มหาสติปัฏฐานสูตร: บทที่ 4 กายานุปัสสนา - อานาปานบรรพ (ปรับปรุงใหม่)
 เนื้อความ :

ช่วงเวลาที่ผ่านมา จากการสังเกตผู้ปฏิบัติตามอานาปานบรรพ
รวมทั้งจากคำท้วงติงทั้งในแง่สำนวนและการใช้ภาษา
ทำให้ผมได้ปรับแก้บทที่ 4 ไปมากจนสมควรตั้งเป็นกระทู้ใหม่
ด้วยเห็นประโยชน์อย่างสูงจากแบบฝึกเบื้องต้นนี้
หากใครทำได้ผลบ้างแล้วลองอ่านทบทวนดูอย่างละเอียด
ก็อาจพบคำแนะนำเพิ่มเติมที่ทำให้กระจ่างขึ้น

หากยังสงสัยหรือติดขัดตรงไหนอีกก็ขอได้โปรดถามมาได้เรื่อยๆนะครับ
จะปรับปรุงจนกว่าจะเขียนเสร็จทุกบท
เพราะอานาปานสติมีคุณใหญ่จริงๆ
ใครเคยภาวนามาอย่างไรก็แล้วแต่
หากรู้ลมหายใจเป็น จะพบว่ามีสติจ่ออยู่กับอารมณ์กรรมฐานได้ดีขึ้น
วอกแวกน้อยลง ความปรารถนาทางกาย ทางวาจา ทางใจจะเบาบางอย่างเห็นได้ชัด
มีสติอยู่กับเรื่องราวเฉพาะหน้าได้ทรงตัวขึ้น
และสำคัญสุดยอดคือเมือเข้าพิจารณาสภาวธรรมโดยคำนึงเห็นความเกิดดับ
ก็จะรู้ชัดตามจริง ไม่เพ่ง ไม่เผลอ ไม่ฝืดฝืนใดๆทั้งสิ้น

นับแต่นี้ให้ถือว่าหนังสือมหาสติปัฏฐานสูตรถูกเรียบเรียงโดยผม
และพระคุณเจ้าผู้ใช้นามว่า "ภิกษุ" ในลานธรรมเสวนา
โดยทุกคำจะผ่านการตรวจสอบ กลั่นกรอง
และถือเอาความเห็นที่สุดในทางภาษาของท่านภิกษุเป็นหลัก
ด้วยความน่าเชื่อถือในเปรียญธรรม 9
(วุฒิขั้นสูงสุดของปริยัติซึ่งปีหนึ่งมีคนสอบผ่านเพียง 2-3 ราย)
และด้วยความน่าเลื่อมใสในวัตรและปฏิปทาของท่าน
หวังว่าคงทำให้ผลออกมาทำความสบายใจแก่ผู้แสวงทางในสติปัฏฐาน 4 ดั้งเดิม
ทั้งในแง่ของผลการปฏิบัติอันเป็นสากลตรงพุทธประสงค์
และทั้งในแง่ความถูกต้องตามเนื้อแห่งอรรถและพยัญชนะบาลีเก่า

ขอประกาศแจ้งให้ทราบทั่วกันครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 16 มิ.ย. 2544 / 14:19:15 น. ]
     [ IP Address : 203.155.227.38 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ดังตฤณ)

บทที่ 4: กายานุปัสสนา - อานาปานบรรพ

เนื้อความจากมหาสติปัฏฐานสูตร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างไรเล่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า

- เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า
- เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
- เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น
- ย่อมสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงแล้วหายใจออก
- ย่อมสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงแล้วหายใจเข้า
- ย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจออก
- ย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายช่างกลึงหรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ขยัน เมื่อชักเชือกกลึงยาวก็รู้ชัดว่าเราชักยาว เมื่อชักเชือกกลึงสั้นก็รู้ชัดว่าเราชักสั้น แม้ฉันใดภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน…

- เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
- เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
- ย่อมสำเนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงแล้วหายใจออก
- ย่อมสำเนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดกองลมทั้งปวงแล้วหายใจเข้า
- ย่อมสำเนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจออก
- ย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อม…
- พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง
- พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง
- พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
- พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง
- พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง
- พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง

ย่อมอยู่อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่ากายมี ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ


จบอานาปานบรรพ

ศัพท์คือ "อานาปาน" แปลว่าลมหายใจเข้าออก อานาปานสติจึงหมายถึงสติกำหนดลมหายใจเข้าออก และอานาปานบรรพก็คือส่วนหนึ่งของอานาปานสติ ซึ่งมาอยู่หัวแถว นำหน้าบรรพอื่นๆของกายานุปัสสนา และนั่นก็คือเป็นก้าวแรกของการฝึกสติปัฏฐานสำหรับผู้ต้องการฝึกตามลำดับขั้นไปโดยปริยาย

ในส่วนนี้ของมหาสติปัฏฐานสูตร พระพุทธองค์มิได้จะให้เราหัดหายใจ เพราะลมหายใจเป็นของมีอยู่แล้ว ระหว่างเติบโตมาถึงแม้ใครจะหายใจผิดหรือถูกอย่างไรก็ต้องมีลมเข้าลมออกวันยังค่ำ เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องของอนัตตาซึ่งมีกลไกของเขาอย่างนั้น ไม่มีใครได้อภิสิทธิ์พิเศษ พอใจว่าเราจะเป็นผู้หายใจออกอย่างเดียว เราจะเป็นผู้หายใจเข้าอย่างเดียว หรือเราจะเป็นผู้หยุดหายใจอย่างเดียว

กล่าวอย่างนี้แม้ฟังแล้วเหมือนตื้นเขิน แต่หากไตร่ตรองก็จะได้ความหมายรู้เกี่ยวกับอนัตตาผ่านลมหายใจขึ้นมาทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าความหมายรู้ดังกล่าวเกิดประกอบกับสติเห็นลมเข้า ลมออก และลมหยุดอย่างต่อเนื่อง

สรุปว่าอานาปานบรรพของมหาสติปัฏฐานสูตรนี้ พระพุทธองค์ให้ "หัดรู้ลมทั้งปวงตามจริง" มิใช่ให้หัดสร้างลมหายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิได้ให้ "บังคับลมหายใจตามอยาก" เพราะการหายใจเป็นเรื่องของธรรมชาติทางกาย เป็นการเรียกร้องจากกาย ไม่ใช่ตัวเขาหรือตัวใคร สาระสำคัญคือเมื่อรู้ลมหายใจเป็น รู้ลมหายใจได้ต่อเนื่อง ก็สามารถน้อมไปพิจารณาลมเข้าออกสักแต่เป็นสภาวธรรมทั้งข้างนอกและข้างในเกิดดับอยู่ ต้องทำความเข้าใจไว้แต่เริ่มให้แม่นยำอย่างนี้

และเพื่อเกิดความเห็นว่าอานาปานบรรพแตกต่างจากการเข้าคอร์สฝึกสมาธิหรือฝึกเดินลมปราณทั่วไป ก็จะได้แสดงการตั้งมุมมองอานาปานบรรพไว้แตกต่างกันหลายๆแง่ โดยเฉพาะแง่สำคัญสูงสุดคือความเหมาะสมที่จะเป็นบันไดขั้นแรกของการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4

มองอานาปานบรรพโดยความเป็นบันไดขั้นแรก

การเริ่มต้นดูลมหายใจนั้น พระพุทธเจ้าท่านให้มีสติธรรมดาๆในการรู้ลมหายใจออก และมีสติธรรมดาๆรู้ลมหายใจเข้า ตรงนี้แสดงให้เห็นชัดว่าท่านจะสอนคนทั่วไปที่ยังไม่เป็นเลย และด้วยขั้นตอนต่างๆในอานาปานบรรพนี้เอง หากดำเนินไปตลอดสายก็จะปรุงสติให้แจ่มชัดกระทั่งเริ่มรับรู้ความเกิดดับในสภาวธรรมหยาบเช่นลมหายใจได้

และถ้ามองในแง่ของการภาวนาขั้นละเอียดขึ้นไป หากได้รู้จักและสังเกตนักปฏิบัติทั้งที่เพิ่งเริ่มและผ่านประสบการณ์มานานปี จะพบเรื่องสามัญประการหนึ่งคือนักปฏิบัติทั้งใหม่และเก่านั้น แม้ทำสมาธิได้สงบดีเพียงใด พอเริ่มต้นทำในสิ่งที่คิดว่าเป็น "วิปัสสนา" เช่นระลึกเข้ามาในกาย หรือในเวทนา หรือในจิต ก็มักมีอาการจ้องเอาทื่อๆ แบบที่เรียกกันในหมู่ผู้ปฏิบัติว่า "แช่" หรือ "จม" อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มิได้เป็นความรู้ตัวตามธรรมชาติ สังเกตผลภายในด้วยตนเองได้คือมีความรู้สึกหนัก หรือแม้เบาก็รู้สึกมัวมน หรือแม้ใสก็รู้สึกคล้ายค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น มองไม่เห็นการโคจรของรูปและนามใดๆเข้ามาแสดงความแปรปรวน ความทนอยู่ไม่ได้ หรือความเป็นสภาวธรรมไร้ตัวไร้ตนแต่อย่างใด

พูดง่ายๆว่าสิ่งที่จิตรู้ จิตระลึกอยู่ ปรากฏอย่างไรก็เป็นอยู่อย่างนั้น หรือบางทีเห็นชัดได้พักเดียวก็เบลอไป การมีสติรู้ในลักษณะนี้ไม่เรียกว่าเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แต่เป็นการเลือกเห็นเฉพาะตอนที่ของมัน "ตั้งอยู่" และเป็นการเห็นแบบจดจ้องเอาเหมือนเพ่งเทียนผ่านสายหมอก ส่วนตอนที่เกิดและดับจะไม่เห็น หรือเห็นก็ประกอบร่วมกับความคิดว่าอย่างนี้คือดับไปแล้ว ซึ่งแท้จริงกำลังของความคิดนั่นเองเข้ามาเบียดเบียนให้สิ่งถูกรู้หมดกำลังลง มิใช่สติรู้เห็นความเกิดดับตามธรรมชาติแต่อย่างใด

ถ้าลองฝึกสติปัฏฐานอย่างเป็นไปตามลำดับขั้น จะพบว่าส่วนของอานาปานบรรพนี้ เหมาะแล้วที่จะเป็นบันไดขั้นแรกของมหาสติปัฏฐานสูตร เนื่องจากเมื่อรู้ลมหายใจเข้าออกอย่างเป็นธรรมชาติ จิตจะถูกปรับให้อยู่ในสภาพรู้ตามจริงโดยไม่แช่จมไปกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งทื่อๆ เนื่องจากลมหายใจเป็นสิ่งมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา มีความแปรปรวนจากสั้นเป็นยาว มีความไม่คงเส้นคงวากลับไปกลับมาระหว่างหยาบกับละเอียด การตามรู้สิ่งมีความเคลื่อนไหวย่อมสลัดหลุดจากความแช่นิ่งเป็นธรรมดา

การทรงสติโดยไม่แช่นิ่งนั้น ก็คือความพร้อมจะรู้อย่างว่องไว หมายถึงเท่าทันขณะแห่งสภาวธรรมที่ปรากฏแปลกปลอมเข้ามา กับทั้งเท่าทันขณะแห่งสภาวธรรมเดียวกันนั้นสูญสลายคลายจางลง เช่นเมื่อความขัดเคืองเล็กๆเกิดขึ้น คนธรรมดาทั่วไปแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองเริ่มไม่พอใจ กำลังไม่พอใจอยู่ และคลายจากความไม่พอใจ ทั้งนี้ก็เพราะจิตคิด จิตเหม่อนั้น มีความคลุมเครือใกล้เคียงกับความขัดเคืองเล็กๆอยู่มาก

แต่หากจิตใจเรากำลังผ่องใส กำลังเบิกบานยินดีปรีดา เมื่อเกิดความขัดเคืองขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยย่อมไหวรู้ เนื่องจากผิดแผกแตกต่างกันอย่างชัดเจนกับความยินดีปรีดา ฉันใดก็ฉันนั้น จิตที่ถูกปรับปรุงแล้วด้วยลมหายใจ มีความเป็นกลาง มีความเบิกบานตามธรรมชาติ ย่อมรู้ชัดว่าขณะนี้ความขัดเคืองปรากฏแปลกปลอมเข้ามาแล้ว ขณะนี้ความขัดเคืองยังตั้งอยู่ ขณะนี้ความขัดเคืองจางลงสนิท กระทั่งจิตคืนกลับสู่สภาพอันเป็นกลางตามเดิม

ถ้าหากลมหายใจมีความละเอียดและนิ่มนวล ขอให้สังเกตว่าจิตจะละเอียดและนิ่มนวลตาม ในทางกลับกันหากจิตหยาบกระด้าง ลมหายใจจะหยาบกระด้างตามไปด้วย บางคนเข้าใจว่าถ้าควบคุมลมได้ ก็สามารถควบคุมให้จิตเป็นสุขได้ตามปรารถนาในทุกสภาพการณ์ อันที่จริงความเข้าใจและความสามารถชนิดนี้เป็นเรื่องดี จัดเป็นงานสมถะชนิดหนึ่ง อย่างไรก็ตามหลายคนเข้าใจผิดคิดว่านี่เป็นงานวิปัสสนา แท้ที่จริงแล้วเป็นปัญญาในการ "เปลี่ยนอารมณ์" หรือ "เบียดอารมณ์เสียๆให้ตกไป" เท่านั้น ยังมิใช่วิปัสสนาแต่อย่างใด

ถ้าหากศึกษาอานาปานบรรพอย่างดี ก็จะประกันไม่ให้หลงติดอยู่กับงานสมถะ เพราะลำดับขั้นตอนที่พระพุทธเจ้าวางไว้นั้น จะตีกันมิให้จิตติดหลงอยู่เฉพาะกับความสุขหรือความรู้สึกสบาย แต่จะเน้นให้พิจารณาจากความ "รู้ชัด" ในสิ่งที่รู้ สิ่งที่เห็น โดยความเป็นของภายนอกภายใน และโดยความเป็นของเกิดเองเสื่อมเองเป็นธรรมดา ไม่ใช่อยู่ตรงไหนให้ใครครอบครองถาวร และไม่ได้เกิดขึ้นเสื่อมไปตามความจงใจของใครเลย

เมื่อจิตอยู่ในสภาพที่ทั้งว่องไว รู้เท่าทันสภาวธรรมอย่างเป็นธรรมชาติ กับทั้งไม่แช่อยู่กับสุข ขยับขึ้นไปดูอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาด้วย ผลคือจิตได้ "ตัวอย่างวิธีรู้" อย่างถูกต้องไว้เป็นหลัก เมื่อได้หลักแม่นๆแล้ว ก้าวต่อๆไปก็แน่นอนว่าจะคล้อยตามในทิศเดียวกัน คือรู้ตามจริง และเห็นความเกิดดับ เหมือนกับที่เคยรู้มาแล้วจากการฝึกในก้าวแรกคืออานาปานบรรพนี้

นี่เป็นกุญแจสำคัญของสติปัฏฐาน 4 จิตนั่นแหละคือกุญแจ จิตที่รู้ตามจริง เห็นทุกสิ่งเป็นของเกิดดับ เมื่อเห็นลมหายใจเกิดดับ ไม่ใช่ตัวตนจนถึงที่สุดก็อาจหลุดพ้นจากอุปาทานได้แล้ว แต่ถ้ายังไม่หลุด ก็ต้องกะเทาะเปลือกของอุปาทานไปจนกว่าจะเกลี้ยงเกลา ด้วยการตามรู้ ตามดูสภาวธรรมอื่นอันเป็นพื้นยืนของความรู้สึกในตัวตนต่อไป

ถ้ามองระยะยาวก็จะเห็นประโยชน์ชัดเจนอีกแง่หนึ่งของอานาปานบรรพ ลองใคร่ครวญว่าลมหายใจเป็นของติดตัวเราไปทุกหนทุกแห่ง เพียงรู้ให้ถูก รู้ให้เป็น ก็พลอยได้ชื่อว่ามีเครื่องอยู่ เครื่องปรุงจิตให้ทรงอยู่กับการภาวนาตลอดเวลา หรือเกือบตลอดเวลาไปด้วย

นักภาวนามักเกิดความรู้สึกเคว้ง หลงทาง หรือท้อแท้ เห็นมรรคผลเป็นเรื่องไกลตัวหรือกระทั่งเป็นเรื่องมองไม่เห็นว่าจะมาถึงตัวได้อย่างไร นั่นเพราะจิตปราศจากทิศทาง ปราศจากเครื่องมือช่วยอำนวยให้เกิดความปล่อยวาง ต่อเมื่อจิตจ่ออยู่กับความเกิดดับของลมหายใจ จึงเกิดความรู้สึกขึ้นมาอีกแบบ คือมรรคผลเป็นเรื่องใกล้ตัว ใกล้ความจริงอยู่นิดเดียว เนื่องจากจิตที่เข้าถึงความสักแต่รู้ว่ามีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นแล้วต้องดับไปเป็นธรรมดา ย่อมเห็นอาการคลายอัตตาในตน เมื่อจิตคลายอัตตาด้วยปัญญารู้ชัดว่าสภาวธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา เมื่อนั้นคือลักษณะที่กลมกลืนกันกับกระแสมรรคกระแสผล สมนัยกับที่พระพุทธองค์ตรัสไว้หลายแห่งว่า…

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ภิกษุที่เจริญอานาปานสติแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญสติปัฏฐาน 4 ให้บริบูรณ์ได้ ภิกษุที่เจริญสติปัฏฐาน 4 แล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญโพชฌงค์ 7 ให้บริบูรณ์ได้ ภิกษุที่เจริญโพชฌงค์ 7 แล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้  ฯ

มองอานาปานบรรพโดยความเป็นประสบการณ์ภายใน

หากกล่าวกันอย่างละเอียด ก็ต้องว่าอานาปานบรรพนั้น พระพุทธเจ้าท่านสอนภิกษุ หรืออีกนัยหนึ่งผู้ที่พร้อมจะใช้ชีวิตในเพศบรรพชิตเพื่อแสวงความหลุดพ้น บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมภิกษุสงฆ์ในสมัยพุทธกาลนั้นค่อนข้างเอื้ออำนวยที่จะให้คำแนะนำเช่น

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี…

สมัยนี้ก็ยังพอมีป่า มีโคนไม้ใหญ่ให้อาศัยสงบกายสงบจิตบำเพ็ญเพียรภาวนา ทุกคนคงมีประสบการณ์ตรงกันว่าถ้าเข้าป่า หรือเข้าไปในสถานที่มีต้นไม้เยอะๆ จะช่วยให้จิตใจเยือกเย็นลง คลายความรุ่มร้อนกังวลฟุ้งซ่านในชีวิตประจำวันลงได้มาก นี่จึงนับว่าเป็นการใช้สถานที่เข้าช่วยเตรียมจิตเบื้องต้นได้อย่างดี คงไม่มีข้อกังขา

ส่วนของ "เรือนว่าง" นั้น น่าจะหมายถึงว่าถ้าหาป่า หาไม้เป็นร่มบังให้เบาใจไม่เจอ ก็ควรเข้าสู่สถานที่สงัดจากผู้คน ยิ่งมีข้าวของน้อยๆได้จะยิ่งดี ทดลองเข้าไปในห้องว่างปราศจากสิ่งของ ลงนั่งสงบใจสักพัก แล้วมาลองนั่งในห้องนอนของตัวเอง จะพบว่าลักษณะการทำงานของจิตใจแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะสำหรับมือใหม่ ทั้งนี้ก็เพราะห้องนอนที่เต็มไปด้วยสมบัติพัสถานส่วนตัวนั้น แม้หลับตาลง ใจก็ยังเห็น และชินที่จะนึกคิดแบบที่เคยนึกคิด เป็นต้นว่าอยากฟังเพลง อยากอ่านหนังสือ อยากกิน อยากนอน ของมันรู้ทางไปหมดว่าอุปกรณ์สนองความอยากแต่ละชนิดจัดวางไว้ตรงไหน เมื่อปราศจากของเหล่านี้ ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่ใจจะไม่ปรุงแต่งอยากเอาโน่นอยากเอานี่ในแบบเดิมๆ

ถัดจากเรื่องการเตรียมพร้อมเกี่ยวกับสถานที่ ก็มาดูเรื่องของความเตรียมพร้อมทางกาย เริ่มต้นขึ้นมาพระพุทธองค์ให้นั่ง และเป็นการนั่งแบบค่อนข้างพิเศษ ที่เรียกว่า "นั่งคู้บัลลังก์" ซึ่งหมายถึงการนั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ทั้งนี้ก็เพื่อใช้กายอันจัดท่านั่งไว้ดีแล้ว จะกลายเป็นฐานที่ตั้งของสติไปเอง

โดยทั่วไปการนั่งขัดสมาธินั้น จะหมายถึงให้ขาขวาซ้อนขาซ้าย มือขวาซ้อนมือซ้าย ปิดเปลือกตาลง ผู้ฝึกใหม่ส่วนมากจะกลอกตาหลุกหลิก และมีจิตเหมือนคนหลงทาง ไม่ทราบจะทำอย่างไรกับโลกภายใน อันนี้ขอแนะนำว่าก่อนปิดเปลือกตาลง ให้ทอดสายตาสบายๆไปข้างหน้า ระวังอย่าเพ่งจ้องเขม็ง ให้ทำกิริยาเหมือนทอดมองดูขอบฟ้าทะเลด้วยความสบายใจ เมื่อปิดเปลือกตาลงก็ให้คงสายตามองไกลไปข้างหน้าเหมือนเดิม ทดลองดูจะพบว่ามีอาการ "ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า" ด้วยความรู้สึกเปิดกว้างในภายใน ไม่เพ่งแคบหรือครัดเคร่งฝืดฝืนแต่อย่างใดทั้งสิ้น

หลายคนมักสงสัย ว่าจำเป็นต้องนั่งคู้บัลลังก์เสมอไปหรือไม่ ความจริงแล้วอานาปานบรรพและพระสูตรเกี่ยวกับอานาปานสติทั้งหลายจะเน้นเรื่องการรู้ลมหายใจมากกว่าท่านั่ง เหมือนกับที่เราไม่จำเป็นต้องไปสู่ป่า โคนไม้ หรือเรือนว่างเสมอไป แต่อย่างไรก็น่าตระหนักว่าพระพุทธองค์ตรัสแนะเกี่ยวกับอาการทางกายไว้เช่นนี้ หากใครสามารถนั่งขัดสมาธิโดยสะดวก ไม่เมื่อยขบหรือเป็นปัญหาจนเกินไป ก็ควรลองไว้เพื่อจะรู้จักฐานที่มั่นหรือชัยภูมิอันเหมาะสำหรับการตามรู้กองลมทั้งปวง แต่หากขัดข้องจริงๆ โดยเฉพาะผู้มีวัยสูงแล้ว ก็อาจนั่งเก้าอี้ธรรมดา จะเป็นเก้าอี้มีแขนหรือไม่มีแขนก็ตามสะดวก

คราวนี้มาถึงขั้นของการกำหนดรู้ลมหายใจที่เกิดขึ้นตามจริง หากทำตามไปด้วยระหว่างอ่านก็อาจเห็นผลเป็นลำดับ ให้ระลึกว่าต้องเห็นจริงตามลำดับขั้นแล้ว ประสพความสำเร็จในขั้นนั้นๆแล้ว จึงควรก้าวต่อไป แต่ละขั้นอาจกินเวลาเพียงสิบวินาทีหรือครึ่งนาที ขอเพียงแน่ใจในภายในแล้วกันว่าใช่แน่ รู้อย่างที่พระพุทธองค์ให้รู้แน่ๆ

- เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า

เกือบร้อยทั้งร้อยจะผ่านจุดสังเกตนี้ไปอย่างง่ายดายที่สุด น้อยรายจะตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงให้กำหนดรู้ลมขาออกก่อนขาเข้า

โดยทั่วไปเมื่อเราตั้งใจรู้ลมหายใจ สิ่งที่เกิดขึ้นเสมอคือจะหายใจเข้ายาวกว่าหายใจออก กล่าวคือหายใจเข้ายาวแบบสูดลมเต็มปอด แต่เวลาระบายคล้ายจะพ่นออกมาเพียงสั้น ผลคือจะเกิดสติรู้เพียงลมเข้ายาว แต่เมื่อลมออกสั้นสติแทบหายหนไปหมดสิ้น สติจะกลับมาก็ต่อเมื่อจดจ้องลมเข้าระลอกต่อไปเท่านั้น

เมื่อกำหนดสติรู้ลมขาออกก่อน จะเป็นตัวอย่างชั้นดีว่าหายใจออกให้รู้ได้สบายๆต้องแบบนี้ หรือด้วยความยาวขนาดนี้ ลองระบายลมออกคล้ายถอนใจโล่งอก อย่าคิดว่านี่คือการเริ่มทำสมาธิเพราะจะทำให้เกร็ง แต่ลองคิดว่าเราหมดเรื่องหนักอกก็ถอนใจโล่งอกเสียทีหนึ่ง สังเกตว่าเราจะไม่สนใจลมเข้ามากนัก แต่จะไปรับรู้ลมออกมากกว่าเดิม และสิ่งที่เป็นผลตามลำดับต่อมาคือเมื่อหายใจเข้า เราจะทราบว่าควรจะยาวประมาณไหนให้สมดุลพอดีกัน ตรงนี้สำหรับผู้เคยมีปัญหาจ่อลมหายใจแล้วหนักหัวเพราะเคร่งกับลมหายใจเข้าเกินไป น่าจะพบว่ามีความคลายตัวลงอย่างง่ายๆ ทุกครั้งที่ทำสมาธิไม่ว่าจะไปติดอยู่ขั้นไหน ฟุ้งซ่านอย่างไร เพียงย้อนกลับมากำหนดรู้ลมหายใจออก ลมหายใจเข้าธรรมดาๆนี้ จิตก็จะหวนกลับมาอยู่ในขอบเขตอันสุขสบายดังเดิม

อีกประการหนึ่ง ขอให้สังเกตว่าขั้นแรกนี้พระพุทธองค์ให้กำหนดสติรู้เฉยๆ ว่านี่ลมหายใจออก นี่ลมหายใจเข้า ไม่ได้ต้องการสิ่งอื่นใดสำคัญไปกว่าสติธรรมดาๆที่รู้ตามจริง กายขอระบายลมออกก็ให้กายทำงานไปตามปกติ จิตมีหน้าที่เพียงรู้ กายเรียกร้องขอลมเข้าก็ให้กายทำงานไปตามสภาพ จิตมีหน้าที่เพียงรู้เช่นกัน หากใครนึกไม่ออกว่ามีสติรู้แบบง่ายๆเป็นอย่างไร ก็ขอให้ลองพลิกฝ่ามือไปมา จิตมีอาการรู้อย่างไร ก็ให้รู้ลมหายใจออกและลมหายใจเข้าง่ายๆเหมือนอย่างนั้น

ปกติจิตของคนทั่วไปจะลอยไปลอยมา คิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ตามกิเลสของแต่ละคน ไม่ได้จ่ออยู่กับกายทั้งที่อาศัยกายตลอด 24 ชั่วโมง อุบายง่ายที่สุดที่จะดึงมาจ่อกับกายคือถามตัวเอง เช่นกำลังหายใจออกหรือหายใจเข้า คำตอบที่มีให้ตัวเองนั่นแหละจะดึงจิตมาอยู่ในขอบเขตของกายโดยอัตโนมัติ เรียกว่าเพิ่งเริ่มขั้นแรก ถ้าทำได้ต่อเนื่องสักพักเดียวก็เกิดประสบการณ์ "ลดทุกข์" ลงได้ทันใจ

เมื่อแจ่มแจ้งแล้วว่าจะ "รู้" อย่างไรในขั้นนี้ ก็ขอย้ำให้จำอาการสบายๆไว้ตลอดไป เพราะหลายคนเมื่อเข้าสู่ขั้นอื่นมักจดจ้องจนกลายเป็นเกร็ง หรือกดเข้ามาภายใน ซึ่งเป็นเรื่องผิดพลาดแต่ต้นมือ ควรสังวรไว้ไม่ให้เกิดขึ้นเลย

- เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว

ขอให้สังเกตว่าเมื่อมีสติรู้ลมหายใจออก มีสติรู้ลมหายใจเข้าอย่างง่ายๆนั้น ลมจะยาวกว่าปกติ ตรงนี้เป็นจุดที่เรากล่าวได้ว่าจิตสามัญทั่วไปมีความผูกพันแนบสนิทกับลมหายใจอย่างยิ่ง เมื่อปรับจิตให้มาจ่ออยู่กับสิ่งที่มันผูกพันอยู่ตรงๆ ผลก็คือสิ่งนั้นแสดงตัว "เด่นชัด" ขึ้นมากว่าปกติ

เริ่มขั้นแรกพระพุทธองค์แค่ให้มีสติรู้เข้าออกเฉยๆ แต่ขั้นนี้ให้ "รู้ชัด" ว่าหายใจออกยาว หายใจเข้ายาว ถ้ารู้ชัดอย่างเป็นไปตามธรรมชาติจะไม่อึดอัด แต่ถ้าเข้าใจว่าจะรู้ชัดนั้นคือเพ่งเล็งเป็นพิเศษ บีบหน้าท้องหรือช่วงอกเป็นพิเศษ อันนั้นจะเกิดความคับแน่น เคร่งเกร็งขึ้นมา ไม่เป็นผลดีแต่อย่างใด รู้ชัดในที่นี้ต้องหายใจทั่วท้อง ผ่อนคลายเบากายไปทั่ว สังเกตให้ขึ้นใจว่าจิตเพ่งหนักเกินเมื่อไหร่ กายเคร่งเกร็งขึ้นเมื่อนั้น ไม่มีทางรู้อะไรได้ชัดเลย ต่อเมื่อจิตสบายและกายเบา เมื่อนั้นความรู้ชัดจึงเกิดขึ้นอย่างนุ่มนวลเป็นไปเอง ส่งผลให้ลมยาวอย่างเป็นธรรมชาติ ตามกายที่ทำงานเต็มสภาพไปด้วย

เมื่อปฏิบัติจนดูลมเป็นถึงระดับหนึ่ง บางคนอาจเห็นสายลมหายใจยืดยาวเป็นนิมิตชัดคล้ายลำน้ำตกใหญ่ จึงมักจำเอานิมิตนั้นมาใช้ในการปฏิบัติครั้งต่อๆไป ซึ่งถ้าหากสภาวจิตอยู่ในความพร้อมก็ดีไป นิมิตแบบเดิมปรากฏทันที แต่หากเพิ่งเห็นนิมิตสายลมหายใจชัดเป็นครั้งแรกๆ ก็ไม่ควรคำนึงถึงนิมิต แต่ควรระลึกถึงความจริงเกี่ยวกับลมหายใจไปตามลำดับขั้น เช่นรู้ว่าออก รู้ว่าเข้า แล้วดูว่าที่ออกและเข้านั้นยาวหรือสั้น อย่างเร่งร้อน อย่าลัดทาง แล้วจิตจะค่อยๆปรับอาการรู้มาเข้าทางลมอย่างถูกต้อง ไม่สับสน ไม่กระสับกระส่ายแต่อย่างใด

- เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น

ตามธรรมชาติแล้วของคนยังไม่เคยฝึกตามรู้ลมนานๆนั้น เมื่อมีสติลากลมเข้ามากกว่าเคยระยะหนึ่ง อาจสักสิบระลอกลมหายใจยาว ปอดจะคล้ายลูกโป่งที่อัดลมเข้าไปเกือบเต็ม เหลือพื้นที่ให้อัดเพิ่มน้อยแล้ว หรือบางทีก็เกิดความล้าทางกาย เพราะฉะนั้นลมทั้งขาออกและขาเข้าจะตื้นลงด้วย

ปกติผู้เริ่มฝึกมักใจร้อน หรือตามรู้ลมอย่างไม่เป็นธรรมชาติ กล่าวคือจะลากลมยาวให้ได้ทุกครั้ง หรือปล่อยให้ความอยากสงบนำหน้าสติรู้เห็นธรรมดาของลมหายใจตามจริง เมื่อถึงเวลาควรปล่อยลมออกเพียงสั้นก็ไปรีดลมให้ยาวเกิน โดยเฉพาะเมื่อถึงเวลาควรลากลมเข้าเพียงสั้นก็กลับพยายามดึงดูดเสียแรง อย่างนี้เรียกว่าเป็นการเอาลมตามความอยากของใจ ไม่ใช่ตามความเรียกร้องของกาย

เป็นเรื่องน่าสังเกตด้วยว่าหากสติของเราดีพอจะรู้ชัดใสไม่ว่าลมสั้นหรือลมยาว จะเหมือนจิตมีความเป็นอิสระจากอิทธิพลของลมหายใจมากขึ้นเรื่อยๆ กล่าวคือแทนที่จะมีสติสั้นหรือยาวตามลม ก็จะแปรมาเป็นผู้รู้ตามจริงว่าลมสั้นกับยาวนั้น สลับฉากกันหมุนเวียนเปลี่ยนมา ยาวได้พักหนึ่งร่างกายก็ดึงได้สั้นลง สั้นได้พักหนึ่งกายก็ขอให้มากขึ้น ลมหายใจมีได้หลายขนาด แต่สติรู้เป็นกลางมีอยู่อันเดียวหนึ่งเดียวเท่านั้น

อีกประการที่ควรทำความเข้าใจไว้ คือลมหายใจของแต่ละคนมีความสั้นยาวแตกต่างกัน ถ้าสงสัยว่าอย่างนี้เรียกยาวหรือสั้น ก็ให้ใช้ความรู้สึกของตัวเองเป็นหลักเปรียบเทียบ ยาวหมายถึงว่ายาวกว่าปกติจนเห็นได้ สั้นหมายถึงน้อยกว่าที่รู้สึกว่ายาวนั่นเอง

- ย่อมสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจเข้า

จุดสำคัญสำหรับขั้นนี้คือความต่อเนื่อง แม้แต่จังหวะที่ลมหยุดชั่วครู่ก็มีใจจดจ่อเหมือนคำนวณรู้ล่วงหน้าว่าลมออกและลมเข้าครั้งต่อไปจะเป็นอย่างไร

สำหรับ "กองลมหายใจทั้งปวง" ที่ระบุในขั้นนี้ก็คือไม่ว่าสั้นหรือยาว เราหมายรู้ไว้ตลอดเวลาอยู่แล้วดังเคย แต่เพิ่มเข้าไปคือรู้กระทั่งทราบล่วงหน้านิดหนึ่งว่าหายใจออกครั้งหน้าที่กำลังจะมาถึง ควรเป็นสั้นหรือยาว รู้เข้าไปที่ความพร้อมของกายก่อนผ่อนลมนั่นเอง และในทางกลับกันก็รู้ล่วงหน้าว่าหายใจเข้าครั้งหน้าควรเป็นยาวหรือสั้น คือรู้เข้าไปที่ความพร้อมของกายก่อนดึงลมเข้า

หากยังไม่เข้าใจกระจ่าง ขอให้สังเกตว่าเมื่อมีสติรู้ลมหายใจไปพักหนึ่ง จิตจะเหมือนทราบล่วงหน้าว่าลักษณะกายในบัดนี้ ที่มีลักษณะปอดอัดลมเต็มแล้วนี้ จะส่งลมออกเป็นยาวหรือสั้น จะลากลมเข้ามาสั้นหรือยาว เสมือนคอยดูลูกโป่งที่อัดลม ว่าเข้ามาเท่านี้ก็ควรส่งออกไปยาวเท่านี้ หรือเห็นลูกโป่งมีความพร้อมรับลมปริมาณไหน ก็ทราบว่าสมควรลากลมเข้ามาปริมาณเดียวกันนั้น

พระพุทธเจ้าให้สำเหนียกกำหนดไว้ในใจมิให้ขาดระยะ ซึ่งก็คืออุบายปรุงสติให้แนบเข้าสนิทกับกระบวนการหายใจทั้งหมดมากขึ้น เพราะอาการคิดสุ่ม คิดฟุ้งซ่าน จะแปรมาเป็นใคร่ครวญพินิจอยู่ตลอดเกี่ยวกับความสั้นยาวของลมหายใจแต่ละระลอก อันนี้จะคล้ายกับที่เราจดจ่อกับงานทางโลกอย่างต่อเนื่องกระทั่งรู้สึกนิ่งอย่างเป็นธรรมชาติกับงานนั้น เพียงแต่อานาปานสติจะละเอียดกว่า หนักแน่นกว่า เพราะสิ่งที่ผูกใจให้จ่อไว้เป็นของละเอียดและปราศจากความหมายใดล่อให้ครุ่นคิดไปต่างๆ มีเพียงลมผ่านเข้าผ่านออกให้รู้ง่ายๆอยู่แค่นั้น

อธิบายอีกแบบหนึ่ง ในชั่วขณะแห่งลมหยุดถ้าเราคิดถามตัวเองล่วงหน้าว่าที่จะปล่อยลมครั้งนี้ยาวแค่ไหน ดึงลมครั้งนี้สั้นเพียงใด ถ้าตอบถูกทุกครั้งก็แปลว่าจิตกำลังอยู่ในลักษณะรู้ลมตามจริง กับทั้งรู้กายที่สัมพันธ์กับลมตามจริงอีกด้วย ผลที่ปรากฏจะเป็นลักษณะจิตที่หยุดคิดสุ่ม แล้วจับแนบเป็นอันเดียวกับกายซึ่งเหมือนตัวถังอันมีหน้าที่สูบลมเข้าและพ่นลมออกประการเดียว

ผู้เริ่มฝึกควรตั้งเป้าไว้ให้รู้ได้ขั้นนี้เป็นอย่างต่ำ จะรู้สึกพอใจอยากรู้อย่างนี้อีก หรืออยากให้จิตอยู่ในลักษณะแนบนิ่งได้อย่างนี้อีก แรกๆจิตจะหนีไปคิดเรื่องอื่น ไปฟุ้งซ่านเรื่องนอกลมหายใจเป็นธรรมดา ต่อเมื่อค่อยๆทำ ค่อยๆสั่งสมกำลังความตรึกตรองเข้ามาในอาการของลมหายใจบ่อยเข้า ทีละครึ่งนาที แต่ทำเสมอๆตลอดวัน ก็จะเห็นผลชัดว่าผ่านไปช่วงหนึ่งจะรู้ได้นานขึ้นเป็น 5 นาที 10 นาที กระทั่งปักหลักอยู่ได้เป็นชั่วโมงๆในที่สุด

- ย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจออก ย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า

คำว่า "กายสังขาร" ในที่นี้คือสภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางกาย เช่นความปรุงแต่งอันเป็นส่วนเกินอื่นๆของลมหายใจ ยกตัวอย่างเช่นคิดขยับมือไม้ คิดเปลี่ยนท่านั่งให้สะดวกขึ้น หรือคิดโยกไหวหลีกตัวจากความอึดอัด ฯลฯ เมื่อเจริญสติจนลมหายใจเริ่มเข้าที่ สิ่งหนึ่งที่จะเกิดเป็นธรรมดาคือความรู้สึกสงบใจ อันส่งผลต่อเนื่องมาเป็นความสงบกาย ความอยากขยับอวัยวะต่างๆซึ่งไม่เกี่ยวกับทางเดินลมหายใจย่อมมีแนวโน้มจะระงับลง พระพุทธเจ้าให้ "สำเหนียก" คือกำหนดรู้ความนิ่งของกาย เพื่อกำกับให้อยู่ในความเป็นเช่นนั้นด้วย คือไม่ใช่นิ่งแล้วปล่อยให้กระจายไปเฉยๆ

อาจพิจารณาได้อีกแง่หนึ่ง คือ "กายสังขาร" โดยนัยของความจงใจดึงลมเข้าออก หากเจริญสติรู้ลมหายใจถึงระดับหนึ่งแล้ว เหมือนกายจะเข้าล็อกเป็นเครื่องสูบลมเข้าออกตามธรรมชาติ เรียกว่ามีความเป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องอาศัยการตั้งใจ ก็ได้ลมในระดับพอดีที่จะตามรู้อยู่แล้ว ความรู้สึกภายในจะเหมือนมีเวลาเหลือเฟือเพื่ออุทิศให้กับการรู้ลมอย่างเดียว ไม่ต้องผสมเจตนาบังคับกายเหมือนช่วงต้นแต่อย่างใด

อีกประการหนึ่ง การระงับความกระดุกกระดิกอันเป็นส่วนเกินทั้งหลาย จะทำให้เกิดความสงบทั่วพร้อม และมีศูนย์กลางอยู่กับลมหายใจออกกับเข้าเพียงลำพัง ไม่จดจ้องคับแคบอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง เพราะรู้พร้อมตั้งมั่นอยู่กับกายทั้งหมดเป็นฐาน เมื่อทำถูกส่วนดีแล้วระยะหนึ่ง ผลคือจะรวมจิตให้อยู่กับที่ และมีลักษณะเบิกบานแผ่ออก ไม่หลงเหลือความเพ่งเกร็งหรือฝืดฝืนตรงไหน

ถึงขั้นนี้บางคนอาจรู้สึกเหมือนกายเป็นหุ่นปั้น หรือเหมือนจิตเข้ามาอาศัยโพรงภายในหุ่นกระบอก หากหายใจจนไม่ฟุ้งซ่านแล้ว ขอให้ลองสังเกตว่าถ้าเราเริ่มหายใจเข้าด้วยการขยายหน้าท้องออกเล็กน้อย จะได้ลมหายใจดีขึ้น ภาวะทางกายสบายขึ้น แต่หากทดลองแล้วฝืนเกร็ง ก็ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงหน้าท้องขยาย ให้หายใจไปตามปกติต่อไป อย่างที่กล่าวแล้วว่าอานาปานบรรพนั้นเราไม่ได้ฝึกหายใจ แต่ฝึกรู้กองลมทั้งปวงเป็นหลัก

ถึงตรงนี้หากทดลองทำแล้วรู้สึกติดขัด เลื่อนระดับจากขั้นหนึ่งไปยังขั้นถัดไปไม่ได้ ก็ขอให้ทำตัวเป็นผู้ตรวจสอบตนเอง เช่นถามในใจง่ายๆว่าเรามีสติรู้ลมออกไหม? เรามีสติรู้ลมเข้าไหม? หากว่ามีอยู่ ก็ลองสังเกตลมในระดับต่อมา ว่าเรารู้ขนาดของลมหายใจไหมว่ายาวหรือสั้น? หากสามารถรู้ได้ตามจริง ก็ถามตัวเองต่อไปว่าเรากำหนดรู้ล่วงหน้าได้ไหมว่าลมออกและเข้าที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ยาวหรือสั้น? หากสามารถรู้ได้ตามจริงก็ถามตัวเองต่อไปว่าเราทำความนิ่ง กำจัดความเคลื่อนไหวส่วนเกินที่จำเป็นต่อการหายใจออกและเข้าได้หรือไม่?

นอกจากถามตัวเองเกี่ยวกับส่วนที่ถูกแล้ว ก็อาจถามตัวเองเป็นระยะเกี่ยวกับส่วนที่ผิดไปด้วย เช่นว่ากำลังทำๆอยู่นี้มีความเกร็งไหม? มีความฟุ้งซ่านซัดส่ายออกไปแล้วไม่ยอมดึงกลับไหม? มีความคาดหวังความสงบจนหลงลืมลมหายใจเฉพาะหน้าไหม? เป็นต้น

ทบทวนไปมาจะทราบได้ว่าอุบายของพระพุทธองค์ในอันที่จะให้เราดิ่งลงสู่ความสงบและมีความรู้ในภายในแนบสนิทกับลมหายใจนั้น น่าทึ่งยิ่งนัก เพราะแม้ผู้ไม่เคยมีประสบการณ์สมาธิมาก่อน ก็อาจลิ้มรสความสงบสุขได้ในเวลาอันรวดเร็ว เพียงกำหนดทิศทาง "รู้ลม" อย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามกล่าวมา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายช่างกลึงหรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ขยัน เมื่อชักเชือกกลึงยาวก็รู้ชัดว่าเราชักยาว เมื่อชักเชือกกลึงสั้นก็รู้ชัดว่าเราชักสั้น แม้ฉันใดภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน…

คงจำได้ว่าเมื่อเริ่มแรกสุดพระพุทธองค์ให้กำหนด "สติ" รู้อย่างธรรมดาๆ แต่เมื่อถึงขั้นสุดท้ายที่ผ่านมาคือกำหนดความระงับส่วนเกินทางกายได้ ก็อาจพัฒนาต่อเป็นสติที่ใหญ่ขึ้นมาอีกระดับ

เพื่อความเข้าใจสติที่ใหญ่ขึ้นดังกล่าว พระพุทธองค์ให้เปรียบเทียบการคุมสติกับการชักเชือกกลึงของช่าง "ผู้ขยัน" การกลึงในสมัยพุทธกาลใช้เชือกในการชักแกนที่จับวัตถุที่ต้องการจะกลึงให้หมุน แล้วใช้ไบมีดจ่อเพื่อกลึงวัตถุที่หมุนนั้น หากนึกให้ง่ายและคล้ายกันก็คงเหมือนเราเอาสองมือจับปลายเชือกแต่ละด้านที่แขวนบนราว แล้วผลัดข้างลากลงด้วยมือขวาบ้างมาฝั่งขวาบ้าง ลากลงด้วยมือซ้ายบ้างมาฝั่งซ้ายบ้าง

เมื่อทำงานกลึงแบบคนขยัน ใจต้องจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า ชักเชือกยาวสั้นอย่างมีสติรู้สม่ำเสมอ ไม่วอกแวกไปไหน พระพุทธองค์ให้เรากำหนดไว้ในใจว่าจะตามลมหายใจเข้าออกเสมอกันกับงานกลึงดังกล่าวนั้น

ความแน่วแน่ย่อมเกิดขึ้นโดยไม่มีการเกี่ยงว่าลมจะเข้าเป็นสายยาวหรือสั้น ไม่เกี่ยงว่ากำลังสบายหรือไม่สบายกาย สนใจแต่การดูโลกภายในที่สายลมหายใจปรากฏเหมือนเชือกที่ถูกชักยาวบ้าง ชักสั้นบ้าง

- เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
- เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
- ย่อมสำเนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจออก
- ย่อมสำเนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดกองลมทั้งปวงหายใจเข้า
- ย่อมสำเนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจออก
- ย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า


หากใครเคยฝึกรู้ลมหายใจด้วยอุบายต่างๆมาก่อน จะพบว่าขั้นตอนกำหนดรู้ของพระพุทธเจ้านั้นลัดตรงเข้าสู่อาการสงบรู้ได้เร็วที่สุดแล้ว ไปถึงจุดหนึ่งจะเห็นเหมือนแค่มีลมหายใจผ่านเข้าผ่านออก ผ่านเข้าผ่านออก ฯลฯ ให้จิตนิ่งรู้เฝ้าดูอย่างเป็นสุข เมื่อถึงขั้นนั้นแล้วลืม "ทางเข้า" ถ้าได้ทบทวนตามลำดับของพระพุทธเจ้าก็จะเห็นว่าเข้าได้ใหม่โดยสะดวก แต่ถ้าพยายามตรึกนึกเอาเอง พยายามสร้างภาวะเลียนแบบเอาเอง ก็จะทราบว่าเป็นเรื่องยากพอสมควร

หลักของพระพุทธเจ้าจะไม่ให้สังเกตจุดกระทบ ไม่ให้ประกบติดกับจุดใดจุดหนึ่งทางกาย เอาเพียงรู้ว่ายาวหรือสั้นเป็นพอ ซึ่งก็จะได้ผลตรงกันเป็นสากล แตกต่างจากที่รู้กระทบ ซึ่งอาจคลาดเคลื่อนจากกัน และได้กระทบไม่สม่ำเสมอแม้ในคนเดียวกัน

ขอให้สังเกตว่าทุกขั้นตอนที่กล่าวมาจนถึงบัดนี้ล้วนต้องอาศัยความจงใจของ "ตัวเรา" ทั้งสิ้น จึงจัดเป็นงานสมถะ ยังไม่อยู่ในระดับวิปัสสนา เมื่อถึงขั้นกำหนดระงับอาการส่วนเกินของกาย จิตจะสงบและรู้สึกตื่นในภายในเหมือนช่างกลึงผู้ขยันสมดังที่พระพุทธองค์ตรัสเทียบ การสังเกตลมในขั้นต่อๆไปก็เป็นแนวเดิมทุกประการ เพียงแต่ลักษณะของสติจะมีกำลังมากขึ้น มีความสบายยิ่งๆขึ้น เป็นธรรมชาติยิ่งๆขึ้น

มีผู้แนะให้ฝึกหายใจแบบจงใจละเอียดเป็นลำดับกระทั่งเข้าสู่ความสงบระงับลมหายใจ หลายคนทำแล้วจะเกิดความอึดอัดมาก บางคนถึงขั้นหายใจไม่ออกและมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจในเวลาต่อมา ขอให้ทราบว่าความละเอียดของลมหายใจจะเป็นปฏิภาคโดยตรงกับความละเอียดของจิต เมื่อจิตหยาบลมหายใจก็หยาบ เมื่อจิตละเอียดลมหายใจก็ละเอียด ไม่มีใครไปสั่งได้ด้วยเจตนาว่าขอลมหายใจจงละเอียดหรือระงับไปเพื่อให้เกิดฌานขั้นนั้นขั้นนี้ หน้าที่ของเราควรมีเพียงรู้ตามจริงเป็นลำดับตามแนวทางของพระพุทธองค์เท่านั้น

หากรู้สึกเหนื่อยล้าก็ขอให้หยุดพัก เมื่อรู้สึกพอใจก็กลับมาทำอีก อุปกรณ์ในงานสมถะนี้ติดตัวเราอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง จะนั่ง ยืน เดิน หรือกระทั่งนอนก็สามารถทำอานาปานสติได้ทุกเมื่อ หากทำตามแล้วกลับมาอ่านซ้ำเรื่อยๆก็จะค่อยๆเข้าใจแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อม…
- พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง


หลังจากทำสมถะมาจนกระทั่งเกิดความเห็น "ตัวสภาวะ" ของลมเข้าออกจนจิตเลิกคิด เลิกซัดส่าย มีความตั้งมั่นพอควร ซึ่งสามารถสำรวจตัวเองได้จากความสามารถรู้ลมเข้าออกตามนัยต้นๆอย่างเป็นธรรมชาติแล้ว ก็มาถึงขั้นของการ "พิจารณา" สิ่งที่รู้ สิ่งที่เห็นชัดนั้น โดยความเป็นสภาวธรรม

คำว่า "กายในกาย" ในที่นี้ก็คือลมหายใจนั่นเอง ขอให้สังเกตการใช้คำ พระพุทธเจ้าจะตัดคำว่า "เรา" ออกไป คือภาวะรู้ลมหายใจดีนั้น ประสบการณ์ภายในจะเหลือแต่อะไรอย่างหนึ่งสักแต่รับรู้ลมอยู่ พระพุทธองค์ใช้คำว่า "ภิกษุ" เพื่อสมมุติแทนฝ่ายฟังเท่านั้น ไม่ได้ทำให้เกิดฝักฝ่ายของอัตตาผู้กำหนดลมแต่ประการใด

คำว่า "พิจารณา" ในที่นี้จึงเป็นเพียง "อาการของจิต" ที่เห็นส่วนหนึ่งของกาย มิใช่ "ลมหายใจของเรา" อีกต่อไป ตั้งหลักกันที่สภาวะของลมที่เข้ามาอยู่ภายในอก พูดให้ง่ายคือรู้ว่าลมมาเป็นส่วนหนึ่งครู่หนึ่ง

โดยประสบการณ์ตรง ทุกคนควรเห็นว่าเมื่อสามารถรู้ลมโดยความเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งภายในกาย ก็จะเริ่มเห็นกายออกมาจากภายในไปด้วย และเมื่อเริ่มพิจารณาลมโดยสักแต่เป็นของอื่นเข้ามาอาศัยกายชั่วคราว ก็จะพลอยเกิดความรู้สึกเกี่ยวกับกายว่าเป็นถังอะไรถังหนึ่งให้ลมเข้ามาพักเท่านั้น มิใช่ความเป็นกายของเราหรือของใครเหมือนอย่างที่จิตถูกหลอกอยู่ตลอดเวลาตามปกติ

ขั้นนี้พระพุทธองค์ให้เล็งมาที่สภาวธรรมเมื่อเข้ามาอยู่ในกายอย่างเดียวก่อน อย่าเพิ่งพิจารณาลมโดยความเป็นของภายนอก เพราะจิตอาจกระโดดไปกระโดดมา อย่างน้อยให้รู้สึกว่าช่วงอกมันพองขึ้นเพราะมี "สภาวะอย่างหนึ่ง" เข้ามาอัดอยู่ ก็เป็นอันใช้ได้

- พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง

เมื่อสามารถรู้ลมขาออกได้แจ่มชัด ความรู้สึกภายในจะเห็นเหมือนเป็นสายสภาวธรรมสายหนึ่ง มาจากภายนอก แล้วคืนกลับสู่ภายนอก ถ้าหากประกอบพร้อมด้วยจิตที่ตั้งมั่น สว่างไสว และมีความเบิกบานแผ่กว้างออกไปตามธรรมชาติแล้ว ก็จะรู้ชัดว่าที่ "เคยเป็นส่วนหนึ่งของกาย" นั้น บัดนี้กลายเป็นของ "ภายนอก" อย่างไร

มาจากความว่างที่ไม่ใช่ตัวตนอย่างไร ก็คืนกลับสู่ความว่างที่ไม่ใช่ตัวตนอย่างนั้น

ตรงนี้จะเห็นความสำคัญของจิตที่ตั้งมั่นแล้วสักนิดหนึ่ง ถ้าทำสมถะมายังไม่พร้อม จิตยังไม่ทรงตัวเป็นปกติ ก็จะเห็นลมหายใจโดยความเป็นสภาวธรรมภายในและภายนอกไม่ชัด เมื่อไม่ชัด ยังคิดอยู่ ฟุ้งซ่านอยู่ ก็จะเกิดความลังเลสงสัย เช่นว่าเรารู้จักสภาวธรรมที่ถูกต้องหรือยัง หรือไปเร่งว่าเมื่อไหร่เราจะเห็นสภาวธรรมโดยความเป็นของภายในและภายนอกเสียที เป็นต้น

ขั้นนี้พระพุทธองค์ให้เล็งมาที่สภาวธรรมเมื่อออกจากกายอย่างเดียว อย่าเพิ่งพิจารณาลมโดยความเป็นของภายใน อย่างน้อยให้รู้สึกว่าสายลมขาออกกลับคืนสู่ความเป็นอันเดียวกับอากาศข้างหน้า และสลายกลายเป็น "สภาวะอย่างหนึ่ง" นอกกาย ก็เป็นอันใช้ได้

- พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง

เมื่อซักซ้อมจนแน่ใจว่ารู้จักสภาวะดีทั้งความเป็นลมในขาเข้าและขาออกแล้ว ก็พิจารณารู้โดยความเป็นสภาวะ ทั้งเมื่อเข้ามาอยู่ในอก และทั้งเมื่อถูกระบายออกสู่ความว่างภายนอก สายลมหายใจจะปรากฏสักแต่เป็นภาวะอย่างหนึ่งจริงๆ มีความเป็นอย่างนั้นของมัน เชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างปราศจากความเป็นของข้างนอกหรือข้างใน

บางคนอาจสังเกตเห็นว่าลมขาเข้านั้นเย็น ลมขาออกนั้นร้อน ดูได้จากสัมผัสที่ปลายจมูก ก็จะหยั่งรู้ว่าเมื่อลมหายใจมีความเป็น "สภาวะภายใน" นั้น อยู่ในภาวะร้อนด้วยธาตุไฟ นี่จะเชื่อมโยงไปสู่เรื่องของการพิจารณากายโดยความเป็นธาตุได้ด้วย

- พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง

ขอให้แน่ใจว่าผ่านความ "รู้" ว่าลมหายใจเป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่ง มีความเป็นของภายในกายบ้าง มีความเป็นของภายนอกกายบ้าง ดังกล่าวแล้วข้างต้น พอถึงขั้นนี้ ก็เริ่มส่งจิตพิจารณาว่ามีอะไรอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในกาย ขอให้รู้เฉพาะความเกิดขึ้นอย่างเดียวก่อน อย่างน้อยจนกระทั่งจิตรู้ชัดตามจริงว่าอะไรที่เกิดขึ้นในกายนี้ ไม่ใช่ตัวตนเราเขา ไม่ใช่ใครกำหนดได้ว่าขอให้เกิดหรือไม่เกิด แต่เป็นของที่ต้องเกิด ต้องมีอยู่เองเป็นธรรมดาตราบใดยังมีกาย ยังมีไออุ่น ยังมีสภาพความเป็นชีวิต

- พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง

ขอให้ทำความเข้าใจอย่างดีว่าพระพุทธองค์ให้ดูความเสื่อมภายในกายเท่านั้น มิใช่ให้พิจารณาลมออกเหมือนอย่างเคย ดูอย่างเดียวว่ามีสภาวะอย่างหนึ่งดับไป เช่นเห็นอกแฟบลงตามธรรมชาติ เห็นลมที่เคยมีสภาพอัดอยู่ในช่องอกหายไป เอาแค่นั้นก่อน เพื่อให้เห็นจริงเฉพาะความเสื่อมลง

- พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง

หลังจากเห็นว่าอะไรอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในกายแล้ว ก็ดูตามจริงว่าอะไรอย่างนั้นดับหายไปจากกาย ที่ความรู้ถูกต้องในขั้นนี้จิตจะประจักษ์ชัดธรรมชาติขึ้นมา ว่าของนี้เกิดขึ้นแล้วต้องดับไปเป็นธรรมดา มิใช่ความปรารถนาหรือคำสั่งของใคร ขั้นนี้จิตจะโปร่งเบาและประจักษ์พุทธพจน์ที่ลงท้ายอานาปานบรรพว่า…

ย่อมอยู่อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่ากายมี ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ

ถึงขั้นสรุปอันเป็นสุดยอดของอานาปานบรรพนี้ ก็คือเห็นชัด รู้ชัดทุกขั้นตามที่กล่าวมา จึงกำหนดสติอันประกอบด้วยความเห็นชอบ ว่ากายนี้สักแต่เป็นเปลือกหยาบ สักแต่เป็นของอย่างหนึ่งให้จิตอาศัยตั้งอยู่ ให้จิตอาศัยระลึกว่าไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เห็นลมหายใจเสมอกันโดยความเป็นของภายในชั่วครู่ แล้วคืนกลับสู่ความเป็นของภายนอกชั่วคราว แล้วต้องหวนกลับเข้ามาอีก สลับไปมาแล้วๆเล่าๆปราศจากที่สิ้นสุด ตราบเท่าที่กายยังไม่แตกดับเป็นศพไป

มองอานาปานบรรพโดยความเป็นอารมณ์สมาธิ

จิตที่รู้สภาวธรรมได้อย่างเป็นกลาง ไม่มีอาการวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงผิดถูก หรือตีค่าเป็นของดีของไม่ดี กับทั้งปราศจากความลังเลสงสัยนั้น ต้องมีความตั้งมั่น มีความนิ่มนวล มีความอ่อนควรว่องไว เต็มไปด้วยสมรรถนะ เป็นอิสระจากการยึดกุมของกิเลสหยาบเช่นราคะและโทสะ

ตรงนี้ก็มีข้อสงสัยเสมอมา ว่า "มาตรฐาน" ความพร้อมรู้อยู่ตรงไหน ขอให้พิจารณาจากที่พระพุทธองค์ตรัสไว้หลายแห่งเกี่ยวกับสมาธิในฐานะองค์หนึ่งของมรรค 8

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิเป็นไฉน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้…
- สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
- เธอบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตก วิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่
- เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข
- เธอบรรลุจตุตถฌาณ ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
…เหล่านี้เรียกว่า "สัมมาสมาธิ"
(สมาธิอันชอบ หรือสมาธิที่เกื้อกูลต่อมรรคผล)

กล่าวอย่างรวบรัดแล้ว สัมมาสมาธิคือฌาน 4 ดังจะเห็นประโยชน์ในฌานสมาบัติตามลำดับขั้นต่างๆ คือฌานแรกนั้นทำให้ความอยากในกามและความมีอกุศลจิตขาดไปอย่างสิ้นเชิงชั่วระยะเวลาหนึ่ง (ทำปฐมฌานได้ครึ่งชั่วโมงอาจให้ผลไปหลายวัน) ส่วนฌานสองนั้นทำให้จิตมีความผ่องใสพิเศษยิ่งขึ้นกว่าฌานแรก (จิตเริ่มใส่ใจกับตัวรู้และความว่างในภายในได้เป็นเอก) ส่วนฌานสามนั้นอริยเจ้าสรรเสริญว่าอยู่เป็นสุขด้วยสติและอุเบกขา ส่วนฌานสี่นั้นละได้กระทั่งสุข แสดงคุณภาพรู้ดั้งเดิมของจิตชนิดเต็มขั้น แม้สุขก็ไม่เจือปนอยู่ในรู้ รู้นั้นย่อมละเอียดประณีตและพ้นจากการเกาะกุมทั้งปวง

จากที่กล่าวมา จะเห็นพระพุทธองค์จำแนกฌานต่างๆไว้ด้วยองค์ประกอบได้แก่
1) วิตก - คือยกสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นสู่ความระลึก อย่างเช่นขั้นแรกที่ตั้งสติรู้ลมหายใจออก รู้ลมหายใจเข้า ก็เรียกว่าเป็นวิตก
2) วิจาร (ไม่มี ณ. การันต์) - คือแนบจิตเข้ากับสิ่งที่กำลังระลึกอย่างต่อเนื่อง ความรู้สึกจะเหมือนเห็นชัดออกมาจากในภายใน ขั้นที่สามารถสำเหนียกรู้กองลมทั้งปวง กล่าวคือเห็นจากภาวะปัจจุบันแม้ขณะลมหยุดแล้วทราบชัดว่าลมออกลมเข้าจะยาวหรือสั้น อันนั้นคือภาวะที่เริ่มเกิดวิจารเต็มรูป อย่างไรก็ตาม ขั้นก่อนหน้าเช่นรู้ลมสั้นยาว ก็อาจเกิดวิจารได้เช่นกัน ขอให้ดูที่ความต่อเนื่องแจ่มชัดเป็นหลัก
3) ปีติ - ถ้าปีติในระดับสมาธิขั้นต้น (ขณิกสมาธิ - อ่านว่า "คะ-นิ-กะ") ที่จิตประกอบด้วยองค์คือวิตกและวิจาร ตั้งมั่นอยู่ได้เพียงชั่วคราวจะหมายถึงความอิ่มใจ ปีติในระดับสมาธิขั้นกลาง (อุปจารสมาธิ - อ่านว่า "อุ-ปะ-จา-ระ) ที่จิตตั้งมั่นได้นานขึ้นมาก จะหมายถึงความแช่มชื่น ปรีดาปราโมทย์เป็นพิเศษ กับทั้งไม่ใช่ลิงโลดแบบทำให้เสียความตั้งมั่น ส่วนปีติในสมาธิขั้นสูงที่จิตตั้งมั่นเป็นฌาน (อัปปนาสมาธิ) จะหมายถึงความเย็นซ่าน ดังที่พระพุทธเจ้าทรงพรรณนาไว้อีกสำนวนหนึ่งในกายคตาสติสูตร ความว่า "มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอยังกายนี้แลให้คลุกเคล้าบริบูรณ์ ซาบซ่านด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก ไม่มีเอกเทศไรๆแห่งกายทุกส่วนของเธอที่ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง"
4) สุข - สุขในที่นี้คือสุขอันเกิดแต่วิเวกแห่งจิต เพราะฉะนั้นย่อมแตกต่างจากสุขที่จิตเสพได้จากกายที่เกลือกกลั้วในกามคุณ พระพุทธเจ้าจะตรัสถึงปีติและสุขคู่กัน ไม่แยกจากกันในองค์ฌานที่ถูกต้อง ทั้งปีติและสุขอาจเกิดขึ้นขณะรู้ลมหายใจขั้นใดขั้นหนึ่ง หรือสำหรับผู้มีความตั้งมั่นของจิตเป็นปกติก็อาจเกิดขึ้นล่วงหน้า เช่นพอกำหนดใจให้สงบพร้อมรู้ลมหายใจ จิตก็เข้าสู่ภาวะรวมกำลังและเบิกบาน ประกอบด้วยปีติและสุขเองทันที ข้อสังเกตเบื้องต้นคือในความสุขนี้ถ้ารู้สึกว่า "ขาว" อยู่ ก็ให้สันนิษฐานว่าเป็นสุขในสมถะ แต่หากรู้สึกว่า "โปร่งใส" อยู่ ก็มักสะท้อนอาการของจิตที่เป็นวิปัสสนา เช่นเห็นลมหายใจในขั้นของสภาวธรรมเกิดขึ้นและเสื่อมไป เป็นต้น
5) เอกัคคตา - ความเป็นหนึ่งของจิตที่แน่วแน่อยู่กับอารมณ์เดียว สำหรับองค์นี้สำคัญในฐานะตัวชี้ขาดว่าสมาธิจิตที่เกิดนั้นเป็นฌานหรือไม่ สำหรับองค์อื่นๆข้างต้นแม้เกิดครบ ก็อาจเป็นขณิกสมาธิหรืออุปจารสมาธิเท่านั้น หากขาดเสียซึ่งเอกัคคตาแล้ว ก็ไม่นับเข้าข่ายเป็นฌานเลย ข้อสังเกตเบื้องต้นคือความรู้สึกภายในจะหยุดนิ่งสนิท ปราศจากความคิด ปราศจากความคำนึงอื่นนอกจากลมหายใจ กระแสรู้จะรวมดวงหนักแน่นเด่นอยู่เหมือนความสว่างจ้าของแสงอาทิตย์

การทำความเข้าใจเกี่ยวกับองค์สมาธิที่มีอยู่ในจิตอาจมีผลให้สอดส่องการพัฒนาได้ทั่วถึงขึ้น เช่นในขั้นที่พระพุทธองค์ให้สำเหนียกรู้ความระงับแห่งกายสังขารนั้น ควรเริ่มมีปีตินำหน้ามาแล้ว ดังเช่นที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในภิกขุนีสูตรมีความว่า…

เมื่อเธอมีใจประกอบด้วยปีติ กายย่อมระงับ เธอมีกายระงับแล้ว ย่อมเสวยสุข เมื่อเธอมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น

อย่างไรก็ตาม แม้ทำสมาธิไม่ได้ถึงฌานก็ใช่จะเป็นตัวชี้ว่าผู้ปฏิบัติขาดความสามารถรู้สภาวธรรมที่กำลังปรากฏเกิดดับ หากจิตมีความนิ่มนวล อ่อนควร ทรงสภาวะรู้อย่างที่เป็นสติประกอบปัญญา ก็มีสมรรถนะเพียงพอจะรู้สภาวธรรมเกิดดับตามจริงเช่นกัน ดังจะเห็นว่าพระพุทธองค์มิได้ระบุคุณภาพฌานไว้เป็นเงื่อนไขสำหรับการพิจารณาธรรมแต่อย่างใด

เมื่อตามรู้ลมหายใจจนจิตเป็นสมาธิบ้างแล้ว เลิกคิดซัดส่ายบ้างแล้ว เมื่อคำนึงถึงลมโดยความเป็นของเกิดดับ ก็จะตรวจสอบตนเองได้ง่ายขึ้น ว่าขณะนี้เราคิดไปเองว่าเห็นความเกิดดับ หรือว่าเห็นความเกิดดับตามจริงเฉพาะหน้าอยู่ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในส่วนหนึ่งของอุปนิสสูตรว่า…

ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ ซึ่งยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ตามความเป็นจริง, รู้ตามที่มันเป็น) ว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งยถาภูตญาณทัสสนะ ควรกล่าวว่าสมาธิ ฯลฯ

โดยรวมคืออานาปานบรรพนั้น ฝึกแล้วอย่างดีเลิศอาจให้ผลเป็น "สัมมาสมาธิ" ซึ่งจะเป็นขั้นไหนก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคนในการปฏิบัติจนเกิดจิตตวิเวก จิตประกอบพร้อมด้วยวิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา รวมทั้งเกิดปัญญาละองค์ประกอบหยาบๆเสียได้ เพื่อเข้าสู่ความละเอียดประณีตยิ่งๆขึ้นไปของฌานอันพระพุทธองค์ทรงแสดงไว้แล้วตามลำดับ

สรุป

อานาปานบรรพแม้เป็นส่วนต้น ก็ปรุงจิตให้เข้าที่ได้ครบเครื่อง ทั้งในส่วนสมถะที่ทำให้จิตเริ่มอยู่ในอาการเข้ารู้สภาวะที่กำลังปรากฏในปัจจุบันเช่นลมหายใจออกหรือเข้า สงบลงจากอาการนึกคิดฟุ้งซ่านเพราะแปรอาการคิดสุ่มเป็นอาการตรองดูลักษณะลมไว้ตลอด  กับทั้งในส่วนวิปัสสนาที่ทำให้จิตเริ่มรู้เห็นความเกิดดับตามจริงในส่วนของรูปธรรมอันเป็นของหยาบ ทราบชัดได้ง่ายกว่าความเกิดดับในส่วนของนามธรรมอันเป็นของละเอียดในขั้นต่อๆไป

ผู้ปฏิบัติเพียงส่วนนี้ของมหาสติปัฏฐานสูตรได้สำเร็จ จะพบความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เช่นมีความรู้สึกออกมาจากภายในเด่นชัดกว่าปกติ ซึ่งก็ทำให้เกิดอัตโนมัติขึ้นมาอย่างหนึ่ง คือเห็นโลกเป็นสองมิติ มิติหนึ่งเป็นความเคลื่อนไหวภายนอกไร้สาระ อีกมิติหนึ่งเป็นความเคลื่อนไหวของจิตอันใกล้กับแก่นสารของพุทธศาสนา

และจริงอยู่ที่อริยเจ้ามากรายบรรลุมรรคผลโดยอาจไม่เคยฝึกอานาปานสติ เพราะบุคคลย่อมบำเพ็ญบารมีมาเพื่อความพร้อมบรรลุธรรมในรูปแบบแตกต่างกัน แต่ถ้าหากกล่าวเป็นสากล คือคาดหวังว่าให้หลักการไปแล้วคนทั่วไปควรฝึกหัดด้วยตนเองเพื่อเป็นก้าวแรกของสติปัฏฐาน 4 ก็น่าจะให้ศึกษา และตั้งความเพียรในส่วนอานาปานบรรพอย่างดี เพื่อปรับจิตให้อยู่ในความพร้อมรู้อย่างถูกต้อง ตั้งอยู่บนฐานของสติอันควร ไม่แช่ ไม่จม ไม่อืดอาด ไม่พุ่งทะยานเข้าจับอารมณ์กระทบต่างๆในลักษณะยึดมั่นถือมั่น กับทั้งตัวลมหายใจเองก็สามารถถูกรู้โดยความเป็นของเกิดดับ ซึ่งเมื่อเกิดความหยั่งรู้ตามจริงแล้ว ก็ย่อมเป็นแนวทางให้พิจารณาเห็นสภาวธรรมข้ออื่นๆเป็นแบบเดียวกันในที่สุด

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 16 มิ.ย. 2544 / 14:19:48 น. ]
     [ IP Address : 203.155.227.38 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (...)

ขอบคุณมาก สาธุด้วย

 จากคุณ : ... [ 16 มิ.ย. 2544 / 16:09:15 น. ]
     [ IP Address : 202.21.144.236 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (ธนา)

สาธุกับท่านทั้งสองด้วยครับ

 จากคุณ : ธนา [ 16 มิ.ย. 2544 / 16:31:26 น. ]
     [ IP Address : 203.149.35.224 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (Dragonboy)

สาธุพระคุณเจ้าและพี่ดังตฤณ ขอsave ไว้ศึกษาและปฏิบัติครับ

 จากคุณ : Dragonboy [ 16 มิ.ย. 2544 / 19:18:29 น. ]
     [ IP Address : 202.183.157.83 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (ดังตฤณ)

ขอแก้ไขคำอ่านเล็กน้อยครับ

คำอ่าน  ขณิกสมาธิ อ่านตามตัวได้เลย
ว่า ขะ-ณิ-กะ โดยเสียงอะ ที่ ข และ ก  กึ่งเสียง
(ท่านภิกษุช่วยแก้ให้)

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 16 มิ.ย. 2544 / 19:35:42 น. ]
     [ IP Address : 203.155.224.196 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (sboonrod@hotmail.com)

สาธุครับ

 จากคุณ : sboonrod@hotmail.com [ 16 มิ.ย. 2544 / 21:10:27 น. ]
     [ IP Address : 203.151.122.236 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (pump2519@hotmail.com)

ขออนุโมทนาบุญด้วยครับ

 จากคุณ : pump2519@hotmail.com [ 16 มิ.ย. 2544 / 22:22:47 น. ]
     [ IP Address : 202.133.138.248 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (yoyo)

สาธุ ครับ

ย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจออก ย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า

บางกรณี บางครั้ง บางเวลา  ....  ตัว หายไป ครับ เหลือแต่ลม ครับ

 จากคุณ : yoyo [ 17 มิ.ย. 2544 / 00:19:26 น. ]
     [ IP Address : 202.133.141.123 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (yoyo)

เหลือ แต่ลม สักพักก็ เปลี่ยนเป็น
เหลือแต่ลมกับ  นิมิต ( ที่ต่างๆกันไปแล้วแต่คน )  ครับ

 จากคุณ : yoyo [ 17 มิ.ย. 2544 / 00:20:49 น. ]
     [ IP Address : 202.133.141.123 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (ดังตฤณ)

ตรงที่เหลือแต่ลมกับ "รู้ลม" นั้นดีมากเลยครับคุณ yoyo
พอความรู้สึกในกายกลับมา จะเห็นกายชัดเป็นพิเศษ
ซึ่งก็จะเป็นสะพานเชื่อมโยงไปสู่ "อิริยาปถบรรพ" โดยอัตโนมัติ
เพียงกำหนดไว้ในใจนิดหน่อยก็เห็นกายทั่วพร้อมเองได้ไม่ยาก
จะพิจารณาโดยความเป็นของน่ารังเกียจ
หรือจะพิจารณาโดยความเป็นรูปที่เปลี่ยนไปเป็นขณะๆก็ไม่ยากแล้ว
เพราะจิตเองมีความคมชัดพอจะเห็นเป็นเฟรมๆ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 17 มิ.ย. 2544 / 00:56:37 น. ]
     [ IP Address : 203.155.224.25 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (tung+)

อนุโมทนาครับ

 จากคุณ : tung+ [ 17 มิ.ย. 2544 / 01:02:24 น. ]
     [ IP Address : 203.146.64.179 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (หนู 40)

ขอเรียนถามเพิ่มเติมถึงข้อควรระวัง เนื่องจากบทนี้เป็นการใช้ปัญญาพิจารณาตามรู้

1. กาย เวทนา จิต ธรรม มีสี่ขั้น รูปฌานก็มีสี่ขั้นเหมือนกัน ดังนั้นเป็นไปได้ไหมว่า กาย เวทนา จิต ธรรม นั้น เกี่ยวเนื่องกับฌาน

2. หากฌาน ใช้การพิจารณาตามรู้ แล้วจะเลื่อนองค์ฌานไปได้อย่างไร โดยการละ โดยการพิจารณา หรือปล่อยให้เป็นไปตามอารมณ์ที่สงบขึ้นเรื่อยๆ ประเด็นนี้ขึ้นกับว่า การใช้ปัญญาจะทำให้ถอยออกจากฌานจริงหรือไม่

ขอบคุณครับ

 จากคุณ : หนู 40 [ 17 มิ.ย. 2544 / 11:18:02 น. ]
     [ IP Address : 203.170.130.102 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (ชวลิต)

จากที่ทดลองกับตนเอง พบว่าภาวนาแล้วเกิดอาการ "กายหายไป + เห็นนิมิต" เฉพาะตอนที่นั่งหลับตาภาวนาเท่านั้นครับ การภาวนาในชีวิตประจำวันทั่วไปจะไม่เคยเกิดอาการดังกล่าวเลย อยากเรียนถามว่าลักษณะนี้ถูกต้องหรือไม่อย่างไร ควรจะแก้ไขอย่างไรครับ

ขอบพระคุณครับ

 จากคุณ : ชวลิต [ 17 มิ.ย. 2544 / 13:13:24 น. ]
     [ IP Address : 203.149.35.215 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (ทดสอบ)

สาธุ _/I\_ _/I\_ _/I\_

 จากคุณ : ทดสอบ [ 17 มิ.ย. 2544 / 20:53:48 น. ]
     [ IP Address : 203.155.250.67 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (ดังตฤณ)

คุณหนู 40

ฌานไม่เกี่ยวกับกาย เวทนา จิต ธรรมครับ
เฉพาะในหมวดกายก็สามารถถึงฌาน 4 ได้

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาฌานแต่ละขั้นขึ้นอยู่กับความเข้าใจทางนามธรรม
ซึ่งแต่ละคนมีทักษะ กำลัง และชั่วโมงบินไม่เหมือนกัน
ทำนองเดียวกับที่เราหัดเล่นเทนนิสได้เหมือนกัน
แต่บางคนเป็นได้แค่คู่เล่นทั่วไป บางคนเป็นครูฝึกได้ และบางคนเป็นได้ถึงแชมป์โลก
เรื่องเหล่านี้ไม่ได้อาศัยเพียงปัจจัยเช่น "มีพรสวรรค์"
แต่ต้องพร้อมทั้งกำลัง ทักษะ ไหวพริบ ความชำนาญ ชั่วโมงบิน ความเอาใจใส่อย่างฉลาด ฯลฯ

จะเลื่อนฌานได้นั้น ต้องอาศัยทั้งกำลังที่อยู่ตัวเป็นปกติ
กระทั่งพิจารณาเห็นองค์ประกอบของฌานที่ทำให้ตัวฌานหยาบ
เช่นวิตกและวิจารจะทำให้จิตมีอาการ "ผูก" ไม่เป็นอิสระ
จะละได้ก็คือตัดอาการ "ยื่นออกไปจับ" อารมณ์เสีย เป็นต้น

ส่วนปัญญาในการถอยออกจากฌานจะเกิดเองจากความชำนาญครับ

คุณชวลิต

ฟังดูดีแล้วนี่ครับ ลองเล่าละเอียดกว่านี้ได้ไหมครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 17 มิ.ย. 2544 / 22:22:29 น. ]
     [ IP Address : 203.155.225.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (yoyo)

ถึง คุณดังตฤต ครับ

ร่างกายหายไป เหลือแต่ลมนั้น 
ช่วงหลังฝึกไป หายไม่หมด ครับ   
หายบ้างไม่หายบ้าง 

เลยต้องเขียนไว้ว่า  บางกรณี บางครั้ง บางเวลา  ครับ
ที่ผมติด อยู่ก็คือ ยังติด  ตรงนี้อยู่นะครับ
ผม อยากให้มันหายไปให้หมด มันก็เลยไม่หายไป สักที
ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่า ถ้ากายหายไปหมด  แล้วเรียกว่าอะไร
และ มีประโยชน์ อย่างไร ขั้นไหน
แต่ ก็รู้สึกสบายดี
แต่ ที่มากกว่านั้น คือ ผมว่า ควรลองให้ครบ นะครับ
ถ้าไม่ใช่ทางที่ออกนอกลู่นอกทางมากไป 

ถาม ใครก็ได้ครับ ว่า...
แต่ ถ้าตัวหายนี่ เขาเรียก อัปนา สมาธิหรือเปล่าครับ หรือ ธรรมดา
มีสองทางที่รู้สึกคือ
1 สมาธิ นิ่งจริงๆ ใช้ วิธี ควบคุมอย่างสูง กด ข่ม
หรืออาจใช้วิธี 
2 วาง วาง วาง แล้ว ก็ จะได้ ไม่รู้สึกสนใจ อ่อนโยน แล้ว
    จะได้ น้อมไป ที่สิ่งที่บริกรรมได้ ง่าย
หรือ อาจใช้วิธี
3 ท่องเที่ยวดู นั่นดูนี่ ในอารมณ์ ต่างๆ ที่เราอยากดู แล้ว 
    ดูไปจนเบื่อ เบื่อๆ ๆๆ เอง แล้ว จิตก็ยอม   อ่อนโยน
    แล้ว ก็ ค่อย น้อมไปที่สิ่งที่บริกรรมได้ ง่าย  

เคยใช้ ทั้ง 3 วิธี แต่ไม่คล่อง  นัก และไม่ชัดเจนนัก  
อย่างนี้ ถือ ว่า เป็น วิธี ทั่วๆไปไหม 
แล้ว เป็นอัปนาสมาธิหรือไม่ แล้ว ชื่อต่างกันอย่างไร  ถ้ามีชื่อ

 จากคุณ : yoyo [ 17 มิ.ย. 2544 / 23:12:55 น. ]
     [ IP Address : 202.133.141.220 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (ดังตฤณ)

คุณ yoyo

ที่กายเหมือนหายไปเพราะจิตจับความเบา
หรือจับความรู้ในภาวะตัวเอง
หรือจับแนบกับลมหายใจแต่ลมหายใจละเอียดมาก
เป็นไปได้หลายอย่างครับ

อย่างไรก็ตาม ที่คุณ yoyo จับลมหายใจ
แล้วมีความต้องการให้กายหายไปนั้นไม่จัดว่าคล้องจองกับอานาปานสติ
ถ้าหากต้องการให้กายหายไปควรจับอารมณ์อีกแบบหนึ่ง
เช่นพอจิตปักหลักแน่นิ่งโดยไม่บังคับ กับทั้งอยู่ในภาวะตั้งใจทำอะไรได้
ให้ลองเปลี่ยนวิธีกำหนดใหม่
แทนที่จะยกเอาลมหายใจขึ้นตั้ง
ก็เปลี่ยนเป็นความรู้สึกว่าง ณ จุดที่จิตรู้ตัวเอง

เริ่มแรกอาจหัดกำหนดว่างเล็กๆในลักษณะที่เป็นกสิณ
เช่นทอดตาเนื้อมองไปในขอบเขตของมุมห้องสอง 4 ด้านตรงหน้า
(คือซ้ายบน ขวาบน ล่างซ้าย และล่างขวา)
จากนั้นจำความว่างจากระยะห่างระหว่างเราถึงมุมห้อง
แล้วหลับตานึกถึงความว่างที่จำไว้นั้น
(จะเห็นว่าถ้าจิตไม่ตั้งมั่นพอ หรือมีคลื่นความคิดรบกวนเพียงนิดเดียว
ก็จะไม่สามารถกำหนดขอบเขตความว่างในลักษณะดังกล่าวได้)

ถ้าหากสามารถจำและกำหนดความว่างในขอบเขตแคบจำกัดดังกล่าวได้
ก็เรียกว่าเป็นอากาศกสิณ ยังไม่ใช่อรูปฌานที่มีอากาศเป็นนิมิต
สำรวจดีๆจะยังมีความรู้เกี่ยวกับกายเป็นเงาๆอยู่บ้าง
หรือแม้ไม่มีความรู้สึกทางกายเลย ก็จะยังรู้สึกเกี่ยวกับทิศทาง
มีซ้าย ขวา หน้า หลัง บน ล่าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นขอบเขตจำกัดแบบกายอยู่

หากต้องการทำอรูปฌานจริง จิตต้องใหญ่และมั่นคงกว่าปกติมาก
เอาตามมาตรฐานของพระพุทธองค์คือต้องถึงจตุตถฌาน
ให้น้อมเอาอากาศกสิณที่เคยทำได้นั้นขึ้นตั้ง แล้วเพิกความเป็นกสิณอากาศนั้น
เสร็จแล้วกำหนดไว้ในใจใหม่ ว่าให้ตรงที่จิตรู้เข้ามาในตัวเองนั้น
เป็นความว่างแบบที่เรารู้อากาศเป็นช่องว่าง
หากจิตอยู่ในลักษณะไร้ขอบเขต ก็จะรู้สึกถึงอากาศว่างอย่างไร้ทิศทาง ไร้ประมาณ
ความรู้สึกเกี่ยวกับทิศทางจะหายไปหมด
ไร้หัว ไร้เท้า ไร้แขนขา จิตรู้ถึงความเป็นช่องว่างอันปราศจากศูนย์กลางและขอบเขต
อย่างนั้นจึงเรียกว่ากายหายไปจากสำนึกจริง
เหมือนไปอยู่ในอีกมิติ อีกระนาบหนึ่งที่เป็นคนละแบบกับรูปธรรมนามธรรมปัจจุบัน
คล้ายทุกอย่างหายไปต่อหน้าต่อตาเป็นอีกแบบ

หากทำให้กายหายไปจากความรู้สึกด้วยอากาศกสิณหรืออรูปฌาน
ผลที่เป็นประโยชน์คือจะมีความยินยลหรือติดใจเกี่ยวผัสสะนั้นน้อยลงมาก
หากนำมาเจริญต่อเป็นวิปัสสนาถึงขั้นใส่ใจว่าว่างนั้นมาจากความจงใจ
เห็นเป็นสิ่งปรุงแต่ง ละวางเสียได้จากความปรุงแต่ง
ก็นับเป็นผู้สลัดภพละเอียดได้

แต่ผลที่เป็นข้อเสียคือจะมีความติดใจความโปร่งเป็นช่องประหลาดในกสิณ
ซึ่งนำมาประยุกต์ใช้อะไรแปลกๆได้หลายอย่างถ้าหากมีจินตนาการเป็นทุน
หรืออาจยึดมั่นถือมั่นในภพภูมิของจิตอันไร้ขอบเขตในอากาสานัญจายตนะ
ซึ่งหมายถึงความปรารถนาในภูมิอัน "ว่างเปล่า" นั้น
โดยหลงสำคัญไปว่าเป็นจุดสิ้นสุดของภพชาติ
ละเลย (หรือไม่เคยรู้) ว่าจุดสิ้นสุดของภพชาตินั้น
เกิดจากปัญญาเห็นรายละเอียด เห็นเชื้อของภพชาติในจิต
กระทั่งเกิดความหยั่งรู้วิธีทำลายเชื้อภพชาติในจิต

โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าถ้าปรารถนาให้กายหายแบบสมถะนั้น
ไม่น่าจะเหมาะสมสำหรับผู้ยังไม่ถึงมรรคผล
เพราะถ้าหากปราศจากผู้คอยดูแลคุมฌาน คอยบอกจุดติดขัดให้
เจออะไรก็อาจติดหล่มโดยไม่รู้ตัว
หรือบางทีเข้าใจว่ากายหาย ทั้งที่กำลังจับอยู่กับความเบาของตนแบบก้ำกึ่งกับภวังค์

สิ่งที่เราควรใส่ใจน่าจะเป็นความรู้ลมเข้าในฐานะของสภาวธรรมรอบเกิด
และความรู้ลมออกในฐานะของสภาวธรรมรอบดับ
เห็นของภายในกับภายนอกเสมอกันเพื่อให้คลายวางความยึดติดว่านี่ลมของเรา
ตามที่พระพุทธองค์ประทานแนวไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตรมากกว่าครับ

หรือถ้าหากพอใจแนวทางของครูบาอาจารย์พระป่า
ก็อาจเจริญภาวนา ตามรู้ลมหายใจไปกระทั่งละเอียดเข้า
(สงบเข้าตามลำดับอย่างเป็นธรรมชาติ มิใช่จงใจบังคับหรืออธิษฐานให้เป็นไป)
กระทั่งเหลือแต่ความรู้สึกว่ารู้อยู่ ก็ให้ประคองสติไว้กับรู้อย่างนั้น
ทำหลายๆครั้งกระทั่งชำนาญและนึกทีไรรู้ทรงอยู่ได้อย่างนั้น
ก็สามารถนำมาใช้ส่องขันธ์ 5 ได้สะดวก
จะเห็นกายเป็นเลเยอร์หนึ่ง เวทนาเป็นอีกเลเยอร์หนึ่ง
สัญญา+สังขารเป็นอีกเลเยอร์หนึ่ง ตัวธรรมชาติรู้ก็เป็นอีกเลเยอร์หนึ่ง

ถ้าจิตทรงอยู่ในภาวะนั้นเป็นปกติ
ตาจะเห็นรูปด้วยความพิจารณาเป็นคู่อายตนะหนึ่ง
หูจะได้ยินเสียงด้วยความพิจารณาเป็นอีกคู่อายตนะหนึ่ง
แม้กระทั่งใจก็จะรู้ธรรมารมณ์กระทบด้วยความพิจารณาเป็นอีกคู่อายตนะหนึ่ง
ทุกอย่างเกิดดับให้รู้อย่างแจ่มชัดต่อใจที่ตั้งมั่น คมใส นิ่มนวล เป็นกลาง มิใช่คิดเอา
(สำหรับผู้ที่ใช้วิธีค่อยๆดูอารมณ์กระทบกระทั่งเห็นเกิดดับอย่างเป็นธรรมชาติ
ก็มีสิทธิ์มาถึงจุดนี้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านฌานมาก่อน
แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่อยาก ไม่เร่งร้อน ผ่านเวลาช่วงหนึ่ง)

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 18 มิ.ย. 2544 / 00:39:14 น. ]
     [ IP Address : 203.155.223.15 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (ชวลิต)

กรณีของผมคืออย่างนี้ครับ เวลาที่นั่งลงภาวนาไปเรื่อยๆ พอสมควรก็เริ่มรู้สึกว่าร่างกายหายไป ขนลุกซู่ ตัวยืดออก บางครั้งมีอาการบิดไปทางซ้ายเล็กน้อย และเริ่มเห็นนิมิต เป็นดวงไฟสีต่างๆ แล้วหลังจากนั้นอีกระยะหนึ่งจะรู้สึกเริ่มปวดขามาก ชนิดที่เหมือนกับถูกฉีกออกครับ ตอนนี้ติดอยู่ตรงนี้ คือ ทนไม่ได้ซักที ต้องค่อยๆ ออกจากท่านั่งมาตั้งใจจะเดินจงกรมให้หายปวด แต่มักจะหลุดไปเลย คือ ไม่สามารถกลับมานั่งให้ได้สมาธิอีก

ส่วนในชีวิตประจำวัน ผมใข้วิธีดูเวทนาที่เกิดขึ้นในระหว่างดำเนินอิริยาบถในชีวิต (กิน, เดิน, นอน, นั่ง, ฯลฯ) ไม่เคยเกิดอาการร่างกายหายไปเหมือนกับที่เกิดตอนนั่งหลับตาครับ ไม่ทราบว่าที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไรครับ ในการดูเวทนาในชีวิตประจำวันจะเกิดอาการในลักษณะเดียวกันหรือเปล่า เข้าใจว่าจุดนี้ผมยังอาจจะแยกระหว่างสมถะ และวิปัสนาได้ไม่ชัดเจนนักหรือเปล่าครับ

ขอบพระคุณครับ

 จากคุณ : ชวลิต [ 18 มิ.ย. 2544 / 09:20:16 น. ]
     [ IP Address : 203.126.247.27 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (พัลวัน)

สาธุครับ อาณาปานสติ เป็นธรรมที่มีคุณแก่ผมแท้จริงครับ และขอยืนยันว่า อาณาปานสติเป็นเครื่องช่วยให้เข้าถึงฌาณ 4 ได้จริง แม้ว่าที่ฌาณที่ 2 จะละทิ้งองค์ภาวนา คือลมหายใจแล้วก็ตามครับ

 จากคุณ : พัลวัน [ 18 มิ.ย. 2544 / 10:47:32 น. ]
     [ IP Address : 192.168.3.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (ดังตฤณ)

ที่คุณชวลิตทำอยู่เป็นสมถะครับ
ช่วงนี้จะเห็นว่าความคิดฟุ้งๆยังติดตัวไปตลอด
และในชีวิตประจำวันจะโฟกัสได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ
ต่อเมื่อทำอานาปานสติได้อย่างมีความทรงรู้ เบิกบาน
ลักษณะของสติจะเปลี่ยนแปลงไป
ประการแรกความฟุ้งจะน้อยลง ประการที่สองโฟกัสมาที่ไหนจะอยู่กับที่นั่นมากขึ้น

สำหรับการทำวิปัสสนานั้น จิตรู้เข้าไปที่ไหนโดยความเป็นของแปรปรวน
เห็นตามจริงแล้วคลายวางจากอุปาทานได้
ไม่รู้สิ่งนั้นโดยความเห็นว่าเป็นตัวเป็นตน หรือเนื่องด้วยตัวตน
อย่างนั้นก็ถือว่าใช้ได้

สำหรับกรณีกายหายหรือกายบิด
จะเป็นเพียงในช่วงที่จิตยังไม่มีกำลังสติมากพอจะรู้อย่างเป็นกลางๆธรรมดาๆ
มีอาการนิ่งแบบแคบแล้วขยายออก
ต่อเมื่อคุณชวลิตทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เฉยๆเสีย มันก็จะค่อยยังชั่วขึ้นเอง
ถ้าตัวบิดหรือตัวหมุนอีกลองวางมือลงกับพื้นข้างตัว
แล้วบอกตัวเองว่าถ้าเราหมุนหรือเลื่อนตัวจริง หรือตัวบิดจริง
ก็จะไม่สามารถสัมผัสความนิ่งของพื้นได้
สติก็จะกลับมาอยู่กับความจริงเฉพาะหน้า

อยากให้ให้ความสำคัญมากๆกับส่วนที่พระพุทธองค์ตรัสในช่วงท้ายของอานาปานบรรพ
คือพิจารณาของที่เข้ามา และของที่ออกไป โดยความเป็นกายในกายชั่วครู่
เห็นความเกิดขึ้น เห็นความเสื่อมไปในกาย
ตรงจุดนี้ถ้าหากไม่อยู่บอกต่อหน้า ก็มักไม่ค่อนเน้นกันนัก
ทั้งที่จริงเป็นจุด หรือเป้าหมายหลักของอานาปานบรรพ
(เมื่อเห็นลมหายใจชัด ปราศจากความคิดฟุ้ง แล้วค่อยพิจารณาเกิดดับจึงเห็นตามจริง
หากยังคิดฟุ้งอยู่ก็ควรรู้ลมเบื้องต้นไปเรื่อยๆก่อน)

สำหรับการรู้เวทนานั้น คุณชวลิตสามารถฝึกไปได้เลยครับ
แต่ที่ทำอยู่จะรู้เวทนาในลักษณะปรากฏตั้งอยู่
พอรู้ปุ๊บก็คิดปั๊บ ปรุงแต่งมันไป โดยไม่ได้ดูมันตั้งอยู่แล้วแปรปรวนไปเฉยๆ
อยากแนะนำให้ทำความรู้สึกในกายยืน กายนั่งแบบสบายๆก่อน
หัดรู้เวทนาชนิดที่เป็นความรู้สึกกลางๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ก่อน
ดูว่าของมันเป็นอย่างนี้ และไม่มีความคงเส้นคงวาแบบนี้
เปรียบเทียบแบบวินาทีแรกรู้สึกอย่างนี้
อีกสิบวินาทีต่อมาสอบทานว่ายังรู้สึกแบบวินาทีแรกไหม
เห็นภาวะที่เป็นความต่างกันชัดๆให้เจอก่อน
จากนั้นค่อยๆดูว่าที่เห็นต่างนั้น มันเริ่มมีอาการแปรตอนไหน

หรือถ้ายังไม่ชัด ก็อยากให้ทำตามคำแนะนำในบทที่ 3
เช่นลงนอนราบ รับรู้สุขเวทนาชนิดที่ผูกอยู่กับอาการทางกาย
มองให้ออกก่อนว่าสุขเวทนาอันเนื่องด้วยกายเป็นอย่างนี้
อีกแป๊บหนึ่งเมื่อกายเมื่อย อยากขยับ ก็สำรวจดูสุขเวทนา
จะเห็นว่าแปรไปเป็นอื่นแล้ว เป็นทุกข์เวทนาแล้ว
เมื่อมองตัวอย่างง่ายๆนี้ออก จึงจะค่อยมารู้เวทนาในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น

การมองเวทนาด้วยสติรู้ตัวอย่างถูกต้องนั้น
ต้องเห็นทั้งขณะที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป
และที่จะเห็นความเกิดขึ้น ก็ต้องมีสติอยู่ก่อนเวทนาเกิด
ที่จะเห็นความดับไป ก็ต้องมีสติอยู่เท่ากับก่อนเกิดเวทนา
อันนี้ขอให้สังเกตด้วยนะครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 18 มิ.ย. 2544 / 11:20:29 น. ]
     [ IP Address : 203.155.227.193 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (ชวลิต)

ใช่แล้วครับ ช่วงนี้จะสังเกตเห็นคล้ายๆ กับว่าจิตตัวเองมันพูดอยู่ตลอดเวลา คือปกติผมเป็นคนชอบคุยเล่นกับน้องๆ ที่ทำงานไม่ค่อยได้สังเกตจิตตัวเอง พอหันมาทดลองดูจิตก็ปรากฏว่ากลายเป็นคนพูดน้อยลง (เป็นไปเองครับไม่ได้ฝืน) แต่ก็ได้ยินเสียงจิตตัวเองพูดบ้าง ร้องเพลงบ้าง (ปกติเป็นคนชอบฟังเพลงครับ) เป็นอยู่ทั้งวันครับ พอดีที่ทำงานผมอยู่ย่านสีลม ต้องเดินผ่านย่านการค้า เห็นป้ายโฆษณามากมาย บ่อยครั้งสังเกตเห็นจิตท่องคำโฆษณาบนป้ายที่เพิ่งผ่านไปติดต่อกันเป็นเวลานาน แต่พอเริ่มรู้สึกตัวว่าท่องโฆษณาอยู่มันก็จางหายไป

มาช่วงหลังๆ นี่ รู้สึกมีช่วงที่มันหยุดพูดหยุดร้องเพลงบ้าง แต่เรื่องที่จะเห็นจิตเกิดเกิดนั้น ยังไม่เห็นครับ คงต้องพยายามตามดูต่อไปอีกครับ

ขอบคุณมากครับ จะเอาไปปฏิบัติดูครับ ได้ผลยังไงจะมาเรียนถามอีกครั้งครับ

 จากคุณ : ชวลิต [ 18 มิ.ย. 2544 / 13:25:17 น. ]
     [ IP Address : 203.126.247.27 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (หนู 40)

ขอขอบคุณสำหรับคำตอบครับ จะนำเอาไปพิจารณาและพิสูจน์เอาเองต่อไป

ขอถามว่า ส่วนใดของกายานุปัสสนา เป็นวิปัสสนา ส่วนใดเป็นสมถะครับ

ผลของการฝึกจากส่วนของวิปัสสนาคืออะไรในกายานุปัสสนา  และผลของการฝึกจากส่วนของสมถะในกายานุปัสสนาคืออะไร

ต้องขอประทานโทษด้วยที่ถามเช่นนี้ เพราะผมเองมีประสบการณ์มาว่า การเป็นครูน่ะง่าย แต่การที่จะสอนนั้นยาก แต่ที่ยากกว่านั้นคือ การเป็นศิษย์ที่ดีน่ะครับ เมื่อไม่เข้าใจจึงต้องถามเช่นนี้เอง

 จากคุณ : หนู 40 [ 18 มิ.ย. 2544 / 15:53:52 น. ]
     [ IP Address : 203.170.140.228 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (ผู้น้อย)

ขอเรียนถามอะไรหน่อยครับ แต่อาจจะไม่เกี่ยวกับอานาฯ คือลองสังเกตหัวข้อของสติปัฎฐาน4ในแต่ละหมวด คือ กาย เวทนา จิต ธรรม เหมือนกับว่าจะเป็นการสลัดกิเลสเป็นขั้นๆไป ถ้าจะให้เทียบ ถ้าเราเข้าใจในหมวดของกายอย่างลึกซึ้ง แจ้งแทงตลอดแล้ว เราก็จะรู้ว่ากายที่เราอาศัยอยู่นี่ไม่ใช่เราทั้งนั้น จะเทียบได้กับคุณสมบัติของพระโสดาบันหรือเปล่าครับ คือถ้าเราปฎิบัติไปเรื่อยๆจนบริบูรณ์จนครบทั้ง 4 หมวด นั่นคือ เราสลัดกิเลสไปตามลำดับ ไล่จาก โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และ ท้ายที่สุด อรหันต์ นั่นคือผู้ที่มีสติสมบูรณ์ทั้ง 4 หมวด เหมือนกับว่าแต่ล่ะหมวดเป็นขั้นในการละกิเลสในส่วนคุณธรรมระดับต่างๆ อันนี้ผมคิดมากไปหรือเปล่าครับ คือลองคิดดูเฉยๆครับ ถ้ามันเป็นการฟุ้งซ่านมากไปก็ขออภัยด้วยครับ

 จากคุณ : ผู้น้อย [ 18 มิ.ย. 2544 / 18:17:25 น. ]
     [ IP Address : 203.170.131.143 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (ต๊ะ)

รบกวนขอเรียนถามคุณดังตฤณบ้างครับ.....
เพิ่งจะหันมารู้ลมหายใจได้ไม่นานสักเท่าไหร่ครับ (เมื่อก่อนรู้ความเคลื่อนไหวของกาย)
ความจริงไม่รู้เหมือนกันครับว่าจิตมารู้ลมหายใจได้ไง
เพราะเมื่อก่อน พยายามที่จะรู้ลมหายใจแต่ก็ทำไม่ได้
เมื่อหลายวันกัน นั่งรถโดยสาร 3-4 ชั่วโมง
ขึ้นมานั่งรถได้สัก 10-15 นาที จิตก็รู้ลมหายใจเองโดยที่ไม่ได้บังคับ
เห็นจิตที่วิ่งออกข้างนอกเป็นระยะ
เมื่อจิตรู้ลมหายใจ แล้วทุกครั้งก็จะพยายามเข้ามารู้ที่ความรู้สึกของกาย
ทำแบบนี้ถูกหรือผิด และควรจะดำเนินจิตอย่างไรคับ

เมื่อคืนก่อนอีกครับ นั่งรุ้ลมหายใจ จนความรู้สึกทางกายไม่ค่อยชัดนัก
ทั้งที่นั่งนานแล้ว น่าจะปวดขา
จิตจะทรงตัวอยู่สักพักแต่ไม่นาน ก็จะถอนออกมา
ความสึกที่กายจะชัด และปวดขา
หลายครั้งสักเกตุ เห็นความปวด กับจิตเหมือนแยกกัน จิตมารู้ที่ลมหายใจ
แต่ก็กลับมาติดกันอีก
ลมหายใจที่เห็นมักจะยึดยาว สม่ำเสมอทั้งเข้าและออก
เหมือนเป็นเชือกเส้นเดียวกัน ที่เราชักเข้าออก
แต่บ้างครั้งสังเกตุเห็นลมหายใจสั้นลงทั้งเข้าและออก

ไม่ทราบจะถามยังไง เลยเล่าสภาวะให้ฟังครับ
ช่วยอธิบายด้วยครับ ขอบคุณล่วงหน้าเลยครับ

 จากคุณ : ต๊ะ [ 18 มิ.ย. 2544 / 19:48:30 น. ]
     [ IP Address : 203.151.77.233 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (ดังตฤณ)

คุณหนู 40

ในกายานุปัสสนานั้น พระพุทธเจ้าทรงแบ่งสมถะกับวิปัสสนา โดยนัยของมุมมอง
กล่าวคือถ้าเห็นตามจริงเช่นลมหายใจออกหรือเข้า ลมหายใจยาวหรือสั้น
หรือกำหนดรู้ตลอดสาย หรือกำหนดระงับอาการปรุงแต่งที่เป็นส่วนเกินทางกาย
อย่างนี้เป็นสมถะ สังเกตว่าพระพุทธเจ้าจะให้คิดว่า "เรา" อย่างนั้น เราอย่างนี้
เช่นรู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว

ถ้าเห็นตามจริงว่าลมหายใจเป็นส่วนหนึ่งของกาย หรือที่เรียก "กายในกาย"
จะไม่มีคำว่า "เรา" มาเกี่ยวข้อง มุมมองภายในที่มีต่อลมหายใจจะแตกต่างออกไป
กล่าวคือเมื่อพระพุทธเจ้าให้แนวฝึกมาจนกระทั่งแน่ใจว่าความคิดฟุ้งเรื่องต่างๆบางเฉียบ
เหลือแต่ความเห็นว่ามีลมผ่านเข้าผ่านออก ผ่านเข้าผ่านออกอยู่
ก็ให้พิจารณาว่านั่นคือสภาวธรรมอย่างหนึ่งเข้ามาในกาย
สภาวธรรมอย่างหนึ่งออกไปจากกาย
รวมทั้งดูว่ามีความเกิดอะไรอย่างหนึ่งขึ้นในกาย
มีความเสื่อมอะไรอย่างนั้นจากกาย

ในบรรพอื่นๆของกายานุปัสสนา พระพุทธเจ้าก็จะให้พิจารณาโดยนัยเดียวกัน
แต่จะแตกต่างกันตามหัวข้อการพิจารณา
เช่นถ้าหากถึงจุดหนึ่งที่เห็นอวัยวะภายในกายได้
คำว่า "กายในกาย" ก็จะหมายถึงอวัยวะภายในที่สามารถกำหนดรู้
(อันนี้ผู้ศึกษาจำนวนมากจะปฏิเสธว่าอวัยวะภายในเป็นสิ่งกำหนดรู้ไม่ได้
เพราะไม่อาจรับรู้ในเชิงปรมัตถ์ แต่บางพระสูตรเช่นที่เกี่ยวกับธาตุ 6 นั้น
พระพุทธองค์จะระบุไว้ชัดเจนว่าของเหล่านี้เป็นสิ่งที่กำหนดรู้ได้)

ผมมองว่าสติปัฏฐาน 4 ทั้งหมดนั้น พระพุทธองค์ไม่ให้ทรงแบ่งแยกอย่างชัดเจน
ว่าตรงไหนเป็นสมถะ ตรงไหนเป็นวิปัสสนา
จากประสบการณ์จริง เท่าที่เห็นจากตนเอง และเท่าที่สังเกตจากคนอื่น
ถ้าหากว่าจิตยังเตลิดไป ฟุ้งไปอย่างไร้ทิศทาง
จะไม่มีหวังเห็นสภาวธรรมที่ปรากฏอยู่จริง แบบที่รุ่นเราเรียกว่าปรมัตถธรรมได้เลย
พระพุทธองค์แนะแนวเป็นสมถะไว้ก่อน ก็เพื่อให้จิตสงบลงระดับหนึ่ง
สามารถรู้เห็นธรรมชาติที่กำลังปรากฏเป็นกาย เวทนา จิต ธรรมตามจริงได้
มิใช่ให้ทำสมถะเพื่อความก้าวหน้าชนิดอื่น
เห็นได้ชัดเจนจากทิศทางที่พระพุทธองค์ปูพื้นไว้แต่ต้น (เช่นในบทอุทเทสฯ)
ว่ารู้กาย เวทนา จิต ธรรมก็เพื่อกำจัดอภิชฌา โทมนัส ตัณหา ทิฏฐิ
เพื่อบรรลุมรรคผลที่ถูกต้อง

ตรงนี้คงเป็นคำตอบให้คำถามถัดมาที่ว่าผลของการฝึกสมถะในส่วนกายาฯ
กับผลของการฝึกวิปัสสนาในส่วนกายาฯนั้นเป็นอย่างไร
จุดมุ่งหมายสูงสุดร่วมกันก็เพื่ออยู่อีกอย่างหนึ่ง
กายมีเพียงสักแต่เป็นเครื่องระลึกเพื่อความปล่อยวาง
และการระลึกเพื่อความปล่อยวางกายนั้น นอกจากนัยของความเห็นเกิดดับแล้ว
ก็ยังมีเรื่องของ สัญญาตามจริง กล่าวคือรู้ว่ากายเป็นอสุภะ
มิใช่สุภะ หรือสิ่งหอมหวลน่าหลงใหลอย่างที่พวกเราติดอยู่ในสัญญาวิปลาสกัน

เมื่อฝึกสมถะในกายาฯแล้ว ก็พร้อมจะรู้กายโดยความเป็นวิปัสสนา
เมื่อรู้กายโดยความเป็นวิปัสสนา ก็ย่อมมีจิตสงบระงับ
พร้อมจะทำสมถะให้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไปอีก

แต่ถ้าหากคุณหนู 40 หมายเอาประสบการณ์
หรือมุมมองภายในที่ได้จากสมถะและวิปัสสนาในหมวดกายาฯ
อันนี้ก็แสดงตรงๆอยู่ในตัวพระสูตรเองอยู่แล้ว
เช่นที่พระพุทธองค์ให้เห็นเหมือนลมหายใจเป็นเชือกกลึงที่ถูกชักยาวสั้น
หรืออย่างเช่นที่พระพุทธเจ้าให้เห็นกายโดยความเป็นธาตุก็เปรียบไว้
คือคนฆ่าโคหรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ขยัน
ฆ่าโคแล้วแบ่งออกเป็นส่วน นั่งอยู่ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง อะไรอย่างนี้

ประสบการณ์ภายในของแต่ละคนอาจแตกต่างกันเป็นคนละเรื่อง
บางคนอาจปฏิบัติธรรมจนถึงพระอรหัตต์โดยไม่เคยเห็นลมหายใจเป็นเชือกกลึง
หรือโดยไม่เคยเห็นเครื่องในของตัวเองแบ่งออกเป็นส่วน
(ซึ่งชัดเจนว่าพระพุทธองค์ท่านให้ภาวนาโดยอาศัยนิมิตช่วย)

เมื่อตั้งทิฏฐิหรือความเห็นไว้ถูกตรงดีแล้ว (เช่นทีเขียนไว้ในบทอุทเทสฯ)
การแบ่งแยกระหว่างสมถะกับวิปัสสนาจะไม่มี
เมื่อทำสมถะจะเห็นรากของความเป็นวิปัสสนา เพราะจิตตั้งมั่นสามารถเห็นสภาวธรรมตามจริง
และเมื่อทำวิปัสสนาจะเห็นความก้าวหน้าที่เอาไปเติมให้ส่วนสมถะ เพราะจิตมีความปล่อยวาง
กิเลสเบาบาง ไม่ฟุ้งซ่านซัดส่ายไปข้างนอกตัวเช่นเคย

คุณผู้น้อย

การมีสติรู้กาย เวทนา จิต ธรรม ไม่ใช่การสลัดกิเลสเป็นขั้นๆ
แต่ว่าหมวดธรรมตามลำดับนั้น จะมีความหยาบ ไล่ไปหาละเอียด
เช่นรู้แค่ลมหายใจในหมวดของกายานุปัสสนานั้น เป็นเปลือกหยาบ
เป็นของที่ใครๆก็ทำได้
แต่จะให้รู้อริยสัจจ์ในหมวดของขั้นสุดยอดแห่งธรรมานุปัสสนานั้น
ไม่ใช่วิสัยที่ผู้ยังไม่รู้แจ้งเห็นจริงในกาย เวทนา และจิต จะหยั่งถึง
แม้ว่าฟังได้ รับได้ จินตนาการได้ แต่ก็จะไม่เข้าใจ
ว่าให้หยั่งรู้ความสลัดคืนกิเลสตัณหา ความยึดมั่นถือมั่นในกาย เวทนา จิตนั้น
จะทำได้อย่างไร

การที่เราจะแจ้งแทงตลอดในกายานุปัสสนาอย่างแท้จริง
คงไม่ใช่แค่เทียบเท่ากับการประหารสังโยชน์คือสักกายทิฏฐิเท่านั้น
แต่ในความเป็นจริงพระพุทธเจ้ารับรองเช่นในกายคตาสติสูตร
ว่าถ้าเจริญกันเต็มรอบแก่กล้าเต็มที่ เอากายคตาสูตรอย่างเดียวนี่แหละ
รับรองว่าถึงที่สุดทุกข์ ได้อรหัตตผลกันแน่ๆ

เอาตัวอย่างในพระสูตรก็ได้ มีพระโสดาบันท่านหนึ่ง
ขณะจะตายมีบาดแผลใหญ่ที่ข้อมือ
ท่านก็พิจารณาทุกขเวทนาตามหลักของพระพุทธเจ้า
คือเห็นเป็นแค่สภาวธรรมหนึ่ง เห็นเป็นของไม่เที่ยงอย่างหนึ่ง
(คือเดี๋ยวมีระลอกเจ็บแรง เดี๋ยวมีระลอกเจ็บเบา)
เห็นของไม่ใช่ตัวตนอย่างหนึ่ง (เพราะควบคุมให้มันคงที่ไม่ได้)
จิตท่านก็หลุดถึงที่สุด ก่อนขาดใจตายได้เป็นพระอรหันต์เดี๋ยวนั้น
นี่ก็เป็นอีกส่วนที่คงทำให้ตระหนักว่าหมวดธรรมต่างๆนั้น
มิใช่ลำดับขั้นที่ใครเข้าถึงหรือผ่านด่านแล้วจะได้เป็นอริยะชั้นนั้นชั้นนี้
ในหมวดกายหรือหมวดเวทนา ถ้าเจริญสติ ทำให้เกิดความรู้แจ่มแจ้ง
ก็เกิดญาณชนิดที่ล้างผลาญกิเลสได้บริบูรณ์เหมือนๆกัน

ต๊ะ

> เห็นจิตที่วิ่งออกข้างนอกเป็นระยะ
คงหมายถึงเห็นโฟกัสหลุดจากลมหายใจ
แล้วดึงกลับมาที่ลมหายใจได้เป็นช่วงๆ
อย่างนี้ดีแล้วครับ จิตคนทั่วไปวอกแวกเป็นธรรมดา
ก็ต้องอาศัยสติรู้ว่าแวบไป แล้วดึงกลับเข้ามาใหม่อย่างนี้

> เมื่อจิตรู้ลมหายใจ แล้วทุกครั้งก็จะพยายามเข้ามารู้ที่ความรู้สึกของกาย
ตอนทำความรู้สึกมาที่กาย ถ้าทำตามแบบอย่างของพระพุทธเจ้า
เฉพาะในเรื่องของการตามลมนี้
ก็ต้องดูกายว่าครั้งนี้มันต้องการส่งลมออกยาวหรือสั้น
ต้องการลากลมเข้ายาวหรือสั้น
การเปลี่ยนมุมมองนิดเดียวจะให้ผลต่างมหาศาล
เราควรคำนึงเห็นกายโดยความสัมพันธ์กับลมหายใจก่อนครับ
อย่าเพิ่งไปแยกเป็นเอกเทศต่อกัน
ผลคือสติที่ต่อเนื่องจะได้บริบูรณ์จริง มีผลใหญ่ต่อไป

> หลายครั้งสักเกต เห็นความปวด กับจิตเหมือนแยกกัน จิตมารู้ที่ลมหายใจ
อันนี้ก็ดีครับ จิตทำตัวเป็นผู้รู้ ผู้เฝ้าดูอยู่เบื้องหลังอย่างเป็นกลาง
ไม่เปะปะมาผสมรวมระคนกันกับสิ่งถูกรู้เช่นเวทนาหรือลมหายใจ
ที่เห็นเป็นเส้นเชือกก็แสดงว่าจิตตั้งมั่น แน่วแน่เป็นสมาธิ
(ไม่อย่างนั้นจะไม่เห็นอย่างนี้เลย)
แต่เวลาภาวนาใหม่อย่าเพิ่งไปนึกถึงนิมิตลมโดยความเป็นเชือกยาว
ลองอ่านบทที่ 4 ที่ปรับปรุงใหม่นี้ดูอย่างละเอียดนะครับ
จะเห็นคำแนะนำที่ทำให้ก้าวหน้าขึ้นจากที่เป็นอยู่ได้
โดยเฉพาะในส่วนที่พระพุทธเจ้าให้พิจารณาลมเป็นของเกิดดับ
ไม่อย่างนั้นจะติดใจ หรือติดหล่ม แกะไม่ออกจากภาวะเห็นจิตแยกภาค
หรือเห็นลมหายใจเป็นเชือก หรือเห็นลมหายใจนำความสุโขสโมสรมาให้

อีกประการหนึ่ง ขอให้ต๊ะลองสังเกตด้วยว่าในเวลาปกติ
จิตจะติดเย็น ติดสงบทางใจ มากกว่าจะพิจารณาสภาวธรรมเป็นไตรลักษณ์
เวลาเหม่อก็จะหลุดไปอยู่ในโลกของความคิดทั้งที่นึกว่ายังสงบๆเย็นๆอยู่
ตรงนั้นถ้าหมั่นรู้ได้ว่าเผลอไปแล้ว เห็นตัวเผลอ
เห็นลักษณะความคิดในอาการเผลอ ก็จะมองเป็นของสักแต่เกิดดับแล้วปล่อยวางได้

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 18 มิ.ย. 2544 / 21:13:57 น. ]
     [ IP Address : 203.155.225.92 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (ไก่แก้ว)

พอดีไปหยิบเอาเทปพระธรรมของหลวงพ่อชามาฟัง ถ้าไม่ได้รับการชี้แนะจากมหาสติปัฏฐานสูตรที่พี่ดังตฤณเมตตาขยายความให้ฟังคงไม่สะดุด เลยอยากนำมาให้ทุกๆท่านได้ทราบเช่นกัน

ถอดจากเทปพระธรรมเทศนาเรื่อง"สมาธิภาวนา" ที่แฮมสเตทวิหาร ประเทศอังกฤษ 20 พ.ค. 2522 โดยหลวงพ่อชา สุภัทโท

"….เมื่อเราทำสมาธิ กำหนดจิตสงบกับลม นึกในใจว่าที่นี่เรานั่งอยู่คนเดียว รอบๆข้างมานี่ไม่มีใคร ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ ทำความรู้สึกอย่างนี้ เรานั่งอยู่คนเดียว ให้กำหนดอย่างนี้จนกว่าจิตของเรามันวางข้างนอกหมด รู้ลมออกอย่างเดียวเท่านั้นแหละ มันวางข้างนอก อย่ามีความนึกว่าคนนี้นั่งอยู่ตรงโน้น คนนี้นั่งอยู่ตรงนี้อะไรวุ่นวายมันไม่เข้ามา เราเหวี่ยงมันออกไปว่าไม่มีใครอยู่ที่นี่ มีแต่เราคนเดียวนั่งอยู่ตรงนี้ จนกว่าทำสัญญาให้มันหมดไป จนกว่าที่ไม่มีความสงสัยในรอบๆข้างเหล่านี้ เราก็กำหนดลมเข้า-ออกอย่างเดียว เราปล่อยลมให้เป็นธรรมชาติ เราปล่อยลมออก-เข้าให้เป็นธรรมชาติ อย่าไปบังคับลมให้มันยาว อย่าไปบังคับลมให้มันสั้น อย่าไปบังคับลมให้มันแรง อย่าไปบังคับลมให้ไม่แรง ปล่อยสภาพมันให้มันพอดี แล้วนั่งดูลมหายใจนี่เข้าออก เมื่อมันปล่อยอารมณ์ข้างนอก เสียงรถยนตร์ก็ไม่รำคาญ เสียงอะไรก็ไม่รำคาญ ไม่รำคาญสักอย่างนึงข้างนอก จะเป็นรูปเป็นเสียง ไม่รำคาญทั้งนั้นเพราะมันไม่รับ แล้วมันมารวมอยู่ที่ลมหายใจแล้วนี่…"

 จากคุณ : ไก่แก้ว [ 19 มิ.ย. 2544 / 09:34:53 น. ]
     [ IP Address : 203.145.30.56 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (ไก่แก้ว)

สำหรับท่านที่สนใจฟังพระธรรมเทศนาที่คัดมานี้ เชิญที่ link นี้ค่ะ

http://jedi.tg.nectec.or.th/ajahn.chah/thai/audio/html/11_Meditation.html

เจริญในธรรมค่ะ

 จากคุณ : ไก่แก้ว [ 19 มิ.ย. 2544 / 10:29:11 น. ]
     [ IP Address : 203.145.30.56 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (ปิ่น)

สาธุ_/|\_ ขอบพระคุณครับ

 จากคุณ : ปิ่น [ 19 มิ.ย. 2544 / 11:24:12 น. ]
     [ IP Address : 10.44.5.250 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (กล้วยป่า)

สาธุค่ะ ขอบคุณค่ะ! พี่ไก่แก้ว
ขออนุญาตพี่นำธรรมเทศนานี้ส่งต่อไปให้สหายธรรมคนอื่นๆบ้างนะคะ

 จากคุณ : กล้วยป่า [ 19 มิ.ย. 2544 / 16:31:06 น. ]
     [ IP Address : 203.185.129.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (ไก่แก้ว)

ด้วยความยินดีค่ะคุณกล้วยป่า ^___^
เจริญในธรรมค่ะ

 จากคุณ : ไก่แก้ว [ 19 มิ.ย. 2544 / 17:04:34 น. ]
     [ IP Address : 203.145.4.252 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (ต๊ะ)

ขอบคุณครับ......
หลายๆครั้งสังเกตุเห็นเวลาที่ เกิดความสงบ จะเกิดคล้ายความพึงพอใจในความสงบ แล้ววูบหายไป ทุกครั้งที่เห็นจะพยายามที่จะรู้ แต่ดูเหมือน จะจงใจมากไปหน่อยครับ มันกลืนหายไปเลยครับ

อีกอย่างดูเหมือนจะ เกิดอาการ บังคับลมหายใจ อย่างนี้จะเพ่งมากเกินไปรึป่าวครับ แล้วจะแก้ยังไง

 จากคุณ : ต๊ะ [ 19 มิ.ย. 2544 / 21:41:30 น. ]
     [ IP Address : 203.151.77.226 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (ผู้น้อย)

ขอบพระคุณมากครับ ได้รู้ซะทีครับ นั่งคิดมาตั้งนาน

 จากคุณ : ผู้น้อย [ 20 มิ.ย. 2544 / 00:01:23 น. ]
     [ IP Address : 203.170.129.59 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (ดังตฤณ)

ต๊ะลองอ่านบทที่ 4 นี้แล้วเน้นที่ส่วนวิปัสสนาดูนะครับ
หลายคนเห็นผลต่างจากการทำสมถะชัดทีเดียว

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 20 มิ.ย. 2544 / 09:02:24 น. ]
     [ IP Address : 203.155.229.41 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (yoyo)

ขอบคุณ ครับ คุณ ดังตฤต 

คุณ ชวลิต ครับ
   ได้ยินเสียงจิตตัวเองพูดบ้าง ร้องเพลงบ้าง  
       ผมก็ เป็นเหมือนกัน บางครั้ง ครับ   บางที ร้องเพลงอะไรก็ไม่รู้
         โบราณมากไม่ได้ยินมาตั้ง หลายปี ก็ยัง ร้อง ไปเรื่อยๆ เลยครับ 

 จากคุณ : yoyo [ 20 มิ.ย. 2544 / 18:14:12 น. ]
     [ IP Address : 202.133.141.74 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (yoyo)

ขออภัย ครับ
สะกดชื่อ คุณ ดังตฤณ ผิด ครับ 

 จากคุณ : yoyo [ 20 มิ.ย. 2544 / 18:30:17 น. ]
     [ IP Address : 202.133.141.74 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (loognam )

_/|\_ สาธุค่ะ  ขออนุโมทนาบุญกับทั้ง 2 ท่านด้วยค่ะ
แล้วจะกลับมาอ่านหลังสอบเสร็จค่ะ

 จากคุณ : loognam [ 21 มิ.ย. 2544 / 08:05:48 น. ]
     [ IP Address : 203.88.255.122 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (ดังตฤณ)

ได้ปรับปรุงเพิ่มเติมในส่วนของสมาธิเพื่อให้ถึงฌาน
เพราะเห็นว่าหลายคนทำตามแล้วมาได้ใกล้เคียงความจริง

ขอกล่าวไว้ว่าความปีติและสุขที่กำลังจะพูดถึงนี้
เป็นของจงใจสร้างเอาเองไม่ได้ แต่ต้องให้เกิดเองตามลำดับขั้นอย่างถูกต้อง
จะได้ไม่เป็นการปฏิบัติผิดพลาด
เมื่อสามารถทำได้ถึงฌานก็จะเริ่มตระหนักว่าธรรมปฏิบัติของพระพุทธองค์นั้น
ถ้าทำมาตามทางจริงๆก็จะเห็นผลตามลำดับขั้นอย่างง่ายดาย
ไม่มีอุบายอะไรของอาจารย์ไหน
ประเสริฐไปกว่าวิถีที่พระพุทธองค์ประทานไว้แล้วในสติปัฏฐาน 4
แต่เมื่อไม่ศึกษาอย่างรอบคอบ ก็อาจต้องเสียเวลาล่าช้าไป หรือไม่เห็นผลเลย

สำหรับคำถามต่างๆเกี่ยวกับอานาปานสตินี้
อยากให้เขียนลงในกระทู้มากกว่าเมลถามเป็นส่วนตัวนะครับ
เพราะข้อสงสัยอาจไม่ใช่ของเราคนเดียว
โดยมากมักนึกว่าเราติดขัดอยู่คนเดียว หรือฉลาดน้อยเรื่องสมาธิอยู่คนเดียว
แต่แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย ทุกคนประสบปัญหาใกล้เคียงกันเหมือนพิมพ์เดียว

และอีกครั้งสำหรับผู้ที่ผ่านขั้นสมถะ กรุณาอย่าหลงติดอยู่กับรสปีติและสุขนัก
สมบัติสำคัญจริงที่เราควรได้จากอานาปานบรรพคือตัวอย่างความเห็นเกิดดับ
ซึ่งก็มีลำดับขั้นให้ปฏิบัติตามพระพุทธองค์อยู่แล้วครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 21 มิ.ย. 2544 / 08:32:36 น. ]
     [ IP Address : 203.155.224.113 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (ดังตฤณ)

มองอานาปานบรรพโดยความเป็นอารมณ์สมาธิ

จิตที่รู้สภาวธรรมได้อย่างเป็นกลาง ไม่มีอาการวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงผิดถูก หรือตีค่าเป็นของดีของไม่ดี กับทั้งปราศจากความลังเลสงสัยนั้น ต้องมีความตั้งมั่น มีความนิ่มนวล มีความอ่อนควรว่องไว เต็มไปด้วยสมรรถนะ เป็นอิสระจากการยึดกุมของกิเลสหยาบเช่นราคะและโทสะ

ตรงนี้ก็มีข้อสงสัยเสมอมา ว่า "มาตรฐาน" ความพร้อมรู้อยู่ตรงไหน ขอให้พิจารณาจากที่พระพุทธองค์ตรัสไว้หลายแห่งเกี่ยวกับสมาธิในฐานะองค์หนึ่งของมรรค 8

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิเป็นไฉน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้…
- สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
- เธอบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตก วิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่
- เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข
- เธอบรรลุจตุตถฌาณ ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
…เหล่านี้เรียกว่า "สัมมาสมาธิ"
(สมาธิอันชอบ หรือสมาธิที่เกื้อกูลต่อมรรคผล)

กล่าวอย่างรวบรัดแล้ว สัมมาสมาธิคือฌาน 4 ดังจะเห็นประโยชน์ในฌานสมาบัติตามลำดับขั้นต่างๆ คือฌานแรกนั้นทำให้ความอยากในกามและความมีอกุศลจิตขาดไปอย่างสิ้นเชิงชั่วระยะเวลาหนึ่ง (ทำปฐมฌานได้ครึ่งชั่วโมงอาจให้ผลไปหลายวัน) ส่วนฌานสองนั้นทำให้จิตมีความผ่องใสพิเศษยิ่งขึ้นกว่าฌานแรก (จิตเริ่มใส่ใจกับตัวรู้และความว่างในภายในได้เป็นเอก) ส่วนฌานสามนั้นอริยเจ้าสรรเสริญว่าอยู่เป็นสุขด้วยสติและอุเบกขา ส่วนฌานสี่นั้นละได้กระทั่งสุข แสดงคุณภาพรู้ดั้งเดิมของจิตชนิดเต็มขั้น แม้สุขก็ไม่เจือปนอยู่ในรู้ รู้นั้นย่อมละเอียดประณีตและพ้นจากการเกาะกุมทั้งปวง

จากที่กล่าวมา จะเห็นพระพุทธองค์จำแนกฌานต่างๆไว้ด้วยองค์ประกอบได้แก่
1) วิตก - คือยกสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นสู่ความระลึก อย่างเช่นขั้นแรกที่ตั้งสติรู้ลมหายใจออก รู้ลมหายใจเข้า ก็เรียกว่าเป็นวิตก
2) วิจาร (ไม่มี ณ. การันต์) - คือแนบจิตเข้ากับสิ่งที่กำลังระลึกอย่างต่อเนื่อง ความรู้สึกจะเหมือนเห็นชัดออกมาจากในภายใน ขั้นที่สามารถสำเหนียกรู้กองลมทั้งปวง กล่าวคือเห็นจากภาวะปัจจุบันแม้ขณะลมหยุดแล้วทราบชัดว่าลมออกลมเข้าจะยาวหรือสั้น อันนั้นคือภาวะที่เริ่มเกิดวิจารเต็มรูป อย่างไรก็ตาม ขั้นก่อนหน้าเช่นรู้ลมสั้นยาว ก็อาจเกิดวิจารได้เช่นกัน ขอให้ดูที่ความต่อเนื่องแจ่มชัดเป็นหลัก
3) ปีติ - ถ้าปีติในระดับสมาธิขั้นต้น (ขณิกสมาธิ - อ่านว่า "ขะ-นิ-กะ") ที่จิตประกอบด้วยองค์คือวิตกและวิจาร ตั้งมั่นอยู่ได้เพียงชั่วคราวจะหมายถึงความอิ่มใจ ปีติในระดับสมาธิขั้นกลาง (อุปจารสมาธิ - อ่านว่า "อุ-ปะ-จา-ระ) ที่จิตตั้งมั่นได้นานขึ้นมาก จะหมายถึงความแช่มชื่น ปรีดาปราโมทย์เป็นพิเศษ กับทั้งไม่ใช่ลิงโลดแบบทำให้เสียความตั้งมั่น ส่วนปีติในสมาธิขั้นสูงที่จิตตั้งมั่นเป็นฌาน (อัปปนาสมาธิ) จะหมายถึงความเย็นซ่าน ดังที่พระพุทธเจ้าทรงพรรณนาไว้อีกสำนวนหนึ่งในกายคตาสติสูตร ความว่า "มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอยังกายนี้แลให้คลุกเคล้าบริบูรณ์ ซาบซ่านด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก ไม่มีเอกเทศไรๆแห่งกายทุกส่วนของเธอที่ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง"
4) สุข - สุขในที่นี้คือสุขอันเกิดแต่วิเวกแห่งจิต เพราะฉะนั้นย่อมแตกต่างจากสุขที่จิตเสพได้จากกายที่เกลือกกลั้วในกามคุณ พระพุทธเจ้าจะตรัสถึงปีติและสุขคู่กัน ไม่แยกจากกันในองค์ฌานที่ถูกต้อง ทั้งปีติและสุขอาจเกิดขึ้นขณะรู้ลมหายใจขั้นใดขั้นหนึ่ง หรือสำหรับผู้มีความตั้งมั่นของจิตเป็นปกติก็อาจเกิดขึ้นล่วงหน้า เช่นพอกำหนดใจให้สงบพร้อมรู้ลมหายใจ จิตก็เข้าสู่ภาวะรวมกำลังและเบิกบาน ประกอบด้วยปีติและสุขเองทันที ข้อสังเกตเบื้องต้นคือในความสุขนี้ถ้ารู้สึกว่า "ขาว" อยู่ ก็ให้สันนิษฐานว่าเป็นสุขในสมถะ แต่หากรู้สึกว่า "โปร่งใส" อยู่ ก็มักสะท้อนอาการของจิตที่เป็นวิปัสสนา เช่นเห็นลมหายใจในขั้นของสภาวธรรมเกิดขึ้นและเสื่อมไป เป็นต้น
5) เอกัคคตา - ความเป็นหนึ่งของจิตที่แน่วแน่อยู่กับอารมณ์เดียว สำหรับองค์นี้สำคัญในฐานะตัวชี้ขาดว่าสมาธิจิตที่เกิดนั้นเป็นฌานหรือไม่ สำหรับองค์อื่นๆข้างต้นแม้เกิดครบ ก็อาจเป็นขณิกสมาธิหรืออุปจารสมาธิเท่านั้น หากขาดเสียซึ่งเอกัคคตาแล้ว ก็ไม่นับเข้าข่ายเป็นฌานเลย ข้อสังเกตเบื้องต้นคือความรู้สึกภายในจะหยุดนิ่งสนิท ปราศจากความคิด ปราศจากความคำนึงอื่นนอกจากลมหายใจ กระแสรู้จะรวมดวงหนักแน่นเด่นอยู่เหมือนความสว่างจ้าของแสงอาทิตย์

การทำความเข้าใจเกี่ยวกับองค์สมาธิที่มีอยู่ในจิตอาจมีผลให้สอดส่องการพัฒนาได้ทั่วถึงขึ้น เช่นในขั้นที่พระพุทธองค์ให้สำเหนียกรู้ความระงับแห่งกายสังขารนั้น ควรเริ่มมีปีตินำหน้ามาแล้ว ดังเช่นที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในภิกขุนีสูตรมีความว่า…

เมื่อเธอมีใจประกอบด้วยปีติ กายย่อมระงับ เธอมีกายระงับแล้ว ย่อมเสวยสุข เมื่อเธอมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น

และถ้าหากใครต้องการเน้นการทำสมาธิเพื่อเสวยปีติสุขโดยเฉพาะ อาจจะเพื่อผ่อนพักจากงานประจำวันหรือเดินจงกรมมาเหนื่อย ก็อาจดูแนววิธีที่พระพุทธเจ้าประทานไว้ในอานาปานสติสูตรซึ่งเป็นสูตรใหญ่ว่าด้วยการกำหนดรู้ลมหายใจ จะได้คัดมาเฉพาะส่วนที่มุ่งเอาปฐมฌานเป็นหลัก

- สำเหนียกอยู่ว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจออก ว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า
คงจำได้ว่าทำผ่านกันมาแล้ว ทว่าต่อจากขั้นนี้แทนที่จะเจริญเป็นวิปัสสนาก็เปลี่ยนเป็นขั้นตอนเข้าสำเหนียกปีติสุขแทน ขอย้ำว่าให้ทำตามขั้นตอนมาเรื่อยๆ อย่าคิดสร้างความระงับกาย อย่าคิดสร้างปีติสุข เพราะจะไม่เกิดผลแต่อย่างใดทั้งสิ้นถ้ารีบร้อนด่วนได้ แต่จะลัดตรงเข้าสู่ความสำเร็จด้วยเวลาที่ไม่เยิ่นเย้อ หากใจเย็นและมาตามลำดับจริงๆ

- สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติหายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติหายใจเข้า
ดังกล่าวก่อนหน้านี้แล้วว่ากายจะสงบระงับได้นั้น ต้องมีปีติ หรือความอิ่มใจในอาการที่จิตสงบจากความฟุ้งมาแนบสนิทกับลมหายใจ ทั้งขาออกและขาเข้าเต็มไปด้วยความเบากายสบายใจ ตรงนั้นถ้าทำไปเรื่อยๆไม่รีบร้อนเร่งเอาอะไร กับทั้งไม่ย่อหย่อนในความเพียร ก็จะค่อยๆเกิดปีติซ่านมากขึ้นเรื่อยๆ

ความแช่มชื่นเป็นปีติมักเกิดในช่วงลมหายใจยาว ขอให้สังเกตตามจริงว่าเมื่อถึงความสงบกายสงบใจและมีลมออกยาวนั้น จะรู้สึกเหมือนเราถอดถอนภาระหนักพ้นจากอก ภายในมีแต่ความเบาโล่งและไม่ฟุ้งซ่านไปทางไหนๆ ตรงนั้นให้จำและรักษาความแช่มชื่นที่เกิดขึ้นไว้ กับทั้งระลึกด้วยว่าปีติที่เป็นไปตามธรรมชาติจะเริ่มเอ่อมาทีละน้อย ไม่ฉูดฉาดลิงโลดปุบปับ ถ้าเห็นว่าเป็นปีติในลักษณะลิงโลดก็ควรเร่งตระหนักว่านั่นเป็นการสร้างเอาเองแล้ว และจะมีลักษณะเหมือนไฟไหม้ฟาง รีบมารีบไป

เมื่อจะลากลมหายใจเข้าก็เช่นกัน ความรู้สึกว่าหายใจได้ทั่วท้อง นำลมสบายเข้ามาสู่กายที่สบาย ความยินดีปรีดาย่อมเกิด ตรงนั้นก็เป็นปีติ อาจจะมีความแตกต่างจากปีติตอนลมขาออกอยู่บ้าง ให้สังเกตตามจริงและระลึกถึงความเป็นปีติไว้อย่างนั้น

- สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุขหายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุขหายใจเข้า
สิ่งที่ตามความแช่มชื่นยินดีปรีดามาจะเป็นความเย็นกายเย็นใจ ความสงบสุขในรสวิเวกอันแตกต่างจากสุขสามัญ หลายคนจำแนกด้วยคำพรรณนาเช่น "ทิพยสุข" หรือสภาพ "เบาโล่งเหมือนลอย"

ตรงนี้มีข้อสังเกตว่าพระพุทธเจ้าให้แยกแยะระหว่างปีติกับสุข ปีติจะมาก่อนระยะหนึ่ง จิตจะยังแกว่งได้ ตื่นเต้นได้ ต่อเมื่อคุ้นกับแรงฉีดของปีติพักหนึ่ง ความสงบสุขจึงปรากฏชัดขึ้น ใช่ว่าปีติกับสุขแยกเป็นต่างหากอยู่ก่อน พระพุทธเจ้าเพียงให้กำหนดรู้และแยกแยะได้ ซึ่งจะมีผลใหญ่ในกาลต่อไปเมื่อถึงขั้นที่จิตรวมดวงเด่นเป็นเอกัคคตา หากแยกองค์ฌานไม่ถูก ก็จะละองค์ฌานหยาบยกระดับเข้าสู่สภาพฌานที่ละเอียดยิ่งๆขึ้นไปไม่ได้

เมื่อกำหนดปีติส่วนเดียว และสุขส่วนเดียวตามลำดับขั้นจนรู้ชัดแล้ว ก็จะเห็นทั้งปีติและสุขกลมกลืนเป็นเนื้อเดียว มิได้เป็นต่างหากจากกันไปเอง

หากปีติและสุขแก่รอบ ลักษณะจิตมีความมั่นคงดีแล้ว ก็เรียกได้ว่าเป็นอุปจารสมาธิเต็มขั้น พร้อมจะถึงฌานต่อไปด้วยกำลังอันแข็งแรงที่มีอยู่ในจิต กับทั้งด้วยปัญญาพิจารณาละส่วนหยาบดังที่พระพุทธองค์ทรงแนะไว้ในขั้นต่อไป

- สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตตสังขารหายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตตสังขารหายใจเข้า
คำว่า "จิตตสังขาร" ในที่นี้หมายถึงสภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางใจ ได้แก่เจตนาที่ก่อให้เกิด
มโนกรรม หากเข้าใจง่ายที่สุดก็คือความจงใจคิดอ่านทั้งปวงนั้นเอง

ขอให้เข้าใจว่ามาถึงขั้นที่ปีติและสุขแก่รอบเต็มภูมิแล้วนั้น ความคิดในลักษณะฟุ้งซ่านซัดส่ายอันเสมือนเปลือกหยาบที่สุดของจิตจะสลายตัวไปแล้ว เหลืออยู่ก็เพียงความคิดเล็กๆเกี่ยวกับตัวตนที่กำลังบำเพ็ญสมาธิอยู่เท่านั้น

พระพุทธเจ้าทรงให้สำเหนียกรู้อาการเล็กๆของจิตดังกล่าว รับรู้ว่าในความสงบสุขยังมีริ้วรอยหรือคลื่นกระเพื่อมระลอกน้อยอยู่ สำเหนียกรู้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะเห็นชัดว่าสักแต่มีสิ่งหนึ่งไหวๆเป็นระยะ อาจถี่หรืออาจห่าง

- สำเหนียกอยู่ว่าเราจักระงับจิตตสังขารหายใจออก ว่าเราจักระงับจิตตสังขารหายใจเข้า
ในขั้นของการระงับความคิดนั้น ไม่ได้ยากเย็นเหมือนอย่างที่หลายคนเข้าใจ ในเมื่อเห็นความคิดเป็นริ้วรอย เป็นความกระเพื่อมแม้น้อยได้ชัดในขั้นก่อน ก็แค่เพียงกำหนดต่ออีกนิดเดียวว่าเราจะไม่ใส่ใจความคิดเล็กน้อยนั้น เราจะรู้เฉพาะปีติสุขอันเกิดแต่ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า เพื่อปรุงแต่งจิตไม่ให้เกิดความคิดอีก เพื่อเสพสุขและประโยชน์แห่งสมาธิจิตเต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่าการมีความคิดเกะกะ

ธรรมดาโลกยุคเราเต็มไปด้วยสิ่งเร้าให้อยากคิด อยากคว้า ถ้ามาถึงขั้นที่จิตเห็นความอยากคิดและละความอยากคิดเสียได้ ก็นับเป็นบุญ นับเป็นวาสนา นับเป็นโอกาสที่จะให้เกิดฉันทะหรือความพึงพอใจทำความรู้แจ้งแบบวิปัสสนาให้เห็นทะลุตลอดสายถึงอริยสัจจ์ได้ มิฉะนั้นแล้วต่อให้เข้าใจธรรมะลึกซึ้งเพียงไหน ก็จะมาติดอยู่ที่เพดานความคิดวันยังค่ำ

หากทำมาตามลำดับขั้นด้วยความเพียรพยายามต่อเนื่อง อาจจะหลายวัน หลายอาทิตย์ หรือหลายเดือน ถ้าไม่ทอดท้อเสียก่อน ก็หวังว่าจิตจะรวมลงสู่ความเป็นฌาน อันพระพุทธองค์บัญญัติว่าคือสัมมาสมาธิ หรือบาทฐานอันส่งเสริมวิปัสสนาอย่างเยี่ยมยอดได้ในที่สุด

ข้อดีอันเห็นได้ชัดของฌานคือทำให้มีความฝักใฝ่ในการปฏิบัติมากขึ้น เห็นค่าในการรักษาศีลและการบำเพ็ญเพียรให้แก่กล้ายิ่งๆขึ้น แต่ข้อเสียที่มักตามมาคือมัวติดสุขจนลืมจุดประสงค์อย่างแท้จริงของอานาปานบรรพไป วันๆจ้องแต่อยากให้จิตรวมดวง ไม่ตระหนักว่าเพิ่งมาได้แค่ขั้นแรกเท่านั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาแผนที่คือมหาสติปัฏฐานสูตรอย่างถ่องแท้ว่าต้องทำอะไรต่อบ้าง

และควรที่จะหมายเหตุไว้เพื่อความเข้าใจอันดี ว่าแม้ทำสมาธิไม่ได้ถึงฌาน ก็ใช่จะเป็นตัวชี้ว่าผู้ปฏิบัติขาดความสามารถรู้สภาวธรรมที่กำลังปรากฏเกิดดับ หากจิตมีความนิ่มนวล อ่อนควร ทรงสภาวะรู้อย่างที่เป็นสติประกอบปัญญา ก็มีสมรรถนะเพียงพอจะรู้สภาวธรรมเกิดดับตามจริงเช่นกัน ดังจะเห็นว่าพระพุทธองค์มิได้ระบุคุณภาพฌานไว้เป็นเงื่อนไขสำหรับการพิจารณาธรรมแต่อย่างใด

เมื่อตามรู้ลมหายใจจนจิตเป็นสมาธิบ้างแล้ว เลิกคิดซัดส่ายบ้างแล้ว เมื่อคำนึงถึงลมโดยความเป็นของเกิดดับ ก็จะตรวจสอบตนเองได้ง่ายขึ้น ว่าขณะนี้เราคิดไปเองว่าเห็นความเกิดดับ หรือว่าเห็นความเกิดดับตามจริงเฉพาะหน้าอยู่ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในส่วนหนึ่งของอุปนิสสูตรว่า…

ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ ซึ่งยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ตามความเป็นจริง, รู้ตามที่มันเป็น) ว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งยถาภูตญาณทัสสนะ ควรกล่าวว่าสมาธิ ฯลฯ

โดยรวมคืออานาปานบรรพนั้น ฝึกแล้วอย่างดีเลิศอาจให้ผลเป็น "สัมมาสมาธิ" ซึ่งจะเป็นขั้นไหนก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคนในการปฏิบัติจนเกิดจิตตวิเวก จิตประกอบพร้อมด้วยวิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา รวมทั้งเกิดปัญญาละองค์ประกอบหยาบๆเสียได้ เพื่อเข้าสู่ความละเอียดประณีตยิ่งๆขึ้นไปของฌานอันพระพุทธองค์ทรงแสดงไว้แล้วตามลำดับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 21 มิ.ย. 2544 / 08:33:16 น. ]
     [ IP Address : 203.155.224.113 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : (ภิกษุ)

สาธุ สาธุ สาธุ คุณโยมดังตฤณ 

 จากคุณ : ภิกษุ [ 22 มิ.ย. 2544 / 15:03:13 น. ]
     [ IP Address : 202.133.133.175 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : (กาลามะชน)

คุณดังตฤณ
ผมเคยแต่ดูจิต ไม่เคยทำอานาปานสติ
แต่ช่วงหลังนี้เห็นลมหายใจมันมาปรากฏให้รู้แผ่วๆอยู่เสมอ
รู้สึกว่าเวลาที่ลมหายใจไล้ไปตามส่วนต่างๆข้างใน นี่มันสุขดีจริง
เวลาว่างๆ โดยเฉพาะตอนที่สมองล้าๆไม่อยากคิด จิตชอบไปจดรู้ลมหายใจนิ่งอยู่
เห็นความพึงใจในลมชัดเจน เกรงว่าต่อไปจะกลายป็นสมถะติดสุข
ผมกำลังคิดว่าจะหัดทำอานาปานสติไว้ป้องกันอยู่พอดีเลยครับ
ในกรณีอย่างนี้ พอจะมีคำแนะนำให้บ้างไหมครับ

 จากคุณ : กาลามะชน [ 22 มิ.ย. 2544 / 22:10:01 น. ]
     [ IP Address : 202.74.39.201 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : (ดังตฤณ)

ขอแทรกเสริมนิดหนึ่งตรงการชี้ให้เห็นความหมายของกายในกายครับ...

คำว่า "กายในกาย" ในที่นี้ก็คือลมหายใจนั่นเอง ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสชัดไว้ในอานาปานสติสูตรตอนหนึ่งมีความว่า เรากล่าวลมหายใจออก ลมหายใจเข้านี้ ว่าเป็นกายชนิดหนึ่งในพวกกาย นั่นคือท่านให้ถือตามมุมมองผู้ปฏิบัติว่าลมหายใจเป็นกายส่วนย่อยในกายส่วนใหญ่นั่นเอง

ขอให้สังเกตว่าเมื่อมาถึงขั้นพิจารณากายในกายแล้ว พระพุทธเจ้าจะตัดคำว่า "เรา" ออกไป คือภาวะรู้ลมหายใจดีนั้น ประสบการณ์ภายในจะเหลือแต่อะไรอย่างหนึ่งสักแต่รับรู้ลมอยู่ พระพุทธองค์ใช้คำว่า "ภิกษุ" เพื่อสมมุติแทนฝ่ายฟังเท่านั้น ไม่ได้ทำให้เกิดฝักฝ่ายของอัตตาผู้กำหนดลมแต่ประการใด

คุณกาลามะชน

อันนี้เป็นเรื่องของทิฏฐิหรือความเห็นทางการภาวนาครับ
คนยุคเราพูดกรอกหูกันมาก เรื่องติดฌาน ติดสุขในฌาน ไม่ควรทำให้ถึงฌาน
ละเลยอย่างสิ้นเชิงว่าพระพุทธเจ้าสนับสนุนให้ทำแค่ไหน
ตรัสว่าสัมมาสมาธิคืออะไร

คนที่ติดสุข ติดสมาธินั้น เหตุผลสำคัญคือ ไม่ทำความเห็นไว้ก่อนในใจ
ว่าจะทำสมาธิไปเพื่ออะไร ทำให้ถึงฌานไปเพื่อประโยชน์อันใด

พระพุทธเจ้าตรัสชัดว่าพระองค์สรรเสริญปฐมฌาน
เนื่องจากทำให้ความอยากในกามระงับไป ทำให้อุปกิเลสหรือกิเลสจรหยาบๆทั้งหลายหายไป
เพื่อให้มีเวลาอย่างเต็มที่ที่จะมาเอื้อเฟื้อกับการพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรมเป็นไตรลักษณ์
(เป็นประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปุถุชน
แทนที่จะหมกมุ่นกับกามก็เปลี่ยนทิศมาหาการภาวนาอย่างมีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา)
พระองค์สรรเสริญทุติยฌานด้วยเหตุคือทำให้ใส่ใจความว่างได้
กล่าวโดยละเอียดคือเมื่อ "ธรรมเอก" ผุดขึ้นในทุติยฌาน
จะทำให้ใส่ใจความว่างได้ ดังเช่นที่ตรัสไว้ในมหาสุญญตาสูตร
(เป็นประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอริยบุคคลในการเข้าผลสมาบัติ)
พระองค์สรรเสริญตติยฌานด้วยเหตุคือทำให้อยู่เป็นสุข
(ท่านระบุด้วยว่าอริยะทั้งหลายก็สรรเสริญฌานอันยอดเยี่ยมขั้นนี้)
พระองค์สรรเสริญจตุตถฌานด้วยเหตุคือทำให้จิตเป็นกลาง
(ซึ่งใครทำได้ถึงก็น่ายินดีด้วย เพราะจะได้ชื่อว่ากลับมาเห็นสภาวธรรมได้เที่ยงตรงที่สุด
ไม่มีทั้งอคติและลำเอียง ไม่มีทั้งทิฏฐิและความงมงายใดๆเข้ามากลั้วปนอย่างที่สุด)

ผมเห็นตัวอย่างของผู้ได้ฌานมาหลายแบบ
อย่างพี่สันตินันท์ท่านเคยได้ถึงอรูปฌานขั้นสูงสุด
ก็ไม่เห็นท่านติดตังแต่อย่างใด เพราะทำไว้ในใจก่อนแล้วว่าถึงฌานจะเอาไปใช้อะไร
แต่อย่างบางท่านที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้อย่างเปิดเผยว่าปรารถนาพุทธภูมิ
ได้ฌานแล้วผมก็เห็นท่านเอาไปเล่นโน่นเล่นนี่
ไม่ใส่ใจจะทำวิปัสสนาให้หลุดพ้น เพราะอย่างไรก็ไม่ปรารถนานิพพานในชาตินี้อยู่แล้ว

สรุปคือเป็นเรื่องของทิฏฐิ เป็นเรื่องของการตั้งมุมมองไว้ล่วงหน้า
อย่าไปกลัวติดสุขเลยครับ ทำสุขในฌานให้เกิดเถอะ
แล้วรู้เองว่าที่คุณกาลามะชนฝึกฝนตัวเองให้ดูจิตสักแต่เป็นสภาวธรรมมานั้น
จะให้ผลเกื้อกูลอย่างไร ถึงฌานแล้วพัฒนาต่อเป็นระดับแอดวานซ์ยิ่งๆขึ้นไปได้อย่างไร

และเพื่อให้สบายใจว่าพระพุทธเจ้าสอนวิธีตีกันไม่ให้จิตติดสุข
ผมก็จะขอยกความในอานาปานสติสูตรส่วนหนึ่งมาแสดง
ความจริงจะแสดงไว้ข้างหน้าในหมวดเวทนานุปัสสนา
แต่ไหนๆก็กล่าวถึงแล้ว จึงยกมาชี้ให้ดูเสียเลย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุสำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้
ปีติ หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเรา
จักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจเข้า สำเหนียก
อยู่ ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขาร หายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้
จิตสังขาร หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจออก
ว่าเราจักระงับจิตสังขาร หายใจเข้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยนั้น ภิกษุชื่อว่า
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา มีความเพียร รู้สึกตัว มีสติ กำจัดอภิชฌาและ
โทมนัสในโลกเสียได้อยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวการใส่ใจลมหายใจออก
ลมหายใจเข้าเป็นอย่างดีนี้ ว่าเป็นเวทนาชนิดหนึ่ง ในพวกเวทนา
เพราะฉะนั้นแล
ในสมัยนั้น ภิกษุจึงชื่อว่า พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา มีความเพียร รู้สึกตัว
มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้อยู่ ฯ

จะเห็นว่าเมื่อถึงฌานแล้ว พระองค์ท่านให้กำหนดว่าสุขก็เป็นเวทนาชนิดหนึ่ง
ซึ่งเมื่อคุณกาลามะชนเคยพิจารณาสุข ทุกข์ เฉยมาก่อน
ก็จะนำสุขเวทนาในฌานมารวมเป็นเวทนาชนิดหนึ่งให้พิจารณาว่ามันคือไตรลักษณ์
ต้องแปรปรวน ทนรักษาตัวเองอยู่ไม่ได้ เพราะไม่ใช่ตัวตน
คำว่า "มีความเพียร รู้สึกตัว มีสติ" นั้นเป็นคีย์เวิร์ดที่กำจัดความหลงสุขได้ในตัวเองครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 23 มิ.ย. 2544 / 09:38:16 น. ]
     [ IP Address : 203.155.224.98 ]


 ความคิดเห็นที่ 42 : (กาลามะชน)

ขอบคุณครับ
ตามปกติตอนดูจิตลมหายใจจะปรากฏเห็นต้นลมบ้าง กลางลมบ้าง หางลมบ้าง
แต่ถ้าตอนไหนเกิดรู้สึกเนือยๆที่จะความคิด ลมจะปรากฏชัดต่อเนื่องตอนนั้น
ถ้าปล่อยให้ตามรู้ลมไปเรื่อยๆจะสามารถไปถึงฌานได้ไหมครับ

 จากคุณ : กาลามะชน [ 23 มิ.ย. 2544 / 14:14:33 น. ]
     [ IP Address : 202.74.39.91 ]


 ความคิดเห็นที่ 43 : (พีทีคุง)

สาธุครับ พี่ดังตฤณ

 จากคุณ : พีทีคุง [ 23 มิ.ย. 2544 / 15:53:47 น. ]
     [ IP Address : 203.151.28.102 ]


 ความคิดเห็นที่ 44 : (ดังตฤณ)

ที่คุณกาลามะชนกำหนดอยู่นั้น อารมณ์เล็กเกินไปครับ
ที่เป็นสุขนั้น คือความสบายใจมากกว่าที่จะเป็นปีติและสุขอันนำให้จิตตั้งมั่นไร้ความคิด
ขอให้อ่านบทที่ 4 ในกระทู้นี้อย่างละเอียด ทดลองตามนั้น
เชื่อว่าจิตของคุณกาลามะชนมีความพร้อมพอในทุกขั้น และด้วยเวลาไม่เนิ่นช้านักครับ
ขอให้ประสพความสำเร็จในเวลาไม่นานเกินรอ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 23 มิ.ย. 2544 / 16:33:36 น. ]
     [ IP Address : 203.155.231.73 ]


 ความคิดเห็นที่ 45 : (กาลามะชน)

ขอบคุณครับ จะลองปฏิบัติตาม
บางทีผมอาจจะถามอะไรเปิ่นๆ เพราะผมไม่เคยหัดทำสมถะเลย
ครูสอนให้ดูจิต ผมก็ดูจิตอย่างเดียว ผมเพิ่งจะเริ่มสนใจสมถะตอนนี้เอง

 จากคุณ : กาลามะชน [ 23 มิ.ย. 2544 / 17:35:18 น. ]
     [ IP Address : 202.74.39.218 ]


 ความคิดเห็นที่ 46 : (กระต่าย)

สาธุค่ะพี่

ที่ได้รบกวนถามพี่ไป คือท่อนนี้ค่ะ
"มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอยังกายนี้แลให้คลุกเคล้าบริบูรณ์ ซาบซ่านด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก ไม่มีเอกเทศไรๆแห่งกายทุกส่วนของเธอที่ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง"

ตอนนี้เข้าใจแล้วค่ะ เพราะเกิดจากความเปิ่นของตัวเองเอง
ตีความเอาความหมายของคำสุดท้ายที่ว่า "ไม่ถูกต้อง" นั้นว่าหมายถึงว่า
เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ควรทำ ตอนนี้เข้าใจแล้วค่ะ

 จากคุณ : กระต่าย [ 23 มิ.ย. 2544 / 23:54:46 น. ]
     [ IP Address : 203.155.250.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 47 : (บก)

ผมได้แต่ตามอ่านด้วยความสนใจ เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง เพราะเป็นเรื่องที่กล่าวได้ว่าลึกซึ้ง รู้เฉพาะตัว ผมได้ความรู้จากที่นี่และด้วยความกรุณาจากหลายท่านในนี้ สิ่งที่เกิดกับผมคือพออ่านไปเรื่อยๆชักไม่ค่อยกล้าถามเพราะ รู้สึกว่าตัวเองไม่รู้มากขึ้นทุกที ดังเช่นเรื่องที่เกิดกับผมข่างล่างนี้

เมื่อนั่งสมาธิใหม่ๆก็พอคิดว่ารู้ ว่าคาดคะเนจับได้ว่าอะไรเป็นวิตก วิจาร ปิติ สุข ฯ มาเดี๋ยวนี้ผมชักไม่แน่ใจว่าที่ว่าตนเองรู้นั้นจริงหรือเปล่า เพราะตอนนี้พอนั่งแล้วมันไม่เหมือนก่อน คือมันไม่มีลำดับขั้นตอน เช่นนิ่งไปเลยบ้าง ฟุ้งบ้าง นิ่งเงียบสลับกับนิ่งสว่าง (การบรรยายอย่างนี้ที่ผมว่ายาก เพราะค่อนข้างเป็นนามธรรมมาก ทำให้ผมชักจะไม่สนใจว่าจะเรียกว่าอย่างไร แล้วพาลไม่ใส่ใจว่ามันคืออะไรแล้ว)

เมื่อไม่นาน ประมาณสองสามวัน ผมได้รับคำแนะนำจากคุณดังตฤณ ให้ดูจิต ตอนแรกๆผมก็ไม่รู้แหละครับว่า ทำกันอย่างไร อ่านไป แกะไป และเดาใจกันไป ก็คิดว่าน่าจะใช่ ก็เลยไม่ค่อยอยากนั่งสมาธิแบบเดิม (แต่ก็ยังนั่งทุกวัน สองสามครั้ง เพียงแต่ไม่ตั้งใจให้นิ่งแบบแต่ก่อน) ประกอบกับได้อ่านประสบการณ์ของท่านหนึ่งที่ว่า การที่มามีความสุขกับการนั่งและติดสุขปลีกตัว ก็มีผลเสีย ตรงนี้ผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเท่าที่นั่งดูแล้วมันติดจริง เผลอแล้วก็อยากปลีกตัว ผมก็เลยเพลาๆแล้วก็ใช้วิธีใหม่

ตอนนี้ที่ผมทำคือทำอะไรให้กำหนดสติ รู้ตัวเสมอ (ไม่ทราบว่าถูกหรือเปล่า) แล้วก็พยายามดู "จิต" ซึ่งตรงนี้แหละที่ผมไม่ค่อยมั่นใจว่าจะเข้าใจตรงกับที่ผมอ่านที่หลายๆท่านเขียนเล่าสู่กันฟังหรือเปล่า เพียงแต่คาดเดาว่าน่าจะใช่ (อาจผิด)

ที่ผมสงสัยนิดๆคือ ผมจะไปรู้ไปทราบผลกันช่วงไหนละครับว่า ที่ทำไปแล้วมันถูกต้องหรือเปล่า และที่ข้องใจอีกนิดคือว่าการมีสติแบบที่ว่าทำได้ติดต่อกันแบบไม่ขาดเนื่องทั้งวันได้จริงหรือ เพราะสำหรับตัวผมมันหลุดแล้วกลับมาเป็นระยะ หาที่ยาวนานติดต่อกันสักชั่วโมงแสนจะยาก ผมเลยสงสัยว่าผมเข้าใจอะไรผิดพลาดหรือเปล่า

จุดนี้แหละที่ว่าต้องอาศัยคนชี้แนะเพิ่มเติม

 จากคุณ : บก [ 24 มิ.ย. 2544 / 14:24:21 น. ]
     [ IP Address : 202.28.71.175 ]


 ความคิดเห็นที่ 48 : (ดังตฤณ)

พี่บก

เมื่อนั่งแล้ว...

- นิ่งไปเลย
สะท้อนให้เห็นว่าขณะนั้นกำลังของจิตทรงตัวอยู่ก่อน
เมื่อกำหนดก็เลยนิ่งทันที ความจริงคือมันนิ่งอยู่แล้ว
แต่ว่าเจือปนด้วยความคิดทั่วไป ต่อเมื่อกำหนดจึงประจักษ์ว่า "พร้อมนิ่ง" อยู่ก่อน

- ฟุ้งบ้าง
สะท้อนให้เห็นว่าขณะนั้นความฟุ้งมีอยู่เกินความพร้อมจะนิ่ง

- นิ่งเงียบ
สะท้อนให้เห็นว่าขณะนั้นจิตอยู่ในอาการสงบ
และมีความพึงใจอยู่กับความระงับกายระงับฟุ้งซ่าน แต่ปิดตัวเองอยู่

- นิ่งสว่าง
สะท้อนให้เห็นว่าขณะนั้นจิตมีความเบิกบานและเปิดออก
ซึ่งก็มีทั้งเบิกบานแบบสมถะและแบบวิปัสสนาให้แยกไปอีก
คือถ้าเป็นแบบสมถะ จะรู้สึกถึงกำลังและความสว่างเด่นก่อน
แต่ถ้าเป็นแบบวิปัสสนา จะรู้สึกถึงความโปร่งใสและปล่อยวางก่อน
(มีคุณสมบัติของจิตที่สว่างอยู่ครบด้วยกัน แต่เราเองรู้สึกอย่างไหนเด่นก่อน)

ที่พี่บกยังนั่งทุกวัน แต่ไม่ตั้งใจให้นิ่งนั้น
อาจเกิดจากความเข้าใจที่ว่าถ้าจะไม่ให้ติดนิ่งหรือติดสุข
ก็ควรนั่งสมาธิแบบให้มีความเคลื่อนไหว ให้มีการพิจารณาสภาวธรรมต่างๆ
หากกังวลไปในทำนองนั้นก็ควรทำใจให้สบาย
เมื่อจิตเขาพร้อมจะนิ่ง พร้อมจะเสพสุขในวิเวก ก็ปล่อยให้เป็นไปตามสภาพเต็มที่
เพราะเป็นจังหวะที่จะเรียกกำลังให้เกิดมาก
สำคัญคือเมื่อออกจากความนิ่งแล้ว ต้องไหวรู้ทันทีว่าจะพิจารณาอะไร
แรกๆจะส่งออก มีความรู้สึกในตัวตนทันที
แต่ถ้าหากทำไว้ในใจจนเคยชิน
ว่าถอนจากสมาธิแล้วเราจะรู้ทันทีว่าอยู่ในอิริยาบถใด
ความรู้อิริยาบถนั้น ซึ่งก็คือนั่ง จะทำให้จิตเข้ามาอยู่ในขอบเขตของการรู้กายทันที
และเมื่อแน่ใจว่ารู้อิริยาบถนั่งด้วยความรู้สึกไม่ยึดว่านี่คือกายเรา
ก็สำรวจว่าเวทนาขณะนั้นเป็นสุข ทุกข์ หรือเฉย
เมื่อแน่ใจว่ารู้เวทนาด้วยความรู้สึกไม่ยึดว่านี่คือเวทนาของเรา
ก็สำรวจว่าจิตในขณะนั้นมีแนวโน้มว่าจะตั้งมั่นนิ่งเฉย
หรือคิดฟุ้งอย่างเคย หรือว่าน้อมไปในทางพิจารณาขันธ์ 5 เป็นไตรลักษณ์
(ผมจะเขียนไว้อย่างละเอียดในบทที่ 13 ธัมมานุปัสสนา - ขันธบรรพ)
เพียงด้วยการสำรวจเท่านี้ก็เป็นอันมั่นใจได้ว่าจะไม่ทำสมาธิเพื่อติดหลง
แต่ทำไปเพื่อให้เกิดความพร้อมพิจารณาขันธ์ 5

เมื่อสลับจนชำนาญระหว่างสมาธิกับวิปัสสนา
จะพบอย่างหนึ่งว่าจิตเขาเกิดความรู้จังหวะ
ว่าเมื่อไหร่เริ่มฟุ้งมากก็จะเข้าสงบเพื่อตั้งหลัก
เมื่อไหร่เริ่มสงบจนอืดก็จะขุดค้นหาข้อธรรมภายในขอบเขตกายใจมารู้มาเห็น
พอเหนื่อยแล้วก็เข้าสงบอีก
เป็นอย่างนี้ทั้งวัน วนเวียนสลับกันไม่รู้เบื่อรู้หน่าย
ไม่จำเป็นต้องเกี่ยงว่าหลับตาหรือลืมตา เดิน นั่ง ยืน หรือว่านอน

แต่ต่อให้สมถะและวิปัสสนาเจริญก้าวหน้าไปแค่ไหน ถึงอริยธรรมขั้นใด
อย่างไรก็ต้องติดต่อสมาคมกับผู้คน อย่างไรก็ต้องคิดอ่านเกี่ยวกับเรื่องนอกกรอบขันธ์
และอย่างไรถ้ายังไม่ใช่พระอรหันต์ก็ต้องมีเหม่อบ้าง ฟุ้งบ้าง

สติต่อเนื่องกันทั้งวันแบบไม่ตกหล่นเลยจึงเป็นไปไม่ได้
แต่นักปฏิบัติหลายท่านก็ถือว่าตนสามารถรู้เข้ามาในขอบเขตกายใจอย่างต่อเนื่อง
ในความหมายที่จำกัดขอบเขตการรู้เข้ามาในกาย เวทนา จิต ธรรมเสมอๆ
เปรียบเหมือนนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยในสถาบันสำคัญ
ที่ภูมิใจว่าตนเองทำงานตลอดวัน หมายถึง 16 ชั่วโมงหรือกว่านั้น
ซึ่งเมื่อดูจริงๆแล้วก็อาจทำครึ่งชั่วโมง พักกินน้ำ เดินทอดน่อง หรือคุยสัพเพเหระบ้าง
หายเหนื่อยแล้วก็กลับมาทำวิจัยต่อ ก็นับว่าจิตจ่อกับงานอยู่ตลอด

ส่วนเรื่องการเปรียบเทียบว่าดูจิตได้เหมือนใครหรือไม่นั้น
ผมเองไม่เคยเปรียบกับคนอื่น แต่จะเปรียบเทียบกับบัญญัติที่พระพุทธองค์วางไว้
เช่นรู้สภาวจิตในขอบเขตที่พระองค์ให้รู้ในจิตตานุปัสสนาหรือไม่
หากใช่ก็นับว่าเป็นความสบายใจได้

การพูดคุยเสวนากับคนอื่นนั้น แม้เขาเล่ามาตรงหรือไม่ตรงกับเรา
มีรายละเอียดปลีกย่อยพิสดารปานไหน
ก็ไม่หนีไปจากการรู้อย่างมีสติ มีความรู้ตัว ไม่มีทิฏฐิ ไม่มีความเล็งอยากได้หรือโทมนัสใด
ผู้ปฏิบัติระดับสูงๆบางท่านแจกแจงไม่ถนัดนัก
ท่านก็จะใช้วิธีบอกแต่แนวทาง ไม่กล่าวถึงรายละเอียดปลีกย่อยเอาเลย
เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจที่ผิดพลาดอย่างหนึ่ง
และหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่ง

ที่จะทราบผลเมื่อใดว่าทำๆมานั้นถูกต้อง
ก็ตอนเริ่มเห็นชัดว่ากายเรานี้ ความรู้สึกนึกคิดที่ผุดเป็นระลอกๆนี้
มันหาสาระแก่นสารไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตน เพราะต้องแปรไปอย่างไม่อาจห้าม
จิตใจเบิกบานเป็นอิสระเพราะความรู้แจ้งตามจริง

อีกประการหนึ่งที่อยากกล่าวไว้คือนับวันผมยิ่งเห็นค่าของมหาสติปัฏฐานสูตร
ทั้งในแง่ที่จัดวางแนวปฏิบัติไว้เป็นสากลสำหรับคนทั่วไป
และทั้งในแง่ที่ประกันว่าครอบคลุมสภาวธรรมที่ควรเห็นครบถ้วน
เมื่อศึกษาตลอดสายแล้วเป็นอันสบายใจได้ว่ารู้ตัวเองว่ากำลังอยู่ที่จุดไหน
ควรพัฒนาต่อไปอย่างไร ยังขาดความรู้ความเข้าใจอันใดอีกบ้าง

แม้การพบปะกันนั้น บางทีก็มีประโยชน์ในแง่ที่ชี้ได้ตรงตัวว่ากำลังติดอุปสรรคอันใด
แต่ก็มีข้อจำกัดคือไม่อาจชี้ได้ต่อเนื่องว่าควรทำเช่นไรอีก
สำหรับพี่บกนั้นผมเห็นว่าน่าจะอ่านตลอดสูตรแบบ "เก็ต" ได้เองแล้วครับ
แก่นสารของมหาสติปัฏฐานสูตรนั้น
ไม่มีอะไรเกินไปกว่าสติรู้กาย เวทนา จิต ธรรมด้วยความเป็นกลาง
คือเห็นตามจริงว่าของมันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี่เอง
ผลที่เกิดขึ้นเป็นธรรมชาติของจิตเองที่จะแสดงตัวให้จิตรู้ จิตทราบครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 24 มิ.ย. 2544 / 16:53:20 น. ]
     [ IP Address : 203.155.227.97 ]


 ความคิดเห็นที่ 49 : (yoyo)

บางทีก็ รู้สึก คล้ายๆ กับว่า
บางทีเหมือน รู้มาก พอฝึกไปสักพัก ก็ เหมือน รู้น้อย
วนไป วนมา เช่นนี้ไปเรื่อยๆ นะครับ 
แล้ว ก็ ค่อยๆ ลดลง คล้าย รูปทรง ของเจดี ยอดแหลม
ทีละเล็กทีละน้อย ทีละเล็กทีละน้อย  อีกนาน

 จากคุณ : yoyo [ 24 มิ.ย. 2544 / 21:22:10 น. ]
     [ IP Address : 202.133.141.92 ]


 ความคิดเห็นที่ 50 : (บก)

ขอบคุณสำหรับคำชี้แจง และความเห็นทั้งของคุณดังตฤณและคุณ yoyo ครับ

 จากคุณ : บก [ 25 มิ.ย. 2544 / 08:21:35 น. ]
     [ IP Address : 202.28.71.175 ]


 ความคิดเห็นที่ 51 : (หนูนา)

สาธุค่ะ

 จากคุณ : หนูนา [ 27 มิ.ย. 2544 / 12:22:32 น. ]
     [ IP Address : 203.155.226.72 ]


 ความคิดเห็นที่ 52 : (ดังตฤณ)

เคยเขียนตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับขั้นของการเป็นผู้กำหนดรู้ไว้นานแล้ว แต่ลืมจุดนี้ไป
เมื่อนึกได้ก็ขอปรับแก้ตรงขั้นนี้ครับ

- ย่อมสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจเข้า

ขอให้สังเกตด้วยว่าพระพุทธองค์เปลี่ยน "ลักษณะรู้" ไปนิดหนึ่งจาก รู้ชัดว่าเราหายใจ… เป็น เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ ตรงนี้ในระดับประสบการณ์จะต่างกันตรงมุมมอง คือตอนแรกมองว่ากายเป็นเรา กายเป็นผู้หายใจ ต่อเมื่อรู้ชัดในอาการนั้นแล้วก็มองว่า "เรา" คืออีกส่วนหนึ่งจากกาย ซึ่งเราในที่นี้ก็คือผู้รู้ ผู้ดู อันเป็นอื่นไม่ได้นอกจากจิต นี่คือขั้นเริ่มต้นของการหัดรู้ หัดแยกให้ออกระหว่าง "ผู้กำหนดรู้" กับ "สิ่งถูกรู้"

หากแยกได้ระหว่างจิตผู้ทำหน้าที่รู้กับลมหายใจซึ่งถูกรู้ ผลคือจะเหมือนนักสืบที่ซุ่มดูบุคคลอันเป็นเป้าหมายเดินทางเข้าออกประตูแห่งหนึ่ง นักสืบย่อมเฝ้าสังเกตอย่างตรงไปตรงมาว่าบุคคลนั้นออกเมื่อใด เข้าเวลาไหน โดยไม่เอาความอยากของตัวเองเข้าไปเร่งรัดหรือคาดหมายใดๆ

หมายเหตุไว้ด้วยว่าหากทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามมหาสติปัฏฐานสูตร ระดับปัจจุบันไม่ควรด่วนกำหนดว่าผู้รู้เป็นอนิจจัง ทุกขัง หรืออนัตตา ที่หมวดกายานุปัสสนาควรทำให้จิตยอมรับอย่างปราศจากกังขาว่ากายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เป็นต่างหากจากจิตเสียก่อน บางคนทราบแนวทางพิจารณาจิตเป็นอนัตตาแล้วด่วนทำทันทีทั้งยังไม่พร้อม ก็มักได้ผลเป็นการหลอกตัวเองซ้อนอุปาทานเข้าไปอีกชั้น

เพื่อแยกระหว่างจิตกับลมหายใจนั้น ไม่ใช่ทำกันด้วยเจตนา แต่ต้องด้วยความมีสติรู้อย่างต่อเนื่อง แม้แต่จังหวะที่ลมหยุดชั่วครู่ก็มีใจจดจ่อเหมือนคำนวณรู้ล่วงหน้าว่าลมออกและลมเข้าครั้งต่อไปจะเป็นอย่างไร สำหรับ "กองลมหายใจทั้งปวง" ที่ระบุในขั้นนี้ก็คือไม่ว่าสั้นหรือยาว เราหมายรู้ไว้ตลอดเวลาอยู่แล้วดังเคย แต่เพิ่มเข้าไปคือรู้กระทั่งทราบล่วงหน้านิดหนึ่งว่าหายใจออกครั้งหน้าที่กำลังจะมาถึง ควรเป็นสั้นหรือยาว รู้เข้าไปที่ความพร้อมของกายก่อนผ่อนลมนั่นเอง และในทางกลับกันก็รู้ล่วงหน้าว่าหายใจเข้าครั้งหน้าควรเป็นยาวหรือสั้น คือรู้เข้าไปที่ความพร้อมของกายก่อนดึงลมเข้า
------------------------------------------------------
สำหรับบทที่ 5 นั้นยาวแล้วก็ละเอียดหน่อย เลยแก้นาน หวังว่าคงโพสต์ได้ในวันนี้ครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 3 ก.ค. 2544 / 08:58:37 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.91 ]


 ความคิดเห็นที่ 53 : (ภิกษุ)

              ย่อมสำเหนียกว่า จักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมทั้งปวง หายใจออก...หายใจเข้า  ข้อนี้จากหลักฐานการอธิบายทางพระปริยัติ เป็นการแสดงความก้าวหน้าของผู้ปฏิบัติขึ้นมาถึงขั้นที่พากเพียรพยายาม เพื่อให้สามารถรู้ตลอดกองลมทั้งปวง คือ ทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ได้อย่างสม่ำเสมอ เป็นปกติ
              นอกจากนั้นในการอธิบายตามหลักฐานทางพระปริยัติ  อาจกล่าวได้ว่า มีความสอดคล้องกับประสบการณ์ที่คุณโยมดังตฤณกล่าวถึง ที่น่าสังเกตุคือ คุณโยมดังตฤณ กล่าวว่า ถึงขั้นนี้ เป็นการหัดแยก ผู้กำหนดรู้  กับ  สิ่งที่ถูกรู้ 
ขณะที่ทางตำรากล่าวว่า   ท่านกล่าวว่าขั้นนี้ เป็นการแสดงถึงอาการมีการทำญาณเป็นต้นให้เกิดขึ้น ที่จะพึงกระทำตั้งแต่นี้ต่อไป (แต่ท่านไม่ได้ระบุว่าคำว่า ญาณ ในที่นี้ท่านระบุถึงญาณอะไร) โดยท่านแทนความหมายแห่งอาการด้วยศัพท์ว่า สิกฺขติ ซึ่งหมายถึง สำเหนียก  หรือ   ศึกษา   โดยระบุถึงการศึกษา คือ การ เจริญ การทำให้มาก  ซึ่งอธิศีลสิกขา
อธิจิตตสิกขา และ อธิปัญญาสิกขา  ด้วยการมีสติ มีมนสิการ ในอารมณ์ของการปฏิบัติขั้นนี้ (คือ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก)
     ขอเรียนถามคุณโยมด้วยว่า เมื่อ เป็นการหัดแยกให้ออกระหว่าง ผู้กำหนดรู้ กับ สิ่งที่ถูกรู้  (รูป - นาม) ถ้าเช่นนั้นในขั้นนี้จะนับว่าเป็นการเจริญวิปัสสนาแล้วใช่ไหม



 จากคุณ : ภิกษุ [ 4 ก.ค. 2544 / 12:27:16 น. ]
     [ IP Address : 202.133.133.30 ]


 ความคิดเห็นที่ 54 : (ดังตฤณ)

_/|\_ _/|\_ _/|\_

อาจใช่หรืออาจจะไม่ใช่ขอรับพระคุณเจ้า
ถ้าหากไม่ศึกษาแนวทางทุกข์และการดับทุกข์ไว้ก่อน
ถ้าหากไม่กำหนดไว้ล่วงหน้าว่าจะสักแต่รู้ สักแต่ดูว่าลมหายใจเป็นของอื่น
เป็นของเกิดบ้าง เป็นของดับบ้าง
เมื่อเกิดภาวะแยกรู้กับสิ่งที่ถูกรู้แล้ว
ก็จะมีแต่การจดจ้องอยู่เฉยๆ คือจิตแม้ประกอบด้วยสติและสัมปชัญญะ
แต่ขาดปัญญาเป็นตัวเหนี่ยวนำให้รู้ว่านั่นไม่เที่ยง นั่นทนอยู่ไม่ได้ นั่นไม่ใช่ตัวตน
จิตจะไม่หยั่งลงสู่ความรู้แจ้งในไตรลักษณ์เลย
จะยังคงเห็นลมหายใจเป็นสิ่งถูกรู้ โดยไม่ทราบว่าจะรู้ไปเพื่ออะไร เอาไปต่อยอดอย่างไร
ซึ่งหากอ่าน (จนจบไว้ก่อน) และทำตามลำดับขั้นตอนที่พระพุทธเจ้าประทานไว้
ก็จะไม่หลงทาง และไม่ตกม้าตายเสียแต่ต้นมือ
เพราะพระพุทธองค์แสดงไว้ดีแล้ว ว่าเมื่อ "รู้" แล้วก็ให้พิจารณาเป็นของเกิดดับ
จิตที่เห็นอะไรเกิดดับย่อมไม่ยึดสิ่งนั้นเป็นตน
เมื่อไม่ยึดทั้งกาย เวทนา จิต และธรรมเป็นตนนานเข้า
ก็เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติแห่งการปลดปล่อยขึ้นเองโดยไม่จำเป็นต้องโลภเล็งอยากได้

จะได้นำข้อธรรมนี้ไปประกอบในต้นฉบับด้วยครับ
กราบขอบพระคุณในคำแนะแนว
_/|\_ _/|\_ _/|\_

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 4 ก.ค. 2544 / 12:40:56 น. ]
     [ IP Address : 203.144.192.38 ]


 ความคิดเห็นที่ 55 : (ภิกษุ)

สาธุ สาธุ สาธุ ขออนุโมทนาในคำตอบของคุณโยม

 จากคุณ : ภิกษุ [ 4 ก.ค. 2544 / 16:13:38 น. ]
     [ IP Address : 202.133.134.156 ]


 ความคิดเห็นที่ 56 : (yoyo)

สาธุ ด้วยคน ครับ

 จากคุณ : yoyo [ 22 ก.ค. 2544 / 01:19:20 น. ]
     [ IP Address : 202.133.143.57 ]


 ความคิดเห็นที่ 57 : (ดังตฤณ)

เสริมตรงส่วนของการระงับกายสังขารครับ ได้สูตรอ้างอิงที่นำมาสนับสนุน
--------------------------------------------------------------------------------
(ความเดิม)
มีผู้แนะให้ฝึกหายใจแบบจงใจละเอียดเป็นลำดับกระทั่งเข้าสู่ความสงบระงับลมหายใจ หลายคนทำแล้วจะเกิดความอึดอัดมาก บางคนถึงขั้นหายใจไม่ออกและมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจในเวลาต่อมา ขอให้ทราบว่าความละเอียดของลมหายใจจะเป็นปฏิภาคโดยตรงกับความละเอียดของจิต เมื่อจิตหยาบลมหายใจก็หยาบ เมื่อจิตละเอียดลมหายใจก็ละเอียด ไม่มีใครไปสั่งได้ด้วยเจตนาว่าขอลมหายใจจงละเอียดหรือระงับไปเพื่อให้เกิดฌานขั้นนั้นขั้นนี้ หน้าที่ของเราควรมีเพียงรู้ตามจริงเป็นลำดับตามแนวทางของพระพุทธองค์เท่านั้น

(เสริม)
การดับไปของลมหายใจนั้นมีอยู่ กล่าวคือร่างกายจะเข้าสู่ภาวะยุติลมเมื่อถึงสมาธิชั้นสูง แต่ตรงนั้นไม่ใช่ขั้นตอนของการฝึกหัดในอานาปานบรรพหรืออานาปานสติ ขอให้พิจารณาจากมหาราหุโลวาทสูตร พระสุตตันตปิฎกเล่ม 5 ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในท้ายสุดหลังจากผ่านขั้นต่างๆมาแล้วความว่า…

“ดูกรราหุล อานาปานสติที่บุคคลเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ดูกรราหุล เมื่ออานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกซึ่งมีในที่สุดท้าย ก็ดับไปโดยรู้ มิใช่ไม่รู้”

ตรงนี้ย่อมชี้ชัดว่าพระพุทธองค์มิได้ให้ “ฝึก” หยุดหายใจ แต่เมื่อเข้าส่วนดีแล้ว ลมหายใจจะยุติเองอย่างเป็นที่รู้ของผู้มีสติบริบูรณ์

การฝึกรู้ลมนั้นแม้ง่ายและเป็นธรรมชาติ แต่หากรู้สึกเหนื่อยล้าก็ขอให้หยุดพัก เมื่อรู้สึกพอใจก็กลับมาทำอีก อุปกรณ์ในงานสมถะนี้ติดตัวเราอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง จะนั่ง ยืน เดิน หรือกระทั่งนอนก็สามารถทำอานาปานสติได้ทุกเมื่อ หากทำตามแล้วกลับมาอ่านซ้ำเรื่อยๆก็จะค่อยๆเข้าใจแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 3 ก.ย. 2544 / 13:03:28 น. ]
     [ IP Address : 202.133.134.108 ]


 ความคิดเห็นที่ 58 : (ดังตฤณ)

อัพเดทตามต้นฉบับอีกทีในส่วนที่เป็นปัญหา เข้าใจยากสำหรับผู้ศึกษาครับ
เขียนให้กระชับสั้นลงกว่าเดิมหน่อย

- ย่อมสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจเข้า

ขอให้สังเกตด้วยว่าพระพุทธองค์เปลี่ยน "ลักษณะรู้" ไปนิดหนึ่งจาก รู้ชัดว่าเราหายใจ… เป็น เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ ตรงนี้ในระดับประสบการณ์จะต่างกันตรงมุมมอง คือตอนแรกมองว่ากายเป็นเรา กายเป็นผู้หายใจ ต่อเมื่อรู้ชัดในอาการนั้นแล้วก็มองว่า "เรา" คืออีกส่วนหนึ่งจากกาย ซึ่งเราในที่นี้ก็คือผู้รู้ ผู้ดู อันเป็นอื่นไม่ได้นอกจากจิต นี่คือขั้นเริ่มต้นของการหัดรู้ หัดแยกให้ออกระหว่าง "ผู้กำหนดรู้" กับ "สิ่งถูกรู้"

หากแยกได้ระหว่างจิตผู้ทำหน้าที่รู้กับลมหายใจซึ่งถูกรู้ ผลคือจะเหมือนนักสืบที่ซุ่มดูบุคคลอันเป็นเป้าหมายเดินทางเข้าออกประตูแห่งหนึ่ง นักสืบย่อมเฝ้าสังเกตอย่างตรงไปตรงมาว่าบุคคลนั้นออกเมื่อใด เข้าเวลาไหน โดยไม่เอาความอยากของตัวเองเข้าไปเร่งรัดหรือคาดหมายใดๆ

จิตที่เป็นผลของการตามรู้อย่างถูกต้องนั่นแหละ จะเหมือนแยกออกไปเป็นผู้เฝ้ารู้เฝ้าดูเฉยๆในกองลมทั้งปวง ไม่ว่าจะออกหรือเข้า ไม่ว่าจะยาวหรือสั้น นี่คืออีกขั้นหนึ่งของอานาปานสติ คือขณะแห่งลมออกและลมเข้า จิตตั้งมั่นอยู่ในอาการรู้ชัดตามจริงในฐานะของผู้สำเหนียกเห็นลักษณะของลมขณะนั้นๆ

ผู้เริ่มฝึกควรตั้งเป้าไว้ให้รู้ได้ขั้นนี้เป็นอย่างต่ำ จะรู้สึกพอใจอยากรู้อย่างนี้อีก หรืออยากให้จิตอยู่ในลักษณะแนบนิ่งได้อย่างนี้อีก แรกๆจิตจะหนีไปคิดเรื่องอื่น ไปฟุ้งซ่านเรื่องนอกลมหายใจเป็นธรรมดา ต่อเมื่อค่อยๆทำ ค่อยๆสั่งสมกำลังความตรึกตรองเข้ามาในอาการของลมหายใจบ่อยเข้า ทีละครึ่งนาที แต่ทำเสมอๆตลอดวัน ก็จะเห็นผลชัดว่าผ่านไปช่วงหนึ่งจะรู้ได้นานขึ้นเป็น 5 นาที 10 นาที กระทั่งปักหลักอยู่ได้เป็นชั่วโมงๆในที่สุด

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 3 ต.ค. 2544 / 18:04:51 น. ]
     [ IP Address : 202.133.133.26 ]


 ความคิดเห็นที่ 59 : (ดังตฤณ)

เพิ่มวิธีแก้เครียดเข้าไปในบทนี้นะครับ เลยนำมาลงไว้ด้วยเป็นการอัพเดท

วิธีแก้เครียดจากอาการเพ่งผิด

ผู้เริ่มฝึกหัดใหม่นั้น แม้จะมีความเพียรในร่องในรอยที่พระศาสดาวางแนวไว้อย่างดี ก็เป็นไปได้สูงที่จะฝืนเพ่ง หรือปล่อยเหม่อตามจังหวะอันยังไม่เข้าที่เข้าทางของจิต ดังนั้นจึงควรกล่าววิธีแก้อาการเครียดที่เกิดขึ้นบ่อยจากการเพ่งเกินพอดี หรือเพ่งจิตผิดส่วนไว้แต่ต้นมือ โดยต้องทำความเข้าใจว่านี่คืออุบายแก้เท่านั้น มิใช่กรรมฐานที่ควรนำไปเจริญให้เกิดมรรคผลแต่อย่างใด

ให้ทอดตาไปข้างหน้าตรงๆ ยิ่งทอดไกลได้เท่าไหร่ยิ่งดี จับมองอะไรสักอย่างนิ่งๆประมาณสิบวินาที จึงปิดเปลือกตาลง โดยที่สายตายังทอดจับตำแหน่งเดิมอย่าหลุกหลิก จากนั้นเอามือข้างถนัดจับศีรษะไว้ ให้ปลายนิ้วกลางจรดอยู่กับกลางท้ายทอย ขยับนิ้วกลางนั้นเคาะป๊อกๆๆไม่ช้าไม่เร็ว ไม่แรงไม่เบา เพื่อให้จิตไปจ่ออยู่ตรงนั้นสบายๆ และสำคัญที่สุดคือสายตายังทอดตรงไปเบื้องหน้าเหมือนเดิม โฟกัสนิ่งอยู่กับตำแหน่งเดิม ระวังอย่าให้ส่วนใดส่วนหนึ่งเกร็ง

และหากเมื่อยก็เปลี่ยนนิ้ว เช่นแทนนิ้วกลางด้วยนิ้วชี้ ทำสักพักจนเกิดความสบายและรู้สึกผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ เมื่อสังเกตออกว่าวางจิตอย่างไรจึงอยู่ในความสบายพอดี ก็สามารถนำจิตแบบนั้นมาใช้ภาวนาต่อ หากภาวนาแล้วเครียดอีกก็สลับมาเคาะอีก ตามลำดับขั้นดังกล่าวแล้วนี้ จะพบว่าจิตอยู่ในดุลดีขึ้นเรื่อยๆ และตั้งมั่นต่อเนื่องกว่าเดิมมาก

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 31 ต.ค. 2544 / 13:45:41 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.208 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!