ตายแล้วเกิดใหม่
 เนื้อความ :

มั่วนั่งก็เลยเหินห่างการอ่านหนังสือ เพราะเดี๋ยวนี้เข้าขั่น "เผาตำรา" แล้ว คงยังไม่ซื้อใหม่เว้นเสียแต่ภาระกิจที่กำลังกระทำเริ่มเห็นผล

เรื่องสอบถาม เพราะเลอะเลือนคือเรื่อง "ตายแล้วเกิดใหม่" ปกติเป็นคนไม่ชอบเรื่องประเภทนี้ และนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ไม่ชอบพูดธรรมะกับใครๆ แต่วันนี้แพ้ความสงสัย ด้วยสัญญามันไม่กลับมา

ได้อ่านหนังสือวารสาร "ปัญญา" ฉบับเดือนนี้ (ของมหามกุฏฯ) เขียนโดยธรรมรักขิต เกี่ยวกับการเชื่อว่าตายแล้วเกิดใหม่ พร้อมหลักฐานอ้างอิง 8 ข้อใหญ่ เช่นมีในพระไตรปิฎกหลายแห่งบ้าง พระพุทธเจ้าเคยประสพด้วยพระองค์เองบ้าง และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์บ้าง ฯ  ผมไม่สงสัยครับและไม่ขัดแย้ง

แต่ในเวลาเดียวกันผมก็เชื่อที่ว่า "เมื่อไม่มีสัตว์ ก็ไม่มีการตายแล้วเกิดใหม่" อะไรประมาณนั้น คือปฏิเสธทั้งสัสสตทิฏฐิ (เห็นว่าเที่ยง) กับอุจเฉททิฏฐิ (ขาดสูญ) นี้ออกจากพระโอษฐพระพุทธเจ้าแน่

ผมหลงประเด็นอะไรหรือเปล่า?

 จากคุณ : บก [ 4 ก.พ. 2544 / 12:26:12 น. ]
     [ IP Address : 202.28.68.19 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (tchurit)

ในเมื่อคุณบกเห็นด้วยกับที่พระพุทธองค์ปฏิเสธเรื่องในอนาคตทั้งสัสสตทิฏฐิ (เห็นว่าเที่ยง) กับอุจเฉททิฏฐิ (ขาดสูญ)
แล้วยังจะมัวมาหาหลักฐานว่าควรเชื่อหรือไม่เชื่อดีอยู่ทำไม่ละครับ
หน้าที่หลักในปัจจุบันของคุณบกคืออะไรครับ ?

 จากคุณ : tchurit [ 4 ก.พ. 2544 / 19:01:53 น. ]
     [ IP Address : 203.157.42.217 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (rising_sun)

หากในขณะที่ตาย ยังมีเหตุให้เกิด ก็ยังต้องเกิด
หากในขณะที่ตาย หมดเหตุให้เกิด ก็ไม่ต้องเกิด

อยากรู้ว่าตายแล้วยังต้องเกิดไหมก็ไม่ยากหรอกครับ
ลองสังเกตจิตใจเวลาตากระทบรูป หูกระทบเสียงดู
ดูว่ามันเกิดราคะ โทสะ โมหะขึ้นมาหรือเปล่า
มันเกิดความปรุงแต่งขึ้นมาหรือเปล่า
หากยังเกิดราคะ โทสะ โมหะ
หากยังมีความปรุงแต่ง
ก็ยังต้องเกิดอีกแน่ครับ

 จากคุณ : rising_sun [ 5 ก.พ. 2544 / 01:20:45 น. ]
     [ IP Address : 203.155.228.108, 203.155.35.95 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (tchurit)

คัดลอก "อันตคาหิกทิฏฐิ 10"มาฝากครับ
_____________________
อันตคาหิกทิฏฐิ ๑๐ (Antag?hika-diญญhi)
(ความเห็นอันถือเอาที่สุด, ความเห็นผิดที่แล่นไปสุดโต่งข้างใดข้างหนึ่ง
- the ten erroneous extremist views) คือ เห็นว่า
๑.  โลกเที่ยง (The world is eternal.)
๒.  โลกไม่เที่ยง (The world is not eternal.)
๓.  โลกมีที่สุด (The world is finite.)
๔.  โลกไม่มีที่สุด (The world is infinite.)
๕.  ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น (The soul and the body are identical.)
๖.  ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง (The soul is one thing and the body is another.)

๗.  ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก (The Tath?gata is after death.)
๘.  ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่เป็นอีก (The Tath?gata is not after death.)
๙. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก ก็ใช่ ไม่เป็นอีก ก็ใช่
(The Tath?gata both is and is not after death.)
๑๐.  ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก ก็มิใช่ ย่อมไม่เป็นอีก ก็มิใช่
(The Tath?gata neither is nor is not after death.)

        คำว่า ตถาคต ในที่นี้ อรรถกถาบางแห่งว่าหมายถึงสัตว์
(เช่น ม.อ.๓/๑๓๕; สงฺคณี อ.๕๒๘) บางแห่งว่า อัตตา หรืออาตมัน (อุ.อ.๔๓๐)
บางแห่งว่าพระพุทธเจ้า  (สํ.อ.๓/๑๙๒)
M.I.426; S.IV.392; A.V.193;                     ม.ม.๑๓/๑๔๗/๑๔๓; สํ.สฬ.๑๘/๗๘๘/๔๗๖;
Ps.I.151; Vbh.392.                                    องฺ.ทสก.๒๔/๑๙๓/๒๐๖; ขุ.ปฏิ.๓๑/๓๓๗/๒๒๖;
                                                     อภิ.วิ.๓๕/๑๐๓๒/๕๒๙@

 จากคุณ : tchurit [ 5 ก.พ. 2544 / 08:21:32 น. ]
     [ IP Address : 203.157.42.217 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (ย้ง)

ตายแล้วไม่สูญ
ตายแล้วเกิดใหม่ ถ้ายังอยากเกิด ยังอยากมี อยากเป็น อยาก ๆ ๆ ๆ
ตายแล้วไม่เกิดอีก ถ้าเป็นพระขีณาสพ

 จากคุณ : ย้ง [ 6 ก.พ. 2544 / 17:34:08 น. ]
     [ IP Address : 158.108.38.25 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (mahatep@hotmail.com)

สาธุ เข้ามาอ่านแล้ว สนใจแต่ไม่มีความเห็นมากไปกว่านั้น
เพราะภูมิจิตภูมิธรรมมีเท่าหางอึ่ง
พยายามเข้าหาข้อมูลอยู่ครับ
แต่ไม่สงสัย การตายแล้วเกิดครับ
เชื่อในเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดหรือไม่ต้องเกิดอีกครับ

 จากคุณ : mahatep@hotmail.com [ 10 ก.พ. 2544 / 23:17:09 น. ]
     [ IP Address : 203.170.157.35 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (สุญญตาเณร)

ร่วมด้วยกับความเห็นที่ ๒  แต่ขอแถมท้ายหน่อยไอ้ที่ตายน่ะ ใครเป็นผู้ตาย "ถ้ายังมีความรู้สึกว่าเราตายต้องเกิดใหม่แน่นอน  ตามผลของกรรมที่ทำไว้" แต่ถ้ามันตายของมันเอง จะเกิดหรือไม่เกิดไม่เกี่ยวกับเรา  เพราะเราไม่มีลองหาดูซิเราอยู่ตรงไหน เป็นความรู้สึกขึ้นมาเองเท่านั้น เรียนลบความรู้สึกที่เป็นเราออกจากใจซะ แล้วก็ลบใจของเจ้าของออกเสียด้วย../จบ

 จากคุณ : สุญญตาเณร [ 21 ก.พ. 2544 / 10:07:36 น. ]
     [ IP Address : 202.183.252.238 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (yoyo)

ยังไม่ค่อยเข้าใจ ในกระทู้ ครับ แต่
ความเห็น ของผม ผมคิดว่า

"เมื่อไม่มีสัตว์ ก็ไม่มีการตายแล้วเกิดใหม่"
เรื่อง โลกก็ดำเนินไป เขาก็เรียกว่าตายกัน
ความตาย คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพอย่างฉับพลันโดยที่ไม่สามารถสังเกตุได้ทัน
ถ้าอะไรที่สังเกตุได้ทัน และ เห็นว่ามีระยะเวลานานพอควร
มีความต่อเนื่องของเหตุการณ์ มากๆ เขาก็จะเรียก แค่ว่า
เป็นการเปลี่ยนแปลง ชนิดหนึ่ง ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ
เหมือน กับการ ย้ายสถานที่ ถ้าไม่รู้ตัว ก็จะ สงสัย เอ๊ะ เรามาอยู่นี่ได้ไง เมื่อกี้ยังอยู่อีกที่อยู่เลย  คือไม่ต่อเนื่อง 
แต่ถ้าต่อเนื่องก็ จะรู้ว่า เรา นั่งรถมานะ จำได้ มีสติว่า เราผ่านมาอย่างนี้อย่างนี้ นะ มีอารมณ์ มาเป็นลำดับขั้น  เป็นลำดับ นานเลย  ก็ จะรู้สึก เหมือนแค่การเปลี่ยนแปลง ทั่วไป เหมือน ย้าย สถานที่ เปลี่ยนสภาพแวดล้อม 

เช่นเดียวกัน เมื่อเห็นสิ่งต่างๆ ต่อเนื่องกันไป ว่า นี่ก็เป็นแค่ธรรมชาติ นามธรรม
คล้ายๆ กันบ้างไม่คล้ายกันบ้าง
ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องระบุ ว่าเป็นสัตว์ แต่คือ เวลาดูๆ หรือ จะ พูดถึงก็ เรียกสัตว์ 
แล้ว ก็ จะ ไม่ต้องเรียกว่าความตาย 
แต่ก็ ยังมี ความตาย จากมุมมองคนภายนอกอยู่ดี 
แต่ คนที่อยู่ภายใน อาจไม่รู้สึก

ขึ้นกับคนที่สังเกตว่ามีสติ ในการสังเกตแค่ไหน
ถ้า มีสติสมาธิในการสังเกตมาก ไม่ว่า จะ อยู่ที่มุมใด
ก็ อาจจะเห็นเป็นแค่ ความเปลี่ยนแปลง ไปเรื่อยๆ ตามเหตุ ปัจจัย ได้ ครับ  

สรุปก็ คือ เป็นเรื่องของ คนมองต่างมุม หรือ
คนมีสติสังเกตมาก
กับคนมีสติสังเกตน้อยครับ  เพราะ ถ้า สังเกตน้อย ก็ จะเห็น
อะไรก็ตามเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก กระโดดไปกระโดดมา เต็มไปหมด
ไม่ค่อยเห็น สิ่งต่างๆ ดำเนินแบบ ค่อยเป็นค่อยไป

และความเห็นว่า สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงแบบไม่มีเหตุผลนี้
ก็อาจจะ มีผล กับการ ทำให้ มีความเข้าใจ ว่า สิ่งต่างๆ ไม่ค่อยมีเหตุผลได้ครับ  


 จากคุณ : yoyo [ 23 ก.พ. 2544 / 02:20:31 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.242 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (yoyo)

แก้ไขครัย

ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องระบุ ว่าเป็นสัตว์ แต่คือ เวลาดูๆ หรือ จะ พูดถึงก็ เรียกสัตว์ 

แก้ไขเป็น

ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องระบุ ว่าเป็นสัตว์ในเนื่องจากมีลักษณะ ของความต่อเนื่องกับสิ่งต่างๆ  ในโลก คือ ยังคงเป็นธาตุ คล้ายๆ กันอยู่   กับอากาศ น้ำ ดิน ต้นไม้ ต้นหญ้า หรือ สัตว์อื่นๆ
        แต่คือ เวลาดูๆ หรือ จะ พูดถึงก็ เรียกสัตว์   เพื่อระบุถึง  และ สื่อสาร

ผมคิดว่า
       คงเป็น ว่า สิ่งเหล่านี้ เป็น สมมุติ และ สมมุติ มักจะทำให้เราสรุปแบบเร็วๆ
ตามสัญญา  ทำให้ มีสัญญามาบัง  เมื่อตัด สัญญาออกได้ ก็จะเห็นความจริงเพิ่มขึ้น  ซึ่งก็คือ ความเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่อง เป็นเหตุ และ ปัจจัย ของสิ่งต่างๆ
        แต่ คำ และ ภาษาก็ ยังมีความสำคัญอยู่ เพื่อใช้ในการสื่อสาร ที่ชัดเจน




 จากคุณ : yoyo [ 23 ก.พ. 2544 / 02:32:33 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.242 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!