อยากทราบวิธีถอดกายทิพย์โดยสมาธิครับ
 เนื้อความ :

ช่วยกรุณาบอกวิธีถอดกายทิพย์ทางสมาธิหน่อยครับ
ขอบพระคุณอย่างสูง

 จากคุณ : คนอยากรู้ [ 7 พ.ค. 2544 / 01:53:38 น. ]
     [ IP Address : 203.144.218.5 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (JJ)

http://www.geocities.com/gaytiplokvilyan/

 จากคุณ : JJ [ 7 พ.ค. 2544 / 05:53:25 น. ]
     [ IP Address : 203.121.149.35 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (สามเณร)

เป็นตาราง 4 เหลี่ยม ๆ

 จากคุณ : สามเณร [ 10 พ.ค. 2544 / 18:45:27 น. ]
     [ IP Address : 202.28.179.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (มัฌชิมาปฏิปทา)

ถ้าจะถอดกายทิพย์ได้จะต้องรู้จักกายทิพย์ก่อน ถ้ายังไม่รู้จักกายทิพย์ก็ไม่มีทางถอดกายทิพย์ออกไปได้ เรื่องแบบนี้ต้องอาศัยสมาธิที่มีพลังมาก ทางที่ดีคุณคนอยากรู้ควรจะฝึกสมาธิให้ก้าวหน้าไปเรื่อยๆดีกว่า แล้วคุณจะรู้ได้ด้วยตัวของตัวคุณเองโดยไม่จำเป็นต้องถามคนอื่นเลย

 จากคุณ : มัฌชิมาปฏิปทา [ 11 พ.ค. 2544 / 11:48:57 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.152 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (nnb1@thaimail.com)

แค่กายที่มียังทุกข์ไม่พออีกหรือครับ

 จากคุณ : nnb1@thaimail.com [ 11 พ.ค. 2544 / 14:48:58 น. ]
     [ IP Address : 203.146.170.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (สยาม)

copy ไว้จาก web ของ อาจารย์กอบเกียรติ และผมขออนุญาตนำมา post ในกระทู้นี้ด้วยนะครับ


การถอดกายทิพย์

   การฝึกถอดกายทิพย์อย่างสมบูรณ์แบบ

   ศีล ๕

   เบื้องต้นของผู้ที่จะฝึกหัดถอดกายทิพย์ให้ได้ผล ควรสำรวมระวังในศีล ๕ อย่างสมบูรณ์ คือ
      ๑.ไม่ฆ่าสัตว์โดยเจตนา รวมถึงการทำร้ายสัตว์ด้วยมือและเท้าของตน
      ไม่สั่งให้ใครให้ฆ่าสัตว์เหล่านั้นให้ตายเพราะเรา

      ๒.ไม่ถือเอาของผู้อื่นโดยที่เขาไม่เต็มใจให้ คือเขาไม่อนุญาติ
      แม้กระทั่งถือเอาโดยวิสาสะ ความคุ้นเคยก็ตามที

      ๓.ไม่จีบหรือร่วมเพศกับหญิงชายอื่นซึ่งไม่ใช่ภรรยาสามีของตน
      ถ้ารักษาอย่างละเอียดแม้โสเภณีย่อมไม่ได้

      ๔.ไม่พูดคำเท็จ พูดคำหยาบต่อสังคม พูดเพ้อเจ้อ
      (พูดเรื่อยเปื่อยไม่พูดเป็นหลักเป็นฐานหาสาระไม่ได้) พูดส่อเสียด (พูดแซวผู้อื่นให้ละอาย)

      ๕.ไม่ดื่มสุรา น้ำดื่มแอลกอฮอลล์ทั้งปวง แม้น้อยนิดย่อมไม่ได้ (ไม่สูบบุหรี่ ยาเสพติดทั้งปวง)


   ศีลเบื้องต้นนี้ผู้ใดปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด จะทำให้ผู้นั้นฝึกภาวนามีแต่รุดหน้า
   ไม่เป็นผู้มักเสื่อมจากคุณธรรมที่ตนเองทำอยู่ ภาวนาซึ่งพระพุทธองค์ทรงสอน
   จะเจริญงอกงามจากผู้สำรวมอยู่ในศีลสิกขาบทเบื้องต้นเป็นหลัก ผู้ตั้งมั่นในศีล
   หากฝึกถอดกายทิพย์สำเร็จ จะมีเทพประจำตนคือบิดามารดาญาติพี่น้องที่ล่วงลับ
   ไปแล้วให้ความคุ้มครอง ในขณะเป็นผู้ท่องไปในโลกวิญญาณนั้นด้วย

   การสำรวมอินทรีย์ทั้งปวง

   อินทรีย์ในที่นี้หมายถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทวารหรือช่องประตูทางเข้า
   ของเรื่องราวต่างๆจากเรื่องภายนอกทั้งปวงล้วนไหลเข้ามาตามช่องเหล่านี้
   และทำให้เราผู้ปฏิบัติฟุ้งซ่านแม้ภาวนาบทใดอยู่ย่อมล้มเหลวต้องเริ่มต้นใหม่ได้ง่าย
   การได้ระมัดระวังให้สิ่งต่างๆไหลเข้ามาน้อยลง หรือปิดบ้างเปิดบ้างย่อมทำให้
   ภาวนาที่อ่อนกำลังอยู่เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ

   วิธีสำรวมตา ฝึกทอดสายตาลงชั่วแอกคือ มองห่างจากตัวเราไม่เกิน ๔ เมตร เป็นหลัก
   เพื่อสำรวมให้เห็นภาพเฉพาะจำเป็น ถึงแม้จะมองไม่ถึง ๔ เมตร แต่เรายังสามารถมอง
   ในสายตาปรกติได้ในคราวคับขัน หลายครั้งความฟุ้งซ่านโดยใช่เหตุเกิดมาจากการมอง
   สิ่งที่เราพอใจนั่นเอง นึกในใจว่า "ภาพก็เป็นเพียงภาพ แล้วก็หายไป ไม่อยู่นาน"

   วิธีสำรวมหู ฝึกภาวนาที่ทำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อได้ยินเสียงใดไม่พยายามสืบสาวในเสียง
   ทั้งที่พอใจและทำให้ขัดเคืองโมโห พอใจมากก็ฟุ้งซ่านเพลิดเพลินคิดคำนึงถึงแต่ต้นเสียงนั้น
   ไม่พอใจก็ฟุ้งซ่านเคียดแค้นวนไปวนมากับการหาทางแก้แค้นเจ้าของ เสียงนั้น เมื่อได้ยิน
   เสียงใดๆ นึกในใจว่า "เสียงก็เป็นเพียงเสียง แล้วก็หายไป ไม่อยู่นาน"

   วิธีสำรวมจมูก สำรวมเช่นเดียวกัน เมื่อได้กลิ่นที่หอมพึงใจและเหม็นน่าสะอิดสะเอียน
   นึกในใจว่า "กลิ่นก็เป็นเพียงกลิ่น แล้วก็หายไปไม่อยู่นาน"

   วิธีสำรวมลิ้น เมื่อลิ้มรสอาหารคาวหวานใดๆ มักกินอย่างเมามัน แม้พระเกจิอาจารย์
   ที่มีชื่อเสียงหลายท่านสำรวมอินทรีย์ได้ทั้งหมดแต่พอเห็นอาหารที่ท่านชอบท่านยังฉัน
   อย่างเมามัน ก่อนมรณกรรมภาพท่านบอกกับศิษย์ผู้ใกล้ชิดว่าท่านติดในรสอาหาร
   จะต้องเกิดเป็นพรหมชั้นอนาคามี หลวงปู่องค์นี้กล่าวกันว่าท่านหายตัว และเหาะได้ อจ.รู้จักดี

   วิธีการสำรวมก็คือ เมื่อตักอาการเข้าปากให้กลั้นน้ำลายไม่ให้ไหลเข้าคอ แล้วเคี้ยวคำข้าวนั้น
   ให้ละเอียดจนหมดรสแล้ว ค่อยกลืนแล้วคอยตั้งสติที่คำข้าวให้ไหลลงจนถึงกระเพาะก่อน
   จึงตักคำใหม่ วันใดที่จะภาวนาจนถึงฌาณ ๔,ถอดกายทิพย์ หรือบรรลุมรรคผลเข้า
   ประหารกิเลสทีละขั้น จะสังเกตุเห็นว่าวันนั้นเราต้องมีสติอย่างสมบูรณ์และกินอาหาร
   ละเอียดอย่างที่กล่าวข้างต้นด้วย

   วิธีสำรวมกาย เมื่อกายสัมผัสของอ่อนนุ่มหรือแข็ง ทำให้เราพึงพอใจและไม่พึงพอใจ
   ก็ให้นึกในใจว่า "นุ่มก็สักว่านุ่ม แล้วก็หายไปไม่อยู่นาน" หรือ "แข็งก็สักว่าแข็ง แล้วก็หายไป ไม่อยู่นาน"

   วิธีสำรวมใจ การสำรวมใจคล้ายกับการฝึกสมาธิ เพียงแต่ใจก็คือตัวเราที่ครุ่นคิดและ
   เป็นตัวเรามาแต่กำเนิดโดยที่ใจกับกายสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตั้งแต่เล็กจนโต
   เมื่อใจคิดสั่งอะไรกายจะทำตามอย่างเต็มกำลังเสมือนเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ แต่ครั้นเรามาปฏิบัติแล้ว
   เราจะเริ่มเห็นว่าใจเป็นอย่างหนึ่ง กายเป็นอย่างหนึ่ง ใจนั้นหมายรวมถึงกิเลสหมองคล้ำหลายชนิด
   ธาตุรู้ภายใน,อารมณ์ที่เกิดกับใจ วิธีการสำรวมก็คือ ใจคิดรัก,ใจคิดโกรธ,
   ให้นึกในใจว่า "รักก็สักว่ารัก แล้วรักนั้นก็หายไป ไม่อยู่นาน"
   "โกรธก็สักว่า โกรธ แล้วโกรธนั้นก็หายไป ไม่ตั้งอยู่นาน"

   ฝึกหัดลมหายใจพื้นฐานของการถอดกายทิพย์

   ลมหายใจนั้นยังชีวิตนี้ให้ตั้งอยู่ได้ ทำให้เกิดไออุ่นแก่ร่างกาย ลมหายใจอาศัยหลัก
   คือความเกิดดับเป็นและตายอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้มีชีวิตอยู่ได้ หากความต่อเนื่อง
   ขาดไปหรือนานเกินไปกายสังขารนี้ย่อมไม่สามารถตั้งอยู่ได้ ธาตุทั้ง ๔ จะเริ่มการแยก
   จากกันกลับสู่ธาตุแม่ทันที และวิญญาณผู้ถือครองจะล่องลอยไปตามภูมิแห่งจิตที่
   ฝึกฝนสั่งสมมาสุดแต่ว่าอาสันนกรรม(กรรมก่อนตายจะเป็นอะไรมาแทรกหรือไม่)
   ถ้าไม่มีอาสันนกรรมมาแทรกต้องไปตามภูมิแห่งจิตแน่นอน ลมหายใจของผู้คน
   ที่ต้องทำมาหากิน มีความเร่งรัดในการหาเลี้ยงชีพนั้น แทบทุกคนล้วนหายใจเข้า
   และออกแล้วมักจะกลั้นลมหายใจสลับกันไปมา แม้กระทั่งพูดยิ่งคนพูดเร็วไม่มีเว้นวรรค
   มักต้องกลั้นลมหายใจบ่อยครั้งเสมอเมื่อเป็นเช่นนั้นอารมณ์และอุปนิสัยของ
   ผู้คนย่อมแตกต่างกัน โดยมาจากหลายสาเหตุและในหลายสาเหตุนั้นมีการหายใจเกี่ยวอยู่ด้วย
   พระพุทธองค์ท่านฝึกลมหายใจอย่างช่ำชองแม้ก่อนที่จะทรมานกายท่านฝึกลมหายใจ
   จนเข้าสู่ความสงบขั้นที่ ๘ แล้วจึงหันไปทรมานกาย ภายหลังเลิกจากการทรมานกาย
   พระองค์ทรงพักฟื้นพระวรกายด้วยอานาปานสติ
   และพิจารณาธรรมทั้งปวงจนบรรลุอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

   วิธีฝึกลมหายใจ เราควรปรับลมหายใจที่มีนิสัยต่างๆกันคือสั้นบ้างยาวบ้าง ให้เป็นอย่างเดียว

      ๑.เมื่อฝึกครั้งแรกให้ฝึกลมหายใจให้ยาว เข้ายาว ออกยาว

      ๒.ลมหายใจที่เข้าและออก ฝึกให้ละเอียดคือเบา ไม่กระแทกกระทั้น

      ๓.เมื่อลมหายใจเข้าจนสุด หรือออกจนสุด ให้ฝึกหยุด ไม่ใช่กลั้นลมหายใจ
      แต่เหมือนตั้งสติพระพุทธองค์ทรงเรียกว่า "กายระงับ" ทางการพิจารณา
      วิปัสสนาเรียกว่า "ดูความดับของลมหายใจ"

      ๔.ถ้าใครจะพิจารณาดูความเกิดของลมหายใจ คือรู้สึกลมหายใจเข้า
      ให้พิจารณาว่า "เราหรือกายนี้เกิดมีชีวิต"และรู้สึกลมหายใจหยุดเคลื่อนไหว
      ให้พิจารณาว่า "เราหรือกายนี้ดับไม่มีชีวิต" ย่อมไม่เสียหลายบางท่าน
      สามารถบรรลุถึงอรหัตผลมาแล้ว

      ๕.ครั้งแรกเมื่อเราเริ่ม ฝึกหัดลมหายใจทุกครั้งสังเกตดูว่า
      เราฟุ้งซ่านมากหรือไม่ คือคิดเรื่องราวต่างๆไม่จบสิ้น


   ทางการปฏิบัติเรียกว่า จิตหยาบ ขอแนะนำให้ท่องพุทโธ กำกับลมหายใจเข้าและออก
   แต่มีเทคนิคคือ ต้องสังเกตว่าเสียงบริกรรมในใจนั้น ดังตรงส่วนใดภายในกายนี้
   ซึ่งศูนย์กลางการบริกรรมอาจเคลื่อนไหวไม่แน่นอนในแต่ละวันเมื่อรู้ว่าเสียงบริกรรม
   อยู่ตรงส่วนใดให้เอาความจดจ่อไปนิ่งที่ตรงนั้น ไม่ช้าจิตที่หยาบจะสงบขึ้น
   แล้วค่อยวางบริกรรมมากำหนดรู้ลมหายใจอย่างเดียว

   ๖.ขอบอกไว้อีกครั้งว่า การฝึกลมหายใจไม่ละเอียดพอ ย่อมไม่สามารถถอดกายทิพย์ได้

   การฝึกถอดกายทิพย์ขณะนอน

      ๑.ให้นอนหลับในท่านอนหงายปล่อยตัวตามสบาย ไม่ซ้อนเท้ากัน
      แล้วกำหนดลมหายใจเข้าและออก ให้รู้สึกลมหายใจเข้าและออกยาว
      และให้ฝึกรู้ลมหายใจตอนหยุด ให้ละเอียด คำว่าละเอียดหมายถึง เบานุ่ม
      ไม่กระแทกกระทั้น นำไปกำหนดรู้ในเวลาตื่นอยู่ด้วย ทำให้มากที่สุดเท่าที่นึกได้

      ๒.ขณะนอนเมื่อหลับตาลงหลังจากกำหนดรู้ลมหายใจระยะหนึ่งแล้ว
      ให้วาดภาพว่ามีร่างกายเรานอนเหนือขึ้นไปประมาณ ๒ เมตร
      (ถ้าจะเปรียบเหมือนกายเรานอนบนเตียงชั้นล่าง แต่กายที่วาดขึ้นนอนอยู่บนเตียงชั้นบนเหนือขึ้นไป)
      มีรูปร่างเหมือนกับตัวเราพยายามใส่รายละเอียดในร่างนั้น วาดรอบร่างนั้น
      ถ่ายเทความรู้สึกจากร่างที่นอนขึ้นไปร่างบน และถ่ายเทร่างบนลงสู่ร่างที่นอนสลับไปสลับมา
      ขณะเดียวกันให้ทำความรู้สึกลมหายใจไปด้วย (ถ้ากำหนดลมหายใจไม่ชำนาญ
      อย่าเพิ่งถ่ายความรู้สึกขึ้นลง เพราะอาจทำให้เราไปบีบรัดลมหายใจ ทำให้อึดอัด
      ควรฝึกลมหายใจจนกายเบาก่อน จึงฝึกถ่ายความรู้สึก)

      ๓.เมื่อทำสักระยะแล้วให้กำหนดภาพของเราให้เป็นร่างสีขาว
      นอนหงายสูงขึ้นไป ซ้อนขึ้นไป จนสุดหูลูกตา(หมายถึงขณะนอนหลับตาอยู่)
      และฝึกถ่ายความรู้สึกขึ้นไปสู่กายบนสุดนั้นให้ทำอยู่อย่างนี้ วันใดที่ใจสงบที่สุด
      เมื่อนอนทำ วันนั้นจะถอดได้ แต่ก่อนถอดครั้งแรกนั้นเราต้องฝ่าความตาย
      ต้องคอยถามตัวเราว่ายินดีจะฝ่าความตายเหมือนเราขาดใจตายอย่างนั้นแหละ
      ต้องจำไว้ว่าการถอดกายทิพย์จากการนอนนี้ต้องอาศัยการฝึกลมหายใจเป็นหลัก
      เพราะฉะนั้นต้องฝึกลมหายใจทุกอิริยาบถตลอดเวลาที่นึกได้ ผู้มีราตรีเดียวเจริญ
      พระพุทธองค์มักทรงเรียกบุตรของพระองค์ผู้กำหนดกัมมัฏฐานแม้ขณะนอนหลับว่า
      ผู้มีราตรีเดียวเจริญเพราะว่า เมื่อทำมากๆเข้า กายนี้หลับแต่บางทีเรารู้สึกเหมือน
      ตื่นอยู่ตลอดเวลา แท้ที่จริงแล้วกายทิพย์นั้นไม่จำเป็นต้องหลับในโลกสวรรค์นั้น
      ไม่มีหลับเนื่องด้วยไม่ต้องใช้กายที่เปื่อยเน่านี้ เพราะกายนี้ต้องเสื่อมและต้องพักฟื้น
      ทุกวันในโลกวิญญาณนั้นบางสถานที่มีแต่ความเพลิดเพลิน ยิ่งอยู่นานยิ่งหนุ่มสาวขึ้น
      มิได้แก่ลงเหมือนในโลก บางท่านมีแสงสว่างออกจากกายมาก ไปที่ไหนแสงมาก่อน
      บางทีถ้ามาเยี่ยมเราผู้ปฏิบัติอยู่ขณะนอนนั้นแม้เราหลับอยู่เหมือนกับสว่างไสวไปหมด
      กายทิพย์ของผู้ปฏิบัตินั้นส่วนใหญ่จะมีแสงแล้วแต่ภูมิแห่งสมาธิที่ทำมาก่อน


   เบื้องต้นของผู้ที่จะฝึกหัดถอดกายทิพย์ให้ได้ผล ควรสำรวมระวังในศีล ๕ อย่างสมบูรณ์ คือ

      ๑.ไม่ฆ่าสัตว์โดยเจตนา รวมถึงการทำร้ายสัตว์ด้วยมือและเท้าของตนไม่สั่งให้ใคร
      ให้ฆ่าสัตว์เหล่านั้นให้ตายเพราะเรา

      ๒.ไม่ถือเอาของผู้อื่นโดยที่เขาไม่เต็มใจให้ คือเขาไม่อนุญาติ
      แม้กระทั่งถือเอาโดยวิสาสะ ความคุ้นเคยก็ตามที

      ๓.ไม่จีบหรือร่วมเพศกับหญิงชายอื่นซึ่งไม่ใช่ภรรยาสามีของตน
      ถ้ารักษาอย่างละเอียดแม้โสเภณีย่อมไม่ได้

      ๔.ไม่พูดคำเท็จ พูดคำหยาบต่อสังคม พูดเพ้อเจ้อ
      (พูดเรื่อยเปื่อยไม่พูดเป็นหลักเป็นฐานหาสาระไม่ได้) พูดส่อเสียด
      (พูดแซวผู้อื่นให้ละอาย)

      ๕.ไม่ดื่มสุรา น้ำดื่มแอลกอฮอลล์ทั้งปวง แม้น้อยนิดย่อมไม่ได้ (ไม่สูบบุหรี่ ยาเสพติดทั้งปวง)


   ศีลเบื้องต้นนี้ผู้ใดปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด จะทำให้ผู้นั้นฝึกภาวนามีแต่รุดหน้า
   ไม่เป็นผู้มักเสื่อมจากคุณธรรมที่ตนเองทำอยู่ ภาวนาซึ่งพระพุทธองค์ทรงสอน
   จะเจริญงอกงามจากผู้สำรวมอยู่ในศีลสิกขาบทเบื้องต้นเป็นหลัก
   ผู้ตั้งมั่นในศีลหากฝึกถอดกายทิพย์สำเร็จ จะมีเทพประจำตนคือบิดามารดา
   ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วให้ความคุ้มครอง ในขณะเป็นผู้ท่องไปในโลกวิญญาณนั้นด้วย

   การสำรวมอินทรีย์ทั้งปวง

   อินทรีย์ในที่นี้หมายถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทวารหรือช่องประตูทางเข้า
   ของเรื่องราวต่างๆจากเรื่องภายนอกทั้งปวงล้วนไหลเข้ามาตามช่องเหล่านี้
   และทำให้เราผู้ปฏิบัติฟุ้งซ่านแม้ภาวนาบทใดอยู่ย่อมล้มเหลวต้องเริ่มต้นใหม่ได้ง่าย
   การได้ระมัดระวังให้สิ่งต่างๆไหลเข้ามาน้อยลง หรือปิดบ้างเปิดบ้างย่อมทำ
   ให้ภาวนาที่อ่อนกำลังอยู่เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ

   วิธีสำรวมตา ฝึกทอดสายตาลงชั่วแอกคือ มองห่างจากตัวเราไม่เกิน ๔ เมตร
   เป็นหลัก เพื่อสำรวมให้เห็นภาพเฉพาะจำเป็น ถึงแม้จะมองไม่ถึง ๔ เมตร
   แต่เรายังสามารถมองในสายตาปรกติได้ในคราวคับขัน หลายครั้งความฟุ้งซ่าน
   โดยใช่เหตุเกิดมาจากการมองสิ่งที่เราพอใจนั่นเอง นึกในใจว่า
   "ภาพก็เป็นเพียงภาพ แล้วก็หายไป ไม่อยู่นาน"
   วิธีสำรวมหู ฝึกภาวนาที่ทำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อได้ยินเสียงใด
   ไม่พยายามสืบสาวในเสียงทั้งที่พอใจและทำให้ขัดเคืองโมโห
   พอใจมากก็ฟุ้งซ่านเพลิดเพลินคิดคำนึงถึงแต่ต้นเสียงนั้น
   ไม่พอใจก็ฟุ้งซ่านเคียดแค้นวนไปวนมากับการหาทางแก้แค้นเจ้าของ
   เสียงนั้น เมื่อได้ยินเสียงใดๆ นึกในใจว่า "เสียงก็เป็นเพียงเสียง
   แล้วก็หายไป ไม่อยู่นาน"

   วิธีสำรวมจมูก สำรวมเช่นเดียวกัน เมื่อได้กลิ่นที่หอมพึงใจและเหม็นน่าสะอิดสะเอียน
   นึกในใจว่า "กลิ่นก็เป็นเพียงกลิ่น แล้วก็หายไปไม่อยู่นาน"

   วิธีสำรวมลิ้น เมื่อลิ้มรสอาหารคาวหวานใดๆ มักกินอย่างเมามัน
   แม้พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายท่านสำรวมอินทรีย์ได้ทั้งหมดแต่พอเห็น
   อาหารที่ท่านชอบท่านยังฉันอย่างเมามัน ก่อนมรณกรรมภาพท่านบอกกับศิษย์
   ผู้ใกล้ชิดว่าท่านติดในรสอาหารจะต้องเกิดเป็นพรหมชั้นอนาคามี
   หลวงปู่องค์นี้กล่าวกันว่าท่านหายตัว และเหาะได้ อจ.รู้จักดี

   วิธีการสำรวมก็คือ เมื่อตักอาการเข้าปากให้กลั้นน้ำลายไม่ให้ไหลเข้าคอ
   แล้วเคี้ยวคำข้าวนั้นให้ละเอียดจนหมดรสแล้ว ค่อยกลืนแล้วคอยตั้งสติ
   ที่คำข้าวให้ไหลลงจนถึงกระเพาะก่อนจึงตักคำใหม่ วันใดที่จะภาวนาจนถึง
   ฌาณ ๔,ถอดกายทิพย์ หรือบรรลุมรรคผลเข้าประหารกิเลสทีละขั้น
   จะสังเกตุเห็นว่าวันนั้นเราต้องมีสติอย่างสมบูรณ์และกินอาหารละเอียดอย่างที่กล่าวข้างต้นด้วย

   วิธีสำรวมกาย เมื่อกายสัมผัสของอ่อนนุ่มหรือแข็ง ทำให้เราพึงพอใจและไม่พึงพอใจ
   ก็ให้นึกในใจว่า "นุ่มก็สักว่านุ่ม แล้วก็หายไปไม่อยู่นาน" หรือ "แข็งก็สักว่าแข็ง
   แล้วก็หายไป ไม่อยู่นาน"

   วิธีสำรวมใจ การสำรวมใจคล้ายกับการฝึกสมาธิ เพียงแต่ใจก็คือตัวเราที่ครุ่นคิด
   และเป็นตัวเรามาแต่กำเนิดโดยที่ใจกับกายสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
   ตั้งแต่เล็กจนโตเมื่อใจคิดสั่งอะไรกายจะทำตามอย่างเต็มกำลังเสมือนเป็นทาส
   ผู้ซื่อสัตย์ แต่ครั้นเรามาปฏิบัติแล้ว เราจะเริ่มเห็นว่าใจเป็นอย่างหนึ่ง
   กายเป็นอย่างหนึ่ง ใจนั้นหมายรวมถึงกิเลสหมองคล้ำหลายชนิด, ธาตุรู้ภายใน,
   อารมณ์ที่เกิดกับใจ วิธีการสำรวมก็คือ ใจคิดรัก,ใจคิดโกรธ, ให้นึกในใจว่า
   "รักก็สักว่ารัก แล้วรักนั้นก็หายไป ไม่อยู่นาน"
   "โกรธก็สักว่า โกรธ แล้วโกรธนั้นก็หายไป ไม่ตั้งอยู่นาน"

   ฝึกหัดลมหายใจพื้นฐานของการถอดกายทิพย์

   ลมหายใจนั้นยังชีวิตนี้ให้ตั้งอยู่ได้ ทำให้เกิดไออุ่นแก่ร่างกาย ลมหายใจอาศัยหลัก
   คือความเกิดดับเป็นและตายอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้มีชีวิตอยู่ได้ หากความต่อเนื่อง
   ขาดไปหรือนานเกินไปกายสังขารนี้ย่อมไม่สามารถตั้งอยู่ได้ ธาตุทั้ง ๔ จะเริ่มการแยก
   จากกันกลับสู่ธาตุแม่ทันที และวิญญาณผู้ถือครองจะล่องลอยไปตามภูมิแห่งจิต
   ที่ฝึกฝนสั่งสมมาสุดแต่ว่าอาสันนกรรม(กรรมก่อนตายจะเป็นอะไรมาแทรกหรือไม่)
   ถ้าไม่มีอาสันนกรรมมาแทรกต้องไปตามภูมิแห่งจิตแน่นอน ลมหายใจของผู้คนที่
   ต้องทำมาหากิน มีความเร่งรัดในการหาเลี้ยงชีพนั้น แทบทุกคนล้วนหายใจเข้า
   และออกแล้วมักจะกลั้นลมหายใจสลับกันไปมา แม้กระทั่งพูดยิ่งคนพูดเร็วไม่มีเว้นวรรค
   มักต้องกลั้นลมหายใจบ่อยครั้งเสมอเมื่อเป็นเช่นนั้นอารมณ์และอุปนิสัยของผู้คน
   ย่อมแตกต่างกัน โดยมาจากหลายสาเหตุและในหลายสาเหตุนั้นมีการหายใจเกี่ยวอยู่ด้วย
   พระพุทธองค์ท่านฝึกลมหายใจอย่างช่ำชองแม้ก่อนที่จะทรมานกายท่านฝึกลมหายใจ
   จนเข้าสู่ความสงบขั้นที่ ๘ แล้วจึงหันไปทรมานกาย ภายหลังเลิกจากการทรมานกาย
   พระองค์ทรงพักฟื้นพระวรกายด้วยอานาปานสติ
   และพิจารณาธรรมทั้งปวงจนบรรลุอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

   วิธีฝึกลมหายใจ เราควรปรับลมหายใจที่มีนิสัยต่างๆกันคือสั้นบ้างยาวบ้าง ให้เป็นอย่างเดียว

      ๑.เมื่อฝึกครั้งแรกให้ฝึกลมหายใจให้ยาว เข้ายาว ออกยาว
      ๒.ลมหายใจที่เข้าและออก ฝึกให้ละเอียดคือเบา ไม่กระแทกกระทั้น

      ๓.เมื่อลมหายใจเข้าจนสุด หรือออกจนสุด ให้ฝึกหยุด ไม่ใช่กลั้นลมหายใจ
      แต่เหมือนตั้งสติพระพุทธองค์ทรงเรียกว่า "กายระงับ" ทางการพิจารณา
      วิปัสสนาเรียกว่า "ดูความดับของลมหายใจ"

      ๔.ถ้าใครจะพิจารณาดูความเกิดของลมหายใจ คือรู้สึกลมหายใจเข้า
      ให้พิจารณาว่า "เราหรือกายนี้เกิดมีชีวิต"และรู้สึกลมหายใจหยุดเคลื่อนไหว
      ให้พิจารณาว่า "เราหรือกายนี้ดับไม่มีชีวิต" ย่อมไม่เสียหลายบางท่าน
      สามารถบรรลุถึงอรหัตผลมาแล้ว

      ๕.ครั้งแรกเมื่อเราเริ่ม ฝึกหัดลมหายใจทุกครั้งสังเกตดูว่า
      เราฟุ้งซ่านมากหรือไม่ คือคิดเรื่องราวต่างๆไม่จบสิ้น ทางการปฏิบัติเรียกว่า
      จิตหยาบ ขอแนะนำให้ท่องพุทโธ กำกับลมหายใจเข้าและออก แต่มีเทคนิคคือ
      ต้องสังเกตว่าเสียงบริกรรมในใจนั้น ดังตรงส่วนใดภายในกายนี้
      ซึ่งศูนย์กลางการบริกรรมอาจเคลื่อนไหวไม่แน่นอนในแต่ละวันเมื่อรู้ว่า
      เสียงบริกรรมอยู่ตรงส่วนใดให้เอาความจดจ่อไปนิ่งที่ตรงนั้น
      ไม่ช้าจิตที่หยาบจะสงบขึ้น แล้วค่อยวางบริกรรมมากำหนดรู้ลมหายใจอย่างเดียว

      ๖.ขอบอกไว้อีกครั้งว่า การฝึกลมหายใจไม่ละเอียดพอ ย่อมไม่สามารถถอดกายทิพย์ได้


   การฝึกถอดกายทิพย์ขณะนอน

      ๑.ให้นอนหลับในท่านอนหงายปล่อยตัวตามสบาย ไม่ซ้อนเท้ากัน
      แล้วกำหนดลมหายใจเข้าและออก ให้รู้สึกลมหายใจเข้าและออกยาว
      และให้ฝึกรู้ลมหายใจตอนหยุด ให้ละเอียด คำว่าละเอียดหมายถึง เบานุ่ม
      ไม่กระแทกกระทั้น นำไปกำหนดรู้ในเวลาตื่นอยู่ด้วย ทำให้มากที่สุดเท่าที่นึกได้

      ๒.ขณะนอนเมื่อหลับตาลงหลังจากกำหนดรู้ลมหายใจระยะหนึ่งแล้ว
      ให้วาดภาพว่ามีร่างกายเรานอนเหนือขึ้นไปประมาณ ๒ เมตร
      (ถ้าจะเปรียบเหมือนกายเรานอนบนเตียงชั้นล่าง แต่กายที่วาดขึ้นนอนอยู่
      บนเตียงชั้นบนเหนือขึ้นไป) มีรูปร่างเหมือนกับตัวเราพยายามใส่รายละเอียดในร่างนั้น
      วาดรอบร่างนั้น ถ่ายเทความรู้สึกจากร่างที่นอนขึ้นไปร่างบน และถ่ายเทร่างบนลง
      สู่ร่างที่นอนสลับไปสลับมา ขณะเดียวกันให้ทำความรู้สึกลมหายใจไปด้วย
      (ถ้ากำหนดลมหายใจไม่ชำนาญอย่าเพิ่งถ่ายความรู้สึกขึ้นลง เพราะอาจทำให้
      เราไปบีบรัดลมหายใจ ทำให้อึดอัด ควรฝึกลมหายใจจนกายเบาก่อน จึงฝึกถ่ายความรู้สึก)

      ๓.เมื่อทำสักระยะแล้วให้กำหนดภาพของเราให้เป็นร่างสีขาว นอนหงายสูงขึ้นไป
      ซ้อนขึ้นไป จนสุดหูลูกตา(หมายถึงขณะนอนหลับตาอยู่) และฝึกถ่ายความรู้สึกขึ้นไปสู่
      กายบนสุดนั้นให้ทำอยู่อย่างนี้ วันใดที่ใจสงบที่สุด เมื่อนอนทำ วันนั้นจะถอดได้
      แต่ก่อนถอดครั้งแรกนั้นเราต้องฝ่าความตาย ต้องคอยถามตัวเราว่ายินดีจะฝ่า
      ความตายเหมือนเราขาดใจตายอย่างนั้นแหละ ต้องจำไว้ว่าการถอดกายทิพย์
      จากการนอนนี้ต้องอาศัยการฝึกลมหายใจเป็นหลัก เพราะฉะนั้นต้องฝึกลมหายใจ
      ทุกอิริยาบถตลอดเวลาที่นึกได้ ผู้มีราตรีเดียวเจริญ พระพุทธองค์มักทรงเรียกบุตร
      ของพระองค์ผู้กำหนดกัมมัฏฐานแม้ขณะนอนหลับว่า ผู้มีราตรีเดียวเจริญเพราะว่า
      เมื่อทำมากๆเข้า กายนี้หลับแต่บางทีเรารู้สึกเหมือนตื่นอยู่ตลอดเวลา แท้ที่จริงแล้ว
      กายทิพย์นั้นไม่จำเป็นต้องหลับในโลกสวรรค์นั้นไม่มีหลับเนื่องด้วยไม่ต้องใช้กายที่เปื่อยเน่านี้
      เพราะกายนี้ต้องเสื่อมและต้องพักฟื้นทุกวันในโลกวิญญาณนั้นบางสถานที่มีแต่ความเพลิดเพลิน
      ยิ่งอยู่นานยิ่งหนุ่มสาวขึ้น มิได้แก่ลงเหมือนในโลก บางท่านมีแสงสว่างออกจากกายมาก
      ไปที่ไหนแสงมาก่อนบางทีถ้ามาเยี่ยมเราผู้ปฏิบัติอยู่ขณะนอนนั้นแม้เราหลับอยู่เหมือนกับ
      สว่างไสวไปหมดกายทิพย์ของผู้ปฏิบัตินั้นส่วนใหญ่จะมีแสงแล้วแต่ภูมิแห่งสมาธิที่ทำมาก่อน

เจริญในธรรมครับ

 จากคุณ : สยาม [ 16 พ.ค. 2544 / 14:40:40 น. ]
     [ IP Address : 192.168.160.87 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!