ธรรมะคืออะไร
 เนื้อความ :

ฉันไม่ได้นับถือศาสนาใดแต่เคารพในศาสดาของทุกศาสนา
ฉันเคยอ่านพระธรรมคำสอนฉันเคยอ่านหนังสื่อธรรมะของพระสงฆ์ผู้เจริญแล้วแต่ฉันไม่เข้าใจว่าจริงๆแล้วธรรมะคือสิ่ง
ใด  ฉันรู้จักสภาวะที่ฉันเป็นแต่ไม่รู้จักสิ่งใดนอกกายฉัน
ฉันจึงขอความกรุณาผู้รู้ชี้ทางบอกผู้ไม่รู้ด้วยเถิด

 จากคุณ : โอ๋ [ 17 ต.ค. 2543 / 18:22:26 น. ]
     [ IP Address : 202.183.238.166 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (morning_glory)

ผมไม่ใช่ผู้รู้หรอกนะครับ  แต่เป็นผู้ชอบอ่าน ชอบจำธรรมะที่ผู้รู้
ท่านอื่นๆ กล่าวไว้  ที่ฟังมานั้น "ธรรมะ" มีหลายความหมาย ที่สัมพันธ์
กันได้แก่

ธรรมะ คือ ธรรมชาติ
เช่น ธรรมทั้งหลยในโลก เป็นของไม่เที่ยง แปรปรวน ไม่ควรยึดมั่น

ธรรมะ คือ กฎธรรมชาติ
เช่น สิ่งทั้งหลายย่อมมีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปเป็นธรรมดา
สิ่งใดเกิดแต่เหตุ เมื่อเหตุดับไป ก็ย่อมดับไปเป็นธรรมดา

ธรรมะ คือ คำสอนเกี่ยวกับความเป็นไปในธรรมชาติ
เช่น ความทุกข์คืออะไร  มีเหตุจากอะไร  ความพ้นทุกข์คืออะไร
จะดำเนินไปสู่ความพ้นทุกข์ได้อย่างไร
หรือ เช่นว่า อะไรเป็นทางไปสู่ความเจริญ อะไรเป็นทางไปสู่ความเสื่อม
พระพุทธเจ้า ท่านย่อมสอนธรรมะ อันเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย

ยังไงรอท่านผู้รู้ในลานธรรมมาตอบละกันนะครับ
เท่าที่ผมเคยฟังมาก็เป็นอย่างนี้

 จากคุณ : morning_glory [ 17 ต.ค. 2543 / 18:44:58 น. ]
     [ IP Address : 203.149.35.188 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (พีทีคุง)

เข้ามาฟังผู้รู้ตอบเฉยๆ ครับ

 จากคุณ : พีทีคุง [ 17 ต.ค. 2543 / 18:47:41 น. ]
     [ IP Address : 202.183.182.25 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (รุฬิญา (ruriya@ksc.th.com))

รุฬิญาไม่ใช่ผู้รู้แต่เป็นผู้กำลังเรียนรู้  ความหมายของธรรมะที่เข้าใจง่ายๆและมองเห็นชัดๆคือ คำสั่งสอนของของพระพุทธเจ้า  เป็นคุณากรบ่อเกิดของความดีงามทั้งหลาย  ชีวิตที่ปฏิบัติธรรมนำมาซึ่งความสุข  ย่อมมีความบริสุทธิ์  หมดจด  ความสงบร่มเย็น  และความไม่มืดบอดทางความคิด  ธรรมะเป็นโอสถเพื่อรักษาความทุกข์ทางใจ  และป้องกันความทุกข์ได้  ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งประเสริฐลึกซึ้ง  ต้องปฏิบัติถึงจะเห็นจริง  เป็นปัจจัตตัง  รู้ได้เฉพาะตนค่ะ 

 จากคุณ : รุฬิญา (ruriya@ksc.th.com) [ 17 ต.ค. 2543 / 19:08:52 น. ]
     [ IP Address : 203.155.78.98 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (Vicha)

ฉันรู้จักสภาวะที่ฉันเป็นแต่ไม่รู้จักสิ่งใดนอกกายฉัน สิ่งที่คุณกล่าวนั้นและคือธรรม
ถ้าประกอบด้วยกุศลคือความดีก็เป็นธรรมอันขาว ถ้าประกอบด้วยอกุศลคือความไม่ดีนั้นและธรรมดำ
ถ้าประกอบด้วยปัญญาการปล่อยว่าอัตตา ลอยกิเลส ห่างไกลกิเลสนั้นและคือธรรมอันเป็นนิพพาน
เมื่อรู้จักสภาวะที่ฉันเป็น ว่าเป็นธรรม ถ้าต้องการเจริญในธรรมที่ดี คือธรรมขาว และนิพพาน
ต้องศึกษาว่าทำอย่างไร จึงเกิดธรรมขาว สรุปก็คือ การเป็นคนดี ให้ทาน รักษาศีล ฝึกสมาธิ
ต้องศึกษาทำอย่างไร จึงเกิดธรรมอันเป็นนิพพาน สรุปคือการปฏิบัติสติปฏาน 4 หรือวิปัสสนา
ลองเข้ามาศึกษา โดยใช้สติปัญญาสิ ก็จะเข้าใจและเห็นธรรม แยกแยะธรรมได้อย่างชัดเจน

 จากคุณ : Vicha [ 17 ต.ค. 2543 / 22:09:39 น. ]
     [ IP Address : 203.151.36.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (PD.)

ขอตอบตามความรู้ที่มีอยู่ครับ ว่า ธรรมะ ก็คือสิ่งต่างๆที่มีอยู่ตามธรรมชาตินั่นเอง
แต่อะไรบ้างที่มีอยู่ตามธรรมชาติ คนส่วนใหญ่มักมองไปรอบๆตัว แล้วเห็นว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเองเป็นธรรมชาติเป็นป่าเขาลำเนาไพรต่างๆ ดวงดาวดวงอาทิตย์ เป็นต้น แต่จริงแล้วสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นเช่นรถ บ้าน ตึก ล้วนเต่เป็นธรรมชาติทั้งสิ้น แม้กระทั่งสิ่งที่อยู่ในกายเราเอง ร่างกาย อารมณ์ เวทนา ความสุขความทุกข์ ความคิดต่างๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นธรรมชาติ ดังนั้นศาสนาพุทธจึงสอนให้เรียนรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติ ยึดไม่ได้ ใครยึดก็เป็นทุกข์ ท่านสอนให้ละวางสิ่งเหล่านี้ ใช้ปรโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ได้ แต่ไม่ให้ยึดถือเป็นตัวตนไม่ใช่ของใครทั้งนั้น มันเป็นของมันอย่างนั้นเอง ทุกสิ่งทุกข์อย่างมีเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับทั้งสิ้น ไม่เที่ยงแท้แน่นอน แม้แต่สังขารของตนเอง  ท่านจึงให้เรียนรู้ธรรมชาติในร่างกายของตนเองเรียนรู้ กาย ใจ ของตนเอง การเรียนรู้กายใจก็จะมีวิธีการเรียนรู้  ขอตอบพอสังเขปครับผิดถูกประการใดขออภัยด้วยครับ

 จากคุณ : PD. [ 18 ต.ค. 2543 / 08:42:32 น. ]
     [ IP Address : 203.150.27.134 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (นายสงบ)

อิ อิ ที่จริงคุณ glory ผู้รู้ที่ถ่อมตนกล่าวไว้ถูกแล้วครับ
พอดีวันนี้อารมณ์ศิลป์ เลยแต่งกลอนมาฝากครับ อิ อิ

ธรรมะแท้คือ สิ่งใด ใคร่ค้นหา
มีที่มา หรือที่ไป เป็นอย่างไหน
  คอยเฝ้าหาคำตอบ อยู่หนใด
ธรรมอะไร ไม่เห็นเจอ หงุดหงิดจริง
  จนผู้รู้มาบอก ถึงทุกสิ่ง
ถึงความจริง ธรรมแท้ใช่อยู่ไหน
  ธรรมสัจจ์แท้ เห็นได้ที่ข้างใน
เห็นกายใจย่อมเห็นธรรม อย่างแท้จริง
.
มีสติ ระลึกรู้ ในทุกสิ่ง
ได้เห็นจริง ความไม่เที่ยง ที่ค้นหา
  เห็นความดับ ของทุกสิ่ง ที่เกิดมา
ไม่มีค่า มิมีตัว แค่หลอกเรา
  อิ อิแต่งได้เท่านี้แหล่ะครับ ปัญญายังด้อยอยู่ครับ

 จากคุณ : นายสงบ [ 18 ต.ค. 2543 / 11:02:05 น. ]
     [ IP Address : 203.151.127.171 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (หนู)

โห แต่งได้แค่นี้ก็เก่งแล้วนะคะ ไม่ได้แกล้งยอนะ ชมจริงๆ : )

 จากคุณ : หนู [ 18 ต.ค. 2543 / 15:17:43 น. ]
     [ IP Address : 203.147.52.66 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (tchurit)

ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่"ธรรม"
กุศลก็เป็น ธรรม
อกุศลก็เป็น ธรรม
ไม่มีอะไร หรือสิ่งใดๆที่ไม่ใช่ ธรรม
เพราะ ธรรม คือทุกสรรพสิ่ง
: )

 จากคุณ : tchurit [ 18 ต.ค. 2543 / 15:53:29 น. ]
     [ IP Address : 203.157.42.217 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (ประสงค์ มีนบุรี)

>ฉันรู้จักสภาวะที่ฉันเป็นแต่ไม่รู้จักสิ่งใดนอกกายฉัน

ถ้ารู้จัก  "ฉัน"  จริง ๆ
ก็รู้จักธรรม

ถ้าไม่รู้จัก  "ฉัน" จริง ๆ
ก็ไม่รู้จักธรรม

ขอถามว่า "ฉัน" ที่คุณรู้จักคืออะไรครับ 

 จากคุณ : ประสงค์ มีนบุรี [ 18 ต.ค. 2543 / 16:00:30 น. ]
     [ IP Address : 203.147.53.152 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (thesky)

อาจจะต้องหาหนังสืออ่านเพิ่มนะคะ 
อาจจะเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับสัจจธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ
เช่น ไตรลักษณ์,  อริยสัจ4  เป็นต้น  เพื่อคุณจะได้เข้าใจความเป็น
"ฉัน" ที่คุณคิดว่าคุณเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น  จริงๆ แล้วหลักธรรมของ
พระพุทธองค์นั้นง่ายมาก  เป็นธรรมง่ายๆ ใกล้ๆ ตัว 
ควรจะศึกษาด้วยตัวเองก่อน ทดลองอ่านเองก่อน
เพราะการอ่านเองจะทำให้เราคิดตามอย่างมีสมาธิ  ทีละตัวอักษร
ทีละความหมาย  ถ้าไม่เข้าใจค่อยมาตั้งกระทู้ถามอีกครั้งนะคะ
ทุกๆ คนที่นี่ยินดีช่วย และชี้แนะเสมอค่ะ

 จากคุณ : thesky [ 18 ต.ค. 2543 / 17:07:44 น. ]
     [ IP Address : 203.149.35.109 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม...........)

ธรรมะคือ  ไม่มีชื่อ
เป็นแค่ประสาทรับรู้ของเรานึกคิดไปถึงได้
แต่ด้วยเพราะคนเรา มีความเห็นแก่ตัวมาก
ก็เลยพยายาม ให้เป็นอะไรสักอย่าง
ตามที่ใจ กิเลสอยากให้เป็น

ลองคิดอย่างนี้สิครับ
ลองพยายามคิดว่า จะต้องไม่ให้มันเป็นอะไร ก็ตาม
มันเข้าใจยากครับ
แต่หวังว่า คุณลองนึกคิดไปแล้วจะเข้าใจนะครับ
รู้ได้เฉพาะตน เท่านั้น
ผมช่วยให้คำตอบที่ดีที่สุดไม่ได้
............

 จากคุณ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม........... [ 18 ต.ค. 2543 / 19:53:25 น. ]
     [ IP Address : 202.183.238.240 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (เอก)


ธรรมะ นั้น หมายถึง สภาพความเป็นจริงที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ ไม่มีการผิดแปลกผันแปรแต่อย่างไร
การรู้ ธรรม ก็คือเป็นการเข้าไปรู้ความเป็นจริงที่มีอยู่แล้ว นั่นแหละรู้แจ้ง คือรู้ความเป็นจริงและความเป็นไปทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
ทั้งที่เกิดแล้ว กำลังเกิดและที่จะเกิดต่อไปหลายๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆภพ ชาติ ตั้งแต่เรื่องของ จิต แล้วมาเกิดเป็นกาย เป็นอะไรต่อมิอะไร บ้าๆบอๆแล้วมาสร้างกรรมดีกรรมชั่วแข่งกัน
กลัวไม่ได้หน้าบ้าง กลัวไม่เด่นดังบ้าง แข่งกันรู้ทั้งที่ไม่รู้ แข่งกันทำบาปแข่งกันกิน ต่างๆนานา อะไรพวกเนี่ยแหละ คนรู้แล้วก็เกิดปัญญา มันจะเบื่อหน่ายไปเองสุดท้ายก็วางเฉย
เฉยที่นี้ไม่ใช่ละเลย อย่าโง่ไปคิดแบบนั้น เฉยที่นี้คือ เฉยอย่างมีปัญญาไม่ใช่เฉยเมย อย่าพยายามน้อมจิตสู่ที่ต่ำ ให้รักษาระดับเอาไว้

 จากคุณ : เอก [ 19 ต.ค. 2543 / 23:16:22 น. ]
     [ IP Address : 203.147.52.234 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!