ความก้าวหน้าในการนั่งสมาธิ
 เนื้อความ :

ขอรายงานความคืบหน้าพร้อมคำแนะนำ

เริ่มตั้งแต่เมื่อวาน (พฤหัส) ที่มีความรู้สึกว่าการนั่งสมาธิเปลี่ยน หรือขยับไปอีกรูปหนึ่ง กล่าวคือจิตนิ่งเงียบ ลมหายใจนิ่งมากๆจับได้ว่ารินๆ ตั่วนิ่งตรง(ปกติสักพักจะเอียงบ้าง) และรู้สึกสบายใจ

ครั้งแรกกลัวว่าเป็นอุปาทาน รอนั่งอีกครั้งคือเข้ามืดวันศุกร์ ถึงได้มั่นใจ เพราะประสบการณ์ซ้ำกันและดูจะนานดีมากๆด้วย

สิ่งที่ผมอยากจะบรรยายเกี่ยวกับประสบการณ์เพื่อมีใครคิดจะนั่งสมาธิแล้วอยากทราบ เหมือนกับผมเที่ยวความหาเมื่อเดือนก่อน พอสรุปได้ดังนี้

1 เตรียมตัวเตรียมใจสำคัญที่สุด ถ้าดีสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ประมาณได้กับมีความมั่นใจ ขอสั้นๆว่า ยึดพระรัตนไตรเป็นสรณะ มีศีล เลือกหาสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวย
2 รู้อย่าให้มาก รู้เพียงเพื่อควรรู้
3 ใช้เวลาให้มากต่อวัน 3-4 ชั่วโมง และมีความเพียรสม่ำเสมอ จำเป็นในระยะเริ่มแรก
4 อย่าติดอภินิหาร แสง สี เสียง หรือว่านิมิตไม่ต้องคิด
5 ถ้ามีผู้คอยแนะนำเป็นการดีมาก
6 เตรียมตัวสำหรับขั้นตอนต่อไปที่จะมาถึง ตอนนี้ต้องเริ่มรู้ตามข้อสองให้มากขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป

สิ่งที่ผมพบคือ
ข้อ 1 ผมไม่สู้มีปัญหาแม้ก่อนที่จะคิดนั่ง เพราะอาชีพการงาน และวัย ไม่ค่อยเสี่ยงกับการผิดศีล ที่อยากตั้งข้อสังเกตคือ ช่วงระยะเวลาจากปีใหม่ (เริ่มนั่ง) เป็นช่วงที่ผมปลอดจากงานประจำมาก จึงสามารถใช้เวลาได้สะดวก

ข้อ 2 ตัวนี้เป็นตัวสร้างปัญหา เพราะโดยนิสัยเป็นคนชอบอ่าน และได้อ่านเรื่องอย่างนี้มานานมาก กอรปกับการงานเป็นสายวิทยาศาสตร์ วิชาการ จึงติดประเภท "อ้างอิง" สรุปว่ารู้มาก ขี้สงสัย จุดนี้เป็นอุปสรรคมาก ขอแนะนำว่าถ้าอยากนั่งให้สำเร็จโดยเร็วไวให้ "เผาตำรา" (แล้วค่อยซื้อใหม่ แต่จะซื้อไปทำไม เพราะพอประสบเองตัวตำราก็หมดความหมาย)

ข้อ 3 หลังจากที่นั่งวันละ 4 ช่วง คือ เช้ามืด เที่ยง เย็น ก่อนนอน (เฉลี่ย 30-60 นาที/ครั้ง) พบว่าช่วงที่ดีที่สุดคือ เช้ามืด ตี 5 และให้นั่งเป็นสองระยะคราวละ 40-50 นาที พักครึ่งดดยการดื่มน้ำชาร้อน ที่ทำอย่างนี้เพราะว่า จิตจะเริ่มนิ่งประมาณเกือบชั่วโมง การนั่งครั้งแรกอาจไม่พอแต่เริ่มนั่งต่อครั้งที่สองได้ 2-3 นาที เข้าสมาธิเลย แล้วเราก็นั่งยาว
       ประการที่สองมีปัญหาเรื่องทางเดินหายใจ ช่วงเช้ามืดอากาศเย็น กำลังได้ที่จะจาม แล้วทำให้เสียเวลา
       ตอนเที่ยงคิดว่าจะตัดทิ้งเพราะไม่ค่อยได้ผล จิตสงบยาก ใจก็เต้นรัว ความกังวลมีมาก
       ตอนเย็น และก่อนเข้านอน เป็นช่วงที่ดี แต่ตอนเย็นโอกาสที่จะติดนัดมีมาก

ข้อ 4 โดยปกติเป็นคนไม่ชอบเรื่องอภินิหาร ประมาณว่าไม่เชื่อแต่ก็ไม่ปฏิเสธใคร เชื่อว่าต่างคนต่างนั่ง คงจะพบนิมิตอะไรต่างกัน สำหรับผมบอกได้คำเดียวว่าไม่เจอแสง สี เสียงประหลาด เข้าใจว่าเมื่อไม่เชื่อมันก็คงไม่มารบกวน เชื่ออยู่อย่างเดียวคือไตรลักษณ์ แล้วเชื่อมานานตั้งแต่เด็ก

ข้อ 5 และ 6 เป็นคนที่เสียโอกาสในจุดนี้เพราะอยู่ห่าง "กัลยาณมิตร" ประกอบกับขี้เกรงใจคน โชคดีที่ยุคไฮเทคช่วยแก้ข้อด้อยตรงนี้ได้ดี และการที่จะทำต่อไปก็อาศัยสอบเอาจากผู้รู้ในลานธรรมเป็นสำคัญ สำหรับตัวเองให้ตอบเรื่องธรรมะกับใครคงไม่ได้ เพราะเป็นคนที่มองธรรมะไม่ใช่เป็นเรื่องลึกซึ้ง ทุกวันยอมรับว่าใช้ธรรมะ แต่ใช้แบบคนโบราณก็คือ ก. ข. ก. กา ทำให้ชีวิตมีสุขตามอัตภาพ ดำรงตนโดยไม่ประมาท สนุกสนาน และไม่เป็นคนซับซ้อน สับสน เพราะไม่เก่งคณิตศาสตร์

ขอโทษที่ยาว และนี้เป้น contribution หวังว่าได้รับคำชี้แนะเกี่ยวกับการนั่งสมาธิในลำดับต่อไป

 จากคุณ : บก [ 2 ก.พ. 2544 / 09:11:26 น. ]
     [ IP Address : 202.28.71.175 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ดังตฤณ)

ติดตามอนุโมทนาครับ
^____^

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 2 ก.พ. 2544 / 09:17:51 น. ]
     [ IP Address : 203.155.223.173 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (tchurit)

ขอแสดงความยินดีกับคุณบกด้วยครับ
กับการผจญภัยเข้าไปในจิตใจของตัวเอง
ผมคงไม่มีคำแนะนำอะไรมากครับ
เพราะ   ทิฏฐิบางประการ คือ
๑.เราจะเป็นผู้ที่รู้จักจิตของตัวเราเองได้ดีที่สุด
และเราต้องเป็นผู้ที่ฝึกเดินและหาวิธีที่เหมาะกับเราเอง
๒.วิธีที่เข้าถึงธรรมแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันไป
คำแนะนำแบบกำหนดตายตัวแบบ cook - book อาจกลายเป็นข้อจำกัดสำหรับบางคนไปได้
จากที่คุณบกเล่าประสบการณ์ของคุณบกมาให้ทราบ
ก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการ ทดลองหาแนวทาง
ใช้ความคิดเห็นจากกัลยาณมิตรมาประยุคให้เหมาะกับตัวเองได้ด

เคยมีพระที่ผมเคารพรูปหนึ่ง สอนเชิงเปรียบเทียบให้ฟังว่า
การที่ทารกคนหนึ่งจะหัดตั้งไข่ คาน เดิน วิ่ง เด็กคนนั้นจะต้องฝึกด้วยตัวเขาเอง
แม้บางครั้งจะต้องหกล้ม และ เจ็บบ้าง
ครูบาอาจารย์ ท่านจะคอยดูอยู่ห่างๆ
เช่น หากเด็กไปคลานอยู่บริเวณหน้าผา ซึ่งหากพลาดอาจตกลงไปตายได้
ท่านก็อาจจะไปจูงกลับมาให้หัดคลานในที่ๆปลอดภัย

คำสอนนี้เหมาะกับคนจริตแบบผมนะ
แล้วผมว่านะจะเหมาะกับจริตแบบคุณบกด้วยซิ

ผมว่าคุณบกคลาดในที่ปลอดภัยดีนะ
นอกจากนั้นยังมีพัฒนาการเรียนรู้ได้เร็วด้วยสิ อาจกำลังเตรียมเดิน เตรียมวิ่งก็ได้นะครับ
เห็นด้วยกับคำแนะนำทั้ง ๖ ข้อของคุณบกครับยกเว้นข้อ ๓
เวลาที่เหมาะกับแต่ละคนอาจมากน้อยแตกต่างกันได้ครับ

คนที่อยู่ในถ้ำมืดแล้วกำลังหาทางออก
เมื่อเริ่มเห็นแสงจากที่ใกล้ๆ อาจทำให้เกิดแรงที่จะเดินไปให้ถึงทางออกเร็วๆ
เมื่อถึงทางออกแล้ว เห็นอะไรมากๆอาจมีความคิดอะไรเพิ่มมาได้อีกครับ
แต่อย่าลืมนะครับว่าบางที
สิ่งที่ดีที่สุดอาจไม่ได้อยู่ที่ไปถึงทางออก
แต่อาจอยู่ที่การเดินในปัจจุบัน ขณะนี้ต่างหากครับ

 จากคุณ : tchurit [ 2 ก.พ. 2544 / 09:46:23 น. ]
     [ IP Address : 203.157.42.217 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (พีทีคุง)

อนุโมทนาครับ

ตรงปรับสภาพจิตใจเตรียมตัวเตรียมใจ ก่อน นี่สำคัญทีเดียวครับ
แถมคุณบกนี่จับหลัก "อย่าติดอภินิหาร แสง สี เสียง หรือว่านิมิตไม่ต้องคิด"
ด้วยแล้ว หายห่วง สัมมาทิฏฐิ เป็นตัวประธาน พาไปให้เห็นสภาพจิตใจต่างๆเอง

อนุโมทนา ๆ ครับ

 จากคุณ : พีทีคุง [ 2 ก.พ. 2544 / 09:46:56 น. ]
     [ IP Address : 202.183.182.75 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (พีทีคุง)

สองจุดติด คือ จิตขาดคุณภาพรู้เพราะโมหะแทรก
กับ จิตไปสร้างคุณภาพรู้ผิดมนุษย์มนา

ท่านว่าไว้ว่า จิตที่วางตัวมันเอง คือ จิตมนุษย์ธรรมดาๆ
จิตที่ยังโง่ ยังติดสภาพที่มันไปติดอยู่ มันผิดธรรมดาๆ
รู้ตัวในสิ่งที่ถูกรู้ด้วยความเป็นกลางต่อไปครับ

 จากคุณ : พีทีคุง [ 2 ก.พ. 2544 / 09:56:42 น. ]
     [ IP Address : 202.183.182.75 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (บก)

ขอบคุณครับสำหรับคำตอบ เสริมแนะทั้งหลาย

สำหรับคุณ tchurit...
ขอบอกตรงๆว่าเมื่อตอนเริ่ม สงสัยข้อว่าเมื่อไร? และเท่าไร? มาก กล่าวคือเมื่อไร? นั้น อยากทราบว่าช่วงเวลาไหนดีที่สุด ส่วนเท่าไร? นี้อยากรู้มาก และคิดว่าคนเพิ่งเริ่มใหม่แบบใจร้อนต้องการอยากทราบทุกคน ผมค้นหลายเล่มในที่สุดเจอเป็นหลักฐานคือจากธรรมเทศนาของหลวงพ่อพุธที่ว่า ถ้าเป็นไปได้ วันละ 3-4 ชั่วโมงจะดีที่สุด ผมก็เลยยึดนำมาปฏิบัติ

สำหรับคุณพีทีคุง...
พออ่านแล้วคิดได้ว่าในจำนวนอกุศลทั้งสาม ผมคิดว่าผมมีโมหะมากที่สุด ที่รองลงไปเห็นจะเป็นโทสะ กับโลภะ เห็นจะต้องระวังตัวให้มาก

ขอต่อจากสิ่งที่ได้...
คือแปลกตรงที่ว่าผมเลิกใช้พุทโธ เมื่อไหรก็ไม่ทราบ ทั้งๆที่แต่ก่อนต้องบริกรรมตามลม ในระยะหลังนี้ผมไม่ได้ใช้การบริกรรมแล้ว แต่เวลาเดินเหินไปไหนมักจะใช้เรื่อยๆ จนติด คิดว่าช่วยไม่ให้วอกแวกดีทีเดียว ยกเว้นตอนทีอารมณ์เพลินสุดๆ มักจะลืม

มีหลายเรื่องที่อยากถามมาก แต่กลัวโดนว่าขี้สงสัย...
ผมใช้อานาปาฯ 16 ขั้นตอน มีข้อสงสัยที่ขบไม่แตกคือ
เมื่อผ่านกายานุปัสนา 4 ขั้น จบลงตรงรำงับกายสังขาร ก็ขึ้นเวทนานุปัสนา ที่เริ่มด้วยรู้และละปิติ ตามด้วยรู้และละสุข

ผมสงสัยตรงว่าไอ้ช่วงปิติมันหลุดหายไปไหนในการนั่ง เพราะมันไม่เจอ คือว่ามันเร็วจนคิดว่าเข้าไป"นิ่ง" เสียแล้ว

จุดนี้ผมตีความไม่แตก เพราะคาดว่าต้องมาเป็นลำดับขั้น ในหนังสือหลวงพ่อพุทธบอกว่า ถ้ารวดเดียว "นิ่ง" แสดงว่าขาดประสบการณ์ต้องพยายามนั่งทวนให้เกิดครบองค์

อยากถามว่าผมควรปฏิบัติอย่างไร หรือว่าหลงจุดไหน ช่วยชี้แนะด้วยครับ

 จากคุณ : บก [ 2 ก.พ. 2544 / 12:21:26 น. ]
     [ IP Address : 202.28.71.175 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (tchurit)

ผมก็เคยผ่านระยะนี้มาก่อน
ช้างก็มาฉุดความอยากรู้ของคุณบกไม่อยู่ครับ ?
หนังสือ ถ้า อยากอ่านก็อ่านเข้าไปครับ จะอ่านได้เร็วด้วย
ปฏิบัติ อยากปฏิบัติเวลาไหนที่เหมาะกับคุณบกก็ปฏิบัติไปเถอะครับ
อยากลองแบบไหนก็เต็มที่ครับ
จะเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ของคุณบกเอง

ผมอาจจะโชคดีที่เจอจุดนี้ตอนบวชทำให้มีเวลาว่างมากๆ
มีหน้าที่เดียวคือดูตัวเอง  ไม่ต้องทำงานทางโลก
เลยผ่านระยะนี้ไปได้ไวหน่อย
ทำไปเถอะครับคุณบก
อยากจะทำอะไรก็เต็มที่ครับ
อยากถามก็ถาม
อยากปฏิบัติก็ปฏิบัติ
อยากอ่านก็อ่าน
ถ้าดูกราฟของพัฒนาการเรียนรู้ต่างๆที่เป็นรูปตัว S
ผมคิดว่าช่วงนี้ของคุณบกจะเป็นช่วงที่ slope ของการปฏิบัติจะพุ่งเร็ว
เพราะมี ฉันทะ ที่อยากจะรู้แรงมาก
ก็ขอให้ใช้ช่วงนาทีทองนี้หาคำตอบของจิตคุณบกเองให้เต็มที่ครับ
: )

 จากคุณ : tchurit [ 2 ก.พ. 2544 / 13:32:06 น. ]
     [ IP Address : 203.157.42.217 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (ดังตฤณ)

ลองยกข้อความของหลวงพ่อพุธเกี่ยวกับจุดนี้มาทั้งหมดได้ไหมครับคุณบก

ตอนนี้ผมไม่รู้สึกว่าคุณบกขี้สงสัย
แต่รู้สึกว่าคุณบกพะวงกับผลละเอียดเกินไปครับ
จะเอาแบบเป๊ะๆตามเส้นทางที่เป็นสูตรสำเร็จ
ตรงนี้จะกลายเป็นกรอบ หรือเพดานจำกัด มากกว่าจะทำให้จิตพัฒนาขึ้นเต็มศักยภาพนะครับ
ถ้าเราสร้างเหตุไว้ถูก มุ่งเอาความตั้งมั่นเป็นกลาง นิ่มนวล ควรแก่งานเห็นไตรลักษณ์ในกายใจ
องค์อื่นๆทั้งหลายนั้นเป็นเรื่องรองทั้งสิ้น
โดยเฉพาะปีตินั้น ถ้ารู้สึกอิ่มเอิบเป็นสุขกับความนิ่งจ่ออารมณ์
ก็ถือว่าใช้ได้ ไม่น่าใช้เป็นเกณฑ์ว่าจะต่ออย่างไร ถึงขั้นไหนแล้ว

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 2 ก.พ. 2544 / 13:35:00 น. ]
     [ IP Address : 203.155.219.190 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (บก)

สำหรับคุณดังตฤณ...

"กายคตานุสติมาเป็นเครื่องรู้ของจิต มาเป็นเครื่องระลึกของสติ กรรมฐานทั้งสองอย่างนี้ จะเป็นอุบายนำจิตของท่านให้ดำเนินเข้าไปสู่อัปปนาสมาธิหรือถึงขั้นสมถกรรมฐาน แต่บางท่านอาจมีลักษณะเป็นอย่างนี้ ในเมื่อบริกรรมภาวนาพุทโธๆๆ เป็นต้น เมื่อมีอาการเคลิ้มๆลงไปแล้ว จิตก็เริ่มสงบวูบๆลงไป แล้วก็ไปนิ่งสว่าง เรียกว่าจิตวิ่งเข้าสู่อัปปนาสมาธิเร็วเกินไป ถึงขนาดที่เราไม่สามารถที่จะกำหนดรู้ปีติและความสุขได้ จิตที่วิ่งเข้าไปสู่อัปปนาสมาธิเร็วเกินไป มันก็ไปนิ่งว่างอยู่เฉยๆ
    อันนี้ต้องพยายามบ่อยๆจนกว่าเราสามารถกำหนด เริ่มต้นตั้งแต่ วิตก วิจาร ป๊ติ สุข เอกัคคตา ฝึกหัดจิตให้ดำเนินตามวิถีแห่งองค์ฌานทั้ง 5 จนชำนิชำนาญ..."

คัดจากหนังสือธรรมปฏิบัติ และตอบปัญหาการปฏิบัติธรรม ของพระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) หน้า 87

สำหรับคุณtchurit...
เมื่อไหรจะถึงขาลงก็ไม่รู้ คิดทีใดก็ให้นึกถึงคำเตือนของคุณจอมราชันย์

 จากคุณ : บก [ 2 ก.พ. 2544 / 14:30:45 น. ]
     [ IP Address : 202.28.71.175 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (tchurit)

อย่าพึ่งคิดถึงขาลงเลยครับ
กราฟตัว S ของผม
ขอบบนของตัว S ก็เป็น slope ขึ้นนะครับแต่อาจจะต่ำหน่อยครับ
คนเราเป็นปัจจัยตัวหนึ่งครับหากไม่ประมาท ก็เจริญขึ้นไม่มีเสื่อมลงหรอกครับ
ตอนนี้ที่พูดไว้ตอนนี้หรือในความคิดเห็นที่ ๒ คือปัจจุบันครับ
ถ้าจะคิดล่วงหน้าจริงๆผมอยากให้คุณบกไปขาบนของ slope ช่วงชันเสียก่อน
แล้วค่อยไปดูความคิดของคุณบกช่วงนั้นใหม่ครับ
: )

 จากคุณ : tchurit [ 2 ก.พ. 2544 / 14:51:12 น. ]
     [ IP Address : 203.157.42.52 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (บก)

ขอต่อเรื่องสิ่งที่ได้รับจากการนั่งสมาธิ กลัวเดี๋ยวลืมเพราะเป็นคนขี้ลืม (เท่านี้ก็น่าจะเดาวัยผมได้แล้วนะ)

สาเหตุอย่างหนึ่งที่อยากบันทึกคือเมื่อตอนเริ่มนั่งแล้วค้นหาเกล็ดบางอย่าง แทบอยากร้องไห้ เพราะมีแต่ความสั้น ห้วน ว่า"ปฏิบัติดูเอง" ทำให้ผมตั้งปณิธานว่าถ้าผมเจออะไรจะพยายามเขียนทิ้งไว้ เพื่อวันหน้ามีคนสงสัยเหมือนกันจะพอได้แกะต่อ

ผมได้หลักจากที่นี้ และเกล็ดหลายอย่างจากที่นี้เช่นกัน ที่สำคัญคือช่วยให้ผมตัดสินใจได้ดีขึ้น อย่างที่คุณ chaiynat@thaimail.com แนะนำเรื่องพุทโธเป็นต้น และมีอีกเยอะแยะ จารนัยไม่หมด

ที่พยายามเขียนเป็นความรู้สึก และการสรุปของผมเอง ไม่มีการค้นคว้าอ้างอิง บันทึกแบบลูกทุ่ง เขียนสดโดยไม่ทวนเพราะฉะนั้น อย่าไปเอานิยมนิยายมาก เป็นว่าอ่านเล่น และขอข้อเสริม เสนอแนะ ท้วงติง (ต้องการมาก)

ที่พบ...
ความสัมพันธ์ของกาย (วิทยาศาสตร์) และจิต (ธรรมะ) ระหว่างนั่งสมาธิปรากฎอย่างชัดเจน ข้อนี้อยากให้ผู้ที่สนใจที่เรียนเกี่ยวกับแพทย์ทำการวิจัย
ผมพบว่าลมหายใจมันสอดคล้องกับระดับสมาธิ คือหายใจหยาบจะลึก ดัง มั่ว และมาจากช่วงท้อง อันนี้คงเป็นประโยชน์เฉพาะการดำรงชีพปกติ

ลมหายใจละเอียดระดับปานกลาง คือหลังจากเริ่มเข้าที่เข้าทาง เริ่มมีจังหวะจะโคน สม่ำเสมอ ไม่กระชั่นและมั่ว จะหายใจในความลึกระดับทรวงอก

ลมหายใจระดับละเอียด (ตรงนี้ผมว่าซอยได้อีกสักสองสามชั้น) จะรวยรินตั้งแต่ยอดอก คอ และปริ่มจมูก (ถ้าจัดชั้นก็ตามตำแหน่งนี้)

พอได้เรื่อง "นิ่ง" (ผมไม่ขอใช้คำว่าสมาธิทั้งสามขั้นเพราะยังไม่มั่นใจ เพิ่งมีประสบการณ์เท่านั้น ฉาบฉวยมาก แต่รู้สึกได้ว่าแตกต่างจากสามข้อแรก) บอกไม่ถูกว่ามากจากไหน เอาว่าปลายจมูก สาเหตุที่ไม่อยากจับดูลม เพราะตอนนั้นไม่สนใจแล้ว แต่ด้วยความอยากรู้เพื่อมาเล่าชาวบ้านก็มีใจอยากลองจับ แต่เชื่อว่าหลุดออกจาก "นิ่ง" แน่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่ต้องการ เพราะกว่าจะได้ ก็ลงทุนลงแรงไปมาก ต้องขอเวลาสักหน่อย จะลองดูว่ามันกระเพื่อมอย่างไร แต่สิ่งที่ผมสรุปความแตกต่างระหว่าง ลมหายใจช่วงนี้ กับช่วงสุดท้าย (ละเอียด) คือช่วงนี้เทียบแบบกระดาษทรายเบอร์ละเอียด หรือทรายชายหาดยิบๆเลย บอกได้อย่างเดียวว่าละเอียดมาก ถึงแม้ว่าจะมาจ่กบริเวณใกล้ไกันคือช่วงบนของทรวงอก

ทั้งหมดที่เขียนเพียงเพื่ออยากบันทึกไว้ อย่าคิดเป็นอื่น ถ้าผิดก็ขอโทษด้วย
ยังไม่ถึงเรื่องความสัมพันธ์เลย จะต่อขอลำดับความก่อน

 จากคุณ : บก [ 2 ก.พ. 2544 / 16:23:28 น. ]
     [ IP Address : 202.28.71.175 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (tchurit)

ได้ point จากคุณบกเหมือนกันว่าน่าจะฝึกไล่ฌานของรูปฌานให้คล่อง
ส่วนใหญ่ช่วงหลังผมนั่งแล้วลงอุเบกขาเลย ไม่ได้สนอาการของปิติ และ สุขจากการภาวนานักครับ

 จากคุณ : tchurit [ 2 ก.พ. 2544 / 16:28:32 น. ]
     [ IP Address : 203.157.42.52 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (ดังตฤณ)

เข้าใจแล้วครับคุณบก
ถ้าหากคุณบกจะเอาตามแนวทางนี้
ก็นับว่าเป็นปฏิปทาที่สบายดี

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าที่เราเข้ารู้ปีติสุขอันเป็นองค์สมาธินั้นมีเหตุสองประการ
1) เพื่อที่จะคลายความติดในระดับสมาธิหนึ่งๆ เพื่อเลื่อนสู่ระดับสมาธิที่สูงขึ้น
ถ้าอ่านไม่ออกว่ากำลังมีองค์ประกอบสมาธิข้อใดอยู่
ก็ย่อมไม่เกิดการละ เพื่อความประณีตยิ่งๆขึ้น
2) เพื่อให้จิตเกิดปัญญาเห็นว่าปีติสุขเป็นเพียงสภาวธรรมหนึ่ง
อาศัยปัจจัยปรุงประกอบเป็นตัวทำให้ตั้งอยู่ เช่นวิตก วิจาร (ตั้งใจนึก มีจิตแนบอารมณ์)
และอาศัยลักษณะสามัญคือ "ทุกขัง" ประจำตัวของมันเองเป็นตัวทำให้ดับไป

ลักษณะที่หลวงพ่อพุธสอนไว้ตามคุณบกยกมานี้
ท่านกล่าวเป็นหลักแก่การทำสมถะ การทำฌานให้บังเกิดขึ้นอย่างเข้าอกเข้าใจ
โดยเฉพาะท่านหมายเอาผู้เข้าฌานแบบไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว
(ไม่ใช่หาง่ายๆนะครับ หากคุณบกเข้าข่ายก็ขอแสดงความยินดีด้วยเป็นอย่างมาก)
ซึ่งถ้าเข้าไปติดอยู่ในสภาพนิ่งแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวแล้ว
ที่จะพัฒนาให้ฌานประณีตขึ้นก็ไม่อาจเป็นได้
(เพราะไม่อยู่ในการควบคุม แบบที่เขาเรียกมาเองไปเอง ไม่ใช่สั่งได้)
อย่าต้องกล่าวถึงพัฒนา "รู้" ให้เข้าข่ายวิปัสสนา
เห็นแม้องค์ฌานตามจริงว่าสักแต่เป็นสภาวธรรมอันไม่ควรยึดถือ

สรุปง่ายที่สุดก็คือหลวงพ่อพุธแนะว่าทำสมาธิ ทำฌานให้เกิดนั้น
ขาด "ตัวรู้" ไม่ได้ และท่านก็จาระไนไว้เป็นองค์ๆ
ว่าเราไม่รู้องค์ไหน ก็ต้องทำความรู้จักองค์นั้น
นับเริ่มแต่วิตก (นึกถึงลมหายใจ เห็นอาการที่จิตยกเอาลมหายใจเป็นอารมณ์)
วิจาร (ลักษณะที่จิตนิ่งแนบเป็นหนึ่งเข้ากับอารมณ์ เสมอกับอารมณ์
ไม่เอียงไปด้วยความเพ่ง ไม่เอียงไปด้วยความเผลอ
ไม่มีความอยากสงบ ไม่มีความทุกข์เพราะอึดอัดกระสับกระส่าย)

สององค์แรกนี้ถ้าหากกำหนดรู้ได้อย่างชัดเจน
ก็จะเหมือนกับคนเล่นกีฬาชำนาญ เข้าสนามปุ๊บจะรู้ทันทีว่าต้องขยับร่างกายอย่างไร
เมื่อชำนาญมากพอก็จะรักษาไว้ได้นาน
เมื่อรักษาไว้ได้นานก็จะเกิดความระงับกายระงับจิต นิ่งตรงทรงตัวอยู่ได้ในดุลดี
คือกายไม่กวัดแกว่ง จิตไม่สัดส่ายไปไหนๆ
เมื่อรักษาความเป็นเช่นนั้นได้พักหนึ่ง ก็จะเหมือนมีกระแสปีติเอ่อขึ้นมา
การรู้จักองค์คือ "ปีติ" นั้น จะปรากฏชัดทางกายด้วยความเยือกเย็นปรีดา
ปรากฏชัดทางจิตด้วยความแน่นิ่งไม่ไหวติงไปทางคิดหรือนึกถึงอะไรอื่น
ตรงนี้ถ้ากำหนดรู้ ก็จะได้สองทางคือความระงับกาย และความระงับใจนั่นเอง
ความเย็นซ่านหรือแช่มชื่นเป็นกุศลใหญ่นั้น เป็นเปลือกที่ห่อหุ้มไว้

ส่วนองค์คือ "สุข" นั้น ท่านให้กำหนดระลึกว่าเป็นองค์หนึ่งก็มีเหตุ
เหตุก็คือปีตินั้นมีหลายชนิด ชนิดที่ขนลุกขนพอง ชนิดที่เบาเหมือนลอย
ชนิดที่พองเหมือนอึ่งอ่าง ฯลฯ จะเป็นปีติที่ไม่พึงประสงค์
ปีติที่พึงประสงค์ต้องเป็นปีติอันตามมาด้วยสุขสงบ เยือกเย็น
ท่านว่าถ้าเป็นปีติถูก ย่อมเป็นสุขถูกเอง เป็นเนื้อเดียวกันเหมือนเหรียญคนละด้าน
มีด้านหนึ่งก็ต้องมีอีกด้านหนึ่งอย่างแยกไม่ออก
ถ้าจะกำหนดรู้สุข ก็คือกำหนดเพื่อให้รู้ว่าปีติที่เกิดขึ้นนั้นทำให้กายใจเป็น "ปกติ"
ไม่ใช่ว่าพองขึ้นหรือลอยเลื่อนในลักษณะวิกลวิการใดๆ
ทั้งปีติและสุขระดับนี้จะเกินมนุษย์
ไม่เป็นสาธารณะแก่มนุษย์ทั่วไป เว้นแต่ผู้ทำบุญทำกุศลด้วยศรัทธาปสาทะที่แรงกล้าจริงๆ
ท่านว่าเป็นสุขในระดับเทวดา คือเป็นทิพย์

สำหรับเอกัคคตานั้นเป็นความสุขระดับพรหม
ล่วงเกินความรู้สึกเป็นทิพย์ขึ้นไปอีก
จิตจะรวมดวงหนักแน่น ความรู้สึกเหมือนหินผาใหญ่
สว่างเหมือนดวงอาทิตย์ แม้จะขณะหลับตาอยู่ในความมืดที่สุด
อันนี้ถ้ามีความรู้ตัวในองค์ฌานขั้นก่อนๆอย่างดี
ก็มักจะมีตัวรู้แฝงอยู่ในลักษณะจิตที่เป็นเอกัคคตานี้ด้วย

ขอยกคำสอนในการพัฒนาฌานของพระพุทธองค์มาให้ไว้นะครับ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่โคที่เที่ยวไปบนภูเขา เป็นโคฉลาดเฉียบแหลม
รู้จักเขตที่หากิน เข้าใจที่เที่ยวไปบนภูเขาอันขรุขระ แม่โคนั้นพึงมีความคิดอย่างนี้    
ว่า ผิฉะนั้น เราพึงไปยังทิศที่ไม่เคยไป พึงกินหญ้าที่ยังไม่เคยกิน และพึงดื่ม
น้ำที่ไม่ดื่ม แม่โคนั้นยันเท้าหน้าไว้ดีแล้ว พึงยกเท้าหลัง แม่โคนั้นพึงไปยังทิศที่    
ไม่เคยไป พึงกินหญ้าที่ยังไม่เคยกิน และพึงดื่มน้ำที่ไม่เคยดื่ม เมื่อยืนอยู่ในที่ใด    
พึงคิดอย่างนี้ว่า ผิฉะนั้น เราพึงไปยังทิศที่ไม่เคยไป พึงกินหญ้าที่ยังไม่เคยกิน
พึงดื่มน้ำที่ยังไม่เคยดื่ม และพึงกลับมายังที่นั้นโดยสวัสดี ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะแม่โคเที่ยวไปบนภูเขา เป็นโคฉลาด เฉียบแหลม รู้จักเขตที่หากิน เข้าใจ   
ที่จะเที่ยวไปบนภูเขาอันขรุขระ ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน    
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นบัณฑิต ฉลาด รู้จักเขต เข้าใจที่จะสงัดจากกาม 
สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน ... เสพโดยมาก เจริญ กระทำให้มาก   
ซึ่งนิมิตนั้น อธิษฐานนิมิตนั้นให้มั่นด้วยดี เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ผิฉะนั้น เรา     
พึงบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มี
วิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอยัง   
ไม่ยินดีเพียงทุติยฌานที่ได้บรรลุ ฯลฯ เธอเสพโดยมากซึ่งนิมิตนั้น เจริญ กระ  
ทำให้มากซึ่งนิมิตนั้น อธิษฐานนิมิตนั้นให้มั่นด้วยดี เธอมีความคิดดังนี้ว่าผิฉะนั้น    
เราพึงมีอุเบกขามีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุ     
ตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขามีสติอยู่เป็น   
สุข เธอยังไม่ยินดีเพียงตติยฌานที่ได้บรรลุ ฯลฯ เธอเสพโดยมาก เจริญ กระทำ    
ให้มากซึ่งนิมิตนั้น อธิษฐานนิมิตนั้นให้มั่นด้วยดี เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ผิฉะนั้น   
เราพึงบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัส     
โทมนัส ก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ เธอยังไม่ยินดีเพียง 
จตุตถฌานที่ได้บรรลุนั้น เธอเสพโดยมาก เจริญ กระทำให้มากซึ่งนิมิตนั้น
อธิษฐานนิมิตนั้นให้มั่นด้วยดี เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ผิฉะนั้น เรา เพราะ  
ล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึง
นานัตตสัญญา พึงบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน โดยคำนึงเป็นอารมณ์ว่า    
อากาศไม่มีที่สุด เธอยังไม่ยินดีเพียงอากาสานัญจายตนฌานที่ได้บรรลุนั้น เธอ  
เสพโดยมาก เจริญ กระทำให้มากซึ่งนิมิตนั้น อธิษฐานนิมิตนั้นให้มั่น
ด้วยดี เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ผิฉะนั้น เรา เพราะล่วงอากาสานัญจายตนฌาน    
โดยประการทั้งปวง พึงบรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน โดยคำนึงเป็นอารมณ์ว่า
วิญญาณไม่มีที่สุด เธอยังไม่ยินดีเพียงวิญญาณัญจายตนฌานที่ได้บรรลุนั้น เธอ  
เสพโดยมาก เจริญ กระทำให้มากซึ่งนิมิตนั้น อธิษฐานนิมิตนั้นให้มั่นด้วยดี    
เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ผิฉะนั้น เรา เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง พึงบรรลุอากิญจัญญายตนฌานโดยคำนึงเป็นอารมณ์ว่า อะไรๆ
หน่อยหนึ่งไม่มี เธอไม่ยินดีเพียงอากิญจัญญายตนะที่ได้บรรลุนั้น เธอเสพโดย   
มาก เจริญ กระทำให้มากซึ่งนิมิตนั้น อธิษฐานนิมิตนั้นให้มั่นด้วยดี เธอมีความ
คิดอย่างนี้ว่า ผิฉะนั้น เรา เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง พึง   
บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ เธอไม่ยินดีเพียงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานที่ได้
บรรลุนั้น เธอเสพโดยมาก เจริญ กระทำให้มากซึ่งนิมิตนั้น อธิษฐานนิมิตนั้น    
ให้มั่นด้วยดี เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า ผิฉะนั้น เรา เพราะล่วงเนวสัญญา
นาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง พึงบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ เธอไม่ยินดี
เพียงสัญญาเวทยิตนิโรธที่ได้บรรลุนั้น ฯ   
     ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุเข้าก็ดี ออกก็ดี ซึ่งสมาบัตินั้นๆ   
ในกาลนั้น จิตของเธอเป็นจิตอ่อน ควรแก่การงาน สมาธิอันหาประมาณมิได้
ย่อมเป็นอันเธอเจริญดีแล้วด้วยจิตอ่อน ควรแก่การงาน เธอมีสมาธิอันหา
ประมาณมิได้ เจริญดีแล้ว ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งธรรมใดๆ     
ที่ควรกระทำให้แจ้งด้วยอภิญญา เธอย่อมถึงความเป็นผู้ควรเป็นพยานในธรรม
นั้นๆ ได้ ในเมื่อเหตุมีอยู่ๆ ถ้าเธอหวังว่า เราพึงแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง    
คือ คนเดียวเป็นหลายคนได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ฯลฯ พึงใช้อำนาจทาง
กายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ เธอย่อมถึงความเป็นผู้ควรเป็นพยานในธรรมนั้นๆ
ได้ ในเมื่อเหตุมีอยู่ๆ ถ้าเธอหวังว่า เราพึงฟังเสียงสองอย่าง คือ เสียงทิพย์
เสียงมนุษย์ ทั้งที่ไกลและใกล้ ด้วยโสตธาตุอันเป็นทิพย์ ฯลฯ ในเมื่อเหตุมี   
อยู่ๆ ถ้าเธอหวังว่า เราพึงกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นด้วยใจ คือ จิต
มีราคะก็พึงรู้ว่า จิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะก็พึงรู้ว่า จิตปราศจากราคะ จิตมี
มีโทสะก็พึงรู้ว่า จิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะก็พึงรู้ว่า จิตปราศจากโทสะ  
จิตมีโมหะก็พึงรู้ว่า จิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะก็พึงรู้ว่า จิตปราศจาก   
โมหะ จิตหดหู่ก็พึงรู้ว่า จิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็พึงรู้ว่า จิตฟุ้งซ่าน จิตเป็น    
มหรคตก็พึงรู้ว่า จิตเป็นมหรคต (ฌาน) หรือจิตไม่เป็นมหรคตก็พึงรู้ว่า จิตไม่เป็นมหรคต
จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็พึงรู้ว่า จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็พึงรู้ว่า จิต 
ไม่มีจิตอื่นกว่า จิตเป็นสมาธิก็พึงรู้ว่า จิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิก็พึงรู้    
ว่า จิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้นก็พึงผู้ว่า จิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้นก็พึงรู้
ว่า จิตไม่หลุดพ้น เธอย่อมถึงความเป็นผู้ควรเป็นพยานในธรรมนั้นๆ ได้ ใน
เมื่อเหตุมีอยู่ๆ ถ้าเธอหวังว่า เราพึงระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึก
ได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ พึงระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้ง
อาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการดังนี้ เธอย่อมถึงความเป็นผู้ควรเป็นพยานใน  
ธรรมนั้นๆ ได้ ในเมื่อเหตุมีอยู่ๆ ถ้าเธอหวังอยู่ว่า เราพึงเห็นหมู่สัตว์ ฯลฯ
ด้วยทิพจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ พึงรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม    
ฯลฯ เธอย่อมถึงความเป็นผู้ควรเป็นพยานในธรรมนั้นๆ ได้ ในเมื่อเหตุมีอยู่ๆ   
ถ้าเธอหวังว่า เราพึงกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้
เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ เธอย่อมถึง
ความเป็นผู้ควรเป็นพยานในธรรมนั้นๆ ได้ ในเมื่อเหตุมีอยู่ๆ ฯ

สรุปคือพระพุทธองค์ให้รู้ทันสภาพจิตแต่ละแบบเป็นที่สุด
คือเมื่อถึงสมาธิอันมีคุณภาพแล้ว ให้ใช้เป็นฐานในการรู้ราคะ โทสะ โมหะ
โดยความเป็นของปรากฏผ่านมาแล้วผ่านไป
อาศัยความแข็งแรงของจิตผู้รู้ ผู้ดูนั้นแหละเป็นตัวทำให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งสภาวธรรม
และที่สุดของที่สุดแม้จิตเป็นสมาธิ (ตั้งมั่น) ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ
จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น รู้โดยธรรมดาของความเป็นสภาวะนั้นๆ
ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตน เพราะเห็นชอบแล้วว่าเกิดขึ้นแล้วต้องดับไป
ดังนี้ก็จะเป็นการก้าวตามลำดับไปหาความพ้นทุกข์อย่างปลอดภัยครับ
ขอให้ประสพความสำเร็จยิ่งๆขึ้นไปนะครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 2 ก.พ. 2544 / 17:38:37 น. ]
     [ IP Address : 203.155.224.100 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (dolphin)

สาธุค่ะ ^_^

 จากคุณ : dolphin [ 2 ก.พ. 2544 / 19:38:42 น. ]
     [ IP Address : 202.22.36.98 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (บก)

ต่อจากความคิดเห็นที่10...

ผมเคยสังเกตเรื่องระยะเวลาของแต่ละช่วง เพราะอยากได้ข้อมูลคร่าวๆ
ช่วงหายใจหยาบเปลี่ยนเป็นละเอียด (ท้องไปอก) ไม่สู้นานสักไม่เกิน 5 นาที คือนับตั้งแต่ขั้น"ตาม" คือดูสามจุด จมูก อก ท้อง ถ้าชำนาญสัก ไม่เกิน 10 เฮือกจะเริ่มหายใจนิ่ม (แต่มีข้อแม้ว่ายกอารมณ์ไว้ที่จิตหรือวิตก และเริ่มวิจารหน่อยๆ จิตเริ่มไม่วอกแวกแล้ว)

ช่วงหายใจปานกลางไปละเอียด ตรงนี้และสำคัญกินเวลานาน ไม่ต่ำกว่า 15 นาทีจนถึง 30 นาที ขึ้นกับว่าจะกุมจิตไว้ได้นานขนาดไหน ตรงนี้ผันแปรตามปัจจัยภายนอก (ถ้าว่าตามภาษาสถิติ) เช่น กินมาก ห่วงเรื่องงาน มีมดมียุง แข้งขาเกิดเหน็บชา พะวงร้อยแปด ฯ แต่ถ้าเตรียมดี ทีของข้า ผมว่า 5-10 นาทีก็ได้การ

ช่วงหายใจละเอียดจนนิ่ง ผมว่าเร็วประมาณสองสามนาที เป็นที่น่าสังเกตว่าประสบการณ์ของแต่ละคนจะต่างกัน ผมคาดคะเนเอา ช่วงต่อเปลี่ยนบางครั้งจะนิ่มนวล ลมหายใจจะกลืนแล้วนิ่ง ซึ่งผมมักเป็นเช่นนี้ (สองสามครั้ง) บางทีจะลงพึบตามที่อาจารย์หลายท่านกล่าวไว้ นอกจากนั้นจะมีอาการแปลกๆที่รู้สึกได้เช่น "แสง สี" จะเปลี่ยน ตามอารมณ์ของแต่ละคย คงยึดเป็นบรรทัดฐานไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนอย่างไร สุดท้ายเมื่อนิ่ง จะมีลักษณะนวล

ประเด็นเรื่องแสง สี เสียง (นิมิต) ตรงนี้ผมบอกว่าเชื่อไม่ได้เพราะเป็นของหลอก เป็นปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ ที่ผมเดา (อีกแล้ว) ว่าเกิดจากการปรับสมดุลย์ของร่างกาย เพราะสอดคล้องกับลมหายใจที่อ่อนมากจนเกือบหยุด ระบบในร่างกายปรับเลยเกิดแสงสี เสียง ประหลาดอะไรก็ได้ ผมว่าเป็นเหตุผลทางชีววิทยา (ผมไม่วิจารณ์เรื่องสัญญาของแต่ละคนนะครับ เพราะไม่ทราบ เชื่อว่าจริง แต่ผมไม่เจอเลยสรุปไม่ได้)

ความสัมพันธ์ระหว่างกายกับใจที่สรุปตอนนี้คือ
1 ถ้าเกร็งในขั้นตอนเริ่มนั่ง รับประกันได้ว่าผิดสมดุลย์ของร่างกาย ต้องปรับ เช่นขยับท่านั่ง ปรับการหายใจ เกิดอาการเพ่ง หรือข่มจิตแน่ๆ ลองดูว่าคิ้วขมวดหรือเปล่า ถ้าใช่แสดงว่าเพ่ง "สี แสง" มันหวือหวานั่งคอเอียง หน้าเชิด หายใจกระชั่นอาจนั่งงุ้ม หลังงอ

นั่งแล้ว "นิ่ง" ได้ต้องไม่มีอาการเกร็งเด็ดขาด อันนี้ขอยืนยัน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าเริ่มแรกอาจเกร็งที่หน้า แต่พอเริ่มเข้ารูปเช่นลมหายใจเริ่มปรับละเอียด อาการเกร็งจะลดโดยอัตโนมัติ

2 อย่าเชื่อเรื่อง"สี แสง" เพราะกระพริบตาก็แวบได้ เคยนั่งครั้งหนึ่งในช่วงฝนจะตก แสงโพลงนึกว่าดวงตาเห็นธรรม ที่ไหนได้แสงจากฟ้าผ่าระยะไกลลอดหน้าต่าง อีกครั้ง มีแสงนวลก็นึกว่าได้การ ดันเพื่อนบ้านเกิดเปิดไฟนีออนแยงตาเสียนี้ สรุปว่าอย่าเชื่อเป็นอันขาด

3 การปรับร่างกายเช่นตัวพองโต ตัวลอย ฯ เกิดจากการปรับสมดุลย์ของร่างกายแน่ (เดาเอา) อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องประหลาดมหัศจรรย์ แม้กระทั่งสุดท้ายที่ "นิ่ง" ผมว่าเกิดด้วยเหตุผลนี้ การเผาผลาญของร่างกายคงน้อยมาก สมาธิมีข้อดีตรงนี้

4. ท่านั่งให้ดีที่สุดคือนั่งขัดสมาธิกับพื้น ใช้เบาะหนานุ่มรอง ไม่ต้องกลัวเหน็บชาให้นั่งท่าพม่าคือคู้ขารอบ อย่าเอาขาขวาทับขาซ้าย เป็นอันขาด เดี๋ยวจะถอดใจ ต้องนั่งตัวตรงเพราะมีผลกับการหายใจ ถ้าเป็นคนหลังงอ (เช่นตัวผม) ให้นั่งพิงฝา นั่งเก้าอี้ก็ลองแล้วใช้ได้เหมือนกัน แต่ฐานไม่ "แน่น" เหมือนนั่งขัดสมาธิเพราะเป็นปีรามิด นั่งเก้าอี้จะห้อยขา โอกาสที่ตัวเอนมีมากกว่า แต่คนที่เก่งแล้วผมว่านั่งอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น สรุปคนที่มีปัญหาเรื่องการนั่ง หลังงอ ระบบหายใจไม่ดีเช่นจาม ต้องเสียเวลาปรับตัว ซึ่งผมได้ลองแล้วตามที่อธิบายใช้ได้ดีมาก คนที่ไม่มีปัญหาข้ามข้อนี้ได้เลย

ทั้งหมดที่เขียนเป็นเรื่องเล่าสนุก ตามความคิดเอาเอง แม้ดูเป็นรายงานวิจัยแต่ไม่ใช่ เพราะไม่มีอะไรมาสนับสนุน แต่ตั้งใจเขียนอย่างนี้ เพราะเชื่อว่าเป็นเรื่องธรรมะที่เป็นธรรมชาติจริงๆของมนุษย์ ไม่มีอะไรที่ลี้ลับ

ทั้งหมดเป็นเพียงกระบวนการแค่นั่งให้นิ่งเป็นสมาธิเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่น

ขอโทษด้วยครับถ้า ผิด หรือเพ้อเจ้อ แต่ถ้าคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่อยากนั่งสมาธิหน้าใหม่ แล้วอยากทราบอะไรที่ไม่มีในหนังสือ ช่วยแก้ไขทักท้วงด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

 จากคุณ : บก [ 2 ก.พ. 2544 / 20:04:10 น. ]
     [ IP Address : 202.28.71.175 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (yoyo)

ผมว่า ยังไม่ต้องกังวลเรื่อง เข้าสมาธินิ่งเลยหรอกครับ
เพราะ เคยได้ยินมาว่า บางคนเข้าไปนิ่งอยู่ นานเห็นเป็นดวงกลมๆ อะไรทำนองนี้

เพราะ ยังไม่เคยเกิดเหตุการณ์ แบบนี้ ขึ้นก็ยังไม่ต้องกังวลครับ
รอดู ถ้าเกิดก่อน แล้วดูสักพักใหญ่ๆ แล้ว ค่อยถอยออกมา
ก็น่าจะทันนะครับ

บางคนชอบ ที่จะทำอะไรก็ทำพื้นฐานให้มาก จะได้ พื้นฐานแน่นครับ 
แต่บางคนก็ชอบทำไปเลย
ก็แล้วแต่ชอบครับ แต่ถ้าพื้นฐานแน่นก็ ดีครับ
จะได้ ไม่ต้องรู้สึกว่า ต้องกลับ มาฝึกของเดิมใหม่ บ่อยๆ 

 จากคุณ : yoyo [ 2 ก.พ. 2544 / 21:15:04 น. ]
     [ IP Address : 203.144.198.39 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (คุณแม่น้องนุ่น)

ถึงคุณ บก.
ขออนุญาตเขียนเรื่องแสงและสีนะคะ ไม่อยากให้คุณ บก.ปักใจว่าแสงสี
เป็นเรื่องหลอกเรื่องลวง จริงอยู่ที่ทุกอย่างเข้าหลักไตรลักษณ์ คือเกิดขึ้น
ตั้งอยู่และดับไป ไม่มีอะไรจริงแท้ รวมทั้งแสงสีด้วย จากที่ฝึกทำสมาธิมาระยะหนึ่ง
รวมทั้งตอนนี้ด้วย จะมีปรากฏการณ์ของแสงสี โดยตลอด ครั้งแรกที่เห็นนั้นก็ลืมตา
ุว่าเกิดอะไรขึ้น พอหลับตาก็ยังคงเห็นเหมือนเดิม อีกครั้งที่เห็นแสงสว่างเหมือน
มีคนเอาไฟฉายมาส่องอยู่ที่ตา ก็เลยลืมตามองดู ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีใครฉาย
ไฟฉาย และในช่วงหลังๆ ยิ่งไม่สนใจอยากเห็น อยากได้ หรือเห็นนิมิตรอะไร
เวลามีสมาธินิ่ง ก็จะมีแสง มาง่ายกว่าเมื่อก่อนเสียด้วย เพียงแต่ไม่มั่นใจ
ว่าจะแก้ไขสถานการณ์ได้หรือเปล่า เพราะผลที่ตามมานั้นมันเพิ่มกิเลสอย่างมาก
เช่น ความรู้สึกลิงโลด ความชอบ ความพึงพอใจ ความสนุก เพลิดเพลิน คือ
มันไปทีละเรื่องจนถึงสุขอย่างมาก บาง เบา นิ่ง สบาย แล้วก็จะเห็นลมหายใจ
เห็นหน้าตาตัวเอง ช่างตื่นเต้นสิ้นดี หัวใจเต้นรัว แล้วก็มักจะไปไม่ถึงไหน
จริงอยู่ที่แนวการฝึกวิปัสสนาไม่ให้ยึดติดกับแสงสี เสียง เพราะมันไม่ได้เพิ่มพูน
ปัญญา มีแต่ทำให้หลง ทำให้เพลิดเพลิน ติดในสุข และไม่สามารถก้าวไปต่อใน
ระดับ ปัญญา ได้ แต่ก็เป็นทางผ่านของผู้ฝึก เข้าใจว่าแม้แต่คุณดังตฤณ
คุณประสงค์ คุณวิชา หรือท่านอื่นๆที่ฝึกมาก็เจอประสบการณ์นี้ เพียงแต่สติของ
ท่านทั้งหลาย มั่นคงกว่า ทำให้ผ่านด่านความหลง มาได้

ที่เขียนมานี้ไม่ได้มีเจตนาต่อต้านแนวคิด เห็นด้วยที่ไม่เชื่อในเรื่องนี้ แต่ระยะหนึ่ง
คุณ บก.จะต้องเจอ เพราะแสงที่เห็นเบื้องต้นคือแสงประจำตัวเราเอง เมื่อเจอแล้ว
จะได้เข้าใจ และหาทางที่จะไม่ติดมันได้ (แสงนี้มันจะเปลี่ยนเป็นแสงนวล และใน
ที่สุดก็ทำให้หลุดไปในอีกที่ เห็นในสิ่งที่ตาธรรมดาไม่เห็น กิเลสเกิดตรงนี้
เพราะความอยากรออยู่ในการทำสมาธิครั้งต่อไป เมื่ออยากก็จะพะวงกับสิ่ง
ที่เคยเห็น จิตใจก็วุ่นวายและสับสน ขัดเคืองใจอย่างหนักที่ทำไม่ได้ เหมือนเก่า)

ขออนุโมทนาในความตั้งใจจริงในการปฏิบัติภาวนาของคุณ บก.ขอให้สมหวัง
ได้ประสบการณ์ทางจิตในทางที่เป็นกุศลนะคะ

 จากคุณ : คุณแม่น้องนุ่น [ 3 ก.พ. 2544 / 09:29:00 น. ]
     [ IP Address : 203.145.30.47 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (บก)

ขอขอบคุณคุณดังตฤณ ที่ช่วยชี้แจง เน้นย้ำในรายละเอียดเพิ่มขึ้น น่าอ่านทบทวนดีมากครับ แต่ผมอยากชี้แจงสักนิดว่าผมไม่คิดว่าเข้าข่ายอย่างที่ว่า ก็ดูๆไป สงสัยจึงสอบถาม สักพักคงจะชัดเจนขึ้นกระมังว่าผมมั่วเองหรือเปล่า

แต่เช้าวันเสาร์ (3) นี้อยากยืนยันว่าการนั่งช่วงเช้าตี 5 และนั่งสองครั้งเว้นพักสัก 5 นาที ดีที่สุด เพราะครั้งหลังพอเริ่มนั่ง จะไม่มีอาการ วิตก วิจาร พอเริ่มนั่งสูดหายใจสองสามที ก็จะเข้าเลย ผมคิดเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ว่า มันพร้อมที่จะต่อเนื่องเหมือนมีเชื้อไฟ เพียงใส่ฟืนก็พรืบเลย

ของคุณ Yoyo...
นั้นซิครับมักได้ยินได้อ่านที่เขาว่าเป็น อะไรอย่างนั้น พอเราไม่เจอก็ชักเกิดความไม่มั่นใจ เลยขอสอบทวนกับผู้รู้ กลัวตัวเองมั่วนิ่มด้วย

สวัสดีครับคุณแม่น้องนุ่น...
ที่ผมใช้คำว่าหลอกลวงไม่ได้หมายตามความหมายนั้นจริง เป็นนัยว่าอย่ายึดมั่น ขอโทษที่กำกวม

สาเหตุที่เขียนสอบถามก็ด้วยไม่เหมือนชาวบ้านนี้แหละครับ กลัวเข้ารกเข้าพง ไม่ได้มุ่งหมายเป็นอย่างอื่น

ผมกำลังคิดว่าเห็นไม่เห็นเป็นเรื่องของแต่ละคนมากกว่า ที่คิดเช่นนี้เพราะผมเป็นคนไม่ค่อยเชื่อเรื่องอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหารย์เอาเลย ผมชอบเรื่องง่ายๆที่ไม่ลี้ลับ จะเป็นไปได้ไหมว่า ผมไม่เชื่อก็เลยไม่เห็น นี้ขนาดยังไม่เห็นผมยังแถมคิดเลยไปอีกว่าถึงเห็นผมก็คงไม่ติดหรอก เรื่องชาติก่อนเกิดเป็นอะไร ทายใจคน ผมไม่ถนัดและคิดว่าไม่อยากทราบด้วย แต่ก็ไม่ปฏิเสธ เพราะเพียงแต่เรารู้ไม่ถึงเท่านั้นเอง จริงๆอิจฉาคุณแม่น้องนุ่นมากที่มีประสบการณ์ดีๆ

อนึ่งยิ่งเห็นหน้าตาตนเอง อย่างคุณแม่น้องนุ่นว่า ผมยิ่งไม่อยากเห็นใหญ่ (หน้าผมมันน่าดูเสียเมื่อไหร) ถ้าเป็นหน้าน้องป็อป หรือนิโคลค่อยยังชั่ว  :-)

อย่างไรก็ตามประเด็นอยู่ที่ว่าผมทำไปตามลำดับถูกหรือเปล่าเท่านั้น แล้วจะแกะรอยต่อไปอย่างไร

 จากคุณ : บก [ 3 ก.พ. 2544 / 10:21:30 น. ]
     [ IP Address : 202.28.71.175 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (ดังตฤณ)

เท่าที่ผมรู้สึกก็คือในเวลานี้คุณบกฟุ้งซ่านน้อย จิตเบา
แล้วก็เริ่มง่ายที่จะเข้าหา "สภาพ" ที่ตัวเองถึง
อยากแนะนำให้เสริมความรู้ตัวเข้าไปด้วยการเดินจงกรมครับ
ถ้าเดินแล้วรู้เฉพาะเท้ากระทบพื้นไปเรื่อยๆ
จิตจะพัฒนาจากความสงบนิ่ง นิ่มนวล เป็นตื่นรู้ทั่วพร้อมไปได้เอง
จากนั้นเมื่อน้อมไปพิจารณากายโดยความเป็นรูปขันธ์
เป็นสิ่งที่เราไม่ได้สร้าง ไม่ได้ออกแบบ มีปฏิกูลไหลเข้าทางปาก ไหลออกทางทวารหนักเบา
ก็จะคลายความยึดมั่นถือมั่นในกายลง
เมื่อคลายความยึดมั่นถือมั่นในกาย พอเอาพิจารณาสุขทุกข์อันเนื่องด้วยกายเป็นของไม่เที่ยง
พิจารณาความหมายรู้ต่างๆว่าเป็นของไม่เที่ยง
มันก็เห็นจริงเห็นจังออกมาจากความรู้สึกตัวทั่วพร้อม (ซึ่งคลายเกลียวอุปาทานหยาบๆไปแล้ว)
อยากฟังประสบการณ์ส่วนนี้ของคุณบกครับ
สมาธิที่เข้าถึงนี้จะเรียกว่าอะไรก็ช่าง แต่เชื่อมั่นว่าคุณบกพัฒนาเป็นความรู้ตัว
เห็นกายใจเป็นไตรลักษณ์ได้แล้วอย่างแน่นอน

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 3 ก.พ. 2544 / 11:07:35 น. ]
     [ IP Address : 203.155.223.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (tchurit)

เดินหน้าเข้าเผชิญประสบการณ์โลกของจิตของเราเอง
ความคิดปรุงแต่งของเราเอง
สนุกดีออกครับ
: )

ผมเคยมองเห็นพระไตรปิฏกเป็นหนังสือนวนิยาย สืบสวนสอบสวนที่มหัศจรรย์ที่สุดในโลก
ดูครั้งแรกก็เห็นเป็นนิทานเรื่องเล่าของคนในสมัยก่อน
มีแบบฝึกหัด สมถ _วิปัสสนา ให้ฝึกปฏิบัติให้ลองทำตามด้วยสิ
ทำไปทำมาเรื่องกลับแคบเข้าทุกที
สิ่งที่เคยเห็นอยู่ข้างนอกตัวไกล กลับกลายเป็นเรื่องอยู่ในตัวเรานี้เอง
ช่างเป็นเรื่องที่แปลกมหัศจรรย์ ที่หนังสือเล่มหนึ่งสามารถทำกับผมได้
เริ่มสนุกกับความมหัศจรรย์ในหนังสือเล่มนี้เสียแล้วสิ จนต้องกระโจนลงไปศึกษาอย่างจริงจัง
เมื่อศึกษาจนถึงจุด climax ของเรื่อง
(นึกถึงหนังเรื่อง contact ตอนตัวนางเอกจะเดินทางไปดวงดาวของมนุษย์ตางดาวก็ได้นะครับ)
   โอ้!   พระเจ้า
..................
..................
ทำไม  ตอนจบมันไม่เหมือนกับภาพที่เราวาดภาพไว้นะ ?
แต่ก็ทำให้เราเดินตามมาจนได้นะ   เฮ่อ!
เมื่อศึกษามาเรากลับได้ข้อสรุปหนึ่งที่มีประโยชน์ และมีคุณค่ามากๆ ๆๆๆเกิดขึ้นมาแทน
ถือเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดที่เคยเจอมาในชีวิต

" The  best  place is here,the best time is now."

เป็น plot หนังเรื่องหนึ่งที่ผมคิดไว้นะครับ
ยังไม่ได้เริ่มลงมือเขียนบทเลยครับ
: )

 จากคุณ : tchurit [ 3 ก.พ. 2544 / 11:19:32 น. ]
     [ IP Address : 203.157.42.217 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (หนุ่ม (kk))

สาธุ กับพี่ดังตฤณ และ พีที
อนุโมทนากับ คุณบก อีกแรง

คุณบก เมื่อถึงโลกุตระจิตแล้วอย่าลืมมาเขียนรายงานด้วยนะครับ
จะได้มาอนุโมทนาอีกรอบ =)

สำหรับผม ยังเจริญสติ สัมปชัญญะไม่เข้าขั้นเลย
ได้แต่ดูๆจิตไปเมื่อว่างจากงาน บางคราวคิดว่ามีตัวรู้อยู่
แต่เป็นตัวรู้จอมปลอม เพราะเอาจริงเอาจังมากเกินไป
เป็นการเพ่ง และสร้างภพของนักปฏิบัติขึ้นมารองรับ
อาการนิ่ง สงบ ที่ดูเหมือนจะดีนั้น แต่ในที่สุด ก็พบว่า
ตัวเรานี้ มีอัตตาพองโต มีราคะยินดีในความนิ่งสงบนั้น
เป็นการยินดีในความสำเร็จ ที่ยังไม่ใช่ของจริง
พอรู้ตัวดังนี้ ความเป็นกลางจอมปลอมก็ถูกถอดไป
กลายเป็นความเป็นกลางจริงๆ คือรู้ตัว ทั่วตลอด
จิตมีความตั้งมั่น อ่อนโยน รวดเร็ว และเป็นกลาง
(ควรแก่งาน) สักว่ารู้สภาพที่เกิดขึ้นแต่ในปัจจุบัน
ไปเรื่อยๆ เป็นคนไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต
สภาวะที่จิตผู้รู้ไปรู้เข้า ต่างก็แสดงไตรลักษณ์ออกมา
มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เป็นธรรมดา

โดยมากจะเจริญสติ ระหว่างเดินเท้า กลับบ้าน
ระหว่างทางเจอกิเลสเยอะครับ
ก็กิเลสของเราทั้งนั้นแหละ :

* มีราคะ เวลาสาวสวย เซ็กซี่ เดินผ่าน
  มีอัตตาพองโต อยากให้เขาเห็นเราดี
* มีโมหะ คือความซึม หลง เผลอ ฟุ้ง
  ไปในโลกแห่งความคิด
* มีโทสะ เวลาปฏิบัติไม่ดี คือมีราคะ หรือ
  โมหะ เกิดขึ้น แต่ไม่รู้ตัว ก็จะเริ่มหงุดหงิด

ที่กล่าวมาข้างต้น อยู่ในข่ายวิปัสสนาครับ
สมถะภาวนาผมไม่ค่อยได้ทำ และทำไม่ค่อยได้ดี
เพราะเวลาจะปฏิบัติ นั่งสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย
ก็มั่นคงดี แต่พอปิดตาแล้ว มันจะมืดมัว
บางคราวก็ตกภวังค์ จะภาวนาเจริญสติ
คำภาวนามันหลง หายไปทุกที เป็นมิจฉาสมาธิเรื่อยมา
อาจเป็นเพราะมีความฟุ้งซ่าน ว่าเรากำลังจะปฏิบัติธรรม
และคาดหวังกับธรรมที่ยังไม่ได้มากเกินไป

ภายหลังพบว่า จะปฏิบัติ อย่าเตรียมตัวให้มากนัก
จะเป็นการสร้างภพของนักปฏิบัติขึ้นมา
และหลงอยู่ในภพนั้นเอง

 จากคุณ : หนุ่ม (kk) [ 3 ก.พ. 2544 / 12:32:37 น. ]
     [ IP Address : 168.120.12.93 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (ปอ)

แสงและเสียงในระหว่างนั้งสมาธินั้น  มีความเข้มข้นไม่เหมือนกัน
ผมเคยประสพแต่เสียงเท่านั้นเอง  แม้นวินาทีเดี่ยวผมก็ทนไม่ได้  มันดังมาก ๆ
แก้วหูเกือบแตก  แรงสั่นสะเทือนมาก  เห็นพูดกันมากไม่แน่ใจว่าแสงและเสียงจากจิตนั้นหากเปรียบกับโลกภายนอกนั้นมันแตกต่างกันลิบลับ เหมือนหน้ามือและหลังมือ

 จากคุณ : ปอ [ 3 ก.พ. 2544 / 18:09:47 น. ]
     [ IP Address : 203.144.249.80 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (บก)

ของคุณดังตฤณกับคุณtchurit
เป็นสิ่งที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าผมเป็นคนที่มีโมหะค่อนข้างสูง นี้ขนาดรู้ตัวนะเนี้ย พออ่านปั๊บมันเหมือนกับกระตุกเราให้ทราบว่า เฮ้ย! มันมาจับที่จิตที่ใจอีกแล้ว เลิกซะที ไอ้ที่ว่าต้องเป็นอย่างโน้น ต้องเป็นอย่างนี้

เอาละครับ กระชากสติกลับมาได้คราวนี้คงไม่สุงสิงกับมันให้มาก

ว่าจะเขียนเรื่องการเดินจงกรม ลืมทุกครั้ง เรื่องมีอยู่ว่า แรกเริ่ม ผมมีทัศนคติที่ไม่ค่อยสู้ดีกับการเดินจงกรม มาตั้งแต่สมัยบวช (ก็ไอ้ตัวโมหะนั้นแหละ ไม่ได้มีอะไรมาก) อีกทั้งตอนนี้ไม่คิดว่าจะมีเนื้อที่พอจะเดินได้ แต่เมื่อไม่นาน หลังจากนั่งไปได้สักพัก ก็อ่านกลเม็ดเด็ดพราย ของคุณดังตฤณอันหนึ่ง คือการหมุนตัว เกิดนึกอย่างไรไม่ทราบ ว่าทำไมไม่ลอง กลับไปวัดความยาวห้องที่พักเห็นว่าพอสู้ ก็เริ่มเดิน แต่บอกตรงๆว่า ไม่คิดซีเรียส ทั้งนี้เพราะสุขภาพ (ชอบอ้างสุขภาพเรื่อย) เกี่ยวกับการเดินเหินไม่ค่อยดี (อย่าเพิ่งหลับตาเห็นผมเป็นคนพิกลพิกาลก็แล้วกัน เพียงแต่ชอบอ้างไปเรื่อย) มักเซ เนื่องจากโครงสร้างกระดูกขาไม่ดี นอกจากช่วงขาซ้ายและขวาไม่เท่ากันเล็กน้อย ยังมีลักษณะที่เขาเรียกว่าเท้าไม่มีอุ้ง ผลทำให้เกิดอาการข้ออักเสบและปวดหลัง
ถ้าเดินเวลาพุทโธก็จะเซ ขนาดเดินยังรู้ตัวว่า น่าจะตลก แต่ยอมรับว่า การเดินจงกรมนี้ดีมาก (ผมมีอาชีพเกี่ยวกับการเดินป่า เขา ลำเนาไพรมาก่อน ตอนนี้ไม่สู้แล้ว) เดินก่อนนั่ง นับว่าวิเศษมาก แต่มักนั่งเสียก่อนทุกทีไป

สำหรับบทหนังของคุณ tchurit เมื่อไหรจะเขียน จะได้คอยตามชมเวลาลงโรง และผมเห็นด้วยเกี่ยวกับความรู้ และสัจจธรรมที่มีในพระไตรปิฎก เพียงแต่ท้อทุกครั้งที่ยกหนังสือขึ้นอ่าน เพราะหนาจัง ถ้ายังเป็นแต่ก่อนคงพอได้คอนนอนอ่าน รวมทั้งหนังสือพุทธธรรมด้วย  :-)

ของคุณหนุ่ม kk...
ผมตั้งใจให้ทราบและมีประสบการณ์เรื่องสมาธิก่อน แล้วคงจะเริ่มแนวทางที่คุณว่า เพราะอานาปาฯ เริ่ม เวทนา จิต ธรรม ก็เป็นเรื่องของปัญญา แล้วครับ เพียงแต่ผมไม่อยากรีบร้อน ในขั้นตอนทั้งหมด ถ้าบุญ วาสนามีจริงก็คงได้ขยับขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะตั้งใจไว้หลายสิบปีแล้ว มันสัมฤทธิ์ผลก็เพราะลานธรรมเป็นแรงสำคัญ

ที่ๆผมอยู่ คุณหนุ่ม kk คงมีโอกาสน้อยที่จะเจริญสติด้านราคะ เพราะมันอยู่ในป่าเขาลำเนาไพร โดยเฉพาะตัวผมตอนนี้เป็นอยู่แย่กว่าพระท่านบางรูปในกรุงเทพเสียอีก มีแต่กาละมัง กับขันน้ำ ทีวี อะไรไม่มีหรอก

สำหรับประสบการณ์เรื่องเสียงของคุณปอน่าสนใจครับ ผมไม่เจอ เพราะแสง สี ยังไม่เห็น ผมว่าท่าทางตื่นเต้น ผมคงรับไม่ไหวแน่เลย

 จากคุณ : บก [ 3 ก.พ. 2544 / 19:09:29 น. ]
     [ IP Address : 202.28.71.175 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (กฤษฎา)

ขอเรียนถามท่านผู้รู้อธิบายอรูปฌานที่ว่ากำหนดภาวะต่าง ๆ ใน ๔ ระดับนี้ว่าพิจารณายังไงครับ จริง ๆ ไม่กล้าถามเท่าไหร่เพราะมีความรู้สึกว่าสูงเกินไปสำหรับผม อยากให้ช่วยอุปมาให้พอเข้าใจ
๑.  อากาสานัญจายตนะ (กำหนดที่ว่างหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์)
๒. วิญญาณัญจายตนะ(กำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์)
๓. อากิญจัญญายตนะ (กำหนดภาวะที่ไม่มีอะไร ๆ เป็นอารมณ์)
๔. เนวสัญญานาสัญญายตนะ (ภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่)

 จากคุณ : กฤษฎา [ 3 ก.พ. 2544 / 20:48:07 น. ]
     [ IP Address : 203.151.63.137 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (yoyo)

ที่ว่างหาที่สุดไม่ได้ ก็ เคยลองคิด ถึง ถนนที่อเมริกาในรูป
ที่อยู่ในทะเลทรายเป็น เส้นตรงไป ยาวๆ นะครับ

หรือ คิดที่ว่าง ทีละน้อย แล้ว กว้างขึ้น กว้างขึ้น

คนเรามักคิดได้ กว้างจำกัดครับ คงเพราะชิน กับกรอบโลก หรือ
กรอบของความคิด




นอกนั้น ไม่ทราบครับ 

 จากคุณ : yoyo [ 4 ก.พ. 2544 / 04:09:31 น. ]
     [ IP Address : 203.144.197.116 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (ดังตฤณ)

คุณกฤษฎา

จิตนั้นเมื่อมั่นคงดีแล้ว อ่อนควรดีแล้ว น้อมไปทางไหนก็เป็นไปแบบนั้น
เมื่อเพิกสัญญาในรูป (ไม่ว่าจะเป็นกาย ลมหายใจ)
และไม่คำนึงกำหนดหมายถึงอะไรๆเลย (ไม่ว่าจะเป็นพุทโธ ยุบพอง)
กำหนดจิตที่ตั้งมั่นดีแล้วนั้นให้น้อมไปสู่ความว่างแบบอากาศอันไร้ร่องรอยและขอบเขต
ความรู้สึกว่างออกไปไม่มีที่สิ้นสุดก็เกิดขึ้นตรงนั้น ตรงที่ตั้งของรู้นั่นเอง
ทีแรกผมก็สำคัญว่าน้อมจิตจับความว่างรอบนอก
แต่ฟังจากแนวปฏิบัติแบบพระป่าว่าให้จุดชนวนจากรู้กลางอกนั่นแหละ
อันนี้เลยทดลองให้จิตไปเกาะอยู่กับผัสสะกลางอกจนรวมลงที่ตรงนั้น
แล้วค่อยน้อมไปสู่ความว่างแบบอากาศ ก็เห็นว่าได้ผลดี
ดังเช่นที่แนะนำและอยากลองดูว่ามีใครทำได้ผลเหมือนกันบ้างในกระทู้ 2171

ผมพบความจริงอยู่อย่างหนึ่งว่าเส้นสายสาขาของสมาธินั้นมีแยกย่อยพิสดารไม่รู้จบ
ยกตัวอย่างเช่นอากาศสัญญาแบบที่ผมทดลองได้นี้
ผมถือว่าไม่ใช่อากาสานัญจายตนะ
เนื่องจากกำลังจิตยังไม่ถึงจตุตถฌานตามแนวที่พระพุทธองค์แจกแจงไว้ตามลำดับ
แต่ก็เรียกว่าเป็นสิ่งที่พอทำให้อนุมานได้ว่าเวลาเขาทำอรูปกัน เขาตั้งต้นออกไปจากตรงนี้
ว่าไปก็ให้ผลดีตามคุณสมบัติอันวิเศษประการหนึ่งของสมถะที่ตรงพุทธประสงค์
นั่นคือถ้าทำได้ กามสัญญาจะดับไป (ชั่วคราว แต่นานหน่อย)
เหลือแต่จิตวิเวกที่แล้วแต่กำหนดเลือกว่าให้น้อมไปขี้เกียจทำอะไรๆ
จมจ่อมอยู่กับความสุขสงบแห่งจิตถ่ายเดียวทั้งวัน
หรือจะน้อมไปทางขยัน แปรรูปจิตตวิเวกให้กลายเป็นความรู้ตัวด้วยการเดินจงกรม
ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้...

ดูกรอานนท์  ภิกษุนั้นพึงดำรงจิตภายใน  ให้จิตภายในสงบ  ทำ
จิตภายในให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น  ตั้งจิตภายในให้มั่น  ในสมาธินิมิต
ข้างต้นนั้นแล  เธอย่อมใส่ใจความว่างภายใน  เมื่อเธอกำลังใส่ใจความ
ว่างภายใน  จิตย่อมแล่นไป  เลื่อมใส  ตั้งมั่น  นึกน้อมไปในความว่าง
ภายใน  เมื่อเป็นเช่นนั้น  ภิกษุย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า  เมื่อเรากำลังใส่ใจ
ความว่างภายใน  จิตย่อมแล่นไป  เลื่อมใส  ตั้งมั่น  นึกน้อม  ไปใน
ความว่างภายใน  ด้วยอาการนี้แล  ย่อมเป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่องความ
ว่างภายในนั้นได้  ฯ
         [๓๔๘]  ดูกรอานนท์  หากเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้  จิต
ย่อมน้อมไปเพื่อจะจงกรม  เธอย่อมจงกรมด้วยใส่ใจว่า  อกุศลธรรม
ลามกคืออภิชฌาและโทมนัส  จักไม่ครอบงำเราผู้จงกรมอยู่อย่างนี้ได้ 
ด้วยอาการนี้แล  เป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่องการจงกรม  ฯ

ที่ตรงความรู้ตัว รู้กายใจโดยนัยของความเป็นสิ่งเกิดดับ
จิตจะเกิดปัญญาประกอบความว่างขึ้นมาในที่สุด
ซึ่งตรงนั้นความว่างในภายในจะแปรไปเป็นอีกแบบ
คือกลายเป็นว่างแบบรู้เท่าทันว่าสักแต่เป็นสภาวธรรมหนึ่ง
แม้ว่างแค่ไหน เย็นเพียงใด ก็ไม่เกิดความติดอกติดใจ
ถ้าพูดด้วยภาษาแล้วจะจำแนกไม่ถูก เพราะศัพท์บัญญัตินั้นมีเพียง "ว่าง" ให้ใช้
แต่ว่างนั้นมีหลายตัว จึงต้องนิยามด้วยวิธีขยายความ แจกแจงองค์ประกอบเป็นต่างๆ
ซึ่งถ้าเปิดดูพระสูตรก็จะเห็นว่าพระพุทธองค์จำแนกไว้ให้เข้าใจง่ายอยู่แล้ว
เช่นท่านใช้คำว่า "ความว่างภายใน" เป็นต้น
และเมื่อจับความว่างภายในเป็นเครื่องอยู่ (วิหารธรรม) ถนัดแล้ว
ก็จงกรมด้วยความใสใจว่าอกุศลธรรมคือความเพ่งเล็งอยากได้ (อภิชฌา)
หรือความทุกข์ ความอึดอัดคับข้อง (โทมนัส) จะไม่ปนเปื้อนหรือครอบงำอยู่
นั่นจึงเป็นการถางทางไปสู่ความ "ว่างจริง" คือว่างจากความยึดมั่นถือมั่น
ว่างจากอุปาทานเห็นกายเห็นใจเป็นตัวตนเราเขา
พูดง่ายๆคืองานสมถะที่พร้อมจะยกสู่ความเป็นวิปัสสนาอย่างแท้จริง
มิใช่ติดอยู่ หรือเพ่งอยากเอาความสงบเท่านั้น

ส่วนอรูปขั้นอื่นๆนั้นได้ยินมาว่าก็คือการใช้อากาศสัญญาเป็นฐาน
เมื่อพิจารณาว่าในความว่างนั้นเป็นเพียงเปลือก
ส่วนที่เป็นแก่นของความว่างคือตัว "รู้"
จับเอารู้อันไร้ศูนย์กลาง ไร้ขอบเขตนั้นเป็นอารมณ์ของตัวเอง
ก็กลายเป็นอรูปแบบวิญญาณฯไป
เมื่อเหลือแต่รู้เป็นอนันต์ ไม่มีขอบเขตแล้ว ก็ถึงพิจารณาได้ว่าหากปราศจากรู้
หากปราศจากว่าง หากปราศจากอะไรๆเลย ก็คือไม่เหลือเค้าเงื่อนของทุกข์
ตรงนั้นก็เป็นอรูปแบบอากิญจ์ฯไป
และท้ายที่สุดเมื่อเห็นอีกว่าความไม่มีอะไรแม้น้อยหนึ่งนั้น
แท้ที่จริงเป็นเพียงสัญญาชนิดหนึ่ง เมื่อเห็นแจ้งตามจริงก็ละเสียได้
ก้าวล่วงขอบเขตของสัญญา สู่ความ (เสมือน) ไม่มีสัญญา

ปุถุชนและอริยะชั้นต้นจะมาจบที่ตรงนั้น ตรงความมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่เชิง
ในขณะที่อริยะนับแต่อนาคามีถึงอรหันต์จะก้าวล่วงไปได้อีกระดับ
คือดับสัญญาอย่างสิ้นเชิง ด้วยจิตที่ขาดจากสังโยชน์คือกามราคะและปฏิฆะแล้ว

ผมคิดว่าแม้อริยเจ้าชั้นต้นท่านก็คงไม่ให้ค่า ไม่รู้สึกว่าอรูปฌานเป็นของวิเศษอะไร
ในเมื่อเคยเจอมหาสมุทรสุญญตามาแล้วตั้งแต่ครั้งบรรลุมรรคผล
(จิตรู้นิพพานเมื่ออยู่ในขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต)
ประเด็นการปฏิบัติจึงควรเป็นอย่างที่พระพุทธองค์ตรัสแนะไว้คือ...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่โคที่เที่ยวไปบนภูเขา เป็นโคฉลาดเฉียบแหลม
รู้จักเขตที่หากิน เข้าใจที่เที่ยวไปบนภูเขาอันขรุขระ แม่โคนั้นพึงมีความคิดอย่างนี้    
ว่า ผิฉะนั้น เราพึงไปยังทิศที่ไม่เคยไป...
สรุปคือให้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆอย่าหยุดที่สมถะแบบใดแบบหนึ่ง หรือฤทธิ์แบบใดแบบหนึ่ง
เช่นแบ่งภาคเป็นหลายคน ท่องเที่ยวไปตลอดพรหมโลก ทำหูให้ได้ยินไปสามโลก
กำหนดรู้วาระจิตผู้อื่นได้ ระลึกชาติได้ รู้กรรมของสัตว์ ฯลฯ
แค่นั้นเป็นของเก็บตกที่เอาไว้ทิ้ง แต่ที่พระองค์ตรัสไว้เป็นที่สุดคือทำภาวนานั้น
เอาถึงความสิ้นอาสวะ... เธอย่อมถึงความเป็นผู้ควรเป็นพยานในธรรมนั้นๆได้ ในเมื่อเหตุมีอยู่

ก็อยากชักชวนให้เป็นพยานในธรรมขั้นสูงสุดกันทั่วหน้าครับ
อย่างตอนนี้คุณบกก็กำลังเป็นพยานว่าทำสมถะแล้วมีความสุข มีความอิ่มใจภายในดี
โดยที่ท่านก็ประกาศไว้อย่างเป็นประโยชน์
คือที่ผ่านมานั้นเป็นพยานทางปัญญาระดับคิด ระดับตั้งใจมาช้านาน
อีกเดี๋ยวหนึ่งไม่ช้าไม่เร็วก็คงเป็นพยานในขั้นของความรู้ตัว และขั้นของความเห็นเกิดดับ
กระทั่งขั้นของความขาดจากอุปาทานในตัวตนเป็นที่สุด

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 4 ก.พ. 2544 / 08:36:28 น. ]
     [ IP Address : 203.155.222.140 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (บก)

ผมตั้งใจว่าจะเล่าและสอบทวนต่อ แต่ขอเวลาไปธุระสักครู่ ที่รีบเขียนตอนนี้เพราะอยากแสดงความเห็นเรื่องหนึ่ง แต่กลัวลืมเพราะสัญญาไม่ค่อยดี คือว่า

ผมสังเกตว่าคุณดังตฤณ และอีกหลายคนในที่นี้ มีความรู้ทั้งทฤษฎิ (ปริยัติ) และปฎิบัติ รวมทั้งประสบการณ์อื่นๆอีกมาก เคยคิดจะจดบันทึกรวบรวม อย่างที่ทำเป็นลักษณะคล้ายกระทู้บางหัวข้อที่ได้หรือไม่? ไม่ต้องคิดในเชิงพาณิชย์ เพราะอาจมีเรื่องอื่นเข้ามายุ่ง เดี๋ยวก็บิดเบี้ยวจากความตั้งใจ และที่สำคัญก็คือจะมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นตามมา

ที่ถามเช่นนี้เพราะว่าคนที่สนใจจะได้อ่าน ไม่กระจัดกระจาย และเป็นทานดังเช่นที่ผมได้จากหลายๆเรื่องในที่นี้ อย่างไม่น่าเชื่อคือ CD อาจารย์ชาที่อุตสาห์ถอดจาก digital เป็น analog ฟังทบทวนหรือฟังเล่นๆทุกวัน ทั้งก่อนและนั่งสมาธิ ลำพังแต่ได้ยินเสียงก็เข้าองค์ฌาณสามแล้ว ผมว่าคนที่ทำแจกเขาคงไม่รู้หรอกว่าเขาได้บุญกุศลล้นเหลือ ขนาดไหน

 จากคุณ : บก [ 4 ก.พ. 2544 / 09:22:28 น. ]
     [ IP Address : 202.28.71.175 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (บก)

เมื่อคืน (เสาร์) เริ่มนั่งสามทุ่ม เป็นสองระยะเช่นเดิม รวมเวลาทั้งหมดประมาณ ชั่วโมงกว่าเล็กน้อย ทุกอย่างเหมือนเดิม แต่มีสิ่งที่เกิดซ้ำสองคือ หลังจากเรียบร้อยก็จัดแจงนอน พอล้มตัวลงนอน (ท่าหงาย) พร้อมกับคิดในใจว่า คืนนี้ถ้าจะมีปัญหา เพราะนอนตอนบ่ายตั้งสองชั่วโมง สงสัยจะตาค้าง ยังไม่ได้จะคิดจะขยับตัว มันปื้บอีก แบบนั่งสมาธิเลย ลมหายใจเบาและทุกสิ่งเหมือนกันยกเว้นเป็นท่านอน ไอ้ทีนี้เราเป็นคนไม่ชอบเรื่องนอนสมาธิ เพราะนอนก็ต้องเป็นนอน กลัวมันจะปน เดี๋ยวเลยกลายเป็นมั่วนิ่ม อีกอย่างหนึ่งคิดถึงข้อเขียนของคุณปอ ว่าเจออาการเหมือนกับไม่ยอมออก ก็เลยปอดๆ แต่เดี๋ยวก็หลับไป ตื่นอีกทีตีหัา ก็นั่งต่อ

ที่ผมอยากถามคือว่า เห็นอีกแนวทางหนึ่งของท่านพุทธทาส สอบดูแล้วคล้ายกับอาจารย์หลายๆท่าน (พระป่า) คือวิธีลัด (ในแง่บริกรรมเป็นสมาธิแล้วดูจิต) ท่านพุทธทาสได้กล่าวไว้ดังนี้คือ

"... ชุดโน้นชุดสมบูรณ์แบบ ยากนักแพงนัก ลงทุนมากนัก สู้ความง่วงนอนไม่ไหว ก็พูดชุดที่สอง ซึ่งค่อยยังชั่ว คือชุดนี้ไม่ระบุเป็น ๑๖ ขั้นอย่างนั้น แต่ก็แนวเดียวกันแหละคือ หมวดที่ ๑ ทำจิตให้เป็นสมาธิพอสมควร โดยวิธีใดวิธีหนึ่งเท่าที่จะทำได้ พอจิตป็นสมาธิใช้ได้แล้ว ก็ไปพิจารณาความไม่เที่ยงเลย พิจารณาอนิจจังเลย นี้ ๒ ขั้นแล้ว ขั้นที่ ๓ ก็คือได้ผล ได้ผลเป็น วิราคะ นิโรธะ อะไรรวมกันหมด หาวิธีทำจิตให้สบาย ให้ปลอดโปร่ง ..." (วิธีฝึกสมาธิวิปัสสนา ฉบับสมบูรณ์ หน้า130)

สรปแล้วคือเมื่อได้ผลจากกายสังขารรำงับ (กายานุปัสสนา) พอเป็นสมาธิอาจจะระดับขณิกสมาธิ ก็ข้ามเวทนานุปัสสนา และจิตตานุปัสนา เข้าหาธรรมานุปัสนา ข้อ ๑๓ คืออนุจานุปัสสี ดูความไม่เที่ยง และผมดูว่าสอดคล้องกับการบรรยายของท่านเจ้าคุณธรรมปิฎก เกี่ยวกับเรื่องสติปัฏฐาน (พุทธธรรม หน้า810)

ที่ผมสังเกตคือส่วนใหญ่ชาวลานธรรมก็ปฏิบัติเช่นนี้ใช่ไหมครับ?

ขอแนะนำหน้าใหม่วัยดึกว่าช่วงพัก (ถ้าเกิดนั่งสองยกอย่างผม) นอกจากฟังเทปอาจารย์ชาแล้วควรจิบชา และชาที่ดีต้องชาของโครงการหลวงดอยคำ เช่นชา lemon thyme, lemon balm หรือชา mint รสหอม ช่วยเรื่องระบบหายใจ แล้วยังอุดหนุนโครงการหลวงด้วย ค่อนข้างหาซื้อยาก มีอยู่ที่หนึ่งคือสนามบินดอนเมืองที่ผู้โดยสารภายในประเทศ(ข้างประตูขาออก) ผมขอยืนยันว่าไม่ได้ทำธุรกิจอะไร

 จากคุณ : บก [ 4 ก.พ. 2544 / 12:08:49 น. ]
     [ IP Address : 202.28.71.175 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (กฤษฎา)

ขอบคุณ คุณดังตฤณ ที่ให้คำชี้นแนะและขอบคุณคุณ บก ที่เล่าประสบการณ์จะนำไปลองปฏิบัติครับ อ้อเรื่องชานี่สงสัยผมต้องลองเปลี่ยนจากดื่นกาแฟมาเป็นชาบ้าง

 จากคุณ : กฤษฎา [ 4 ก.พ. 2544 / 12:18:50 น. ]
     [ IP Address : 202.44.140.40 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (บก)

คุณกฤษดาครับที่ไม่แนะนำให้เป็นกาแฟเพราะไม่อยากให้เกิดอาการตาค้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่าไปเอานิยายมาก ผมลองอะไรแปลกๆ และที่สำคัญคือผมมีข้อจำกัดเรื่องสุขภาพมากสักหน่อย ถ้าคุณกฤษฎายังหนุ่มคงไม่มีผลอะไรยกเว้นประเภทเข้าอัลกอฮอล์ เพราะมีผลต่อการควบคุมประสาทแน่

อันที่จริงผมเป็นคนติดจะมั่ว ไม่จู้จี้ ข้าวกินบ้างไม่กินบ้าง แต่พอเรื่องการนั่งนี้ค่อนข้างพิถีพิถัน อย่างกับจะทำงานวิจัย (ผมอยู่สายนี้ครับ)

ไหนๆก็ไหนๆ ขอบอกต่อที่คาๆให้หมด ถ้านั่งตี 5 (เอาเป็นว่าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น) ซึ่งเป็นกาลที่ดีที่สุดเหตุผลเท่าที่ผมพอลำดับคือ
   1 เงียบ สงบ
   2 อากาศดี (อย่าใช้แอร์นะครับ สำหรับท่านอื่นไม่ทราบ)
   3 ตัดปัญหาเรื่องแสงเฮ้ากวง ไม่เหมือนกลางวัน ถ้าคุณนั่งตอนเช้ามืด แล้วเห็นแสง สี ขอให้ทราบว่าเป็นของจริงแน่ (ยกเว้นไม่มีฝนตก ฟ้าแลบอย่างที่ผมเจอมาแล้ว) แต่สำหรับผม มืดสนิท แต่ในความมืดมันนวลๆพิกล จะเป็นแบบแสงสว่างจ้า แสงขาวโพลน ฯ ตามที่อ่านไม่เคยเจอ
   4 ระบบท้องใส้ดี ยกเว้นเรื่องลมบ้างเล็กน้อย แต่ถ้านั่งกลางวันจะเจอปัญหาเรื่องทานข้าว

เคล็ดนิดหนึ่งลุกแล้วอย่าล้างหน้า ทำให้ไอ จามได้ (สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องระบบหายใจ) ผมเดาเอาจากการปฏิบัติของพระป่าว่า ไม่อาบน้ำล้างหน้าแน่ เพราะฉะนั้นการจิบของอุ่นๆอย่างชาที่กล่าวมายอมดีแน่

ที่จริงผมว่าทำเป็นเรื่องมากไปเอง คิดอยากนั่งเมื่อไรก็ได้ (คุณหนุ่ม kk แนะนำแล้วว่าเรื่องมากเดี๋ยวกลายเป็นการสร้างภพไปเปล่าๆ เห็นด้วยครับ) แต่เราหน้าใหม่ก็ต้องหาเครื่องทุนแรงทางลัด

ทั้งนี้ทั้งนั้นการเตรียมตัวเรื่องศีล ศรัทธาสำคัญที่สุด ผมว่าแค่เตรียมแล้วไม่นั่ง ก็สุดคุ้มแล้ว

 จากคุณ : บก [ 4 ก.พ. 2544 / 13:22:46 น. ]
     [ IP Address : 202.28.71.175 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (หนุ่ม (kk))

น่าอิจฉาคุณบกนะครับ ภาระทางโลกของผมยังมีอีกมาก
กิเลส ตัณหามันรุมเร้า หนีก็ไม่ได้ จึงต้องยอมรับ และเรียนรู้มันไป

 จากคุณ : หนุ่ม (kk) [ 4 ก.พ. 2544 / 16:43:36 น. ]
     [ IP Address : 161.200.42.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (บก)

หลังจากอ่านที่คุณหนุ่ม kk เขียนมามีความรู้สึกอะไรแว็บเข้ามาในหัวใจ ผมสองจิตสองใจไม่ทราบว่าจะแสดงความรู้สึกผ่านทางนี้สมควรหรือเปล่า คิดอีกทีไหนๆก็จะหยุดสักอาทิตย์ เพราะไม่อยากรบกวนเรื่องของเราให้ยืดยาว ค่อยถามใหม่เมื่อหยุดไปนั่งสักพักอะไรประมาณนั้น ก็ขอบรรเลงดังนี้...

ที่อยากจะปรับทุกข์กับคุณหนุ่ม kk ก็คือ
อย่าอิจฉาผมเลย ผมไม่มีอะไรที่น่าอิจฉาหรอก ชีวิตไม่ประสพความสำเร็จเมื่อเพื่อนฝูงเขาหรอก ทำอะไรก็ไม่ค่อยจริงจัง เล่นเสียส่วนใหญ่ แถมโมหะก็มากอีกต่างหาก

และที่สำคัญคือคุณหนุ่ม kk ทำตัวถูกต้อง ผมผ่านช่วงวัยนั้นแล้ว ผมก็ว่าผมไม่เห็นทำอะไรผิด เราอยู่ในโลกก็ใช้ชีวิตแบบโลกย์ สำคัญว่าพอมีศีลธรรมบ้าง ขาดอะไรก็ปลงอาบัติต่อศีลเอา ขออย่าถึงกับปาราชิกเป็นใช้ได้

ผมเคยฆ่าสัตว์ เคยลักทรัพย์ เคยพูดปด ทานเหล้าหัวราน้ำเป็นประจำ ที่ยังไม่ปาราชิกก็คือข้อสามไม่เคยล่วง (ด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้ผมไม่เจอปัญหาครอบครัวเลย แถมยังเกื้อหนุนด้วย)

ข้อหนึ่งตอนนี้สำรวมสุดชีวิต จนบางครั้งหัวเราะว่า ตัวเองเป็นไปได้ ทำไมคราวก่อนโน้นถึงหัวเราะผู้อื่นที่ทำแบบนี้ กล่าวคือก่อนปีใหม่ (เริ่มนั่ง) จนถึงตอนนี้ผมเลี่ยงสุดชีวิต ไม่ว่าเป็นมดปลวก ยุง อะไรที่เป็นสัตว์ จุดนี้ที่ผมเห็นข้อดีมากถึงกับบอกว่าเพียงแค่เตรียมนั่งโดยไม่ต้องนั่งก็ถึงองค์ฌาณสามแล้ว และผมหมายความอย่างนั้นจริงๆ

ข้อสองเลิกมานานแล้ว อะไรใกล้เคียงก็หลีก เช่นเบียดบัง หรือ commission (โลภะผมมีน้อยที่สุด เพราะไม่มีอะไรเลย)

ข้อสี่นี้แหละเป็นปัญหากับผมมาก ตัวผมสักระดับ สัมผับปลาปา เวรมณี เพราะชอบแซว แกล้ง ชาวบ้าน รวมทั้งพูดสนุกกระทุ้งให้คนเข้ารู้สึกด้วยอาการแรงๆเสมอ ติดเป็นคนขี้หมั่นใส้ แต่ไม่ค่อยมีใครถือสาอาจเป็นว่าผมเมตตาสูงกระมัง แต่หลายครั้งตัวเองรู้สึกไม่ดี เพราะการพูดหวาดเสียวแล้วไปเฉี่ยวใจใคร มันเป็นของไม่น่าประพฤติเป็นอย่างยิ่ง บาป

ข้อห้าเลิกมาปี สองปี เพราะสุขภาพไม่ให้ (ประเภทไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา)

ที่สำคัญคือผมเป็นพุทธศาสนิกชน เชื่อเรื่องสั้นๆง่ายๆ เช่นทุกข์ อริยสัจ แบบคนโบราณ ประเภทอื่นนอกเหนือจากนั้นไม่รับ ถ้าเลี่ยงที่จะรับฟังได้ก็จะทำ เพราะมิเช่นนั้น ผมต้องละเมิดข้อสี่อีก นอกจากในใจเกิดอกุศลแล้ว ยังสร้างศัตรู เปล่าๆ เอาเป็นว่าใครเชื่ออะไรก็เชื่อไป ตราบใดที่ไม่บ้าเลือดนักก็ทนเอา ไอ้เรื่องที่จะล้มล้างความคิดคน ลืมได้เลย ยากมาก เลี่ยงเสียดีกว่า นี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ผมไม่ชอบพูดเรื่องธรรมะกับใคร (ที่จริงไม่รู้ด้วยน่าจะถูกต้องที่สุด)

ผมผ่านทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ถ้าเหลือก็คือเรียนตัวเองอย่างจริงจัง เรียนนอกตัวพอเสียที

เพราะฉะนั้นคุณหนุ่ม kk ควรใช้ชีวิตให้คุ้มค่า (ถูกต้องในระดับหนึ่งก็แล้วกัน) แล้ววันหน้าก็จะเวียนมาถึงคุณบ้าง คงเป็นรอยเดิมกับที่ผมกำลังเดิน ซึ่งตอนนั้นไม่มีผมแล้ว

ถ้าผมจะอาบัติทุกกฎ ก็คือการเพ้อเจ้อในลานธรรมนี้แหละ   :-)

 จากคุณ : บก [ 4 ก.พ. 2544 / 17:59:55 น. ]
     [ IP Address : 202.28.71.175 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (listener)

ขออนุโมทนา ขอให้ล่วงหน้าไปถึงฝั่ง โดยเร็ว
ถ้าการจดบันทึกเป็นภาระแก่จิต เมือใด ระงับไว้ก่อน เพื่อสิ่งสำคัญกว่า ก็ได้ครับ

 จากคุณ : listener [ 4 ก.พ. 2544 / 19:56:02 น. ]
     [ IP Address : 203.149.41.34 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (ปอ)

ผมคิดว่าคุณบกน่านะลองไปเดินธุดงค์น่ะครับ  ไม่เกิน 6 ปีรับรองว่าได้ประสพการณ์ดี ๆ มาเล่าให้ฟังได้น่ะครับ  หรือไม่หากกลับมาอ่านอีกก็งง ๆ ว่ามันคืออะไรหนอ   แต่หากเกิดอะไรขึ้นมาก็ไม่อาจโทษใคร  เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมีการทดสอบตัวของมันเสมอ  เดินคนเดียวน่ะครับสนุกดี 

 จากคุณ : ปอ [ 4 ก.พ. 2544 / 21:31:07 น. ]
     [ IP Address : 203.148.188.95 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (tchurit)

สงสัย คุณบกคงไม่มีโอกาสได้ดูหนังตามบทของผมหรอกครับ
เพราะว่า
๑.สิ่งที่ผมต้องการจะนำเสนอนั้นเป็น นามธรรมที่เป็น สนทิฎฐิโก
(ต้องเห็นเอง _ ยังนึกวิธีที่ถ่ายทอดออกมาเป็น รูปธรรมให้คนอื่นเข้าใจไม่ได้ด้วยสิครับ)
๒.ถึงเขียนอย่างไร ? ก็ไม่มีทางเทียบ หรือถ่ายทอดความมหัศจรรย์ของพระไตรปิฏกออกมาได้
๓.เขียนออกมาแล้ว คงมองไม่เห็นผู้กำกับคนใดที่พอจะกำกับตามบทที่ผมคิดได้ ด้วยสิครับ
๔.ถึงทำข้อ ๑_๓ ได้จริงๆ  หนังก็คงเจ๊งอยู่ดีครับ
   : )

 จากคุณ : tchurit [ 5 ก.พ. 2544 / 10:13:53 น. ]
     [ IP Address : 203.157.42.217 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (หนุ่ม (kk))

คุณบกครับ โลกธรรมนั้นมันไม่ยั่งยืน
โลกยิ่งเจริญทางวัตถุมากขึ้นเท่าไหร่
เรายิ่งต้องทำงานหาเงินมาแลกวัตถุมากขึ้นเท่านั้น

ผมคิดว่าคุ้มแล้ว ที่ชีวิตนี้ได้พบพระพุทธศาสนา ครูบาอาจารย์
และเพื่อนๆ ชาวลานธรรม
ถ้าชาตินี้เอาดีไม่ได้ ก็โง่นัก และคงจะต้องโง่ต่อไปอีกนาน

จะพยายาม คลานๆ เดินๆ ต่อไปตามลำพังครับ
เขียนเยอะๆ เดียวอัตตาพองโต.. กิเลสคาบไปกิน =)

 จากคุณ : หนุ่ม (kk) [ 5 ก.พ. 2544 / 21:49:41 น. ]
     [ IP Address : 168.120.26.215 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (น้องนาง)

ขอมาศึกษาธรรมด้วยคนนึงค่ะ 

 จากคุณ : น้องนาง [ 7 ก.พ. 2544 / 21:27:53 น. ]
     [ IP Address : 203.151.77.229 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (mahatep@hotmail.com)

สาธุ ดีครับ อ่านกะทู้นี้แล้วได้ประโยชน์มาก

 จากคุณ : mahatep@hotmail.com [ 10 ก.พ. 2544 / 23:33:10 น. ]
     [ IP Address : 203.170.157.35 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (เด็กวัด)

สติปัฏฐานสี่
        ทุกข์เป็นความรู้สึกเกิดที่จิต จิตคิดไปเองทั้งนั้น จิตไม่คิดก็ไม่เป็นทุกข์ จะดับทุกข์ก็ต้องดับที่จิต พลังจิตไม่พอดับทุกข์ไม่ได้หรอก เหมือนกับจะเลิกยาเสพติด ถ้าพลังจิตไม่พอก็เลิกไม่ได้เพราะใจมันแพ้อยู่ จะให้จิตมีพลังก็ต้องฝึกจิต ก็คือทำสมาธินั่นเอง
        ในอริยสัจสี่มีมรรคเป็นหนทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ในมรรคมีสติชอบ ในสติชอบมีสติปัฏฐานสี่เป็นตัวฝึกจิตให้มีพลัง แต่การปฏิบัติตามสติปัฏฐานสี่จะต้อง ”มีความเพียร มีสติ และสัมปชัญญะ” ความเพียรชอบเป็นเรื่องของสัมมัปธาน สติสัมปชัญญะเป็นเรื่องของสติปัฏฐานสี่ ผลปฏิบัติที่ได้ออกมาเป็นสัมมาสมาธิ จึงนิยมเรียกสติปัฏฐานสี่อีกอย่างหนึ่งว่า “ทำสมาธิ” เพราะได้ง่ายกว่า
สัมมัปธาน เป็นความเพียร 4 อย่าง
1) เพียรระวังอกุศลที่ยังไม่เกิดขึ้นในจิตใจไม่ให้เกิดขึ้นอีก อันนี้ก็คืออินทรีย์สังวร เป็นการมอบกายมอบกายต่ออาจารย์ละความตลกคึกคะนองมาสำรวมกายสำรวมใจ อินทรีย์สังวรเป็นสีลานุสติ
        2) เพียรละอกุศลที่เกิดขึ้นในจิตใจ เป็นการรักษาศีล เป็นการทำกาย วาจา ใจ ให้สุจริต
                - กายสุจริต คือทำการงานชอบ และเลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ ละจากการทำลายชีวิตของผู้อื่น ละจากการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ ละจากการประพฤติผิดในกาม และละจากการเลี้ยงชีพที่ผิด
                - วจีสุจริต ทำวาจาชอบโดย ละเว้นจากการพูดส่อเสียด  ละเว้นจากการพูดหยาบคาย  ละเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ และละเว้นจากการพูดเท็จ
                - มโนสุจริต โดยมีความดำริชอบ ละออกจากกาม ละออกจากความคิดพยาบาทปองร้ายผู้อื่น ละออกกาจความคิดที่จะเบียดเบียนผู้อื่น ปลิโพธิ 10 นิวรณ์ห้า ก็อยู่ในนี้
        ความเพียรละ สีลานุสติ
3) เพียรทำกุศลที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น ให้ทาน เสียสละกำลังกาย วาจา และทรัพย์เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นๆ เป็น จาคานุสติ เพียรทำพรหมวิหารสี่ และเพียรทำสติปัฏฐานสี่ให้แจ้ง
        4) เพียรรักษากุศลที่มีอยู่ ต้องมีความขยันหมั่นเพียรในทำสติปัฏฐานสี่อยู่เสมอ จิตจะได้ไม่ตก จะได้บรรลุถึงจุดประสงค์ที่ตั้งใจไว้
        ความเพียรทำได้เท่าไรเอาเท่านั้น เมื่อทำสมาธิถึงระดับหนึ่งจิตก็จะสงบจะเกื้อกูลกันไป เอง ผู้ที่ทำสมาธิแม้สิ่งที่เลิกยากดังเช่น บุหรี่ หรือยาเสพติด ก็สามารถเลิกได้ เพราะกำลังใจมีพอ
        ก่อนจะทำสมาธิจะต้องเราตั้งจุดประสงค์เสียก่อน (อุปมานุสติ) ว่าจะเอาถึงขั้นนิพพานหรือขั้นลดละ และบำเพ็ญความเพียรดังที่กล่าวมาแต่ต้น ก่อนนั่งทำสมาธิจะต้องเริ่มต้นด้วยการสวดมนต์ระลึกถึงพระคุณพระพุทธ (พุทธานุสติ), พระธรรมคุณ (ธัมมานุสติ), พระสังฆคุณ (สังฆานุสติ) และระลึกถึงคุณของบุคคลที่ช่วยชี้แจงแนะนำในการทำสมาธิ (เทวตานุสติ) ซึ่งเป็นผู้เสมือนทำเราให้เป็นเทวดา การระลึกถึงพระคุณไม่ได้อยู่ที่คอยแต่ท่องสวดมนต์เพียงอย่างเดียว แต่จะรวมถึงการศึกษาพระธรรม การปฏิบัติธรรมะเพื่อบูชา การเข้าไปขอคำแนะนำ การเชื่อฟังคำสั่งสอน การรับใช้ และการบริจาคสิ่งต่างเพื่อจรรโลงศาสนา ก็ถือว่าเป็นบูชาคุณด้วย หลังจากนั้นให้หาที่สงบนั่งขัดตะหมาด หรือขัดสมาธิเพชรก็ได้ กายตั้งตรง มือวางไว้ที่หน้าตัก มือขวาทับมือซ้าย มือแม่มือชนกัน
        หมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือหมวดกาย หรือกายในกาย หรือปฐมฌาน หมายถึง การใช้สติกำหนดจิตให้สัมพันธ์กับกาย จนเป็นทั้งสมาธิอยู่กับที่ และสมาธิเคลื่อนไหว (ทุกอริยาบถเป็นสมาธิ) ในหมวดนี้จะเริ่มด้วยฝึกจิตให้สัมพันธ์กายลมก่อน ต่อมาค่อยฝึกจิตให้สัมพันธ์กับ หู ตา จมูก ลิ้น และกาย ซึ่งเป็นกายเล็กในกายใหญ่ ในหมวดนี้ในพระสูตร จะแบ่งเป็น 4 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับลมหายใจยาว ขั้นที่ 2 รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับลมหายใจสั้น ขั้นที่ 3 รู้ความที่ลมหายใจปรุงแต่งกาย และขั้นที่ 4 ระงับลมหายใจที่ปรุงแต่งกายจนมีความเป็นสมาธิ (จิตสงบ) ที่มี ปีติ และสุข ได้ปรากฏชัด การอธิบายตามพระสูตรเข้าใจยาก จึงจึงขออธิบายตามแนวทางการปฏิบัติโดยเอาปรากฎการณ์ที่เกิดกับจิต 4 ขั้น ดังนี้
        ขั้นที่ 1 การบริกรรม (คณนา) เริ่มนั่งสมาธิด้วยการใช้สติกำหนดให้จิตอยู่ลมหายใจ (อานาปานสติ) ลมหายใจไปถึงไหนจิตไปถึงนั่น ในขั้นแรกให้ทดลองหายใจทั้งยาว และสั้น ทั้งทดลองหายใจแรง และเบาละเอียดก่อน ให้สังเกตว่ามันปรุงแต่งจิตอย่างไร จะสังเกตได้ว่าลมหายใจแรงสั้นเป็นลมหายใจของคนโกรธ ลมหายใจยาวเบาละเอียดเป็นลมหายใจของคนที่มีความสุขกายสบายใจ รู้แค่นี้ถือว่าปฏิบัติได้ขั้นที่ 1 รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับลมหายใจยาว ขั้นที่ 2 รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับลมหายใจสั้น ให้เลือกเอาลมหายใจที่พอเหมาะแก่ตัวเรา คือ พอเหมาะกับจิตจะตามลมหายใจได้มาเป็นตัวกำหนด ใช้จิตตามลมหายใจโดยไม่บริกรรม จะเห็นว่าเผลอประเดี๋ยวเดียวจิตไปมีอารมณ์เป็นอื่นเสียแล้ว จิตจะไม่ค่อยตามลมหายใจ มักซัดส่ายไปมีอารมณ์เป็นอื่นเสียแล้ว จึงหาคำใช้สำหรับท่องบ่นเพื่อให้จิตมีงานทำมากขึ้น หายใจเข้าบริกรรมว่า “พุทธ” หายใจออกบริกรรมว่า “โธ” วิธีการเช่นนี้เรียกว่า “การบริกรรม”  จะทำให้จิตตามลมหายใจได้นานๆ
        เริ่มบริกรรมใหม่ๆ จิตยังคงมีอารมณ์เป็นเช่นเดิมคือ เผลอประเดี๋ยวเดียวจิตไปมีอารมณ์เป็นอื่นเสียแล้ว รู้สึกตัวเมื่อไรให้ไปดึงกลับมาบริกรรมต่อไป ต่อมาจะค่อยๆ รู้สึกชินไปเองไม่ใคร่จะหนีหายไปไปเหมือนก่อน ในขณะนั่งอยู่นั้นจะเกิดอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย อาการแบบนี้เรียกว่า “ขันธ์มาร” ให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา หากปวดเมื่อยนักก็ขยับได้ ถ้าไม่หนักหนาสาหัสก็ให้อดทนไว้ เพราะการทำสมาธิเป็นการฝึกความอดทนอย่างหนึ่งเหมือนกัน
        เมื่อจิตปักอารมณ์ยึดอยู่กับลมหายใจได้ ถือว่าได้องค์ฌานแรก คือ “วิตก” หมายถึง จิตปักอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง อารมณ์นั้นคือลมหายใจ
        ต่อมาคำบริกรรมที่เคยทำให้จิตสงบกลับกลายเป็นทำให้จิตว้าวุ่น ให้เลิกบริกรรมใช้จิต “ตามลมหายใจ” เพียงอย่างเดียว
        ขั้นที่ 2 ตามลมหายใจ (ผุสนา) ตอนนี้ให้ปรับลมหายใจให้เบาละเอียดและยาวขึ้น ให้ละเอียดจนแทบจะจับรอยต่อของลมหายใจเข้าออกไม่ได้ สาเหตุที่ให้ปรับลมหายใจก็เพราะ “ลมหายใจยิ่งละเอียดเท่าใดจิตยิ่งสงบขึ้นเท่านั้น“
        ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปจิตมีความสงบพอที่จะเริ่มพิจารณาต่างๆ ที่เข้ามาในจิตใจได้บ้างแล้ว อารมณ์ที่เข้ามาในจิตใจเรียกแตกต่างกันไป อาจารย์บางท่านเรียกว่า “ปลิโพธ” หมายถึงสิ่งที่ทำให้กังวลใจ อาจารย์บางท่านเรียกว่า “มาร” เพราะคอยรบกวนจิตใจจะให้ออกจากสมาธิ อาจารย์บางท่านเรียกว่า “องค์ธรรม” เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นสภาวะธรรมที่แท้จริง ใช้สอนจิตใจของเราได้ ในพระสูตรเรียกว่า “นิวรณ์ห้า” เมื่ออารมณ์เหล่านี้เข้ามาแล้วให้พิจารณาให้รู้ดีรู้ชั่ว อันนี้เรียกอีกอย่างว่า “โยนิโสมนสิการ” บ้าง อาจารย์บางท่านเรียกว่า “ให้ดูจิตตนเอง” เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นสิ่งชั่วให้ปล่อยวางไปเลย สิ่งใดดีพิจารณาเสร็จแล้วให้ปล่อยวางไป ไม่ให้แบ่งฝ่ายถือเอาความดีเหยียดหยามผู้อื่น แต่ให้ถือเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ให้คิดและทำแต่เรื่องปัจจุบัน อดีตกับอนาคตไม่ต้องกล่าวถึง  ยิ่งปล่อยวางได้เร็วเท่าความสงบยิ่งเกิดขึ้นเท่านั้น การปล่อยวางเป็นศีล ศีลทำให้จิตใจสะอาด เมื่อจิตสะอาด ใจก็จะสงบ เมื่อใจสงบจิตก็สะอาด และปัญญาก็จะเกิดตามมา ปัญญาจะทำให้รู้จักปล่อย นี่เรียกว่า สะอาด(ศีล) สงบ(สมาธิ) สว่าง(ปัญญา) มันเกื้อกูลกัน
ในสมัยโบราณสามารถพิจารณาอาหารที่คนตายกินไป (อาหาเรปฏิกูลสัญญา)  ว่ามันไม่น่าดู สามารถพิจารณาอาการ 32 (ถามผู้รู้บางท่านบอกว่าน่าจะเรียกว่า”อสุภภะสัญญา” มากกว่าที่จะเรียกว่า”กายคตาสติ”) ว่าไม่น่าดู พิจารณาคนเราเมื่อตายไป (มรณาสติ) เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง ร่างกายเริ่มเขียวคล้ำ ค่อยๆ เน่าเปื่อยผุสลายในที่สุด (อสุภภะกรรมฐาน 9 อย่าง) สุดท้ายก็คืนสู่ธาตุดิน น้ำ ลมไฟ (จตุตววัตถานธาตุ) ทุกสรรพสิ่งเกิดขึ้นมา ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีอะไรน่ายึดมั่นถือมั่น เป็นไปตามกฏของไตรลักษณ์ คือไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และไม่มีตัวตน ซึ่งสิ่งเหล่านี้หาพิจารณาได้ยาก ปัจจุบันมักจะพิจารณาอารมณ์ที่เข้ามาในจิตใจในแง่ของไตรลักษณ์ ที่กล่าวมานี้เป็นหมวดธรรมที่อยู่ในหมวดกาย
        สมาธิเคลื่อนไหว อยู่ในอิริยาบถบรรพกับสัมปชัญญะบรรพ ตอนนี้ให้เริ่มฝึกสมาธิเคลื่อนไหวของหลวงปู่เทียนได้แล้ว เริ่มต้นด้วยการนั่งท่าเดิม มือขวาวางไว้ที่ต้นขาขวา มือซ้ายวางไว้ที่ต้นขาซ้าย ค่อยๆ ยกมือขวามาไว้ที่สะดือ ยกมือซ้ายมาไว้ที่สะดือ ยกมือขวากลับไปวางไว้ที่ต้นขาขวา ยกมือซ้ายไปวางไว้ที่ต้นขาซ้าย ทำวนเวียนอย่างนี้ ทำอย่างช้าๆ ยิ่งทำช้าเท่าใดสมาธิยิ่งตั้งมั่นและสุขุมประณีตนิ่มนวลมาก การทำสมาธิเคลื่อนไหวไม่ได้อยู่ที่ท่านั่งแต่เพียงอย่างเดียวจะยืน เดิน นั่ง นอน ดื่ม กิน ถ่าย ทำงาน หรือไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใดเอาจิตไปไว้ที่มันเคยอยู่ ถ้าเห็นว่าขั้นตอนที่เคยทำไว้มันไม่ดีจะค่อยปรับปรุงก็ได้ สมาธิเคลื่อนไหวเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “รู้สึกตัวทั่วพร้อม” ให้พึงระลึกอยู่เสมอว่าการทำสมาธิไม่ได้อยู่ที่ท่านั่งเพียงอย่างเดียวให้ฝึกอยู่เสมอไม่ว่าไปไหนมาไหน ตราบใดมีสติ จิต และกายอยู่ทำได้ตลอด และขอร้องว่าอย่าไปทำแบบปิดจังหวะที่แบบ ยกหนอ ย่างหนอ กดหนอ ฯลฯ เพราะเวลาไปใช้กับชีวิตจริงต้องฝึกใหม่ครับ สู้ทำให้เหมือนกับชีวิตจริงไม่ดีกว่าหรือครับ
        วสีทั้งห้า เป็นการฝึกความชำนาญห้าอย่าง คือ เข้าสมาธิหรือเข้าฌาน ออกจากสมาธิ กำหนดจิตไปอยู่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ฝึกพิจารณาสิ่งที่จิตอยู่ ฝึกให้จิตอยู่กับสิ่งนั้นนานๆ การเข้าออกจากฌานมีประโยชน์มาก การเข้าคือการเพิ่มสติ การออกคือ การลดสติ จะมีประโยชน์ในตอนเกิดปีติ และใช้ในระดับสูงกว่านั้น สำหรับการพิจารณาเป็น“โยนิโสมนสิการ” หรือ “ให้ดูจิตตนเอง” เพื่อทำให้ความสงสัย(วิกิจฉา) หายไป หรือเป็นการทำความเห็นชอบให้รู้แจ้ง
        สรปการฝึกทำสมาธิในห้วงนี้ คือ เราฝึกทั้งสมาธินั่ง สมาธิเคลื่อนไหว ฝึกพิจารณาสิ่งที่เข้ามาในจิตในแง่ของเจโตวิมุติคือค่อยตัดด้วยฌาน ฝึกพิจารณาไตรลักษณ์ในแง่ของปัญญาวิมุติ และฝึกความชำนาญทั้งห้า
                เมื่อจิตสงบขึ้นลมหายใจจะละเอียดขึ้นตาม ต่อมาร่างกายค่อยเหยียดตั้งตรงเกือบจะจรดเพดานห้องที่เราทำสมาธิ ท่านั่งทำสมาธิถูกปรับให้เข้าที่เข้าทางขึ้น อาการเหล่านี้อาจารย์บางท่านเรียกว่า “อาการฌาน” คือเป็นอาการที่เกิดจากการทำสมาธิ อาจารย์บางท่านเรียกว่า “อาการญาณ” อาการเหล่านี้จะเกิดสลับกับอาการนิ่งสงบเหมือนไม่ก้าวหน้า บางครั้งยังนึกว่า “เราจะนั่งทำไม” แต่ความจริงอาการอย่างนั้น เป็นอาการที่จิตสะสมพลังความสงบ
        เมื่อลมหายใจละเอียดมากขึ้น จิตก็ไม่สามารถจะจับความรู้สึกลมหายใจที่มากระทบจากข้างนอกได้ เหมือนกับลมหายใจที่มาจากข้างนอกหายไป ต่อมาจิตไม่สามารถจะจับลมหายใจที่อยู่ข้างในได้ เหมือนกับลมหายใจที่อยู่จากข้างในหายไป รู้แต่เพียงว่ามีลมหายเข้าและออกตรงปลายจมูกเท่านั้น จึงใช้จิตเฝ้า “ดักลมหายใจ”ตรงปลายจมูก ตอนนี้เมื่อพิจารณาดูตนเองจะเหลือแต่หัวตัวไม่มี
        ขั้นที่ 3 ดักลมหายใจ เมื่อลมหายละเอียดขึ้นอีกจิตก็จับลมหายไม่ได้เลย เหมือนเราไม่ได้หายใจ เมื่อพิจารณาตรงหน้าเราก็จะปรากฎแต่ที่ว่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้ (อากาสานัญจายตนะ) บางครั้งรู้สึกเวิ้งว้างเหมือนกับอยู่ตัวคนเดียว ให้ใช้ที่ว่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้นเป็นอารมณ์ในการทำสมาธิ ที่ว่างไม่มีที่สิ้นสุดนี้เป็นอรูปฌานซ้อนอยู่ในรูปฌาน (สติปัฏฐานสี่)
        เมื่อทำสมาธิต่อไปจะปรากฎแสงสว่างขึ้น ห้องทั้งห้องที่เรานั่งอยู่จะค่อยๆ สว่างขึ้น เมื่อลืมตาดูกลับมืดอยู่เหมือนเดิม อันนี้เป็นนิมิตแสงสว่าง
        ต่อมารู้สึกได้กลิ่นหอมบางอย่าง บางครั้งเป็นกลิ่นที่หอมอย่างประหลาดที่เราไม่ได้เคยดมมาก่อน แต่บางครั้งได้กลิ่นเหมือนสัตว์ตาย หรือเหมือนกลิ่นศพ บางครั้งก็ได้กลิ่นธูปควันเทียน
        เมื่อทำสมาธิต่อไปจะเกิดเป็นนิมิตมีคนจำนวนมากอาจถึง 30-40 คน มารออยู่ที่หน้าบ้าน จะเข้ามาก็เข้ามาไม่ได้ เมื่อแผ่ส่วนกุศลโดยเพ่งจิตไปที่คนเหล่านั้นพร้อมกับกล่าวว่า “ข้าฯ ขออุทิศส่วนกุศลทั้งในการทำสมาธิครั้งนี้ให้แก่บุคคลและสัตว์ที่พบเห็นในครั้งนี้” พร้อมๆ กับส่งกระแสจิตไปยังบุคคลและสัตว์ดังกล่าวๆ ก็ค่อยๆ หายไป  เมื่อก่อนนั้นการทำสมาธิไม่ใคร่จะแผ่ส่วนกุศลให้ใคร หลังจากประสบการณ์ในครั้งนี้ก่อนทำสมาธิต้องแผ่ส่วนทุกครั้งยกเว้นลืม เมื่อแผ่ส่วนกุศลให้แล้วบุคคลและสัตว์ที่เคยมาขอส่วนบุญจะค่อยๆ หายไป
        ต่อมาเกิดเป็นนิมิตที่เป็นนรก สวรรค์ บางที่ที่เห็นสวยงามมาก ต่อได้เห็นพระพุทธเจ้าท่านมีพระวรกายเปล่งรัศมีออกมาสวยงามมาก เกิดความปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก และได้เข้ากราบ เบื้องยุคลบาท
        ต่อมาเกิดเป็นนิมิตที่เป็นกรรมเก่า ตอนเล็กเคยยิงนกเอี้ยงโครงเล็กไว้ โดนที่ตาพอดี นั่งมาถึงตอนนี้ทีไร เห็นแต่ภาพนกตัวนี้ เห็นนานมาก อุทิศส่วนกุศลให้ก็แล้วก็ยังไม่ใคร่หายไป ตั้งแต่ปี 20 เป็นต้นมา ผมรู้สึกปวดตาซ้ายจนบัดนี้ก็ยังไม่หาย อาจจะเป็นเพราะนกตัวนี้ไม่ยอมอโหสิกรรมให้ก็ได้
        เมื่อนิมิตที่เป็นนกหายไป ต่อมาเกิดความเบื่อหน่ายอย่างสุดขีด พอนั่งสมาธิได้แปล๊บเดียวก็ผุดลุกขึ้น เมื่อลุกขึ้นก็อยากนั่งใหม่ เป็นอยู่อย่างนี้อยู่นาน เมื่ออาการเหล่านี้หายไปก็สงบนิ่งเหมือนไม่มีอะไร
        วิจาร หมายถึงการพิจารณาอยู่ในอารมณ์นั้น เป็นขั้นที่ 3 รู้ความที่ลมหายใจปรุงแต่งกาย เกิดขึ้นตั้งแต่คำบริกรรมทำให้จิตใจไม่สงบจนถึงเกิดความเบื่อหน่ายอย่างสุดขีด
ขั้นที่4 สู่ความมั่นคง (ฐปนา) ตรงกับขั้นที่ 4 ในพระสูตรคือ ระงับลมหายใจที่ปรุงแต่งกายจนมีความเป็นสมาธิ (จิตสงบ) ที่มี ปีติ และสุข ได้ปรากฏชัด เมื่อทำสมาธิต่อไปก็ปรากฎอาการปีติ ปีติ คือ ความสุขที่ฟุ้งซ่าน เกิดจากการเราใช้สติควบคุมจิตมากเกินไป ปีติ เป็นองค์ฌานที่สาม มี 5 อาการดังนี้
- ขุททกาปีติ ปีติเล็กน้อย จะมีอาการขนลุกซู่ซ่า น้ำหู น้ำตาไหล น้ำลายไหล
- ขณากาปีติ ปีติชั่วขณะ จะรู้สึกแปลบๆ ตามตัว คันยิบคันยับตามตัว เหมือนมีมดไต่ไรตอม เหมือนมีแมลงเข้าจมูก
- โอกกันติกาปีติ ปีติเป็นระลอก จะมีอาการตัวโยก ตัวหมุน  ตัวเอียงคลื่นไส้อาเจียร
- อุพเพกาปีติ ปีติโลดลอย จะมีอาการตัวเบา ตัวลอย เหมือนจะเหาะได้
- ผรณาปีติ ปีติซาบซ่าน มีอาการซาบซ่าน เย็นๆ ร้อนๆ เสียวไปทั่วสรรพางค์กาย
        ปีติที่เกิดขึ้นนี้แต่ละคนจะเกิดไม่เหมือนกัน บางคนรู้สึกเหมือนตัวลอย บางคนรู้สึกเสียวแปลบปลาบไปตามตัวบางคนเกิดได้หลายอาการ สำหรับผมจะเกิดอาการตัวเอนไปข้างหลัง เมื่อค่อยๆ ลดสติ (ทำเหมือนจะออกจากสมาธิ) อาการเหล่านี้จะหายไป เกิดความสบายใจดื่มด่ำอยู่อย่างนั้น อันนี้เป็นองค์ฌานที่สี่ คือ สุข หากปล่อยไว้จะเกิดอาการ “ติดสุข” เพราะนั่งทำสมาธิแล้วสบายใจไม่อยากไปไหน แต่ไม่ก้าวหน้า
        ให้นำวัตถุกรรมฐานสำหรับจูงจิตให้เป็นสมาธิ คือ กสิณ กสิณมีสิบอย่างเอามาอย่างเดียว หรือจะพระพุทธรูป หรือลูกแก้วของธรรมกายก็ได้ สำหรับผมใช้กระดาษสีขาวมาตัดเป็นวงกลม ให้มีขนาดมองดูตามความรู้สึกแล้วจะอยู่ที่ครึ่งใบหน้าของเรา ให้ดูจนจำได้ เรียกนิมิตนี้ว่า “บริกรรมนิมิต” ถ้าหากนำนิมิตนั้นมาเป็นทำการเพ่งทำสมาธิเมื่อใดก็จะถือเป็น “อุคคหนิมิต” (นิมิตที่ใจเรียน) ทันที แต่ถ้าสามารถย่อขยายนิมิตนั้นได้เมื่อใด ก็จะเรียกนิมิตนั้นว่า “ปฏิภาคนิมิต” (นิมิตเสมือน หรือนิมิตเทียบเคียง) ให้ย่อนิมิตให้มีขนาดเท่าไข่จิ้งจก ก่อนจะย่อได้จะรู้สึกเหมือนใจจะขาด เมื่อย่อได้แล้วจะมีอาการปวดตามใบหน้าและจมูกเมื่อกลับมาดูที่จิตตนเองจะมีความตั้งมั่นมาก สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะจิตเราอยู่ในที่แคบจะมีความตั้งมั่นมาก  จิตแบบนี้ที่เรียกว่า จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง เป็นองค์ฌานที่เรียกว่า “เอกัคคตา” อาจารย์บางท่านเรียกว่า “จิตรวม” บางท่านเรียกว่า “ได้ฌาน” หรือ “ได้สมาธิ” แล้วแต่จะเรียกกันไป
        มีวิธีการทำอีกอย่างหนึ่งคือ ให้เคลื่อนย้ายจิตไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เราจะเห็นขนาดของจิตที่เราใช้ทำสมาธิ สุดท้ายให้เอาวางไว้ที่ปลายจมูก แล้วค่อยๆ บีบให้มีขนาดเล็กลงเท่าไข่จิ้งจก วิธีนี้ก็ได้ผลเหมือนกับการเอากสิณมาทำเป็นนิมิต แต่อยู่ได้ไม่นานต้องฝึกบ่อยๆ อาจจะเป็นบางคนก็ได้นะ
        ให้ลดสติลงทำเหมือนกับจะออกสมาธิ อาการปวดตามจมูกและใบหน้าจะหายไป จิตที่เคยจับลมหายใจไม่ได้ ตอนนี้กลับมาจับอาการเข้าออกลมหายใจที่ปลายจมูกได้ ไม่ต้องไปสนใจอาการเข้าออกของลมหายใจมากนัก ให้สนใจที่ว่างที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น ตอนนี้จะเกิดอาการตามมาคือ คิดไม่หยุดแต่ไม่ปวดหัว ถ้าใช้สติบังคับให้หยุดคิดเมื่อไรจะปวดหัว อันนี้เป็นปัญญาที่เรียกว่า “ภาวนาปัญญา” ให้ค่อยๆ ควบคุมความคิดโดยหาธรรมะมาพิจารณา ถ้าเรามีข้อมูลสุตะปัญญาเพียงพอคิดอะไรเหมือนกับมีคนมาคอยบอกคำตอบอยู่เสมอ แต่ถ้ามีข้อมูลไม่พอจะไม่รู้ว่ามันเรียกอะไรแต่รู้ว่าเป็นแนวๆ นั้น   ให้พยายามศึกษา “ปฏิจจสมุปบาท” ให้มากไว้ เพราะ “ผู้ใดเข้าใจปฏิจจสมุปบาทผู้นั้นเข้าใจธรรม” ผมศึกษาธรรมอันนี้จากแนวคิดของท่านพุทธทาสมาเป็นปีที่ 5 แล้ว
หมวดเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมวดเวทนา หรือเวทนาในเวทนา หรือทุติยฌาน
ในหมวดเวทนานี้เป็นการฝึกควบคุมความรู้สึกในส่วนที่เป็นความสุข ถ้าฝึกควบคุมสุขได้ต่อไปก็สามารถฝึกควบคุมความทุกข์ได้ (หมวดธรรมเป็นการฝึกควบคุมความทุกข์) เวทนาน่าจะไม่ใช่วิปัสสนา เพราะวิปัสสนาอยู่ในหมวดธรรม
ต่อไปเป็นการทำสมาธินั่งต่อจากปฐมฌาน นั่งต่อไปจะเกิดนิมิตที่เกิดขึ้นเองคล้ายๆ กับที่เกิดในปฐมฌาน ส่วนใหญ่จะเป็นทิวทัศน์ที่สวยงาม แต่บางครั้งก็ปรากฎเกิดเป็นเหตูการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคต  จริงบ้างไม่จริงบ้างไม่ใคร่ใส่ใจ และอย่าไปสนใจมันเลย ไม่มีประโยชน์หรอก ต่อมาจะเกิดอาการสับปะหงก นี่เป็นอาการปีติในทุติยฌาน เป็นขั้นที่ 5 รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับปีติ คือรู้ว่าปีติในทุติยฌานกับปฐมฌานเป็นอย่างไร  อาการอย่างนี้จะเป็นอยู่พักใหญ่ๆ เท่าที่สอบถามอาการปีติที่เกิดยังไม่เห็นแปลกไปจากนี้ จึงยังไม่ทราบว่ามีแตกต่างไปจากนี้หรือไม่ ต่อมาจะเกิดอาการสุขสบายใจ อันนี้เป็นองค์ฌานสุข แต่มีความนุ่มนวลกว่ามาก         นี่เป็นขั้นที่ 6 รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับสุข  และขั้นที่ 7 รู้ปีติและสุขปรุงแต่งจิต จะต่อเนื่องกันคือรู้ทั้งปีติและสุขในปฐมฌานและทุติยฌานปรุงแต่งจิตอย่างไร หลังจากนั้นก็จะเกิดองค์ฌานเอกัคคตา จิตตั้งมั่นมากและนุ่มนวลกว่าปฐมฌานมาก เป็นขั้นที่ 8 ระงับปีติ สุขที่ปรุงแต่งจิต ควบคุมเวทนาได้ในที่สุด
หมวดจิต หรือจิตในจิต หรือตติยฌาน ปฏิบัติมาถึงขั้นนี้จะเห็นได้ว่า จิตของเราตอนนี้มีความบริสุทธิ์ ความบริสุทธิ์ของจิตทำให้มองอะไรที่เข้ามาในจิตใจก็เห็นไปเป็นตามความจริง ขั้นที่ 9 รู้ลักษณะจิตทุกชนิดตามความเป็นจริง ต่อไปเป็นการฝึกทำจิตกัมนียังต์ หรือกัมนีโย (บริสุทธิ์ ตั้งมั่น เหมาะแก่การงาน) ในจิตทั้งหมด จิตเรามีความบริสุทธิ์แล้วจึงฝึกให้จิตมีคุณลักษณะ 2 อย่าง คือปราโมทย์(ร่าเริง) และตั้งมั่น ตอนนี้เราเพียงแต่นึกระหว่างองค์ฌานสุขกับเอกัคคตา จิตก็เป็นไปตามที่เราต้องการ แต่ยังไม่มั่นคงพอ เราจึงฝึกทำกลับไปกลับมาจนคล่องเพื่อจะเอาจิตที่เหมาะสมนั้นไปทำงาน ซึ่งการฝึกจิตแบบนี้เป็นขั้นที่ 10 บังคับจิตให้ปราโมทย์ได้ตามต้อง และขั้นที่ 11 บังคับจิตให้ตั้งมั่นได้ตามต้องการ จะต่อเนื่องกัน
ตอนนี้จิตเรามีความบริสุทธิ์ จิตมีความตั้งมั่น สุขุมประณีตและมีความนุ่มนวลเหมาะแก่การงานมาก เรียกจิตชนิดนี้ว่า กรรมนียังต์ หรือกัมนีโย (ไม่ทราบว่าเขียนผิดหรือเปล่า) อนึ่งในความตั้งมั่นจะมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปอยู่เล็กน้อย หากตั้งมั่นมากจะอยู่กับสิ่งพิจารณานานไม่ได้ และจะต้องมีสุขเจือปนอยู่ด้วยนิดหนึ่ง เพื่อที่จะให้ทำงานได้อย่างมีความสุขได้นาน การเติมความสุขนี้เราจะรู้ด้วยตัวของเราเอง
เราใช้จิตชนิดนี้ผสมผสานกับสมาธิเคลื่อนไหวพิจารณาสิ่งที่เกิดในชีวิตประจำวัน ตอนนี้เขาเรียกว่าเสวยสุขด้วยนามกาย (นามรูป หมายถึง จิตสัมพันธ์กับกาย คือจิตสัมพันธ์กับหู ตา จมูก ลิ้น และกายเป็นสมาธิเคลื่อนไหวนั่นเอง) ปกติกิเลสมันจะมาตอนที่เราทำสมาธิหรอก แต่จะมาที่เราใช้ชีวิตประจำวันอยู่นี่แหละ โดยเฉพาะตอนทำงาน หรือขับรถ ฯลฯ จะเห็นได้ว่าจิตเราตอนนี้มีพลังมากสลัดอะไรก็สลัดได้ตามต้องการ เป็นขั้นที่ 12 บังคับให้จิตสลัดสิ่งควรสลัดได้ตามต้องการ ตอนนี้สติมีอำนาจเหนือจิตแล้ว ภายหลังจิตสลัดอารมณ์แล้ว จะเกิดความว่างเปล่าเป็นอารมณ์ เรียกภาวะนี้ว่า อากิญจัญญายตนะ เป็นอรูปฌานที่ซ้อนอยู่ในรูปฌาน ผู้ทำสมาธิทำมาถึงตรงนี้จะเริ่มมี ”มาร” มาผจญ คือ เกิดความคิดว่า ไม่อยากจะทำต่อไป หรือไม่รู้จะทำไปทำไม เพราะตนเองยังอยู่เพศครองเรือนอยู่ เป็นทางสองแพร่ง ให้เพียรรักษาไว้ให้ดี        
หมวดธรรม หรือธรรมในธรรม หรือจตุตถฌาน เป็นการฝึกพิจารณาธรรมในธรรมทั้งหมด
       
สายเจโตวิมุติ ผู้ทำสมาธิส่วนใหญ่จะบรรลุด้วยเจโตวิมุติ สายนี้จะบรรลุด้วยพลังจิตจากเข้าฌาน หรือทำสมาธิ เป็นการใช้อุบาย หรือพลังจิตค่อยๆ ตัดอารมณ์ที่เกิดจากการสัมผัสทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย และใจ ค่อยตัดทีละอย่างสองอย่าง ตั้งแต่ขั้นที่ 2 ตามลมหายใจ สุดท้ายก็ไม่มีอะไรจะเหลือให้ตัด ดังพระพุทธองค์ทรงตรัสแก่พาหิยะว่า
เมื่อใดตาของเธอเห็นรูปใดแล้ว ให้สักเพียงแต่ได้เห็น
เมื่อใดหูของเธอได้ยินเสียงใดแล้ว ให้สักเพียงแต่ได้ยิน
เมื่อใดจมูกของเธอได้กลิ่นใดแล้ว ให้สักเพียงแต่ได้กลิ่น
เมื่อใดลิ้นเธอได้ล้มรสใดแล้ว ให้สักเพียงแต่ได้ลิ้มรส
เมื่อใดกายเธอได้สัมผัสสิ่งใดแล้ว ให้สักเพียงแต่ได้สัมผัส
เมื่อใดใจเธอได้รับรู้ธรรมารมณ์ใดแล้ว ให้สักเพียงแต่ได้รับรู้
ถ้าเธอทำใจให้มีอุเบกขาเป็นกลาง ตัวของเธอจักไม่มี เมื่อตัวของเธอไม่มี แม้ในโลกอื่นนั่นแหละคือ การสิ้นทุกข์ 
สายปัญญาวิมุติ เป็นขั้นที่ 13 ใช้จิตพิจารณาเห็นตาม อนิจตา (ความไม่เที่ยง) ของทุกสิ่ง สายนี้มองขันธ์ห้าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน ขั้นแรกพิจารณาอาหารที่กินไป (อาหาเรปฏิกูลสัญญา) ว่าไม่มีอะไรน่าดู พิจารณาอาการ 32 (ในส่วนตัวน่าจะเรียกว่า”อสุภภะสัญญา” มากกว่าที่จะเรียกว่า”กายคตาสติ”) ก็ไม่น่าดูอีกนั่นแหละ พิจารณาคนเราเมื่อตายไป (มรณาสติ) เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง ร่างกายเริ่มเขียวคล้ำ ค่อยๆ เน่าเปื่อยผุสลายในที่สุด (อสุภภะกรรมฐาน 9 อย่าง) สุดท้ายก็คืนสู่ธาตุดิน น้ำ ลมไฟ (จตุตววัตถานธาตุ) ทุกสรรพสิ่งเกิดขึ้นมา ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีอะไรน่ายึดมั่นถือมั่น เป็นไปตามกฏของไตรลักษณ์ คือไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และไม่มีตัวตน ขั้นที่ 14 ใช้จิตพิจารณาเห็น วิราคา (ความจางคลาย) ที่เกิดขึ้น ขั้นที่ 15 ใช้จิตพิจารณาเห็น นิโรธา (ความดับ) ที่เกิดขึ้น ขั้นที่ 16 ใช้จิตพิจารณาเห็นอาการสลัดคืน สิ่งที่เคยยึดมั่นถือมั่น (ถอนอุปาทานขันธ์สิ้นทุกข์) ขั้นที่ 14 ถึงขั้นที่ 16 จะเกิดต่อเนื่องกันอย่างรวดเร็วเป็นไปตามสายดับทุกข์ของปฏิจจสมุปบาท
เมื่อทำได้ก็จะไม่ยินดียินร้ายกับอารมณ์ใด และกับสิ่งใด อันนี้เป็นองค์ฌานที่เรียกว่าอุเบกขา เป็นสภาวะที่จิตไม่ยินดียินร้ายกับอารมณ์ใด กล่าวอีกนัยหนึ่งอยู่ในภาวะ “เนวสัญญานาสัญญยตนะ” คือ มีสัญญาเหมือนไม่มีสัญญา เป็นภาวะที่จิตไม่ปรุงแต่งสัญญาในส่วนที่เป็นอวิชชา(สัญญาที่เก็บข้อมูลความไม่รู้ไว้) ปรุงแต่งต่อจากสังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ (ทั้งหมดเป็นระบบสมองและประสาทจนถึงหู ตา จมูก ลิ้น กาย) จึงไม่ทำให้เกิดความรู้สึกที่ชอบและไม่ชอบ ตัณหาก็ไม่เกิด อุปาทาน ภพ ก็ไม่เกิด ภาวะนี้เวทนาก็จะดับไปด้วย เพราะมีเหมือนไม่มี คือสัมผัสอะไรก็รู้สึกเฉยๆ เป็นไปตามปฏิจจสมุปบาท เมื่อปล่อยวางจิตก็กลับคืนสู่ความตั้งมั่นเหมือนเดิม (เอกัคคตา)
การบรรลุทั้งสองสายเป็นเพียงการรับฟังจากอาจารย์และเพื่อนผู้ที่ทำสมาธิบางท่าน เมื่อเปรียบเทียบด้วยปฏิจจสมุปบาทมีความน่าจะเป็นไปได้สูง ขอให้ทดลองลงมือปฏิบัติด้วยตัวเองเสียก่อน แล้วจึงพิจารณาว่ามันเป็นจริงตามนั้นหรือไม่ ได้ผลประการใดแล้วจดบันทึกไว้เหมือนผม แล้วนำมาเล่าสู่กันฟังจักขอบพระคุณยิ่ง
จากการทำสติปัฎฐานสี่ร่วมกับสัมมัปธาน ผลที่ได้ก็สมาธิ ดังนี้
หมวดกาย หรือปฐมฌาน มีองค์ฌาน คือ วิตก (ภาวะที่จิตปักอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง) วิจารณ์ (ภาวะที่จิตพิจารณาอยู่กับอารมณ์นั้น) ปีติ (ความอิ่มอกอิ่มใจ ความสุขที่ฟุ้งซ่านเกิดจากการใช้สติ) สุข (ความสบายใจ) เอกัคคตา (ภาวะที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว)
หมวดเวทนา หรือทติยฌาน มีองค์สมาธิ คือ ปีติ สุข เอกัคคตา
หมวดจิต มีองค์สมาธิ คือ สุข เอกัคคตา
หมวดธรรม มีองค์สมาธิ คือ อุเบกขา เอกัคคตา
สมาธิเป็นความตั้งมั่นโดยภาพรวม องค์ฌานเป็นระดับของความตั้งมั่น ยังมีระดับความตั้งมั่นอยู่อีก 3 ระดับ คือ
- ขณิกะสมาธิ สมาธิชั่วคราว เป็นช่วงระดับ “ได้ฌาน” ได้องค์ฌานที่เรียกว่า เอกัคคตาแล้ว ลุกออกจากการนั่งสมาธิ สติสักพัก หรือสักห้วงหนึ่งสติก็หลุดตาม
- อุปจารสมาธิ สมาธิจวนเจียน อันนี้อยู่ในหมวดจิต เป็นการใช้จิตที่เรียกว่ากัมนียังต์ ร่วมกับสมาธิเคลื่อนไหว สติจะหลุดออกจากไปเป็นบางครั้งบางคราว
- อัปนาสมาธิ สมาธิแน่วแน่ อันนี้อยู่ในจะอยู่ในฌานสี่ หรือหมวดธรรม สมาธิในหมวดนี้แม้จะวิ่ง หรือนอนหลับสติก็ไม่หลุด
                มองในอีกแง่หนึ่งคือ สมถะกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน เดิมเรียกอย่างนี้ ต่อมาเรียกย่อๆ ว่า วิปัสสนากรรมฐาน สำหรับการปฏิบัติดูได้จากบทอาราธนาพระกัมมัฏฐาน ดังนี้
                ข้าพเจ้าจักเจริญกรรมฐานภาวนา                บูชาพระรัตนตรัยอุดม
        สั่งสมทศบารมีธรรม                บำเพ็ญอิทธิบาททั้งสี่
        บ่มอินทรีย์ให้แก่โดยกาล                สังหารนิวรณ์ห้าให้หาย
        สืบสายวิตกวิจารณ์ปิติ                สิริร่วมสุขเอกัคคตา
        ต่อมาให้ถึงฌานสี่                พร้อมด้วยวสีทั้งห้า
ซึ่งจากบทอาราธนาดังกล่าวพอจะพิจารณาได้ว่า สมถะกรรมฐานและวิปัสสนา เขาปฏิบัติในหมวดกายแล้วไปหมวดธรรมเลย หมวดเวทนา และหมวดจิตสามารถปฏิบัติต่อไปจะเกิดขึ้นเองได้ แต่ไม่ใคร่ดีนัก จะเห็นกรรมฐานเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น ตั้งแต่สีลานุสติ จาคานุสติ พรหมวิหารสี่ อุปมานุสติ พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ เทวตานุสติ อานาปานสติ กสินสิบ อรูปฌานสี่ อาหาเรปฏิกูลสัญญา กายคตาสติ มรณาสติ อสุภภะกรรมฐานเก้า(การใช้พิจารณาความไม่เที่ยงในสติปัฏฐานสี่มีแค่เก้าอย่างที่สิบไม่อรรถกถาจารย์ท่านไปเอามาจากไหน) จตุถววัตถานธาตุ จากการสอบถามผู้รู้บางท่าน ท่านบอกว่ากรรมฐานมีมากกว่านี้ เช่น อินทรีย์สังวร อิทธิบาทสี่ โพชชงค์เจ็ด ฯลฯ  การปฏิบัติกรรมฐานสมถะทำให้เกิดสมาธิ ส่วนวิปัสสนากรรมฐานเป็นการพิจารณา 2 อย่าง คือ พิจารณาอารมณ์ที่เกิดจากการสัมผัสด้วยทวารทั้งแล้วค่อยตัดด้วยพลังจิตที่เกิดจากฌาน ส่วนวิปัสสนาเป็นการมองด้วยปัญญา ตามกฏของไตรลักษณ์ ในอดีตผู้บรรลุด้วยฌานมีมากกว่าด้วยปัญญา
        สติปัฏฐานสี่เป็นรูปฌาน เมื่อรวมกับอรูปฌาน เป็นฌานสมาบัติ เมื่อรวมกับนิโรธสมาบัติเป็นสมาบัติเก้าอย่าง
หากมองในแง่มรรค สร้างความเพียรชอบด้วยการขยันปฏิบัติดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ และเลี้ยงชีพชอบ เมื่อทำร่วมกับสติปัฏฐานสี่ก็เกิดสมาธิชอบ และทำความเห็นชอบ การปฏิบัติตามมรรคเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ประพฤติพรหมจรรย์” ถ้าทำหมวดธรรมได้เสร็จสิ้นถือว่าพรหมจรรย์จบสิ้นแล้ว บรรลุแล้วไม่มีกิจที่จะต้องทำอีกแล้ว
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยอานาปานสติ ดำรงอยู่ด้วยอานาปานสติ สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้คืออริยสัจสี่ ในอริยสัจสี่มีมรรคเป็นหนทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ในกายคตาสติสูตรกล่าวไว้ว่า สามารถบรรลุด้วยวิธีเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ ในมหาสติปัฏฐานสี่กล่าวไว้ว่า เป็นหนทางอันเอกไปถึงซึ่งความดับทุกข์ ในบทอาราธนาพระกรรมฐานให้ทำจากฌานหนึ่งเสร็จแล้วไปปฏิบัติให้ฌานสี่เลย แม้วิธีการจะเดินให้ถึงความดับทุกข์อาจจะแตกต่างกันไป หากแปลความหมายอาจกล่าวยืนยันแนวความคิดอาจารย์บางท่านว่า มรรค อานาปานสติ กายคตาสติ(ในกายคตาสติสูตร) สติปัฏฐานสี่ สมถะและวิปัสสนากรรมฐาน หรือวิปัสสนากรรมฐาน เป็นอันเดียวกัน
เมื่อราวๆ ปี 04 ผมได้สมาธิโดยบังเอิญโดยการปิดหูเพียงอย่างเดียว เมื่อราวๆ ปี 35 ผมเริ่มมาทำลองปฏิบัติตามอานาปานสติของท่านพุทธทาส แม้ทุกวันการปฏิบัติก้าวหน้าไปมากแล้ว แต่ยังทำจิตไม่ได้เท่าตอนเป็นเด็กวัดอายุ 9 ขวบได้เลย จึงเห็นว่าการทำสมาธิทำตอนเป็นเด็กได้ยิ่งดี การทำอะไรต้องมีกระบวนการ มีระบบ มีขั้นมีตอน แม้แต่ตำน้ำพริก ก็ยังมีขั้นตอน เช่นเดียวกันการทำสมาธิก็ต้องมีขั้นมีตอน ผมทดลองปฏิบัติมาผิดบ้างถูกบ้างบางครั้งผมติดขัดไม่เข้าใจ ถือเป็นเรื่องธรรมดา เคยเป็นคนตาบอดคลำช้างมา 3 ปี ได้หนังสือ พล.ต.เดช มาช่วยกำหนดสโคปในการศึกษาพุทธศาสนาอยู่ที่อริยสัจสี่และปฏิจจสมุปบาทเท่านั้น ธรรมะอื่นๆ ล้วนแตกไปจากนี้ บางครั้งติดขัดไม่เข้าใจต้องกลับมาอ่านหนังสือของท่านพุทธทาสภิกขุ และพระไตรปิฎกฉบับปฏิบัติ หลังจากนั้นได้ศึกษาจากหนังสือหลวงพ่อชา หลวงปู่ดูลย์ หลวงพ่อจรัล หลวงพ่อพุธ หลวงตามหาบัว พล.ต.เดช และคุณแม่สิริ กรินชัย เท่าที่ศึกษามาได้บันทึกให้ท่านที่สนใจได้อ่านพอเป็นแนวทางในการปฏิบัติ หากปฏิบัติได้ผลขอยกให้เป็นคุณความดีผู้ที่กล่าวมาแต่ต้น หากผิดพลาดพลั้งไปขอรับไว้แต่ผู้เดียว
                                        เด็กวัด

 จากคุณ : เด็กวัด [ 14 ก.พ. 2544 / 13:37:11 น. ]
     [ IP Address : 203.170.128.220 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : (บก)

ขอบคุณมากครับสำหรับคำอธิบายอย่างละเอียด ทำให้ได้รับความรู้เพิ่มขึ้นอีกเยอะ แต่ต้องอ่านไปช้าๆเพื่อจะได้เข้าใจจับจุดไปทีละเล็กทีละน้อย

ผมมีความคิดว่าปลายทางเหมือนกัน แต่ลำดับขั้นตอนบางทีอาจจะผิดแปลกแตกต่างกันในรายละเอียด เป็นไปได้หรือไม่? แต่อย่าถามว่าเช่นอะไร? เพราะยกตัวอย่างไม่ได้ ที่พูดเช่นนี้เพราะมีการอธิบาย ขยายความกันหลากหลาย แต่ก็สรุปลงหลักใหญ่ใจความเหมือนกัน คือให้เกิดปัญญา และดับทุกข์

ตอนนี้ตัวผมเอง เหมือนกับจะมีอุปสรรคมาแผ้วพาน เพราะช่วงที่งานชุกจะทำให้ทำใจนิ่งค่อนข้างยาก มีวอกแวกวอแว ทั้งๆที่พยายาม ไม่เหมือนกับช่วงต้นปีที่ว่างจากงาน อย่างไรก็ตามก็ยัง นั่งสม่ำเสมอ ความคืบหน้าไม่มี คือก็อยู่เพียงแค่นิ่งประเดี๋ยวประด๋าว แล้วก็วกวนไปมา ยังไม่ทราบว่าเมื่อไรจะมีการเปลี่ยนแปลงเดินหน้า แต่ก็ไม่สนใจ เอาเป็นว่าดูไปเรื่อยๆ ก็คิดว่าถ้ามีอะไรที่ติดขัดจะถามไถ่

 จากคุณ : บก [ 15 ก.พ. 2544 / 15:45:48 น. ]
     [ IP Address : 202.28.71.175 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : (เด็กวัด)

จริงครับ

 จากคุณ : เด็กวัด [ 16 ก.พ. 2544 / 10:51:48 น. ]
     [ IP Address : 203.170.151.216 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : (ปอ)

ถึงท่านอาจารย์ครับ(เด็กวัดแก้ว)  อยากทราบว่าเมื่อดับหรือชนะอาตนะภายนอก6แล้ว  แล้วอาตนะภายใน 6 นั้นจะดับอย่างไรครับ  เมื่อเชื้อยังอยู่ครับ
นั้นคือขันธ์  ขันธ์ก็เกิด 6 ใน 6  แล้วจะดับอย่างไร  เมื่อมหาภาวนาปัญญาเกิด
อะไรที่รองรับมันได้ครับ  เมื่อมันไม่สามารถสัมผัสได้  จับต้องไม่ได้
ผมคิดว่าหลายคนก็ติดตรงนี้เหมือนกัน  และขอบคุณท่านอาจารย์ล่วงหน้าก่อนครับ  หากได้ชี้ทางธรรมก็น้อมความนี้ให้กับท่านที่เจริญแล้วและยิ่งเจริญขึ้นไปครับ

 จากคุณ : ปอ [ 17 ก.พ. 2544 / 11:03:34 น. ]
     [ IP Address : 203.144.249.80 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!