเปลี้ยพิการได้อยู่

ผมจึงคิด (เป็นการคิดเอาเองโดยปราศจากหลักฐานใดสนับสนุนนะครับ)
ว่าถ้าคุณสมบัติพิเศษแห่งนิยตโพธิสัตว์จะเป็นเรื่องจริง
ก็จริงด้วยผลกรรมแห่งการบำเพ็ญบารมี อธิษฐานเป็นพระพุทธเจ้านั่นเอง
ด้วยเหตุที่คนสั่งสมบารมีมากขนาดเที่ยงจะต้องได้เป็นพระพุทธเจ้า
อย่างน้อยที่สุดต้องเป็นผู้กล้าทำ กล้าแลก กล้าริเริ่มด้วยตนเอง
เรียกว่าเห็นนรกขวางก็กล้าก้าวข้ามไป
จิตที่มีลักษณะอันกล้าหาญหนักแน่นและเริ่มเองนั้นแหละบันดาลให้เกิดอัตภาพเป็นชายตลอด
จิตที่มีเมตตามหาศาลนั้นเองบันดาลให้ได้อัตภาพไม่หนวกบอดใบ้

ลักษณะของนิยตโพธิสัตว์ประการหนึ่งที่ผมคาดเดาไว้
คือคลื่นจิตจะแรงกว่าคนปกติธรรมดามาก เรียกว่าอาจเป็นสิบเป็นร้อยเท่า
ถ้าฟุ้ง จะฟุ้งแรง ถ้าเกิดราคะ โทสะ โมหะ ก็เกิดแรงกว่าชาวบ้าน
ในทางกลับกัน เมื่อจิตตั้งความปรารถนาไว้ดี ก็ดีเลิศกว่าใครในโลก
เมื่อกำหนดจิตได้อยู่ ชนะความฟุ้งได้ ก็กลายเป็นสงบลึกซึ้งกว่านักภาวนาอื่น เป็นต้น

คุยกันเล่นๆแบบเบ็ดเตล็ด อย่าถือเป็นจริงเป็นจังมากนะครับ
เพราะที่ผมคิดเอาเองนี้อาจผิดพลาดได้
อย่างไรเวอร์ชั่นต่อไปจะแก้ไขปรับปรุงให้ลงตัวไม่คาใจคนอ่านแล้ว :-)

สำหรับคุณแฟ้บ เรื่องการกระชากอารมณ์นั้น
ค่อนข้างเป็นเจตนาอย่างหนึ่งครับ
ถ้าหากอ่านต่อเนื่องรวดเดียว หรือเกือบๆจะรวดเดียวจบ
จะพบว่าอ่านทางนฤพานแล้วรู้จักอารมณ์ตัวเองที่ขึ้นลงได้เกือบทุกชนิดทีเดียว
(สงสัยคุณแฟ้บอ่านค่อนข้างต่อเนื่องใช่ไหม)

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 3 ต.ค. 2543 / 09:45:44 น. ]
     [ IP Address : 203.155.248.71 ]


 ความคิดเห็นที่ 46 : (listener)

ก่อนอื่นขออภัยคุณดังตฤณด้วยนะครับ ที่ตั้งขอสงสัยเรื่องนี้ ทั้งๆที่ความรู้ในธรรมยังอ่อนด้อย อยู่มากครับ

เห็นด้วยกับคุณดังตฤณทุกประการครับ

ลักษณะของผู้มีบารมีมาก แต่หลงไปด้วยอำนาจ โทสะและโมหะ ก๋อให้เกิดมหันตภัย ได้อย่างไร ทำให้ผมนึกถึงบุคคลผู้หนึ่ง โดยบุคคลาธิษฐาน และการคาดเดา
เป็นมังสวิรัติ
เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของชาติ เป็นที่รักของคนนับสิบล้าน
เป็นนักพูดจูงใจคนชั้นเลิศ
มีความรักชาติอย่างแท้จริง และเชื่อมั่นในอุดมการณ์อย่างแรงกล้า
สร้างชาติจากภาวะแพ้สงครามขึ้นเป็นมหาอำนาจ
มีสตรีที่จงรักภักดีอยู่หลังฉาก
ทำทุกอย่างเพื่อขจัดภัยของชาติและอุดมการณ์
ก่อให้เกิดมหาสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวิติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ

ทางนฤพาน ฉบับ เปลี่ยนแปลง สนุก ไปอีกแบบครับ  นึกถึงหนัง Nikita หรือ Mission Impossible แต่ เกรงว่า ฉากการ จารกรรมทาง ICQ อาจจะ ตามได้ยากหน่อยสำหรับผู้อ่าน บางกอก บางกลุ่มนะครับ ผมเคยตามอ่าน บางกอก มานาน แล้ว สมัย แก้วขนเหล็ก / จอมเมฆินทร์ จึงไม่ทราบว่าฐานผู้อ่าน จะเปลี่ยนไปแค่ไหน

 จากคุณ : listener [ 3 ต.ค. 2543 / 10:08:09 น. ]
     [ IP Address : 203.126.110.34 ]


 ความคิดเห็นที่ 47 : (ดังตฤณ)

จากฟีดแบ็กทั้งหมดที่รวบรวมสรุปได้ว่าเอานิ้วโป้งลงกันเป็นส่วนใหญ่ครับคุณ listener
ประกอบกับที่เวลายิ่งกระชั้นเข้ามา ต้องส่งก่อนวันที่ 10
เลยปรึกษากันแล้วตกลงว่าปรับของเก่าดีกว่าเติมของใหม่ไปเต็มๆ
ท่าทางไม่เวิร์ก เดี๋ยวจะขอบคุณทุกท่านไปในเมลลิ่งลิสต์อีกครั้งครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 3 ต.ค. 2543 / 11:53:23 น. ]
     [ IP Address : 203.155.133.176 ]


 ความคิดเห็นที่ 48 : (เพียงธุลี)

1. ความเห็นของคุณดังตฤณ (ความคิดเห็นที่ 45) มีเหตุผลน่ารับฟังมากครับ และถ้าดูจากตรรกเปรียบเทียบกับศีลข้อปาณาฯแล้วน่าจะเป็นไปได้ ดังนั้นผมขอถอนความคิดเห็นประเด็นการผิดศีลข้อกามาฯครับ :-)
2. ในตอนที่เล่าถึง CD เพลงไทยเดิมที่เกาทัณฑ์ไปพบในห้องของเรือนแก้วพูดถึงชื่อเพลงว่า "ลาวเทียน" ผมรู้สึกว่าเพลงชื่อนี้น่าจะไม่มีนะครับ ที่ใกล้เคียงที่สุดน่าจะเป็นลาวเสี่ยงเทียน (เป็นเรื่องเล็กๆ แต่เผอิญเห็นเข้า) คุณดังตฤณลองเช็คดูนะครับ :-)
3. ได้ทราบว่ามี version ปรับปรุงใหม่ของทางนฤพาน ขออ่านด้วยคนได้ไหมครับ (email : earthen_dust@yahoo.com) :->, และขอขอบคุณล่วงหน้าเลยแล้วกัน _/|\_

 จากคุณ : เพียงธุลี [ 3 ต.ค. 2543 / 12:24:13 น. ]
     [ IP Address : 161.1.16.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 49 : (ช้าง)

ขอถามคุณดังตฤณครับ ในตอนที่มติไปกินเลี้ยงที่ทีฆายุได้รับรางวัล  ตอนนั้นมติได้กินไวน์ซึ่งถือเป็นเมรัย และมติก็ได้บรรลุธรรมขั้นโสดาปัตติผลแล้ว  ผมเคยได้ยินว่า พระโสดาบัน รักษาศีลยิ่งกว่าชีวิต  แต่ทำไม มติจึงรักษาน้ำใจของเพื่อนมากกว่ารักษาศีลครับ  แต่เนื้อเรื่องหลังจากที่มติได้กินไวน์เข้าไปแล้วรู้สึกผิดชอบชั่วดีนั้น ผมเห็นด้วย   เพียงแต่สงสัยว่า จริงๆ แล้ว มติไม่น่ากินไวน์ตั้งแต่แรกแล้ว
          ผมเพิ่งอ่านถึงตรงนี้เอง  เอาไว้อ่านไปแล้วเจอข้อสงสัยจะถามอีกครับ  อย่าลืมถ้าเขียนนิยายเรื่องใหม่ ให้พระเอกเล่นกีตาร์คลาสสิคด้วยนะครับ :)

 จากคุณ : ช้าง [ 4 ต.ค. 2543 / 22:51:07 น. ]
     [ IP Address : 203.146.125.108 ]


 ความคิดเห็นที่ 50 : (ดังตฤณ)

คุณเพียงธุลี

ความจริงมีเรื่องนิยตโพธิสัตว์ที่ออกจะแรงกว่านี้ปรากฏอยู่ในชาดก
แต่คิดว่าเอามาพูดทีเดียว เดี๋ยวจะเป็นอกุศล
โดยเฉพาะสำหรับกับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับพระศาสนานัก

ในส่วนของเพลงลาวเทียน อันนี้มีครับ
ที่ผมมีอยู่เป็นอัลบัมหนึ่งของฟองน้ำ
ทีแรกนึกว่าเขาสะกดผิดเหมือนกัน แต่สอบเทียบทั้งไทยและอังกฤษแล้ว
จึงเห็นว่าชื่อนี้แน่ (ขอบคุณมากๆเลยสำหรับข้อสังเกตแม้เล็กๆน้อยนี้)

สำหรับเวอร์ชั่นปรับปรุง ตกลงว่าโหวตกันว่าสู้ของเก่าไม่ได้
เลยเป็นอันว่าพับโครงการไปครับ
เอาของเก่านั่นแหละ แต่แทรกเสริม แต่งเติมไปบ้างตามฟีดแบ็กต่างๆ

สำหรับคำถามของคุณช้าง พรุ่งนี้จะตอบนะครับ
ขอเอาที่เขียนตอนออฟไลน์มาโพสต์ก่อนพลางๆ

มีอีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนกล่าวถึง
คือเรื่องที่นางเทพธิดามาหามนุษย์
อันนี้โดยจุดประสงค์แล้ว นอกจากจะเป็นซับพล็อต
ที่แสดงให้เห็นความโลภในใจมนุษย์
ยังเป็นประเด็นที่อยากบอกว่าเป็นไปได้จริง
เกี่ยวกับเรื่องการทำปฏิการะของเทพ
อันนี้มีแรงบันดาลใจมาจากสูตรหนึ่ง
ที่พระมหากัสสปะท่านเข้านิโรธสมาบัติ (อ่านว่านิโรธะสะมาบัด)
ออกมาจากสมาบัติแล้วก็ออกเดินบิณฑบาตโปรดสัตว์

อันว่าพระอรหันต์เข้านิโรธสมาบัตินั้น
ใครได้ใส่บาตรเป็นคนแรก ก็ยิ่งกว่าถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง
เพราะล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งนั้นได้กันแทบทุกเดือน
มีรางวัลใหญ่อะไรทำนองนั้นอยู่ทั่วทุกหัวระแหงในโลก
ไม่ว่ายุคก่อน ยุคนี้ ยุคหน้า
แต่การที่บุคคลจะมีโอกาสทำบุญเป็นคนแรกกับผู้เป็นพระอรหันต์ด้วย
เข้านิโรธสมาบัติได้ด้วย นานเท่านานในสังสารวัฏนี้ยากเย็นกว่านั้นนัก
ใครได้ทำทานกับพวกท่าน จะเป็นกุศลแรงชนิดให้ผลเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม
กล่าวคือได้ผลในปัจจุบันชาติภายใน 3 วัน 7 วันแน่นอน

เมื่อท่านมหากัสสปะออกจากนิโรธสมาบัติคราวหนึ่ง
หญิงชาวบ้านชาวป่าธรรมดาผู้หนึ่งเป็นผู้มีวาสนาได้โอกาสนั้นไป
อย่างไรก็ตาม ว่ากันว่ากุศลกรรมหนักที่จะให้เกิดวิบากใหญ่ขนาดนั้น
ไม่มีปัจจัยแวดล้อมอันเป็นปัจจุบันเอื้ออำนวยสำหรับสาวชาวป่าที่เพียงพอจะรับผล
เลยมีกรรมตัดรอนชีวิตมาให้ผล เพื่อให้ได้รับผลที่ดีกว่า
ดูเหมือนจะมีวัวหรือสัตว์อะไรสักอย่างมาทำให้นางตายไป
พอตายไปแล้วก็อุบัติในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ทบทวนว่าตนไปอุบัติในชั้นนั้นได้อย่างไร
ก็ทราบว่าเพียงเพราะทำบุญกับพระอรหันต์
ด้วยจิตอันโสมนัสด้วยแรงกตัญญูนั้น ทำให้นางคิดตอบแทน
หรือที่เรียกว่าทำปฏิการะแก่พระคุณเจ้าพระมหากัสสปะ
แต่คิดไปคิดมา ภาวะเทวนารีมีขีดจำกัด ไม่เอื้อให้ตอบแทนโดยตรง
เหมือนอย่างมีอัตภาพมนุษย์
นางจึงลอบเนรมิตกายหยาบมาปัดกวาดเช็ดถูกุฏิของท่านพระมหากัสสปะ
เฉพาะในเวลาที่ท่านไม่อยู่ เช่นออกบิณฑบาตหรือมีกิจโปรดสัตว์อื่นๆ

พระมหากัสสปะท่านกลับมาที่กุฏิ เห็นสะอาดเรียบร้อยก็ไม่สงสัยอะไร
นึกว่าสานุศิษย์ของท่านจัดการให้ อันเป็นเรื่องปกติธรรมดา
แต่อยู่มาวันหนึ่งท่านฉุกคิด เพราะเห็นร่องรอยไม่ธรรมดาบางอย่าง
ผมจำไม่ได้ว่าเป็นอะไร ดูเหมือนจะเพราะเรียบร้อยเกินมนุษย์จะทำ
หรือว่ามีกลิ่นหอมเกินวิสัย ไม่แน่ใจนักครับ
เอาเป็นว่าพอท่านเฉลียวใจขึ้นมาก็กำหนดจิตดู
ซึ่งด้วยความรู้แจ้งระดับท่าน ก็ทราบในทันทีว่ากุฏิของท่านสะอาดเรียบร้อยนี้
มิใช่ฝีมือมนุษย์เสียแล้ว แต่เป็นเทวนารีจากดาวดึงส์ต่างหาก
ท่านเกรงว่าจะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี ให้อิตถี ซึ่งแม้จะอยู่ต่างภพ มาป้วนเปี้ยนในกุฏิ
เลยใช้อำนาจของท่านเรียกนางเทพธิดามาปรากฏ
และขอร้องดีๆว่าอย่าทำอย่างนี้อีก
นางเทพธิดาดูเหมือนจะร้องไห้คร่ำครวญ
เพราะไม่เห็นทางอื่นที่จะตอบแทนพระคุณท่านให้สมใจ
พระมหากัสสปะท่านก็ขอร้องซ้ำ อธิบายเหตุผลว่าไม่งามแก่สมณะ
บุญของนางทำสำเร็จแล้วก็ขอให้อยู่ส่วนของนางไป
มีใจระลึกถึงก็นับว่ากตัญญูพอแล้ว
นางก็ทำท่าจะไม่ยอม คือจะตอบแทนทางใดทางหนึ่งที่เป็นรูปธรรมให้จงได้
พระมหากัสสปะท่านขอไปขอมา เห็นท่าว่าไม่สำเร็จแน่
เลยลั่นนิ้วแป๊กหนึ่ง ใช้อริยฤทธิ์ไล่นางและห้ามไม่ให้มาอีก
อันนี้ก็ให้เห็นว่าโดยกิริยาของท่าน บางครั้งก็ดูดุเหมือนกัน

ในสูตรนี้นอกจากความประทับใจเกี่ยวกับความเข้มงวดในวินัยของพระมหากัสสปะ
ก็ยังประทับใจความมีใจรู้คุณของจิตวิญญาณชั้นสูงของเทพ
เลยจับมาเป็นส่วนหนึ่งของทางนฤพานด้วยครับ
จะพยายามหาช่องแทรกอธิบายเข้าไป หรือไม่ก็ทำเป็นภาคผนวกรวมกับ FAQ อื่นๆ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 4 ต.ค. 2543 / 23:32:51 น. ]
     [ IP Address : 203.155.130.186 ]


 ความคิดเห็นที่ 51 : (ดังตฤณ)

ลืมฝากถึงคุณเพียงธุลีนิดหนึ่งครับ
เห็นว่าน่าจะรู้มากทั้งทางโลกทางธรรมกับทั้งช่างสังเกต
ถ้ามีประเด็นไหนน่ากล่าวถึงอีกก็อยากให้แย้งอีกนะครับ
เพราะจะทำให้ผมเห็นภาพในการขยายความชัดขึ้น
(ไม่ทราบว่าใช่หมอยุทธหรือเปล่าครับ?)

สำหรับคำถามของคุณช้าง
ที่ผมสร้างสถานการณ์ค่อนข้างล่อแหลมขึ้นมา
ก็เพื่อตอบคำถามของคนส่วนใหญ่
ว่าอริยบุคคลท่านรู้กันได้อย่างไร ว่าอะไรบ้างที่เป็นของต้องห้าม
เพราะอ่านจากตำรา เห็นตำราท่านห้ามเลยไม่ทำ
หรือว่าเพราะมีปฏิกิริยาจากภายในกายใจอย่างไร
เอาหรือไม่เอาออกมาจากภายในอย่างไร

ประเด็นคือต้องการให้เห็นว่าศีลแท้ๆที่ลงไปถึงจิตนั้น
ไม่ได้มีการคำนึงถึงศีลโดยความเป็นข้อห้าม
แต่มีความเป็นศีลอยู่ในตัวเอง
ถ้าหากว่าต้องการแสดงความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้
นี่เป็นโจทย์ข้อหนึ่ง ว่าเราควรสมมุติเหตุการณ์อะไรขึ้นมาเพื่อชี้
ถ้าลักษณะหนึ่งของพุทธศาสนาคือเอาความจริงมาพูดกัน
บนพื้นฐานของการคิด การใช้ปัญญาตามจริง นี่ก็น่าเป็นโจทย์ที่น่าท้าทายอยู่บ้าง
ผมคิดกลับไปกลับมาอยู่หลายครั้ง ว่าจะเขียนในลักษณะนี้ดีไหม
ในที่สุดก็คิดว่าถ้าจะให้เข้าใจเรื่องศีลกันจริงๆ
ก็ต้องบรรยายให้ได้ว่าศีลคืออะไร ข้อห้ามในตำรา หรือว่าจิตวิญญาณที่แท้จริง

จะเห็นว่าผมปูพื้นหลังของมติคือเป็นคนไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่อยู่โดยเดิม
เพราะถือศีลเป็นปกติอยู่แล้ว ก่อนถึงโสดาปัตติผล
เท่าที่พบมา หลายคนที่จิตวิญญาณสะอาดอยู่แล้วแต่เด็ก
ถึงแม้ไม่เป็นโสดาบัน ก็มีความอยากห่างเหล้ายา การพนันและผู้หญิงบริการอยู่เอง
บางคนกินเหล้าแล้วขึ้นผื่นแดง แพ้ไปทั้งตัว
ซึ่งก็เสียดายที่บางคนที่ว่านั้น ไปฝืนกินจนกระทั่งบุญเก่าหมด
กลายเป็นคนทำบาปขึ้น คือกินแล้วไม่แพ้อีกต่อไป
อันนี้จึงเห็นข้อแตกต่างได้อย่าง ว่าถ้ายังเป็นปุถุชน
ถ้าสังคมพาไป ยังไงก็อาจฝืนกินจนติดเหล้าได้ในที่สุด

โดยความ "ไม่กินเป็นปกติอยู่แล้ว" ของมติ
ก็คือความห่างเหล้า และไม่รู้พิษสงของมันนัก รู้แต่ว่าไม่ดี ไม่ชอบมาแต่เดิม
แต่ไม่จำเป็นต้องรู้ตัว ว่าทั้งกายทั้งใจตนเองต่อต้านแล้วอย่างถาวร

ทำอย่างไรถึงจะให้รู้ ก็คือสร้างสถานการณ์ขึ้นมาบีบคั้นให้ต้องดื่ม
ดื่มแล้วถึงอธิบายได้ ว่ากายใจปฏิเสธอย่างไร รู้ตัวได้อย่างไร
ก่อนจะผิดศีลข้อใดข้อหนึ่ง ประการสำคัญที่สุดคือมีเจตนาทั้งรู้
หากปราศจากเจตนา หรือปราศจากความรู้เท่าถึง ก็ยังไม่น่าจะนับว่าศีลขาด
ถ้ามติดื่มอึกแรก (โดยเจตนาคือเพื่ออนุโลมสังคม ทั้งที่ใจจริงรังเกียจ)
ดื่มแล้วรู้ด้วยญาณภายในว่าเป็นน้ำนรก ยังขืนดื่มอึกต่อๆไป อันนั้นนับว่าขาดแน่
อ้างสังคมอีกไม่ได้แล้ว

จุดนี้ขอให้ถือว่าเป็นความพยายามหยิบยกข้อธรรมในพุทธศาสนา
มาขยายความให้เกิดภาพเห็นจริงแล้วกันครับ
ผิดถูกอย่างไร คงต้องขอให้แต่ละคนลองพิสูจน์
แล้วมาช่วยเป็นพยานให้ว่าสถานการณ์สมมุติของผมเป็นไปได้จริงหรือไม่
อีกอย่าง ถ้ายังไม่เคลียร์ ก็ขอให้ซักได้ครับ
เพราะตรงจุดนี้ถ้ายังอธิบายไม่ดี ก็อาจมีผลตกค้างทางใดทางหนึ่งอยู่

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 5 ต.ค. 2543 / 01:26:27 น. ]
     [ IP Address : 203.155.130.53 ]


 ความคิดเห็นที่ 52 : (แฟ้บ)

สำหรับฉบับพิมพ์ใหม่ อยากให้มีคำอธิบายศัพท์ประกอบไว้ให้อ้างอิงในเล่มด้วยค่ะ
น่าจะมีประโยชน์มากสำหรับผู้อ่านทั่วๆไป ที่อาจจะไม่สันทัดศัพท์ทางธรรม

 จากคุณ : แฟ้บ [ 5 ต.ค. 2543 / 16:30:44 น. ]
     [ IP Address : 203.126.142.98 ]


 ความคิดเห็นที่ 53 : (ดังตฤณ)

จะพยายามขยายความแบบแทรกเข้าไปในระหว่างบรรทัดให้มากขึ้นครับ
ขอบคุณครับคุณแฟ้บ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 5 ต.ค. 2543 / 16:43:06 น. ]
     [ IP Address : 203.155.130.248 ]


 ความคิดเห็นที่ 54 : (เพียงธุลี)

ขอบคุณคุณดังตฤณครับที่ชมว่ามีความรู้มากทั้งทางโลกและทางธรรม ทั้งที่ความจริงแล้วมีความรู้เพียงแค่ผงธุลี (เป็นที่มาของชื่อเพียงธุลีครับ) :-)
แล้วผมก็ไม่ใช่หมอยุทธ หรอกครับ (ไว้มีโอกาสจะเข้าไปแสดงตัวในกระทู้แนะนำตัวครับ) ;-)
ความจริงแล้วผมติดตามลานธรรมเสวนามานานแล้วตั้งแต่ยังเป็น Address เก่าอยู่แต่ไม่ค่อยได้เข้าไป post พอเว้นช่วงเข้าไปหาอีกทีก็ไม่เจอแล้ว เพิ่งจะได้ address นี้มาเร็วๆนี้เอง ดีใจที่ได้มาติดตามอ่านอีกครั้ง

 จากคุณ : เพียงธุลี [ 5 ต.ค. 2543 / 19:45:23 น. ]
     [ IP Address : 161.1.16.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 55 : (ดังตฤณ)

แข่งกันถ่อมตัวนั่นแหละครับเหมาะแล้ว
ชื่อเพียงธุลีแสดงภูมิธรรมสูงเหนือผมอีก
(ดังตฤณก็คือเหมือนหญ้า :-))

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 6 ต.ค. 2543 / 16:54:38 น. ]
     [ IP Address : 203.149.39.209 ]


 ความคิดเห็นที่ 56 : (ช้าง)

เข้าใจแล้วครับ   ถ้าในเนื้อเรื่อง มติไม่ดื่มเลย ก็จะไม่มีอะไรแสดงให้คนอ่านรู้ว่า ดื่มไปแล้วเกิดผลดีผลเสียอย่างไร หรือมีความรู้สึกอย่างไรเมื่อดื่มแล้ว   แล้วไม่ทราบคุณดังตฤณเลิกดื่มหรือยัง?  :)

 จากคุณ : ช้าง [ 7 ต.ค. 2543 / 01:13:51 น. ]
     [ IP Address : 203.149.41.160 ]


 ความคิดเห็นที่ 57 : (ดังตฤณ)

ในชีวิตนี้ผมดื่มเหล้านับแก้วได้
ดูเหมือนไม่เกินสิบแก้ว
ครั้งสุดท้ายเมื่อประมาณ 15 ีปีก่อนครับ
และไม่คิดจะดื่มอีกตลอดชีวิต

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 7 ต.ค. 2543 / 10:02:25 น. ]
     [ IP Address : 203.155.239.107 ]


 ความคิดเห็นที่ 58 : (กลางชล)

ประทับใจสองบรรทัดเล็ก ๆ ในเรื่องค่ะ
อยู่หน้าไหนจำไม่ได้ แต่จำคำพูดได้ติดใจ คือ

"อโหสิ..."
ฟุด...

บอกไม่ถูกค่ะ แต่การกล่าวบรรยายการพิจารณาธรรม ระหว่างที่เรือนแก้วขับรถกลับที่พัก
ทำให้เกิดความรู้สึกที่อ่อนคล้อยเห็นตามไปมาก แล้วโดยเฉพาะมาจบลงด้วยสองบรรทัดนี้
ทำให้เกิดภาพและแรงประทับใจอย่างประหลาด...
เรือนแก้วเคยดุดันเป็นแม่เสือคว้าปืนลั่นใส่คนร้ายได้ และยังถูกตามมาแก้แค้นถึงชีวิต
แต่สุดท้าย... เธอกลับละโทสะลงได้ด้วยใจที่ปล่อยวาง และหยุดลงที่ใจเมตตา ณ นาทีนั้นเอง...
ประทับใจและสัมผัสได้ถึงจิตที่ส่งกระแสอโหสิออกมาจากเบื้องลึกจากแค่สองบรรทัดนี้ล่ะค่ะ...
อ่านแล้วเกิดความรู้สึกเบา และอนุโมทนาขึ้นในใจจริง ๆ ...
ตั้งแต่นั้น ก็เก็บความรู้สึกจากสองบรรทัดนี้ไว้เตือนในใจตลอดเวลาค่ะ ไว้นึกอโหสิให้ทุกคน...  : )

อีกตอนที่ประทับใจ คือ งานประกวดภาพวาดค่ะ
แทบจะไม่เคยได้ชมภาพแนวนี้มาก่อนเลย แต่รู้สึกว่าเป็นไอเดียที่ดีมาก จริง ๆ เค้ามีประกวดกันมั้ยคะ
นึกภาพตามคำบรรยายไป แล้วก็รู้สึกประทับใจกับหลาย ๆ ภาพราวกับไปอยู่ในงานด้วย
นอกจากภาพของมติซึ่งเป็นภาพปกแล้ว
(อ่านถึงตอนที่บรรยายภาพของมติแล้วก็ถึงได้ อ๋อ... แล้วพลิกกลับไปดูภาพปกอย่างตั้งใจอีกทีค่ะ)
ก็ประทับใจภาพทวิลักษณ์ที่ได้รางวัลที่หนึ่งด้วย
เกิดไลท์บัลบ์สว่างขึ้นบนหัว ตอนที่เธอบรรยายความหมายของภาพ : )
ประทับใจในความหมายของภาพภาพเดียวสื่อออกมา เก็บจำไว้เป็นข้อคิดเตือนใจเช่นกันค่ะ
ทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ที่ใจเราคิด ใจเรามอง นี่เอง...

อ่านแล้วก็นึกชื่นชมคุณดังตฤณจริง ๆ ค่ะ ตอนนั้น ก็ยังไม่คุ้นกับที่นี่เลย
รู้สึกแต่ว่าผู้เขียนจะต้องมีความตั้งใจ และความรู้ที่กว้างขวางมากเลย
ทั้งวิทยาศาสตร์ พุทธศาสน์ ดนตรีไทย ดนตรีคลาสสิค วรรณกรรม วรรณศิลป์ ฯลฯ
กระทั่งความรู้สึกนึกคิดจิตใจของผู้หญิง ...ไม่รู้ว่าทำได้อย่างไร : )

คำบรรยายขณะทำสมาธิหลายตอน อ่านแล้วเป็นแรงบันดาลใจจริง ๆ นะคะ
เรียกว่า อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ก็เรียกศรัทธาเด็กเมืองกรุงคนนี้กลับมาได้อีกโขค่ะ

จุดเล็กจุดน้อยที่น่าจะปรับปรุง คนอื่น ๆ ก็ได้พูดไปแล้วล่ะค่ะ บางส่วนก็นึกคล้าย ๆ กัน
นึกเอะใจเรื่องที่มติดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์เหมือนคุณช้างเช่นกัน
และจุดใหญ่จริง ๆ แล้วก็คือ เกือบอ่านผ่านหน้าแรก ๆ มาไม่รอดเหมือนกันค่ะ
เพราะเนื้อหาพุทธศาสนาตอนแรกเยอะจริง ๆ (นึกว่าเป็นคนเดียวเสียอีก) ยังมือใหม่จริง ๆ ค่ะ : )

ส่วนตอนประทับใจ จริง ๆ ก็มีหลายตอน คล้าย ๆ กับที่ท่านอื่น ๆ พูดไปเช่นกันค่ะ
เลยขอเอาตอนที่ยังไม่มีใครพูดถึง หรือประทับใจส่วนตัวมาโพสท์ไว้บ้างน่ะค่ะ

 จากคุณ : กลางชล [ 8 ต.ค. 2543 / 14:34:12 น. ]
     [ IP Address : 166.90.30.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 59 : (ดังตฤณ)

เอ ดูจาก ip แล้วเหมือนคุณกลางชลอยู่เมืองนอกไม่ใช่หรือครับ
แล้วได้หนังสือมาจากทางไหนเอ่ย

คอมเมนต์เกี่ยวกับบทที่ 1 หรือบทต้นๆนั้น ทำเอาผมนอนก่ายหน้าผากเหม่อไปเหมือนกัน
ขออนุญาตยกตัวอย่างเช่น
- ส่งไปให้เพื่อนเกือบ 10 คน โดนด่าเรียบ ว่าส่งอะไรไร้สาระมาให้
- น่าเบื่อ อ่านได้ 6 หน้าแล้วไม่สามารถทนอ่านต่อ
- สนุก เรียกความสนใจได้ตั้งแต่แรก
- เคยฆ่าตัวตายแล้ว แต่ไม่ทันตาย มีชีวิตต่อมาอีกวัน
เผอิญได้อ่านบทแรกในบ้านเพื่อน (สมัยยังไม่เป็นหนังสือ) ก็เปลี่ยนใจ
ทั้งที่ตั้งใจว่าคืนนั้นจะเอาอีก

คอมเมนต์ที่หลากหลายแบบเป็นตรงข้ามอย่างนี้
เลยทำให้อยากสร้างบทที่ 1 ขึ้นมาใหม่ให้แน่ใจว่าอ่านง่ายได้ทุกคน
เพื่อที่จะเอาไปลงในนิตยสารบางกอก ซึ่งกลุ่มคนอ่านน่าจะอยากอ่านอะไรสนุกๆมากกว่า
ก็ปรากฏว่าไม่ประสพความสำเร็จ หลายท่านบอกว่าเอาของเดิมดีแล้ว
สรุปคือตอนนี้ยอมรับกับตัวเองว่าเป็นไปไม่ได้แน่ที่จะเขียนให้ทุกคนชอบ
คือแอบหวังไว้ครับ ว่าอยากให้ทุกคนชอบ
และหวังไปถึงว่าจะให้ทุกคนได้ที่สุดของเรื่องคืออยากมาศึกษาธรรมะ
เห็นธรรมะเป็นขนม ไม่ใช่ยาขมเกินกลืน

หลายคนทักเหมือนกันว่าทำไมเรือนแก้วได้ขึ้นสวรรค์เร็วนัก
เพราะตอนเป็นมนุษย์ท่าทางจะไม่ใช่นางฟ้าเท่าไหร่
แต่ถ้าซึมซับข้อสังเกตเดียวกับคุณกลางชล ก็อาจจะพอนึกออกมั่ง :-)
คำว่าอโหสิคำเดียวนี่แหละครับ ของจริงเลย
พาคนขาดใจตายขึ้นสวรรค์มานักต่อนัก
เพราะตายด้วยอโทสะที่ปนกับการแผ่เมตตา
คำว่า "อโหสิ" คำเดียวที่มาจากใจจริงๆ มันผสมอยู่ด้วยลักษณะจิตหลายๆประการ
หากสังเกตเข้ามาที่ใจซึ่งถึงอาการ "อโหสิ" จริง จะรู้ว่าไม่ใช่อะไรพื้นๆเลย
ไม่ใช่ธรรมตื้นๆที่ใครก็มีไว้ประดับใจกันง่ายดายแต่อย่างใด

สำหรับงานประกวดภาพนั้น
ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพวาดของจิตรกรในศตวรรษที่ 16
ชื่อภาพทำนองว่า you're what you eat



ภาพเดียวที่ประกอบชื่อ สามารถทำให้รู้สึกเห็นความจริงบางอย่างขึ้นมาได้
ก็เลยกลายเป็นแนวเขียนบทที่ 27 เกี่ยวกับงานประกวดภาพพุทธศาสนาครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 8 ต.ค. 2543 / 20:09:14 น. ]
     [ IP Address : 203.155.243.58 ]


 ความคิดเห็นที่ 60 : (ปลาย)

ขอบคุณที่เขียนทางนฤพานขึ้นมา 
ไมˆคˆอยมีความเห็นเกี่ยวกับตัวละครและเนื้อเรื่อง  เพราะถือวˆาเป“นจุดประสงคŒและรูปแบบเฉพาะตัว
แตˆสนใจเรื่องการยกสภาวะธรรมของการบรรลุธรรม
มีทˆี่มาจากที่ใด
ประสบการณŒสˆวนตัว หรือหนังสือของพระอาจารยŒที่มีชื่อเสียงด‰านการปฏิบัติ

 จากคุณ : ปลาย [ 9 ต.ค. 2543 / 17:14:42 น. ]
     [ IP Address : 203.146.125.93 ]


 ความคิดเห็นที่ 61 : (ดังตฤณ)

คุณปลาย

บทที่ 26 และ 29 ที่เกี่ยวเนื่องกับการบรรลุมรรคผลนั้น
สะท้อนความเชื่อของผู้เขียน
ซึ่งผูกโยงความรู้พื้นฐานสามข้อเข้าด้วยกัน ได้แก่

- ที่ตั้งของจิตอยู่กลางอก (คนละแบบกับตั้งอยู่กับหัวใจเนื้อนะครับ)
- แสงสว่างชนิดที่พระพุทธองค์เรียก "อาโลโกอุทปาทิ" อันอุบัติเมื่อเกิดมรรคผล
- การประจักษ์นิพพาน ในขณะแห่งมรรคจิต และผลจิต

จากความรู้พื้นฐานสามข้อนี้ ใครๆก็สามารถปรุงแต่งผูกโยงขึ้นเป็นเรื่องราวได้ครับ

เริ่มแรก สิ่งที่ทำให้มั่นใจว่าไม่ผิดทางสะกิดให้เกิดมรรคผลแน่ๆ
คือการยกเอาเหตุการณ์จริงที่พระพุทธองค์แสดงธรรมแก่ท่านพาหิยะ
ทำให้ท่านพาหิยะลุมรรคผลโดยพลัน
จากการตรัสให้จิตน้อมตามลำดับ คือเห็นสักแต่ว่าเห็น (หยาบ)
ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน (หยาบ)
ทราบสักแต่ว่าทราบ (ละเอียดปานกลาง)
รู้แจ้งสักแต่ว่ารู้แจ้ง (ละเอียดเบื้องสูง)
ทั้งหมดสักแต่เป็นภาวะ ถ้าหากสักแต่รู้โดยความเป็นภาวะ
ไม่ยึดแม้กระทั่งจิตที่รู้แจ้ง ก็ไม่เหลือที่ตั้งของตัวตนในที่ใดๆเลย

ผู้เขียนเชื่อว่าจิตมีทั้งตั้งที่กลางอก ฉะนั้นจุดที่แสงผุดโพล่งขึ้นมา จึงมาจากกลางอก

ในเรื่องเกี่ยวกับแสงขณะบรรลุมรรคผลนั้น
เห็นตัวอย่างได้จากธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ตอนที่ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะรู้ธรรมนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงสภาวธรรมที่เกิดขึ้นอยู่ชุดหนึ่งว่า
"ดวงตาเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว
วิชชาเกิดขึ้นแล้ว และ แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้ว (แสงในที่นี้บาลีคืออาโลโก)"

อาโลโก ตัวนี้ เป็นคนละอันกับอาโลกกสิณ
ในขณะที่จิตผ่านมรรค มรรคจะแหวกขันธ์ที่ห่อหุ้มจิตแท้ธรรมแท้ออกไป
(มาจากที่พระพุทธองค์ตรัสว่าเหมือนลูกไก่เจาะเปลือกไข่)
ธรรมชาติที่บริสุทธิ์ล้วนๆ เป็นวิสังขารธรรม
ไม่มีเยื่อ หรือใยอะไรสักนิดเดียวที่จะกล่าวได้ว่าเป็นลักษณะของรูปหรือนาม
ก็จะปรากฏออกมา เป็นความบริสุทธิ์ล้วนๆ
ไม่ใช่เป็นสิ่งตรงข้ามกับขันธ์ ไม่ใช่สิ่งที่เป็นคู่ หรือเป็นสิ่งเดี่ยวๆ
แต่เป็นความบริสุทธิ์ที่พ้นจากขันธ์ 5
เมื่อจิตเข้าถึงความบริสุทธิ์ล้วนๆ แล้ว 2 - 3 ขณะ
จะเกิดแสงสว่างผุดขึ้นจากความไม่มีอะไรเลย

ส่วนที่จิตพ้นขันธ์แล้วประจักษ์นิพพาน
อันนี้มีวิเศษณ์ของนิพพานที่พระพุทธองค์ตรัสถึงไว้ชัดเจนหลายแง่
เช่นไม่มืด ไม่สว่าง ไม่กินเนื้อที่ ไม่แบ่งแยกทิศ ซ้าย ขวา หน้า หลัง บน ล่าง (เข้าถึงได้ทุกทาง)
ฯลฯ
ในอภิธรรม หรือที่ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎกแสดงขณะจิตต่างๆเมื่อเข้าสู่มรรคผลในพุทธธรรม
ก็ละเอียดอ่อนชัดเจนกว่าที่เขียนในเรื่องมากครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 9 ต.ค. 2543 / 22:15:20 น. ]
     [ IP Address : 203.155.130.34 ]


 ความคิดเห็นที่ 62 : (ปลาย)

ขอบพระคุณมากค่ะ ที่ตอบข้อสงสัยมาให้
ผู้รอบรู้ในธรรมเช่นคุณดังตฤน
น่าจะมีผลงานในลักษณะนี้เพิ่มขึ้นและเนื้อหาธรรมกว้างขวางยิ่งขึ้น
เชื่อว่ามีผู้คอยติดตามอ่านอย่างแน่นอน
ผลงานของคุณ  รวมทั้งเสียงสะท้อนกลับมา
ทำให้เห็นภาพคือความเป็นไปของกลุ่มคนที่สนใจธรรมะได้ดี

 จากคุณ : ปลาย [ 10 ต.ค. 2543 / 17:59:20 น. ]
     [ IP Address : 203.146.125.230 ]


 ความคิดเห็นที่ 63 : (ดังตฤณ)

ขอบคุณมากครับคุณปลาย
ผมยังต้องสั่งสมความรู้และประสบการณ์อีกมาก และอีกนานครับ
ถึงจะเขียนได้เพิ่มและกว้างขวางขึ้น

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 10 ต.ค. 2543 / 18:16:18 น. ]
     [ IP Address : 203.155.250.66 ]


 ความคิดเห็นที่ 64 : (กลางชล)

จริง ๆ แล้วบทต้น ๆ นั่นก็ไม่ได้ขนาดเป็นยาเบื่อรวดเร็วอย่างนั้นหรอกนะคะ :-)
โดยส่วนตัวแล้ว ยังรู้สึกว่าตัวโครงเรื่องและวิธีเปิดเรื่องยังน่าติดตามค่ะ
ค่อย ๆ เผยที่มาที่ไปทีละนิด ๆ ให้ชวนอ่านต่ออย่างนี้แหละดีแล้วค่ะ
เพียงแต่รู้สึกหาวหวอด ๆ อ่านเฉื่อย ๆ ไปบ้างก็ตอนที่มีเนื้อหาธรรมะเข้ามาเยอะ ๆ
ซึ่งก็จำไม่ได้แน่ว่าช่วงบทไหนบ้างเท่านั้นเอง แต่ก็ยังค่อย ๆ อ่านไปได้เรื่อย ๆ
เพราะรู้สึกว่ายังมีอะไรรอเฉลยอยู่อีกข้างหลัง (ตามคำโฆษณาบนปกหลัง) :-)
ไม่แน่ใจว่าช่วงไหนนะคะ แต่พอเริ่ม "อิน" แล้วนี่ก็หยิบอ่านเช้าอ่านเย็นเลยค่ะ

อยากให้มีงานประกวดภาพพุทธศาสนาแบบในเรื่องจริง ๆ นะคะ
เป็นอีกวิธีที่คิดว่าเป็นไอเดียที่ดีมาก ๆ เลยในการฉาบธรรมะให้เป็นขนมหวาน
จูงใจสำหรับคนทั่ว ๆ ไป (ถ้าได้เป็นเศรษฐีเงินล้านแบบในเรื่องบ้างล่ะก็.... :-D)

ส่วนหนังสือ ได้ไปซื้อที่เมืองไทยค่ะ ช่วงนั้นเป็นช่วงปิดเทอมพอดี
บังเอิญมีเหตุให้ได้แวะมาลานธรรมเป็นครั้งแรก ๔-๕ วันก่อนกลับบ้าน
และได้ยินเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้เข้า ก็เลยไปตามหามาอ่านบ้างน่ะค่ะ
ดีใจที่ได้มีโอกาสได้อ่านค่ะ ขนเอากลับมาแจกคนรู้จักที่นี่ด้วยส่วนนึง

ถ้าสิ่งที่คุณดังตฤณแอบหวังไว้ในการเขียนหนังสือเล่มนี้คือ
"อยากให้ทุกคนชอบ และหวังไปถึงว่าจะให้ทุกคนได้ที่สุดของเรื่อง
คืออยากมาศึกษาธรรมะ เห็นธรรมะเป็นขนม ไม่ใช่ยาขมเกินกลืน"
ก็รับรองได้ค่ะว่าหนังสือเล่มนี้ประสบผลอย่างที่หวังไปแล้วอย่างน้อยกับหนึ่งคน
และก็เชื่อว่าคงได้จุดประกายการเริ่มต้นอะไรดี ๆ ให้อีกหลายคนแล้วเช่นกันค่ะ :-)

 จากคุณ : กลางชล [ 10 ต.ค. 2543 / 18:41:15 น. ]
     [ IP Address : 209.244.208.188 ]


 ความคิดเห็นที่ 65 : (ดังตฤณ)

มีผู้อ่านท่านหนึ่งชื่อว่า "พัฒน์"
ท่านอาจทำให้งานประกวดที่ผมและคุณกลางชลกลายเป็นจริงในวันหนึ่งก็ได้ครับ
เพราะท่านมีศักยภาพที่เป็นไปได้จริง แถมอ่านบทคุณโภไคยแล้วอินอีกต่างหาก :-)
อาจจะไม่นานปีเกินรอหรอกครับ
แต่วันนี้เท่าที่ทำกันเล่นๆ ก็มีพวกเราจัดประกวดเรื่องสั้น
ลองไปดูเล่นนะครับ ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงแหละ แจกรางวัลที่ 1 ไปเรียบร้อย
http://geocities.com/narupan/contest.html

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 10 ต.ค. 2543 / 19:24:34 น. ]
     [ IP Address : 203.155.250.66 ]


 ความคิดเห็นที่ 66 : (นายโจโจ้)

อ่ะจ๊าก!!!

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 10 ต.ค. 2543 / 21:20:47 น. ]
     [ IP Address : 203.149.35.30 ]


 ความคิดเห็นที่ 67 : (หนู)

เอ๊ะ คุณพัฒน์นี่ใครเหรอคะ อิอิ

เรื่องทางนฤพาน หนูอ่านรอบแรกสนใจเนื้อเรื่องและบทธรรมะแทรกพอๆกัน
อ่านรอบสอง สนใจเนื้อเรื่องน้อยลง สนใจบทธรรมะแทรกมากขึ้น
อ่านรอบสาม (ที่เป็นเล่มแล้ว) สนใจแต่บทธรรมะแทรกเท่านั้น เนื้อเรื่องแทบจะไม่ได้ให้ความสนใจเลย
แต่ไม่ว่าจะอ่านกี่รอบ ทุกรอบจะต้องได้มีการร้องให้ น้ำหูน้ำตาไหลกับฉากเรือนแก้วโทรไปหาพ่อทุกที
ทำไมพี่ถึงเขียนได้บีบคั้นหัวใจคนอ่านได้เก่งขนาดนี้นะ อ่านเมื่อไหร่ เป็นเรียกน้ำตาได้ทุกรอบ (หรือว่าหนูใจอ่อนก็ไม่รู้ อิอิ)

 จากคุณ : หนู [ 11 ต.ค. 2543 / 10:26:22 น. ]
     [ IP Address : 203.147.54.161 ]


 ความคิดเห็นที่ 68 : (ดังตฤณ)

เหรอ ร้องด้วยเหรอ :-)

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 11 ต.ค. 2543 / 10:44:12 น. ]
     [ IP Address : 203.155.243.23 ]


 ความคิดเห็นที่ 69 : (หนู)

อ้าว แล้วคนอื่นเค้าไม่ร้องไห้กับฉากนี้กันเหรอคะ ไม่อยากจะเชื่อ ออกจะซึ้งและบีบคั้นหัวใจขนาดนั้น เรือนแก้วนี่ปากจัดจริงๆเลยค่ะ พูดจาทำร้ายจิตใจกันได้แสบทรวงมาก หัวอกพ่อจะร้าวรานขนาดไหนที่ได้ยินคำพูดอย่างนั้นจากปากลูก นี่หนูแค่นึกถึงบทสนทนานั้น แล้วชักเริ่มจะน้ำตาไหลเชียว (เว่อร์จริงๆเรา อิอิ) หนูว่าหลังจากเรือนแก้วได้เสวยสุขบนสวรรค์ แล้วคงต้องได้ไปลงนรกช่วงนึงต่อ (ไปรับกรรมที่พูดจาทำร้ายจิตใจพ่อตัวเองไง) แต่คงไม่ต้องอยู่นานเท่าไหร่ เพราะมีโอกาสแก้ไขตัวเองและได้รับอโหสิกรรมจากพ่อก่อนตายแล้ว

เอ๊ะ หนูชักจะอินไปใหญ่แล้วเนี่ย นี่ขนาดว่าสนใจอ่านแต่บทธรรมะนะ แต่ว่าฉากนี้มันสะเทือนใจหนูจริงๆน่ะ อิอิ

 จากคุณ : หนู [ 11 ต.ค. 2543 / 11:14:53 น. ]
     [ IP Address : 203.147.54.161 ]


 ความคิดเห็นที่ 70 : (นายสงบ)

ตอนที่มติบรรลุธรรมแล้วแต่งกลอน พอผมได้อ่านกลอนนั้น
ผมน้ำตาไหลร้องไห้โดยไม่ตั้งใจเลยครับ คือว่าซึ้งในกลอนมากๆเลยครับ

เดี๋ยวนี้ถ้าได้เจอธรรมที่ถูกใจไม่ว่าจะเขียนโดยครูอาจารย์หรือครูบาอาจารย์
ท่านใด ถ้าถึงใจแทบจะร้องไห้เลยครับ วันนั้นไปวัดสนามในไปยืนอ่านธรรมของหลวงพ่อเทียนที่บอร์ดก็เป็นครับซึ้งมาก
เอ..หรือว่าผมจะเป็นพวกเจ้าน้ำตาเนี่ย ^-^

ปล.เดี๋ยวบางท่านจะงง คำว่าครูอาจารย์ผมใช้กับอาจารย์ของผมที่เป็นฆารวาส
แต่ครูบาอาจารย์จะใช้กับท่านอาจารย์ที่เป็นพระครับ ก็ครูบาแปลว่าพระนี่ครับ อิ อิ ^-^

 จากคุณ : นายสงบ [ 11 ต.ค. 2543 / 12:00:03 น. ]
     [ IP Address : 203.151.127.152 ]


 ความคิดเห็นที่ 71 : (ดังตฤณ)

มีเพื่อนหนูกับนายสงบเยอะเหมือนกัน
ที่ดีใจก็ตรงบางคนเล่าให้ฟังว่ามึนตึงกับพ่อมาหลายปี
พออ่านบทนั้นแล้วก็กลับไปคุยกันดีๆใหม่
อันนี้ถือว่าเป็นรางวัลที่ถูกใจมาก :-)

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 11 ต.ค. 2543 / 12:41:48 น. ]
     [ IP Address : 203.155.248.161 ]


 ความคิดเห็นที่ 72 : (deedi)

มาขออ่านเวอร์ชั่นใหม่ด้วยอีกคนค่ะคุณดังตฤณ :)
deedi_deedi@email.com

ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ

:)

 จากคุณ : deedi [ 15 ต.ค. 2543 / 15:32:44 น. ]
     [ IP Address : 203.146.214.37 ]


 ความคิดเห็นที่ 73 : (ดังตฤณ)

ตกลงใช้ของเก่าครับคุณ deedi
ของใหม่ส่วนใหญ่เห็นว่าไม่ได้เรื่องนัก

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 15 ต.ค. 2543 / 20:47:10 น. ]
     [ IP Address : 203.155.251.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 74 : (deedi)

อ้าว!  ตกข่าวเสียแล้วดิฉัน :)
ขอบพระคุณค่ะคุณดังตฤณ ที่กรุณาบอกให้ทราบ

:)

 จากคุณ : deedi [ 15 ต.ค. 2543 / 23:25:28 น. ]
     [ IP Address : 203.146.126.122 ]


 ความคิดเห็นที่ 75 : (ไข่เจียว)

     มีอยู่ตอนนึงที่เกาทัณฑ์พูดว่าหากแต่งงานกับแพตรีแล้วคงจะต้องเป็นช้างเท้า
หลัง อันนี้เข้าใจว่าคุณศรันย์คงหมายถึงว่าเป็นผู้ตาม ผมคิดว่าน่าจะผิดพลาด
ตรงความหมายของ " ช้างเท้าหน้า- ช้างเท้าหลัง"  ถ้าจำไม่ผิดว่าเคยดูรายการภา
ษาไทยของหนูจุก กับพี่นาเดีย อธิบายความหมายที่มาของวลีนี้ว่ามาจากการ
จัดกระบวนทัพตามแบบอย่างโบราณที่แม่ทัพจะไป หรือ ทรงไปบนช้าง โดยทัพ
หน้านั้นคือ ช้างเท้าหน้า ส่วนทัพหลวงที่ตามมาข้างหลังนั้นคือ ช้างเท้าหลัง ดังนั้น
น้ำหนักของวลี "ช้างเท้าหน้า- ช้างเท้าหลัง" ความสำคัญจึงอยู่ที่ "ช้างเท้าหลัง"
หรือ ทัพหลวง มากกว่าจะเป็นตามที่เข้าใจใช้กันในปัจจุบันนะครับ อีกอันที่พบใช้
ผิดกันบ่อย คือ "ศรศิลป์ไม่กินกัน" รู้สึกว่าที่มาวลีนี้มาจาก เรื่องรามเกียรติ พระ
ศรีศิลป์ ข้างนึง พระราม พระลักษณ์ข้างนึงมาเจอกัน แผลงศรใส่กันแต่ปรากฎว่า
แผลงใส่กันเท่าไหร่ก็ไม่ต้องเป้าที่แผลงไปสักที เลยเอะใจเข้าไปสอบถามกันถึงได้รู้
ว่ามีสายเลือดร่วมกัน เดี๋ยวนี้ก็เอามาใช้ในความหมายที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงเลย
เหมือนกัน

 จากคุณ : ไข่เจียว [ 21 ต.ค. 2543 / 11:18:47 น. ]
     [ IP Address : 203.149.35.223 ]


 ความคิดเห็นที่ 76 : (ดังตฤณ)

ขอบคุณมากครับคุณจู้ :-)

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 21 ต.ค. 2543 / 13:09:03 น. ]
     [ IP Address : 203.155.250.144 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!