อากาสกสิณ
 เนื้อความ :

ในช่วงนี้ผมเขียน "มหาสติปัฏฐานสูตร" แบบกระโดดไปกระโดดมา
ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการโพสต์เป็นกระทู้
เนื่องจากตั้งเจตนาไว้แต่แรกว่าจะให้เนื้อหาเรียงตามลำดับกัน
เพื่อให้เกิดผลตามลำดับ เป็นที่ประจักษ์ด้วยว่ามหาสติปัฏฐานสูตรนั้น
มีความผูกโยงกันเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ต่างกับสูตรอื่นๆ
ที่พระพุทธเจ้าแสดงด้วยความรู้แจ้งแทงตลอดด้วยพุทธญาณ

แต่เนื่องจากขาดตอนนานเกินไป
และประกอบกับที่หลายคนเริ่มประสพความสำเร็จกับบรรพแรกๆของกายานุปัสสนา
มีสติและสัมปชัญญะดีพอใช้ ก็อยากขออ่านล่วงหน้าในส่วนที่เสร็จแล้ว
ผมจึงคัดเฉพาะจุดที่เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ได้มาก
กับทั้งไม่กระโดดลำดับเกินไปนัก

ในกระทู้นี้จะเริ่มด้วยการฝึกกสิณช่องว่าง หรือ "อากาสกสิณ" ก่อน
ซึ่งจะอยู่ในบทที่ 8 ธาตุมนสิการบรรพของกายานุปัสสนา
ตัดมาเพียงบางส่วนจากกลางๆบท
แล้วจะทยอยตามมากระทู้ต่อไป ว่าด้วยการแผ่เมตตา
ซึ่งจะอยู่ในบทที่ 12 นีวรณบรรพของธัมมานุปัสสนา
สำหรับเหตุผลที่คัดกรรมฐานนี้มา ได้อธิบายไว้ในเนื้อกระทู้ด้านล่างแล้ว
ผู้ที่อยากลัดเข้าสู่ขั้นตอนการปฏิบัติเลย
ก็อาจอ่านหัวข้อ "วิธีฝึกอากาสกสิณ" ได้ทันที

ในบทจริงจะกล่าวให้รู้ที่มาที่ไปเป็นพื้นฐานเสียก่อน ว่ามีข้อดี หรือความจำเป็นอันใด
ผมจึงอยากแนะนำให้ฝึกอากาสกสิณ
ในที่นี้ขอพูดสั้นๆว่าทดลองกับสิบกว่าคนแล้ว ได้ผลดีเกินคาดทั้งสิ้น
มีสองสามคนที่ล้ำหน้าไปมากๆ แม้แต่ผู้ที่พลิกไปพลิกมาระหว่างก้าวหน้ากับถอยหลัง
ก็รับผลดีเบื้องต้นที่เห็นชัดเจนในเวลาไม่ช้าเลย

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 18 ก.ย. 2544 / 14:08:43 น. ]
     [ IP Address : 202.133.134.75 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ดังตฤณ)

วิธีฝึกอากาสกสิณ

ในหลักฐานชั้นเดิมไม่แสดงว่าพระพุทธองค์ให้แนวฝึกอากาสกสิณเบื้องต้นไว้อย่างไร มีเพียงที่พระองค์ตรัสถึงระดับของผู้ที่ "เป็นแล้ว" คือให้กำหนดรู้ความเป็นช่องว่างไปในทิศต่างๆอย่างไม่มีประมาณ ซึ่งอันนี้หากขาดฐานอันดี เช่นความสามารถในการกำหนดและหน่วงรู้ช่องว่าง กับทั้งความสามารถในการแผ่จิตไม่มีประมาณเยี่ยงผู้เคยผ่านการฝึกแผ่เมตตาชนิดอัปปมัญญา ก็จะนับเป็นเรื่องยาก หรือเป็นไปไม่ได้เอาเลย

เพราะฉะนั้นในที่นี้จึงจำเป็นต้องหาอุบายร่วมสมัย โดยแน่ใจว่าจะไม่หลงไปจากทิศของการรู้ "อากาศ" ซึ่งกล่าวไว้แล้วเบื้องต้นว่านิยามของอากาสธาตุเป็นอย่างไร ควรกำหนดรู้ในลักษณะไหน หากมีอุบายที่นำไปสู่ความรู้ความเห็นแบบนั้น ก็จัดว่าใช้ได้ทั้งสิ้น

หากเอาตามที่นิยมใช้กันอยู่ในหมู่ผู้ฝึกกสิณ ก็คือให้เจาะแผ่นหนังเป็นช่องวงกลมขนาดหนึ่ง มองวงกลมนั้นแล้วจำไว้ อาจมีบริกรรมไปด้วยเช่น "ช่องว่างๆๆ" แต่ผลของการปฏิบัติแนวนี้สำหรับคนทั่วไปมักกลายเป็น "คิดท่อง" เอาว่าช่องว่าง มากกว่าจะเอาจิตไปจ่อรู้ความเป็นช่องว่างอย่างแท้จริง และแม้บางคนผ่านด่านของ "ความคิด" ไปได้ ก็จะเห็นว่ายากเมื่อพยายามล็อกการรับรู้ช่องว่างนั้นขณะหลับตาลง

ต่อไปนี้จึงเป็นอุบายเบื้องต้นจริงๆ ที่นอกจากจะทำให้จิตจ่อกับความเป็นช่องว่างได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังมีส่วนที่สัมพันธ์กับกายโดยตรง เพื่อว่าเมื่อทำอากาสกสิณสำเร็จ ก็จะได้นำมาใช้พิจารณา "ช่องว่างในกาย" อย่างสะดวก

1) สังเกตคลื่นความคิด
การทำกสิณเป็นเรื่องของการเอาจิตไปปักอยู่กับอารมณ์เดียวต่อเนื่อง ซึ่งอย่างนั้นถ้าสภาพจิตไม่เอื้ออำนวย ยังฟุ้งไปฟุ้งมาอยู่ ก็หมดสิทธิ์ทำได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่เคยผ่านอานาปานบรรพ อิริยาปถบรรพ สัมปชัญญบรรพ และปฏิกูลมนสิการบรรพมาแล้ว ย่อมมีความแข็งแรงของสติสัมปชัญญะในระดับหนึ่ง หรือแม้ผู้ไม่เคยผ่านการฝึกสติปัฏฐาน 4 ตามลำดับขั้นมาก่อน ก็ย่อมสังเกตตนเองได้ว่าบางที "คิดมากหนาแน่น" บางที "คิดน้อยบางเบา" คล้ายกับเมื่อสังเกตคลื่นทะเล บางครั้งก็เห็นโยนตัวขึ้นสูง บางครั้งก็ลากตัวลงต่ำ มันเป็นของมันอย่างนั้นโดยธรรมชาติ จะฝึกหรือไม่ฝึกสมาธิก็ตามแต่

ขอให้หัดสังเกตคลื่นความคิดสักพัก อาจจะในช่วง 5 นาทีที่ว่างๆอยู่ นั่งดูเรื่อยๆจนสามารถแยกแยะถูกด้วยตนเอง ว่าอย่างนี้คือ "ฟุ้งแน่น" และอย่างนั้นคือ "คิดบาง"

ความสามารถในการสังเกตและแยกแยะได้ถูกนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการทำกสิณให้เกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว ขอให้ทำไว้ในใจก่อนอื่นใดว่าไม่มีใครเก่งได้แต่เริ่มต้น แรกๆจิตจะกำหนดรู้ช่องว่างได้เพียงช่วงคลื่นความคิดสงบราบลงต่ำ ทำได้แค่ไหนเอาแค่นั้นก่อน จะได้ไม่ต้องวุ่นวายพยายามประคองรักษาให้นานเกินความสามารถที่แท้จริงในขณะนั้นของจิต

2) สร้างกรอบช่องว่างด้วยสองมือ
เมื่อสำรวจแล้วว่าคลื่นความคิดอยู่ในจังหวะที่เป็นขาลง กับทั้งผ่อนกายสบายใจ คอตั้งหลังตรงไม่เกร็งส่วนใดส่วนหนึ่งแล้ว ให้รีบฉวยโอกาสนั้น จังหวะนั้น นำปลายนิ้วชี้มาชนปลายนิ้วชี้ และปลายนิ้วโป้งชนปลายนิ้วโป้ง ซ่อนนิ้วอื่นไว้ในอุ้งมือ จะเห็นกรอบเป็นรูปใบโพธิ์เกิดขึ้น ทั้งนี้อาจนั่งขัดสมาธิหรือนั่งบนเก้าอี้ วางสองมือไว้บนหน้าตักแบบที่จะก้มลงมองทะลุช่องว่างไปสบายๆ หรืออาจนอนราบกับพื้น วางสองมือไว้ในระยะที่สามารถเหลือบตาลงเห็นช่องว่างโดยไม่ต้องก้มมาก

3) มองช่องว่างให้เห็นด้วยตา
การเห็นช่องว่างหมายถึงตาทอดทะลุกรอบใบโพธิ์ลงไป แรกๆอาจจำเป็นต้องรู้กรอบมือรูปโพธิ์ทั้งหมดนั้นด้วย สิ่งสำคัญคือต้องแน่ใจว่า "ตาเห็นช่องว่าง" เหมือนเราบังเอิญเหลือบไปช่องโหว่ที่กำแพงหรือช่องว่างระหว่างขาโต๊ะเก้าอี้ เป็นต้น อย่าคิดสงสัยให้วุ่นวายว่ากำลังมองอยู่ถูกหรือผิด เอาเป็นว่าตาเราไม่โฟกัสกับสี รูปทรง หรือคุณสมบัติใดๆของวัตถุเช่นมือ พื้น หรือผนังที่ไกลลงไป เป็นอันว่าถูกต้องใช้ได้แน่แล้ว

4) กำหนดจิตให้รู้ช่องว่างที่ตาเห็น
ข้อนี้อาจอธิบายยาก แต่ทุกคนคงเข้าใจได้เองเมื่อเห็นช่องว่างระหว่างมือได้นิ่งๆ ตาไม่หลุกหลิกสัก 5 วินาที คือจะรู้สึกเหมือนใจเราเข้าไปอยู่ในอีกมิติหนึ่ง วูบลึกลงไปหน่อยๆ ให้รักษาความรู้สึกว่างในแบบนั้นไว้

5) ปิดตาลงรักษาความว่างไว้
ลืมตาจำความว่างระหว่างมือไว้อย่างไร ให้ปิดตาลงนึกถึงความว่างระหว่างมือไว้อย่างนั้น ถ้าช่องว่างหายไปจากความรับรู้ ก็อย่ากระวนกระวายที่จะเรียกมันกลับคืน ให้ตระหนักตามจริงว่าจิตจะต้องเบา สบาย คลายจากความคิด ความคาดหวังทั้งหมด ดังที่กล่าวในข้อ 1 ว่าความคิดต้องสงบราบ หรือมีความเป็นคลื่นขาลง เงียบเชียบเรียบราบ จึงจะเข้ารู้ถึงความเป็นช่องว่างได้สำเร็จ ถ้าเห็นว่าจิตสงบดี แต่นึกถึงช่องว่างไม่ออก  ให้กดนิ้วเข้าหากันนิดๆแล้วคลายออกด้วยสปริงในตัวเอง เพื่อเรียกสติให้ไปจ่อรู้อยู่กับแกนคือกรอบมือ จะเห็นว่าสามารถนึกออกอีกครั้ง ว่าช่องว่างระหว่างกรอบมือนั้นเป็นอย่างไร

6) หมั่นสำรวจความคิด
ตอนที่คลื่นความคิดสงบลงจะง่าย แต่พอมีความคิด และสลัดความคิดไม่ออก จะยากจนเหมือนมีกำแพงหนาทึบขวางกั้น วิธีแก้คือให้รู้ทันทีว่ากลุ่มความคิดก่อตัวขึ้นทึบเกินกว่าจะลงรู้ช่องว่างแล้ว ให้ลุกขึ้นเดินจงกรม รู้เฉพาะเท้ากระทบพื้น จะเห็นว่าสัมผัสที่ฝ่าเท้าชัดขึ้น มีสติดีขึ้นกว่าขณะฟุ้งจัดอย่างเทียบกันไม่ติด เมื่อรู้เท้ากระทบพื้นในจงกรมสักสองสามรอบ พอเห็นคลื่นความคิดบางตัว ก็ให้ลงนั่งเริ่มประกอบมือรูปใบโพธิ์ใหม่ ทำซ้ำตามลำดับ จนกว่าจะปิดตาลงแล้วเห็นตามจริงว่าจิตสามารถหน่วงช่องว่างไว้ได้นานขึ้น จากแค่อึดใจเดียวเป็นสงบนานได้หลายอึดใจ มีความสุขความเพลิดเพลินมากขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ สติที่ได้จากการรู้เท้าในจงกรมจะมาช่วยเสริมให้จิตล็อกช่องว่างได้แข็งแรงกว่าเก่า เรียกว่ากสิณกับจงกรมนั้น ถ้าทำสลับกันทันทีก็จะเป็นพลังเสริมกันอย่างพอเหมาะพอเจาะ

ย้ำว่าอย่าพยายามรักษาให้นาน อย่าพยายามรู้ให้ชัด ทำได้สั้นแค่ไหนก็ยอมรับแค่นั้น รู้ได้เท่าไหร่ก็พอใจเท่านั้น ทำด้วยความสบายใจ ไม่คาดหวัง ก็จะสนุกเพลิดเพลิน หรือพูดง่ายๆว่าทำเล่นได้เหมือนขนม แต่ละวันพอมีเวลาว่างนิดหน่อย เห็นคลื่นความคิดสงบเบาบางลงก็ทำมือรูปใบโพธิ์ ซ้อมไปเรื่อยๆทีละนิดทีละหน่อยแบบเก็บเล็กประสมน้อย อย่างนี้จะเห็นความก้าวหน้าได้รวดเร็วมาก อาจภายในวันเดียวหรือสองสามวันเท่านั้น ดีกว่าพยายามนั่งเพ่งอย่างไร้ผล ซึ่งจะทำให้เบื่อหน่ายและอยากเลิกราภายในครั้งสองครั้งไปแทน

หากรู้สึกว่าอุปสรรคอยู่ตรงที่ตาหลุกหลิก ทำให้จิตไหลเลื่อนไม่แน่วโฟกัสตามตาไปด้วย ก็มีอุบายอย่างหนึ่งที่จะล็อกให้จับนิ่งเป็นการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อตาในตัว นั่นคือให้เหยียดมือข้างหนึ่งไปจนสุด ตั้งนิ้วชี้ขึ้น แล้วยกอีกมือหนึ่งตั้งไว้กึ่งกลางระหว่างตากับนิ้วมือแรก ตั้งนิ้วชี้ของมือที่สองขึ้นเหมือนกัน

จากนั้นให้มองปลายนิ้วชี้ทั้งใกล้และไกลสลับกันเร็วๆ นิ้วหนึ่งสักวินาทีหนึ่ง มองแบบแน่ใจว่าเห็นเล็บปลายนิ้วชัด ทำสักเพียงนาทีเดียว จะรู้สึกว่าความสามารถในการเห็น ความไวของจิตที่ตอบสนองการเห็น มีความคมชัดขึ้น และความสามารถในการจับตาเฉพาะจุดจะนิ่งขึ้น

เมื่อเห็นดีได้เช่นนั้นแล้ว ให้กำหนดจุดอื่นนอกตัวที่ไกลออกไปเป็นจุดที่สาม จุดที่สี่ เป็นอะไรก็ได้อาจไกลถึงขอบฟ้าก็ได้ ไล่สลับมองทีละจุดจากใกล้ไปหาไกล จากไกลสาวกลับมาหาใกล้ ตาจะเลิกหลุกหลิก ความคิดจะเบาบางลงและมีเสถียรภาพสูงขึ้น

ทำบ่อยเท่าที่มีโอกาสทำได้จนกว่าจะรู้สึกว่าสายตาแข็งแรงอยู่ตัว ถ้าเป็นที่ทำงานหรืออยู่ต่อหน้าคนอื่น กลัวใครเห็นเรายกมือยกไม้ทำอะไรแปลกๆ ก็อาจใช้วิธีกำหนดจุดใกล้ไกลจากสิ่งของรอบตัวก็ได้ เพราะสำคัญตรงการจับเป้าหมายสลับระยะห่างใกล้ไกลเพื่อบริหารกล้ามเนื้อตาให้แข็งแรงและฝึกสติให้จับรู้ได้ทันโฟกัสตาที่เปลี่ยนไปมากกว่าอย่างอื่น

กลับมาเรื่องช่องว่าง เมื่อเห็นว่าจิตจ่อติดกับช่องว่างได้เอง ขนาดที่อยู่ๆก็รู้สึกถึงโพรงว่างขึ้นในใจโดยไม่กำหนด ก็จึงสมควรเริ่มเรียนรู้ขั้นต่อไป ซึ่งอยู่คนละชุดกัน ขอให้ระลึกด้วยว่าถ้าฝึกชุดแรกยังไม่สำเร็จ ก็อย่าด่วนมาฝึกชุดที่สองนี้เลย เพราะจะเห็นด้วยตนเองแล้วว่าไม่อาจทำได้ตั้งแต่ขั้นแรก

1) กำหนดหน่วงให้นานดังใจ
เมื่อรู้สึกถึงช่องว่างชัด จะเหมือนจิตมีความสามารถ "อุ้มอารมณ์นิ่ง" ได้นานขึ้นดังใจปรารถนา อันนี้ให้ฝึกวางจิตสงบ ไม่ตื่นเต้น ไม่ลิงโลด ไม่ใคร่อยากใดๆ เพียงปิดตารักษาอาการเรียบๆรู้ๆช่องว่างบริเวณจำกัดเท่ากระแบะมือนั้นไว้จนกว่าจิตจะถอนออกมาเองด้วยความล้า อาจจับเวลาสังเกตว่าครั้งนี้เราทำได้ 5 วินาที ครั้งต่อไป 10 วินาที กระทั่งล่วงเลยไปได้เป็นนาที ถ้าหากเกินกว่านาที จะเริ่มรับรู้สภาพจิตในอีกแบบ คือ "รู้เสมอกับว่างในเขตจำกัด" ไม่มีอะไรอื่นอยู่ในจิต นอกจากว่างประมาณนี้

2) กำหนดเห็นลำช่องว่างลึกขึ้น
ถ้าทำมาถึงตรงนี้บางทีไม่จำเป็นต้องกำหนด ก็จะรู้ในลักษณะเป็นลำ หรือเป็นกระบอกช่องว่างขึ้นเอง อาจจะจากระดับสายตา ดิ่งลงทะลุกรอบมือรูปใบโพธิ์ลงไปลึกระดับหนึ่ง ขอให้สังเกตความเป็นลำนั้น บางทีทะลุขอบเขตความเป็นจริงลงไป เช่นอาจรู้สึกเป็นท่อลึกลงไปหลายเมตร ก็รักษาไว้อย่างนั้น ไม่ต้องไปปรุงแต่ง ไม่ต้องเร่งให้ลึกเท่านั้นเท่านี้ ขอให้เป็นไปตามความสามารถที่แท้จริงของจิตในขณะนั้นๆ

3) กำหนดความว่างระดับห้อง
เมื่อเห็นช่องว่างเป็นลำลึกได้ถนัด ให้ลืมตาขึ้นทอดมองผนังห้องด้วยสายตาตรง จำห้วงว่างระหว่างสายตากับผนังห้องไว้ ปิดตาลงแล้วนึกถึงความว่างตรงหน้าโดยไม่ต้องทำรูปมือใดๆอีกต่อไป หากจำได้ถนัด แปลว่าจิตมีความสามารถหน่วงความว่างได้ดีขึ้นจริง ให้ลองย่อช่องว่างลงมาสู่ขนาดที่ต้องการด้วยความสบาย ไม่เครียด ไม่เกร็ง ไม่ขมวดคิ้ว ไม่รู้สึกถึงปฏิกิริยาใดๆทางกาย เห็นเป็นอาการและความสามารถของจิตอย่างเดียว เมื่อย่อได้ดังใจ ลองขยายดูให้ขนาดเท่าห้องเหมือนเดิม หากทำไปทำกลับโดยไม่ติดขัด ก็เป็นอันผ่านข้อนี้สำเร็จ

4) กำหนดความว่างระดับสุดขอบฟ้า
ยืนที่ระเบียงหรือที่สูงใดๆที่จะเห็นสุดขอบฟ้าถนัด หากหาทำเลสะดวกไม่ได้ ก็อาจเงยหน้าขึ้นกำหนดห้วงว่างจากตัวเราถึงสุดยอดฟ้า หลับตาลง หากสามารถรู้ความว่างประมาณนั้นได้นาน ย่อลงมา หรือขยายกลับให้กว้างเท่าเดิมดังปรารถนา ก็เป็นอันผ่านข้อนี้สำเร็จ

5) กำหนดช่องว่างให้เสมอรู้
การฝึกข้อนี้ถือว่าเป็นสุดยอดของกสิณช่องว่าง คือให้ก้าวล่วงขอบเขตของกสิณ ยกระดับขึ้นไปสู่ความเป็นอรูปฌานขั้นแรก ที่เรียกว่า "อากาสานัญจายตนะ"

ก่อนอื่นขอให้สังเกตว่าขนาดช่องว่างเปลี่ยนได้ ขอบเขตความรู้ก็เปลี่ยนตาม เมื่อฝึกย่อขยายได้แล้วๆเล่าๆ ก็จะตระหนักว่า "ตัวรู้" ไม่ได้มีขนาดแต่อย่างใด ก็ยังตั้งอยู่ตรงกลางๆ ประมาณว่ารู้สึกออกมาจากกลางอก อย่างไรก็อย่างนั้น

เมื่อชัดว่ารู้ออกมาจากอก เหมือนว่างๆหายๆไปในที่นั้น ก็รักษาความรู้ "แบบเปิด" ไม่มีจำกัดไว้ ไม่กำหนดตำแหน่งว่าตั้งอยู่ตรงไหน ไม่กำหนดว่าขอบเขตของขนาดมีประมาณใด แบบที่พระพุทธองค์ตรัสไว้เป็นแนวชัดเจนว่า

ในที่สุดจะเกิดปรากฏการณ์ตามธรรมชาติของจิตเอง บางคนอาจรู้สึก "หลุดล็อก" หรือเหมือน "หายตัวฉับพลัน" ไปเฉยๆ หรือเป็นความรู้สึก "อีกแบบหนึ่ง" อย่างสิ้นเชิงจากที่เคยรู้สึกมาทั้งชีวิต

ถ้ามาถึงตรงนี้ ก็จะถึงความตระหนักชัดว่า "ช่องว่าง" ในลักษณะที่กำหนดเป็นกสิณนั้น ยังจัดเป็นรูปอยู่ เพราะยังมีทิศทาง ซ้าย ขวา หน้า หลัง ยังมีผู้รู้เป็นจุดศูนย์กลาง หรือผู้กำหนดดูอยู่เบื้องหลัง แต่ถ้ายกจิตขึ้นสู่ระนาบของความว่างอย่างแท้จริง ทุกอย่างจะสลายตัวไปหมด เหลือแต่ความว่างอันปราศจากที่ตั้ง ปราศจากศูนย์กลาง ปราศจากขอบเขตใดๆอย่างสิ้นเชิง บางคนอาจรู้สึกเหมือนรู้ทีเดียวทั่วตลอดทั้งมหาจักรวาล เนื่องจากกำหนดอาณาบริเวณว่าประมาณเท่านั้นเท่านี้ไม่ได้เลย

อย่างไรก็ตาม เมื่อทำได้จนชำนาญ ก็จะเห็นว่าเป็นเพียงลักษณะของจิต เป็นอาการของจิต ที่ทำ "รู้เสมอว่าง" ถ้าจะให้ละเอียดขั้นต่อไป ต้องใช้ปัญญากำหนดพิจารณา ว่า "รู้ต่างจากว่าง" อย่างไร นี่ก็จะทำให้ไม่ไขว้เขว หลงยึดไปว่าความว่างแบบอากาศเป็นนิพพานธาตุไป

(จะเขียนต่อในเรื่องที่มาที่ไปและเหตุผลที่ควรฝึกอากาสกสิณ)

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 18 ก.ย. 2544 / 14:09:25 น. ]
     [ IP Address : 202.133.134.75 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ดังตฤณ)

ตกหล่นย่อหน้าสำคัญไปครับ ขออภัย ที่ว่า...

เมื่อชัดว่ารู้ออกมาจากอก เหมือนว่างๆหายๆไปในที่นั้น ก็รักษาความรู้ "แบบเปิด" ไม่มีจำกัดไว้ ไม่กำหนดตำแหน่งว่าตั้งอยู่ตรงไหน ไม่กำหนดว่าขอบเขตของขนาดมีประมาณใด แบบที่พระพุทธองค์ตรัสไว้เป็นแนวชัดเจนว่า
เพราะล่วงรูปสัญญาเสียโดยประการทั้งปวง
เพราะปฏิฆสัญญาดับไป เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนานัตตสัญญา เธอคำนึงอยู่ว่า อากาศไม่มีที่สุด
ย่อมบรรลุอากาสานัญจายตนะอยู่

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 18 ก.ย. 2544 / 14:21:13 น. ]
     [ IP Address : 202.133.134.75 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (ดังตฤณ)

ในต้นฉบับจะแปลพุทธพจน์ดังกล่าวไว้อย่างนี้

เพราะล่วงความหมายรู้ทางรูปเสียโดยประการทั้งปวง เพราะความหมายรู้ในการกระทบทางใจทั้งหลายดับไป เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งสภาวะอันต่างจากอากาศว่าง เธอคำนึงอยู่ว่า อากาศไม่มีที่สุดย่อมบรรลุอากาสานัญจายตนะอยู่

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 18 ก.ย. 2544 / 14:27:28 น. ]
     [ IP Address : 202.133.134.75 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (ธนา)

_/\__/\__/\_

 จากคุณ : ธนา [ 18 ก.ย. 2544 / 15:30:13 น. ]
     [ IP Address : 203.149.41.120 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (dhamma2001)

จะรออ่านอีกครับ

 จากคุณ : dhamma2001 [ 18 ก.ย. 2544 / 15:35:58 น. ]
     [ IP Address : 202.28.179.169 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (ศิษย์สวนโพธิฯ)

สาธุครับ _/I\_ _/I\_ _/I\_

 จากคุณ : ศิษย์สวนโพธิฯ [ 18 ก.ย. 2544 / 15:42:44 น. ]
     [ IP Address : 203.151.125.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (เรวัตตะ)

สาธุครับ  ได้เทคนิคแปลก ๆ ดีจะลองประยุกต์ดูครับ

 จากคุณ : เรวัตตะ [ 18 ก.ย. 2544 / 20:09:27 น. ]
     [ IP Address : 202.28.22.43 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ปลาทอง)

อนุโมทนา สาธุค่ะพี่

 จากคุณ : ปลาทอง [ 18 ก.ย. 2544 / 20:43:24 น. ]
     [ IP Address : 203.107.148.45 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (JeyZ)

=^______^=
[......./|\........]

ธุค่า...

 จากคุณ : JeyZ [ 18 ก.ย. 2544 / 22:17:58 น. ]
     [ IP Address : 172.158.127.81 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (น้ำ)

สาธุครับ ขอบคุณมากเลย ไว้ได้มีเครื่องมือใหม่ๆวัดจิตวัดใจตัวเองครับ ^_^

 จากคุณ : น้ำ [ 18 ก.ย. 2544 / 23:48:41 น. ]
     [ IP Address : 203.146.213.159 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (tung+)

สาธุครับ

 จากคุณ : tung+ [ 19 ก.ย. 2544 / 00:29:33 น. ]
     [ IP Address : 203.146.64.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (ไร้นาม)

สาธุค่ะ _/|\_

 จากคุณ : ไร้นาม [ 19 ก.ย. 2544 / 04:09:06 น. ]
     [ IP Address : 131.111.204.28 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (สี่ปอ )

พิมพ์มาไว้บนกระดาษแล้วค่ะ อ่านแล้วด้วย เดี๋ยวคืนนี้จะลองปฏิบัติดูค่ะ
ขอบพระคุณมากค่ะ

 จากคุณ : สี่ปอ [ 19 ก.ย. 2544 / 09:26:48 น. ]
     [ IP Address : 136.142.21.7 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (กอบ)

สาธุครับ พี่ดังตฤณ

 จากคุณ : กอบ [ 19 ก.ย. 2544 / 11:33:28 น. ]
     [ IP Address : 132.147.160.28 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (ธีรนันท์)

ทำมือแบบนี้หรือเปล่าครับพี่ดังตฤณ?
http://www.geocities.com/char7angel/hands2.jpg

 จากคุณ : ธีรนันท์ [ 19 ก.ย. 2544 / 11:45:19 น. ]
     [ IP Address : 141.158.66.91 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (ธีรนันท์)

ขอโทษครับต้องเป็น link นี้
http://www.geocities.com/char7angel/hands.html

 จากคุณ : ธีรนันท์ [ 19 ก.ย. 2544 / 11:47:24 น. ]
     [ IP Address : 141.158.66.91 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (ดังตฤณ)

ใช่แล้ว ธีรนันท์ ยกภาพมาแสดงในนี้เลย


เย็นๆจะนำเนื้อหามาเสริมอีกนะครับ
ตอนนี้มีแต่วิธี แต่ไม่ได้ปูพื้นให้เข้าใจความเป็นมาเป็นไป
(ซึ่งจำเป็นมากในท่าทีปฏิบัติแบบพุทธ ที่ต้องนำหน้าด้วยสัมมาทิฏฐิ)
จะชี้ให้เห็นทั้งความเชื่อมโยงระหว่างธาตุมนสิการบรรพ ธาตุ 6
ข้อดีและข้อเสียของอากาสกสิณ ฯลฯ
เพื่อเข้าใจอย่างถูกต้องตลอดสายว่ามีอะไรอย่างนี้ไว้เพื่อเหตุใด

ขอติดต่อส่วนตัวนิดหนึ่ง ถึงคุณโลภะนะครับ
ผมตอบเมลหลายหนแล้ว แต่โดนเด้งคืนกลับมาหมด
อย่างไรช่วยส่งเมลมาใหม่ โดยใช้แอดเดรสอื่นที่รับได้ด้วยนะครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 19 ก.ย. 2544 / 12:47:10 น. ]
     [ IP Address : 202.133.133.40 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (ใฝ่อธิปัญญา)

ขอโทษที่ถามอะไรที่นอกเรื่องนะครับ   คือว่า ในพระไตรปิฎกมีบันทึกไว้ว่า พระที่ทรงอภิญญา สามารถเหาะเหินได้ หายตัวได้  ไม่ทราบว่า พวกท่านทำยังไงกันหรือครับ กรุณาอธิบายให้หน่อยได้หรือเปล่า ว่าทำได้จริงหรือเปล่า ขอบคุณครับ
...ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวกับการดับทุกข์แต่เชื่อว่า สามารถทำให้หลาย ๆ คนมีกำลังใจได้ว่า เรื่องปาฎิหาริย์ต่าง ๆ ในพระไตรปิฎกเป็นเรื่องจริง  น่ะครับ

 จากคุณ : ใฝ่อธิปัญญา [ 19 ก.ย. 2544 / 13:46:24 น. ]
     [ IP Address : 202.183.201.241 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (มารุโกะจัง)

ขอรบกวนถามนิดนึงนะคะว่า  กสิณทั้ง10กอง  พอถึงอารมณ์ฌาณแล้ว
จะมีสภาวะเหมือนกันทั้งหมดใช่ไหม   ถ้ามาไล่กันตั้งแต่ฌาณหนึ่งถึงอรูปฌาณสี่  ก็จะทำเหมือนกันหมด ต่างกันตรงภาพที่จับเท่านั้น   ช่วยตอบด้วยนะคะเพราะไม่ค่อยรู้จักใครที่ฝึกสมาบัติ8 จากกสิณ
ส่วนใหญ่จะฝึกจากอาณาปาณสติ  หรือไม่ก็จับอารมณ์ใจพระนิพพานกัน

 จากคุณ : มารุโกะจัง [ 19 ก.ย. 2544 / 15:26:00 น. ]
     [ IP Address : 203.144.249.148 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (dhamma2001)

เข้าไปดูรูปตามที่ลิงค์ไว้แล้วนะครับ แต่ว่าไม่เจออะไรครับ หวังว่าจะเอามาลงให้ดูใหม่นะครับ และจะรออ่านครับ ส่วนเรื่องหนังสือทางนฤพานและมหาสติปัฏฐานสูตรที่กำลังเรียบเรียงขอให้เสร็จลุล่วงโดยเร็วนะครับ เป็นกำลังใจให้ครับพี่

 จากคุณ : dhamma2001 [ 19 ก.ย. 2544 / 17:26:50 น. ]
     [ IP Address : 202.28.136.201 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (สามเณร)

สาธุ ....
ฌาณที่ 5  ... ใช่มัย ?
ยอดเยี่ยม ..... เก่งกว่าสามเณรอีก
เจริญพร .

 จากคุณ : สามเณร [ 19 ก.ย. 2544 / 17:39:09 น. ]
     [ IP Address : 202.28.136.201 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (mahatep@hotmail.com)

สาธุ ....

 จากคุณ : mahatep@hotmail.com [ 19 ก.ย. 2544 / 23:09:09 น. ]
     [ IP Address : 203.155.228.200 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (yoyo)

สาธุ ครับ
ลองปฏิบัติ ตามแล้ว ครับ

"เธอคำนึงอยู่ว่า อากาศไม่มีที่สุด
ย่อมบรรลุอากาสานัญจายตนะอยู่"

ในโลกเรา มองไปทางไหน ก็ มีกำแพง ครับ
แม้ มองไป สุดขอบฟ้า ก็ พบ ขอบฟ้า 
มอง ไป แล้ว อ่าน พุทธพจน์ นี้ แล้ว
ได้ ความคิดว่า
ให้ มอง แบบ ไม่มีที่สุด
คือ มองให้ ผ่าน ท้องฟ้าไป
เลยท้องฟ้าไป โดย ไม่มี ที่สิ้น สุด
ไม่ยึดถือ สัญญา ของ ท้องฟ้า อย่าง ที่ เราๆ ทั่ว ไป เคยเห็น
ก็ จะ ได้ ระยะ ของ ความ ไกล ที่ไกล ไป ได้ อีกมาก
และ ก็ จะรู้ สึก ปลอดโปร่ง มากขึ้น พอประมาณ อีกหน่อย นึง ครับ

ผม ลอง  ทำดูนิดๆ  นะ ครับ 

ต้อง คิด แบบ ไม่มี ที่สิ้น สุด จริงๆ  
แต่ ตอนนี้ คิดว่า ไม่มีที่สิ้นสุดนี่  ยากๆๆ จริงๆ ครับ

 จากคุณ : yoyo [ 20 ก.ย. 2544 / 02:19:42 น. ]
     [ IP Address : 202.133.141.70 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (ดังตฤณ)

คุณใฝ่อธิปัญญา

ถ้าหากฝึกกสิณ 10 ได้ตามพระพุทธองค์สอน
เรื่องอภิญญาก็แค่เอื้อมครับ
ปัญหาคือปัจจุบันทำกันไม่ได้ หรือไม่ครบ
หรือไม่ใช่ แต่นึกว่าใช่กัน

ยกตัวอย่าง น้อยคนรุ่นเราจะทราบว่าอาโลกกสิณนั้นไม่มีตัวตน
ถ้าเกี่ยวกับแสงสว่าง พระพุทธองค์จะสอนให้ตามแสงของจิตตรงๆ
ด้วยกำลังสมาธิ ด้วยความเป็นอุเบกขา ด้วยความฉลาดในแสง
เพื่อใช้แสงนั้นเห็นรูป เรียกว่าทัศนสมาบัติ
(เขียนไว้แล้วในบทที่ 7 อย่างละเอียด)

หรืออย่างที่วิญญาณกสิณหายไป ก็ไม่มีใครรู้
อยู่ๆถูกตัดไปเฉยๆด้วยความไม่ชอบใจของอาจารย์บางยุคสมัย
แต่เราก็จดจำเอาที่ชั้นหลังตราไว้เป็นหลักสูตร

ถ้าหากฝึกกสิณ 10 ตามที่พระพุทธองค์สอนสำเร็จ
เรื่องล่องหนหายตัวนั้น จะถูกอ่านออกจากผู้มีลาภทางนี้ ว่าจะทำอย่างไร
ขอเพียงชำนาญในการเข้าปฐวีกสิณ (กสิณดิน)
บวกกับความชำนาญในอากาสกสิณ (กสิณช่องว่าง)
ถ้ายิ่งมีความรู้แจ้งเกี่ยวกับวิญญาณกสิณ (กสิณรู้)
และมีทิฏฐิที่ถูกต้องเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท
เห็นชัดด้วยจิตว่าไม่ใช่อะไร "มี" อยู่เป็นตัวเป็นตน
แต่เพราะ "สิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี"
ก็จะยิ่งเหมือนเสือติดปีก

อุปเท่ห์ หรือกลวิธีเล่นทางจิตที่จะให้เกิดการล่องหนนั้น
เป็นไปได้หลากหลาย (ทำนองเดียวกับที่เราอาจฝึกกสิณช่องว่างได้หลายแบบ)
อย่างเช่นผู้ศึกษาธาตุ 6 ด้วยจิตจนจัดเจน
เห็นผม ขน เล็บ ฟัน หนัง และอวัยวะอื่นทั้งหมด เท่าที่ปรากฏอยู่ตามจริงอย่างนี้
ย่อลงในความรับรู้ว่าสักแต่เป็นธาตุดิน "ถูกครอง" อยู่ด้วยวิญญาณธาตุอันผ่องใส
ก็อธิษฐานให้ธาตุดินนั้นถูกแทนที่ด้วยอากาสธาตุ
ธาตุดินก็จะหายไปชั่วคราว ตามกำลังจิตอันเป็นผู้คุมอยู่

ขอให้เข้าใจว่านี่เป็นเรื่องพูดง่ายแต่ทำยาก
ต่อให้คนเล่นกสิณครบ แต่ยังเกลือกกลั้วอยู่ด้วยกาม
เช่นเราๆท่านๆ ที่ยังนอนฟูกในห้องแอร์ ยังดูหนังฟังเพลง
การที่จิตจะรอบรู้ธาตุ และมีกำลังเหนือธาตุต่างๆพอจะคุมให้เป็นไปตามปรารถนานั้น
มีวิสัยจำกัดจำเขี่ย มีเพดานเตี้ยอยู่มาก

คุณมารุโกะจัง
ตัว "ลักษณะ" กสิณที่แต่ละคนจับนั้น ไม่เหมือนกันครับคุณมารุโกะ
ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในไทย จะจับรูปวงกลม
เช่นธาตุดินจะหมายถึงรูปดินเป็นผงๆ
ซึ่งโดยความเห็นส่วนตัวของผมแล้วพระพุทธองค์ไม่ได้สอนเช่นนั้น

คนเราถ้าจับรู้เข้ากับลักษณะของสิ่งใดชัด
ก็เหมือนมีสิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นตัวเป็นตนในจิต
อย่างเช่นหลักฐานในชาดกที่พระพุทธเจ้าเคยเสวยพระชาติเป็นคนยากจน
มีจอบเป็นสมบัติอยู่อันเดียว ตอนตัดสินใจทิ้งด้วยวิธีเหวี่ยงลงแม่น้ำ
ก็จับลักษณะน้ำนั้นเป็นอารมณ์กสิณ สำเร็จจตุตถฌาน สำเร็จอภิญญาได้
(ทั้งนี้ท่านเคยบวชๆสึกๆด้วยความเสียดายจอบมาหลายหน
น่าจะภาวนาสมาธิเป็นชิ้นเป็นอันมาก่อนด้วย)

ธาตุดินในความเห็นส่วนตัวแล้ว หมายถึงลักษณะแข้นแข็งใดๆก็ได้
ถ้าเราจับรู้ถนัด หน่วงเอาลักษณะแข้นแข็ง ทึบตันไว้ในใจสำเร็จ
และแผ่ออกไม่มีประมาณตามแนวของพระพุทธเจ้า
ก็จะเหมือนรอบทิศมีก้อนทึบอยู่เต็มพื้นที่ทั้งหมดเท่าที่จิตแผ่ไปถึง

และแม้ว่าอารมณ์กสิณจะแตกต่างกัน
แต่โดยเนื้อหาของจิตที่ทำสำเร็จแล้ว จะมีความสามารถย่อขยายได้เหมือนกัน
มีคุณภาพ มีความสุข มีความอิ่มใจเหมือนๆกัน
และนิมิตที่สร้างสรรค์ขึ้นในจิตนั้น ก็จะแปรสภาพไปตามจิตด้วย
เช่นเมื่อจิตมีความผ่องใส นิมิตก็จะปรากฏสวยสดใสตาม

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 20 ก.ย. 2544 / 02:30:47 น. ]
     [ IP Address : 202.133.133.141 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (ดังตฤณ)

ไม่ใช่ทำอย่างนั้นครับคุณ yoyo
กสิณนั้นผูกกับตา ผูกกับความรู้สึกทางกาย
จึงจัดเป็นรูป แต่อรูปฌานนั้น ขาดจากความผูกพันทางกายอย่างสิ้นเชิง
ไม่มีการมองเลยขอบฟ้า ไม่มีการกำหนดด้วยความคิดว่าไร้ประมาณอย่างนั้นอย่างนี้
แต่ต้องด้วยจิตที่เข้าใจสภาพช่องว่างดีแล้ว
สามารถหน่วงความว่างระดับที่ไกลออกไปถึงขอบฟ้าทุกทิศทุกทาง
ลักษณะนั้นจิตจะเริ่ม "เปิดถึงขีดสุด"
แม้เดินเหินโดยไม่กำหนดอะไรมาก ก็เหมือนมีช่อง มีโพรงอยู่ตรงกลางๆ ตรงที่จิตตั้งมั่นอยู่

ถัดจากนั้นเมื่อจิตเพิกจากความมั่นหมายเกี่ยวกับรูป และการกระทบกระทั่งทางจิต
(คือไม่แม้แต่จะถูกครอบงำด้วยกระแสความคิดเป็นภาษา)
เข้าถึงความไม่แยกแยะระหว่างจิตกับความว่าง
จิตที่ทรงกำลังอยู่นั้นเอง ก็ยกตัวเข้าถึงอีกระนาบหนึ่ง เป็นนามธรรมอย่างแท้จริง
ไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ใดๆเลยกับฝ่ายของรูป

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 20 ก.ย. 2544 / 02:37:21 น. ]
     [ IP Address : 202.133.133.141 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (ใฝ่อธิปัญญา)

ขอบคุณ คุณดังตกฤณ ครับ   เรื่องพวกนี้น่าทึ่งจริง ๆ ครับ  เรื่องราวในพระไตรปิฎก  ไม่ได้เขียนไว้เล่น ๆ เพื่ออวดอ้างให้คนศรัทธาจริง ๆ อย่างที่หลายคนเข้าใจจริง ๆด้วย  แต่เป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ ด้วยตัวเอง เลยทีเดียว  สาธุ  จะลองเอาไปฝึกดูครับ

 จากคุณ : ใฝ่อธิปัญญา [ 20 ก.ย. 2544 / 09:55:31 น. ]
     [ IP Address : 202.183.201.241 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (งง)

ผมทำอย่างนี้ คือไม่ได้คิดแบบปรุงแต่ง แต่เรียกว่าเป็นการทำความรู้สึกระลึกรู้ ( นึก ) เหมือนเรารู้สึกในรสชาดของความหวานแล้วหน่วงความรู้สึกนั้นมารู้ไว้เป็นอารมณ์จนกระทั่งแนบแน่นเป็นอารมณ์เดียว แต่ผมใช้หน่วงความรู้สึกว่างๆ ( ความไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์ ) จนกระทั่งแนบแน่นเป็นอารมณ์เดียว เหมือนมันแนบแน่นขึ้นๆ ความรู้สึกนึกคิดทางสมองมันก็จะมีอาการลดลงๆ ในที่สุดจะเกิดความรู้สึกว่ามีเพียงความรู้สึกว่ามีอยู่ ( เรา ) กับความรู้สึกว่ารู้อยู่ในความไม่มีอะไร ( สิ่งที่ถูกรู้ ) เพียง 2 อย่างนี้เท่านั้น จะคิดนึกอะไรก็ไม่ออก จะอยู่แบบเหมือนว่าไม่รู้อะไรเลย นอกจากสิ่งที่ถูกรู้ซึ่งจะมาแทนความว่างเป็นขณะๆ แต่หากมีสิ่งใดปรากฏเข้ามาให้รู้ เหมือนฟ้าแลบ จิตก็จะเข้าไปรู้ในสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาแทนที่ความว่างนั้น ถ้ารู้แบบไม่ยึดสิ่งนั้นก็จะดับไป ก็จะมีสิ่งใหม่ปรากฏมาให้รู้แทนความว่างเป็นขณะๆ ถ้ารู้แบบไม่ยึดมันก็จะดับไปอีก ในที่สุดจิตก็จะเกิดความรู้ ปัญญาขึ้นมาของมันเอง เหมือนมันอุทานขึ้น เหมือนฉลาดขึ้น ซึ่งผมคิดว่าสิ่งที่ถูกรู้นั่นคือกระแสสัญญาที่ตกค้างอยู่ และบางครั้ง มันจะมีความรู้สึกหลุดออกมาจากสภาพที่ถูกพันธนการจากร่างกายตัวตัว ไปสู่ความไม่มีร่างกาย คือมันจะหลุดออกมาแบบว่าไม่มีความยึดติดในร่างกาย แล้วเหลือสภาพจิตล้วนๆ เหมือนว่าลอยได้ จะลอยไปไหนก็ได้ พุ่งไปทางไหนก็ได้

 จากคุณ : งง [ 20 ก.ย. 2544 / 10:23:00 น. ]
     [ IP Address : 202.57.151.253 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (ดังตฤณ)

ทีแรกว่าจะส่งเนื้อหาในส่วนปูทิฏฐิตั้งแต่เมื่อวานเย็น
เผอิญมีคนส่งข้อมูลที่เป็นประสบการณ์มาให้ จึงมีอะไรเขียนเพิ่มเติมนอกจากขัดเกลาของเดิม
เลยมีอะไรให้เขียนเพิ่มและตกแต่งต่ออีก ทั้งในส่วนของทิฏฐิและวิธีปฏิบัติ

หากใครลองทำแล้วได้ผลอย่างไร เล่าไว้ในนี้ก็ดีครับ
ส่งมาเป็นอีเมลแล้วคนอื่นจะไม่ได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ขอนำข้อดีและข้อเสียมาลงไว้ก่อนเพื่อน
อันนี้บางข้อเพิ่งเขียน ยังไม่ได้เกลาแก้ตามข้อทักสงสัยนะครับ
หากอ่านแล้วไม่เข้าใจกรุณาบอกด้วย

ข้อดีของอากาสกสิณ
- ได้ชื่อว่าทำตามโอวาทของพระพุทธเจ้า ดังที่ในปสาทกรธัมมาทิบาลี พระพุทธองค์ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญอากาสกสิณแม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือ ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้กระทำให้มากซึ่งอากาสกสิณนั้นเล่า
- เป็นเครื่องอยู่ที่มีความแข็งแรง เหมือนบ้านสร้างอย่างดีทนแดดทนฝน หากเปรียบลมหายใจเป็นราวเกาะให้เริ่มยืนได้สำหรับผู้หัดใหม่ ก็ต้องเปรียบอากาสกสิณเหมือนหลุมหลบภัยกิเลสหยาบทั้งหลายสำหรับผู้มีกำลังพอสมควรแล้ว
- หลุดจากอารมณ์แบบโลกๆ จะมีกำลังใจอยากภาวนาเป็นอย่างมาก
- มีความเห็นอารมณ์ชัด เพราะรูปธรรมทั้งหลายเช่นดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นธาตุที่อยู่ต่ำระดับกว่าอากาศ คือมีความหยาบกว่ากัน เมื่อเราสามารถล็อกจิตไว้กับช่องว่างอันเป็นธาตุละเอียด จิตก็ย่อมมีคุณภาพและประสิทธิภาพเกินพอจะหวนกลับไปรู้ธาตุหยาบอื่นๆได้ง่าย
- มีความต่อเนื่องในอาการรู้ ถ้าหากใครเดินจงกรมหลังถอนจิตจากอากาสกสิณทันที จะพบข้อแตกต่างระหว่างสติธรรมดา กับความตั้งมั่นรู้ของจิตที่ทรงคุณภาพยิ่งยวด
- พอพลิกความรับรู้กลับไปสู่ความว่างเปล่าได้ เมื่อกลับมาเจอความปรุงแต่งรู้สึกนึกคิดแบบหยาบๆ จะพิจารณาได้ง่ายว่าเดิมทีไม่มีอย่างนี้ แต่เพราะมีผัสสะหนึ่งๆ จึงเกิดความมั่นหมายนึกคิดหนึ่งๆตามมา
- ง่ายต่อการทำให้จิตเข้าสู่ความเป็นกลาง และมีกำลังพอที่จะรู้ความเกิดดับโดยไม่ต้องจงใจ เพราะฉะนั้นจึงเห็นนามธรรมเช่นความคิดหรือสุขทุกข์ผุดขึ้นแล้วหายไปเหมือนเงา หรือเหมือนพยับแดดที่ไม่มีค่าอะไรเลย อันจะนำมาซึ่งความปักหลักสักแต่รู้ในระดับลักขณูปนิชฌาน ดังอธิบายแล้วในหัวข้อก่อน
- จิตมีกำลังมากพอจะ “ทิ้ง” ความยึดมั่นถือมั่นแม้เพียงที่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยในจิต เนื่องจากถูกรู้ถูกเห็นได้เพียงเมื่อน้อมกำหนดดู ซึ่งตัวทิ้งอันเกิดจากอาการทางจิตที่สักแต่รู้อย่างเป็นกลางนี้เอง จะเป็นชนวนแห่งมรรคผล อย่างไรก็ตาม ถ้าถามว่าจะบรรลุมรรคผลจำเป็นต้องมีจิตอันทรงฌานเป็นปกติหรือไม่ อันนี้ต้องตอบว่าไม่จำเป็น เพราะจิตที่พิจารณากายใจเป็นไตรลักษณ์มากพอ ย่อมเป็นกำลังในตนเองที่จะรวมดวงเข้าสู่ฌานแบบลักขณูปนิชฌาน

ข้อเสียของอากาสกสิณ
- ทำให้หลงสุขในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งดูผิวเผินเหมือนไม่ใช่ความสุข เพราะทุกอย่างว่าง และเหมือนเป็นกลางอย่างแท้จริง
- สำหรับผู้มีนิสัยจากอดีตชาติ ความแข็งแรงของจิตที่สามารถหน่วงภาวะละเอียดไว้ได้นั้น จะปลุกเร้าให้เกิดความเห็นช่องทางเอาไปใช้ เอาไปเล่นสนุกในแบบที่คนธรรมดาทั่วไปทำไม่ได้ เป็นเหตุให้เกิดความหลงตัว หรือยึดติดกับฤทธิ์อำนาจได้ง่ายๆ
- ถ้าไม่มีฌาน 4 อุดหนุน แม้ล่วงเข้าสู่อากาสานัญจายตนะได้ก็เดี๋ยวเดียว เหมือนแม่เหล็กที่มีแรงดูดอ่อนอยู่ และทำให้เกิดความไม่แน่นอน บางวันทำได้ บางวันทำไม่ได้ หากมัวหลงยึดอยู่กับภาวะที่ทำได้ ก็จะเป็นเหตุให้กระวนกระวาย ไม่เป็นอันตามรู้ ตามดูสภาวธรรมที่เกิดดับต่อหน้าในปัจจุบัน
- ทำให้เข้าใจว่าว่างแบบอากาศกับว่างจากตัวตนเป็นอันเดียวกัน ว่างจากตัวตนนั้น ต้องเกิดจากจิตที่รู้เกิดดับตามธรรมดา บางทีเราอาจเห็นความคิดแล้วจิตเพิกไปจ่อกับความว่างแบบอากาศ อันนั้นทำให้รู้สึกว่างเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ว่างจากตัวตน ไม่ใช่ว่างในลักษณะที่จะทำให้บรรลุมรรคผล ตรงนี้สำคัญมาก ต้องศึกษาธาตุ 6 อย่างดี ข้อเสียนี้จะกลายเป็นข้อดีอย่างยิ่งยวดไปได้ เนื่องจากผู้ดำเนินจิตตภาวนาจำนวนไม่น้อย เกิดความว่างบางประเภทเช่นว่างแบบอากาศนี้ แล้วสำคัญว่าเป็นว่างแบบไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็จะได้ข้ามความติดหลงไปได้ เมื่อสามารถเปรียบเทียบอย่างแจ่มชัดว่าว่างอย่างปล่อยวางเพราะเห็นเกิดดับนั้นเป็นอย่างไร

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 20 ก.ย. 2544 / 11:33:10 น. ]
     [ IP Address : 203.155.224.138 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (Mike)

สาธุครับ

 จากคุณ : Mike [ 20 ก.ย. 2544 / 13:03:39 น. ]
     [ IP Address : 202.183.238.158 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (รุฬิญา)

อากสกสิณตามที่ลองปฏิบัติดูคิดว่าเป็นอุบายที่ดีมากอย่างหนึ่งที่จะเป็นพื้นฐานในการเห็นการเข้าใจเรื่องเกิด-ดับทั้งหลายด้วยความเป็นกลางอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น     เท่าที่ลองทำดูก็เริ่มสังเกตุเห็นว่าความวุ่นวายต่างๆไม่ค่อยเข้ามามีอิทธิพลกับจิตใจมากเหมือนเมื่อก่อน    ใจมีความเบาสบายมากขึ้นและถ้าเดินจงกรมควบคู่กันด้วยก็จะทำให้ยิ่งมีสติมากขึ้น   ทำให้มีความปราถนาที่จะปฎิบัติธรรมมากยิ่งๆขึ้นค่ะ    อีกอย่างหนึ่งสำหรับคนที่ต้องเจอกับเรื่องวุ่นๆก็นับว่าเป็นอุบายที่ดีของการพักผ่อนจิตใจค่ะ

 จากคุณ : รุฬิญา [ 20 ก.ย. 2544 / 13:10:02 น. ]
     [ IP Address : 129.198.13.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (งง)

จากประสบการณ์ของจิตที่เคยอยู่ในสภาวะนั้น ทำให้สามารถรู้ได้ว่าขณะใด สภาพจิตมีรู้ ขณะใดสภาพจิตมีเพ่ง ขณะใดสภาพจิตมีเผลอ โดยอาศัยสัญญาเดิมที่ได้รับจากประสบการณ์นั้นเปรียบเทียบกันกับสภาพจิตในสภาวะนั้น กับสภาพจิตในชีวิตประจำวัน ได้อย่างไม่ยากนัก นอกจากนี้หากต้องการเข้าสู่สภาวะนั้น ก็สามารถกำหนดหน่วงความรู้สึกว่างๆ ไว้เพื่อจะเข้าสู่สภาวะนั้นได้ง่าย โดยไม่ต้องไปภาวนา หรือกำหนดอะไรอีก เพียงระลึกรู้เข้าสู่ความว่างไปเรื่อยๆ เท่านั้น
บ่อยครั้งที่จิตผู้รู้ เผลอไปรวมเข้ากับความว่างซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกรู้ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จนกระทั่งสภาพจิตผู้รู้หายไป เหมือนทุกอย่างดับไปหมด ไม่มีตัวตนเหลืออยู่ เวลาจะผ่านไปนานเท่าไรไม่รู้ หรือทราบได้ จนกระทั่งถึงเวลาที่เหมาะสม จิตก็จะไหวตัวและถอนตัวออกมาจากสภาวะนั้นเอง และความรู้สึกว่ามีตัวตนจึงปรากฏกลับมาอีกครั้ง
ในส่วนนี้ขอคุณดังตฤณช่วยอธิบายให้ด้วยครับ ว่าคืออะไร และจะนำไปใช้ประโยชน์อย่างใดได้บ้าง

 จากคุณ : งง [ 20 ก.ย. 2544 / 13:36:52 น. ]
     [ IP Address : 202.57.151.253 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (Vicha)

ผมขอขัดจังวะนิดนะครับ คุณ งง ปฏิบัติได้ดีมากครับ กล่าวได้ตรงไม่ต้องยกอะไร ประสบการณ์อย่างนี้และครับตรงที่สุด และประจักกับตัวเองจริง ปริยัตแทบไม่มีความหมายเลย(หาได้ ตำหนิว่าปริยัติไม่ดีนะครับ)
  ผมรออ่านคำอธิบายของคุณ ดังตฤณ ที่จะเทียบในพระไตรปีกฏ นะครับ

 จากคุณ : Vicha [ 20 ก.ย. 2544 / 21:47:30 น. ]
     [ IP Address : 203.151.36.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (peng...)

I'm glad to read this topic although i'm in london...

 จากคุณ : peng... [ 21 ก.ย. 2544 / 04:31:03 น. ]
     [ IP Address : 134.219.100.117 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (บก)

ผมได้อ่านอากาสกสิณผ่านๆไปแล้วครั้งหนึ่ง คิดว่าว่างๆจะลองๆปฏิบัติตามดู

เผอิญเมื่อวานผมมีกิจธุระต้องนั่งรถบัสไปต่างพื้นที่ ผมนั่งตอนหน้าของรถ มีเครื่องประดับรถยนต์ดุเหมือนจะเป็นเสาอากาศปรับได้ที่วางขายตามร้าน มีโครงลวดเป็นวงกลมด้านบนและฐานผายออกซึ่งมีขนาดรูปร่างใกล้เคียงกับที่บรรยายในข้อความของคุณดังตฤณ ผมก็นั่งนึกในใจว่า เออ... ช่างดีจริงนะ นั่งจ้องดูแต่ไม่คิดเรื่องอากาสกสิณอะไรเพราะจำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ตอนนั้นผมก้เข้าสมาธิตลอดทางทั้งไปและกลับ นั่งนิ่งๆเงียบๆไปเรื่อย ยิ่งตอนกลับพายุฝนตกหนักก็เรื่อยเย็นกายเย็นใจ อีกต่างหาก

เล่าให้ฟังเล่นๆครับ ผมคิดต่อว่าคำแนะนำของคุณดังตฤณล้วนมีประโยชน์สำหรับผู้ที่หาแนวทางปฏิบัติ คิดไปก็ขำไป (ขำตัวเองนะครับ) คือว่าคุณดังตฤณแนะนำผมหลายเรื่อง แต่ละเรื่องผมตั้งรับไม่ค่อยทัน อย่างน้อยก็ต้องประมาณ หนึ่งหรือสองอาทิตย์ไปแล้วนั้นแหละ จึงพอจะมองเห็น อย่างเช่นการเปลี่ยนจากสมถะเป็นวิปัสสนา การเพ่งกับการตามดูรู้ทันเป็นต้น

แล้วคราวนี้ก็มาเรื่องอากาสกสิณ นี่ก็อีกเช่นกันกระมัง แต่คิดว่าคงใช้เวลานานหน่อยคราวนี้ เพราะพื้นฐานผมยังคงไม่แน่นพอ แต่ก็ไม่เป็นไรไม่วันนี้ก็วันหน้าคงได้สัมผัสแน่

ขอขอบคุณในคำแนะนำอีกครั้งครับ

 จากคุณ : บก [ 21 ก.ย. 2544 / 08:31:27 น. ]
     [ IP Address : 202.28.71.174 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (ดังตฤณ)

คุณงง

เป็นเรื่องน่ายินดีครับ สังเกตจากภาษาที่ใช้อธิบายประสบการณ์
เข้าใจว่าคุณงงคงศึกษาธรรมะของพี่สันตินันท์มาไม่น้อย

เรื่องของอากาสานัญจายตนะนั้น ผมขอแจกแจงเป็นกลางอย่างนี้
เริ่มแรกขึ้นมา ต้องตกลงกันอย่างดีว่าว่างแบบอากาสาฯนั้น
ไต่ลำดับขึ้นมาจากที่จิตเกาะความว่างแบบอากาศ
เพื่อทำความเข้าใจตรงกันว่า "ว่างแบบอากาศ" เป็นอย่างไร
ก็จะได้ยกเอานิยามในพระอภิธรรมเล่ม 2 มาแสดง

[๑๑๙] อากาศธาตุ เป็นไฉน อากาศธาตุมี ๒ อย่าง
คือ อากาศธาตุภายใน อากาศธาตุภายนอก
ในอากาศธาตุ ๒ อย่างนั้น อากาศธาตุภายใน เป็นไฉน

อากาศ ธรรมชาติอันนับว่าอากาศ ความว่างเปล่า ธรรมชาติอันนับว่า
ความว่างเปล่า ช่องว่าง ธรรมชาติอันนับว่าช่องว่าง พื้นที่อันเนื้อและเลือดไม่ถูกต้อง
เป็นภายใน เฉพาะตน เป็นรูปอาศัยดิน น้ำ ไฟ ลมเกิดขึ้นข้างใน
ได้แก่ ช่องหู ช่องจมูก ช่องปาก ช่องสำหรับกลืนของกินของดื่มของเคี้ยวของลิ้ม
ช่องที่พักอยู่แห่งของกินของดื่มของเคี้ยวของลิ้ม
และช่องสำหรับของกินของดื่มของเคี้ยวของลิ้มไหลออกเบื้องต่ำ
หรืออากาศ ธรรมชาติอันนับว่าอากาศ ความว่างเปล่า ธรรมชาติอันนับว่าความว่างเปล่า
ช่องว่าง ธรรมชาติอันนับว่าช่องว่าง ที่อันเนื้อและเลือดไม่ถูกต้อง
เป็นภายในเฉพาะตน เป็นรูปอาศัยดิน น้ำ ไฟ ลมเกิดขึ้นข้างใน
แม้อื่นใดมีอยู่ นี้เรียกว่าอากาศธาตุภายใน

อากาสธาตุภายนอก เป็นไฉน
อากาศ ธรรมชาติอันนับว่าอากาศ ความว่างเปล่า ธรรมชาติอันนับว่าความว่างเปล่า
ช่องว่าง ธรรมชาติอันนับว่าช่องว่าง พื้นที่อันดิน น้ำ ไฟ ลมไม่ถูกต้อง เป็นภายนอก
เป็นรูปอาศัยดิน น้ำ ไฟ ลมเกิดขึ้นข้างนอก นี้เรียกว่า อากาสธาตุภายนอก
อากาสธาตุภายใน อากาสธาตุภายนอก ประมวลทั้ง ๒ อย่างนั้นเข้าเป็นหมวดเดียวกัน
นี้เรียกว่า อากาสธาตุ

เนื้อหาพระอภิธรรมในส่วนนี้สอดคล้องกับที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้อย่างชัดเจน
ในเรื่องของธาตุ 6 หลายแห่ง เช่น...

[๑๓๙]  ดูกรราหุล  ก็อากาสธาตุเป็นไฉน?  อากาสธาตุเป็นภาย
ในก็มี  เป็นภายนอกก็มี.  อากาสธาตุที่เป็นภายในเป็นไฉน  สิ่งใดเป็น
ภายใน  อาศัยตนเป็นอากาศ  มีลักษณะว่างอันกรรมและกิเลสเข้าไปยึด
มั่น  คือ  ช่องหู  ช่องจมูก  ช่องปาก  ช่องคอสำหรับกลืนอาหารที่กินที่
ดื่ม  ที่เคี้ยว  ที่ลิ้ม  และช่องสำหรับถ่ายอาหารที่กิน  ที่ดื่ม  ที่เคี้ยว  ที่ลิ้ม 
ออกเบื้องล่าง  หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างอื่นเป็นภายใน  อาศัยตน  เป็น
อากาศ  มีลักษณะว่าง  ไม่ทึบ  มีลักษณะไม่ทึบเป็นช่อง  มีลักษณะเป็น
ช่อง  อันเนื้อและเลือดไม่ถูกต้อง  เป็นภายใน  อันกรรมและกิเลสเข้าไป
ยึดมั่น  นี้เราเรียกว่าอากาสธาตุ  เป็นภายใน.  ก็อากาสธาตุเป็นภายในก็ดี 
เป็นภายนอกก็ดีอันใด  อากาสธาตุนั้น  เป็นอากาศธาตุเหมือนกัน.  อา
กาสธาตุนั้น  เธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า  นั่น
ไม่ใช่ของเรา  เราไม่เป็นนั่น  นั่นไม่ใช่ตนของเรา  ดังนี้.  เพราะบุคคล
เห็นอากาสธาตุนั้น  ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้แล้ว  ย่อม
เบื่อหน่ายในอากาสธาตุ  จิตย่อมคลายกำหนัดในอากาสธาตุ.


คีย์เวิร์ดเกี่ยวกับนิยามของอากาศภายในของพระพุทธองค์ที่น่าสังเกตคือ
สิ่งใดเป็นภายใน อาศัยตนเป็นอากาศ
มีลักษณะว่างอันกรรมและกิเลสเข้าไปยึดมั่น

และท่านชี้ให้เห็นว่าอะไรเป็นที่ว่างในระหว่างธาตุแข็งอ่อนร้อนเย็นในกาย
เหล่านั้นถึงความนับเป็นอากาสธาตุทั้งสิ้น

ส่วนคีย์เวิร์ดอันเป็นท่าทีที่ควรปฏิบัติ หรือตั้งมุมมองอากาศคือ
ก็อากาสธาตุเป็นภายในก็ดี เป็นภายนอกก็ดีอันใด
อากาสธาตุนั้น เป็นอากาศธาตุเหมือนกัน.
อากาสธาตุนั้น เธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้
ว่านั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตนของเรา


คนปกติทั่วไปจะจับอากาศกันไม่อยู่ ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนบ้าง
นี่เป็นเหตุผลที่ควรเจริญอากาสกสิณ
เพื่อให้จิต "รู้จัก" ความเป็นอากาศ ความเป็นช่องว่าง

และที่เรียกว่าเป็นอากาศ หรือช่องว่าง "ภายใน" ก็เพราะอยู่ในระหว่างแห่งอวัยวะต่างๆ
มิฉะนั้นต้องจัดเป็นอากาศ หรือช่องว่าง "ภายนอก"
กล่าวอย่างละเอียดคือต้องอาศัยแทรกอยู่ระหว่าง
อวัยวะอันแข้นแข็งเช่นผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กระดูก ฯลฯ
หรือส่วนของกายอันมีลักษณะเอิบอาบ เช่นน้ำลาย น้ำตา น้ำเลือด น้ำเหลือง
หรือส่วนของกายอันมีลักษณะร้อนเช่นไออุ่น ความร้อนอันใช้เผาอาหาร ฯลฯ
หรือส่วนของกายอันมีลักษณะพัดไปมา เช่นลมหายใจ ลมในท้อง ฯลฯ

เมื่อเรารู้จักดิน น้ำ ไฟ ลมอันเป็นไปในกายอย่างนี้
ก็ย่อมจำแนกได้ว่าส่วนที่เป็นช่องว่าง ก็คือส่วนที่อยู่ระหว่างนั้น
ส่วนที่อวัยวะอื่นแตะต้องไม่ได้นั่นเอง
(อย่าคิดมากแบบนักวิทยาศาสตร์ว่าของแข็งก็มีช่องว่างแทรกอยู่
เพราะนั้นเป็นเรื่องละเอียดในระดับอะตอมที่เอามาใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติไม่ได้)

นี่จึงแสดงความสืบสายเชื่อมโยงระหว่างปฏิกูลมนสิการบรรพกับธาตุมนสิการบรรพ
ในปฏิกูลมนสิการบรรพนั้น
เราอบรมจิตให้รู้จัก "เครื่องนอก" และ "เครื่องใน" ของกายอย่างดี
ยิ่งถ้าปฏิบัติถึงขั้นตามแสงของจิตเข้าไปรู้รูป เป็นทัศนสมาบัติได้ดังกล่าวในบทที่ 7
พอมาถึงขั้นของการจำแนกสิ่งต่างๆเหล่านั้นโดยความสักแต่เป็นธาตุ
ก็จะเกิดความซาบซึ้งถึงใจเป็นอย่างดี
กล่าวคือบทก่อนเรารู้กายโดยความเป็นของน่ารังเกียจ
บทนี้เรารู้กายโดยความสักแต่เป็นธรรมชาติอย่างนั้น ไม่น่าพึงพอใจ
น่าแหนงหน่ายคลายความกำหนัดยินดี คลายความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตน ว่าเป็นเราลงเสีย

เมื่อพิจารณาเห็นกายโดยความเป็นธาตุอย่างแจ่มชัด
พระพุทธองค์มีงานปฏิบัติให้เราอีก และเป็นส่วนสำคัญยิ่งยวดเสียด้วย
กล่าวคือเมื่อเห็นกายเป็นโพรง เห็นกายเป็นเปลือก
แยกรู้ได้ชัดว่าองค์ประกอบอันใดไม่ใช่จิตแล้ว ขนเอาสิ่งที่ไม่ใช่จิตออกไปแล้ว
ที่เหลืออยู่ก็คือจิตนั่นเอง

สมดังที่พระองค์ตรัสแจกต่อจากการพิจารณาอากาสภายในว่า

ต่อนั้นสิ่งที่จะเหลืออยู่อีกก็คือวิญญาณอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง
บุคคลย่อมรู้อะไรๆ ได้ด้วยวิญญาณนั้น คือ รู้ชัดว่า สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง

ดูกรภิกษุ เพราะอาศัยผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา ย่อมเกิดสุขเวทนา
บุคคลนั้นเมื่อเสวยสุขเวทนา ย่อมรู้สึกว่ากำลังเสวยสุขเวทนาอยู่
เพราะผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนานั้นแลดับไป
ย่อมรู้สึกว่าความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่ผัสสะนั้น ย่อมดับย่อมเข้าไปสงบ

เพราะอาศัยผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา ย่อมเกิดทุกขเวทนา
บุคคลนั้นเมื่อเสวยทุกขเวทนา ย่อมรู้สึกว่ากำลังเสวยทุกขเวทนาอยู่
เพราะผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนานั้นแลดับไป
ย่อมรู้สึกว่าความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่ผัสสะนั้น ย่อมดับ ย่อมเข้าไปสงบ

เพราะอาศัยผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา (ไม่สุขไม่ทุกข์) ย่อมเกิดอทุกขมสุขเวทนา
บุคคลนั้นเมื่อเสวยอทุกขมสุขเวทนา ย่อมรู้สึกว่ากำลังเสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่
เพราะผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนานั้นแลดับไป
ย่อมรู้สึกว่าความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่ผัสสะนั้น ย่อมดับ ย่อมเข้าไปสงบ ฯ


จุดที่น่าสังเกตและให้ความสนใจ คือเมื่อไหร่ สภาพใด
ที่เรารู้ว่าเป็นธรรมชาติอันพระพุทธองค์ตรัสเรียกว่า "วิญญาณธาตุ"
ท่านนิยามสำหรับเป็นหลักรู้ในเชิงปฏิบัติว่ามีลักษณะ "บริสุทธิ์ผุดผ่อง"
ซึ่งในที่นี้ เป็นสภาพที่ได้มาจากการพิจารณา
และละวางความยึดมั่นถือมั่นในดิน น้ำ ไฟ ลม กับอากาศเสียแล้ว
ที่เหลือก็คือจิตอันแสดงตัวนิ่งให้รู้เห็นอยู่ตามจริงอย่างนั้น

จุดนี้จะไปเชื่อมโยงกับการพิจารณาสุข ทุกข์ เฉย
โดยสักแต่ความเป็นสภาวะที่เข้ามาปรุงแต่ง ที่เข้ามาครอบงำจิตเป็นขณะๆ
(ในบทที่ 8 ของจริงจะแสดงเนื้อหาเชื่อมโยงอย่างละเอียด
ว่าการพิจารณาธาตุ 6 นั้น แตกต่างหรือเหมือนกันกับสติปัฏฐาน 4 อย่างไร
เช่นธาตุ 6 จะมุ่งเอาผู้ปฏิบัติที่แข็งแรงแล้ว เพราะขึ้นต้นมาก็ต้องกำหนดรู้ธาตุได้
แต่สติปัฏฐาน 4 จะมุ่งเอาผู้ปฏิบัติที่เริ่มจากศูนย์
เพราะขึ้นต้นมาก็เพียงรู้ลมหายใจออกและเข้าด้วยสติธรรมดาๆ)

ในที่นี้สรุปคือการเล่นอากาสกสิณนั้น
ประโยชน์เบื้องแรกสุดคือความตั้งมั่น ความพึงใจในการปฏิบัติธรรม
ถ้าหากถึงอากาสานัญจายตนะได้ก็ยิ่งดี
แต่เมื่อถึงแล้ว ก็ต้องเอามาใช้ประโยชน์ในการพิจารณาธาตุ 6 ด้วย
มิฉะนั้นก็จะถึงความเปล่าประโยชน์ในการรู้จักกสิณช่องว่างไป

อีกประการหนึ่ง นักภาวนาควรจำแนกด้วยความรู้เท่าทันชัดเจน
ว่าเมื่อปฏิบัติถึงฌานแล้ว เป็นฌานแบบสมถะหรือวิปัสสนา

1) อารัมมณูปนิชฌาน คือ สมาบัติ 8 ชื่อว่า
อารัมมณูปนิชฌานเพราะเข้าไปเพ่งอารมณ์ มีปฐวีกสิณเป็นต้น
2) ลักขณูปนิชฌาน คือ วิปัสสนา มรรค และผล
ที่ "วิปัสสนา" ชื่อว่าลักขณูปนิชฌาน
เพราะเข้าไปเพ่งลักษณะของสังขารด้วยอำนาจไตรลักษณ์
ที่ "มรรค" ชื่อว่าลักขณูปนิชฌาน
เพราะกิจในการเข้าไปเพ่งลักษณะแห่งวิปัสสนาย่อมสำเร็จด้วยมรรค
ที่ "ผล" ชื่อว่าลักขณูปนิชฌาน
เพราะไปเข้าไปเพ่งพระนิพพานอันมีลักษณะ
เป็นสุญญตะ (ว่างเปล่า) อนิมิตตะ (ไม่มีนิมิต) และอัปปณิหิตะ (ไม่มีที่ตั้ง)

กล่าวเฉพาะสำหรับผู้ฝึกอากาสกสิณกระทั่งถึงฌาน
คือจิตยกระดับขึ้นสู่ระนาบเดียวกับอากาศ เราต้องตั้งคำถามไว้สองข้อ

1) เป็นอากาสานัญจายตนะจริงหรือไม่:
ข้อนี้จะได้คำตอบ ถ้าหากเราถามตนเองโดยซื่อ
ว่าในขณะแห่งการถึงฌานนั้น จิตจับอยู่กับความว่างแบบอากาศหรือไม่
นิยามของความว่างแบบอากาศได้แสดงแล้วข้างต้น
เท่าที่พบกันมากคือจิตจับความว่างอีกแบบหนึ่ง
แล้วรวมดวงเป็นโอภาสใหญ่บ้าง เล็กบ้าง อย่างนั้นก็นับว่าเป็นสมาบัติอีกชนิดหนึ่ง
นับว่าดี นับว่าเป็นกำลังเหมือนกัน แต่ยังไม่ใช่อากาสานัญจายตนะ
ถ้าเป็นอากาสานัญจายตนะ เมื่อถึงความว่างแล้ว
จะเหมือนเราเห็นความเวิ้งว้างไม่สิ้นสุดไปทั้งจักรวาล สว่างโพลงทั่วถึงไปหมด
และเมื่อคืนจากสภาพความเป็นเช่นนั้น แม้ลืมตาขึ้นแล้ว
ก็จะรู้สึกถึงความนิ่ง ว่าง กว้างขวางของกระแสจิตตนเอง
ไม่อยากแตะต้อง ไม่อยากกระทบผัสสะอันเป็นไปในเชิงกามคุณเลย
ผู้ได้เข้าถึงแรกๆจะไม่อยากทำอะไร นอกจากรวมจิตให้ว่างอยู่อย่างนั้น

2) เรากำลังอยู่ในฌานแบบใด ฌานคือสมถะ หรือว่าฌานคือวิปัสสนา
ผู้อบรมแบบพุทธ ย่อมน้อมมาใช้เดินจงกรม ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า...

เมื่อเธอกำลังใส่ใจอาเนญชสมาบัติ
(อรรถกถาวินิจฉัยว่าเป็นอากาสานัญจายตนะ
แต่ตามหลักฐานประกอบ น่าจะชี้ว่าเป็นวิญญาณัญจายตนะ)
จิตย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น นึกน้อมไปในอาเนญชสมาบัติ 
เมื่อเป็นเช่นนั้น ภิกษุย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า เมื่อเรากำลังใส่ใจอาเนญชสมาบัติ
จิตย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น นึกน้อมไปในอาเนญชสมาบัติ
ด้วยอาการนี้แล ย่อมเป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่องอาเนญชสมาบัตินั้นได้  ฯ

ดูกรอานนท์ หากเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ จิตย่อมน้อมไปเพื่อจะจงกรม
เธอย่อมจงกรมด้วยใส่ใจว่า อกุศลธรรมลามกคืออภิชฌาและโทมนัส
จักไม่ครอบงำเราผู้จงกรมอยู่อย่างนี้ได้
ด้วยอาการนี้แล เป็นอันเธอรู้สึกตัวในเรื่องการจงกรม  ฯ


หากไม่มีงานจงกรม ไม่มีการพิจารณาธาตุ 6
อากาสานัญจายตนะนั้น ย่อมได้ชื่อว่าทำความหลงติดให้แก่ผู้ภาวนาเป็นแน่แท้
แต่ถ้ามีงานจงกรม มีการพิจารณากายใจโดยความเป็นธาตุ 6 ตามจริง
อากาสานัญจายตนะนั้น ย่อมได้ชื่อเกื้อกูลยิ่งต่อการถึงความปล่อยวาง
ระดับที่จะพาผู้ภาวนาให้ปลอดภัยจากสังสารวัฏ
ระดับที่จะทำให้ผู้ภาวนาเข้าถึงแก่นสารแท้จริงของพุทธศาสนา

------------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อมูลที่ผมรวบรวมไว้นั้น ยิ่งวันยิ่งบานปลาย
อย่างเช่นในบทที่ 7 และ 8 นั้น ก็มีทั้งส่วนของปริยัติและปฏิบัติ
ที่มาสุมๆกองๆอยู่ รอเวลาจัดเรียงให้เป็นระเบียบต่อเนื่อง
(เท่าที่ยกมาแสดงในกระทู้นี้ยังแหว่งวิ่นอยู่มาก ต้องขัดเกลาสำนวนอีกครั้งด้วย)
ก็คิดว่าคงไม่ช้าแล้วครับ เพราะเร่งทำอยู่เกือบตลอด
บทอื่นๆก็มีลักษณะสุมๆกองๆอย่างนี้เหมือนกัน
ก็จะได้ทยอยคัดเฉพาะจุดที่น่าจะเป็นประโยชน์รวดเร็วมาตั้งกระทู้ต่อไป
จะเป็นประโยชน์มาก หากได้ทดลองแล้วมีข้อสงสัยประการใด
ผมจะได้นำมาเป็น point ในการตกแต่งให้เนื้อหาสมบูรณ์ที่สุด
(ประสบการณ์ของพี่บกก็เป็นจุดที่ผมจะรอฟังเป็นพิเศษด้วยนะครับ)

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 21 ก.ย. 2544 / 08:41:24 น. ]
     [ IP Address : 202.133.134.52 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (0)

เอ พี่ดังตฤณครับ

ถ้าเป็นปฐวีกสิณ เตโชกสิณ ฯลฯ
ก็ให้เพิกกสิณนั้นๆ เอาส่วนที่ไม่ใช่กสิณนั้นเป็นอารมณ์กัมมัฏฐาน
สู่อากาสานัญจายตนะได้

แต่เมื่อมีอากาศเป็นกสิณอยู่
จะต้องเพิกอะไรจึงจะขึ้นสู่อากาสานัญจายตนะครับ


 จากคุณ : 0 [ 21 ก.ย. 2544 / 11:40:54 น. ]
     [ IP Address : 203.148.161.70 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (ธีรนันท์)

เอามาโพสต์ถามในนี้แล้วนะครับพี่ดังตฤณ

ผมได้ลองทำตามวิธีนี้ดู รู้สึกว่าพอจับอารมณ์ได้บ้างตอนที่ลืมตา แต่พอหลับตาปุ๊ป สักพักอารมณ์ว่างก็ค่อยๆ หายไป ยังดีที่มันทิ้งความสงบค้างไว้ให้ครับ (คือลดการฟุ้งซ่านทางความคิดไปเยอะ) ด้วยความไม่แน่ใจว่าทำถูกหรือผิดประการใด ก็เลยมีข้อสงสัยบางประการดังนี้ครับ

1. ตอนที่หลับตาลงรักษาความว่าง (ตามข้อ 5) นั้น ให้เราจับแค่ความว่างไว้หรือเปล่าครับ หรือให้จำกรอบมือรูปใบโพธิ์ไปด้วยครับ
2. ความว่างที่รักษาไว้ เป็นการรักษาอารมณ์ว่างๆ ที่เกิดขึ้นหรือเป็นการรักษาความว่างระหว่างมือครับ (ผมไม่ค่อยแน่ใจคำว่า 'ให้นึกถึงความว่างระหว่างมือ' ว่าแปลว่าอะไรครับ) เพราะตอนที่มองช่องว่างระหว่างมือมันจะเกิดอารมณ์หนึ่งขึ้นมา ซึ่งสงบดีแต่อธิบายไม่ถูกครับ (ไม่รู้เป็นการเพ่งไปหรือไม่) พอหลับตาปุ๊ปผมก็เลยจับอารมณ์นั้น โดยที่ไม่รู้ว่ามันคือความว่างระหว่างมือหรือเปล่า แต่พักนึงมันก็อารมณ์นี้มันค่อยๆ หายไป พอจับไม่อยู่ผมก็เลยลืมตาดูอีก ช่วงนี้ก็เลยลืมตาดูเป็นส่วนใหญ่ไปก่อนครับ ว่างเมื่อไหร่ก็ทำ นึกได้เมื่อไหร่ก็ทำ รู้สึกว่าความคิดฟุ้งมันลดลงพอตัว ก็เลยพยายามรักษาความฟุ้งซ่านที่ลดลงตอนนี้ไว้ให้มั่นคงด้วยการลืมตาดูส่วนใหญ่ไปก่อนครับ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าทำถูกหรือผิดอย่างไร เพราะยังสับสนกับสิ่งที่เคยอ่านเกี่ยวกับการฝึกกสิณแบบอื่นๆ เช่น ฝึกกสิณดิน หรือไฟ ซึ่งเขาว่าให้จำภาพนั้นๆ ให้ติดตา ส่วนอากาศกสิณนี้ให้รักษาความว่างไว้ (ความว่างระหว่างมือ - ถ้าตามวิธีที่พี่ดังตฤณแนะนำ) ซึ่งเป็นสิ่งที่ดูจะเป็นนามธรรมกว่าเลยบอกได้ยากว่าทำถูกต้องหรือเปล่า พี่ดังตฤณช่วยชี้แนะด้วยนะครับ

 จากคุณ : ธีรนันท์ [ 21 ก.ย. 2544 / 12:42:52 น. ]
     [ IP Address : 141.158.66.91 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (พุทธศาสนิกชน)

      ขอแสดงความชื่นชมต่อคุณดังตฤนในการตอบปัญหาของคุณใฝ่อธิปัญญาได้ดีมาก และขอแสดงความชื่นชมในความเพียรของคุณดังตฤนในหาข้อมูลจากที่ต่างๆมาเขียนอธิบายอากาสกสิน  ขอกล่าวเสริมเล็กน้อยไว้ให้คุณดังตฤนไว้พิจารณาประกอบว่า
       1. ช่องว่าง นั้นต้องมีขอบเขตจึงจะแสดงความเป็นช่องว่างให้ปรากฏ
       2. ความว่างนั้นจะไม่มีขอบเขต จึงหารูปร่างไม่ได้
       จะรออ่านตอนต่อไป

 จากคุณ : พุทธศาสนิกชน [ 21 ก.ย. 2544 / 16:13:00 น. ]
     [ IP Address : 203.151.96.72 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : (yoyo)

ครับ คุณดังตฤณ

ดัง นั้น ก็ เป็น ลักษณะ ที่ เป็นการ พิจารณา วัตถุ ตามจริง ชนิดหนึ่ง
เพียงแต่ว่า เปลี่ยนจาก วัตถุอย่างหยาบ มาเป็น วัตถุอย่างละเอียด ใช่ไหมครับ
และ เป็น วัตถุ ที่ แทรก อยู่ เกือบ ทุกๆ ส่วนในโลก
ทั้ง ภายใน และ ภายนอก 
และ นั่น ก็ไม่ใช่  จิต

และ ที่สำคัญ ก็ ยังใช้ สัญญา เป็น เครื่อง ช่วย ในการ พิจารณา ให้เห็น ธรรม
ตามที่เป็น จริง ด้วย ใช่ ไหมครับ

 จากคุณ : yoyo [ 21 ก.ย. 2544 / 17:02:31 น. ]
     [ IP Address : 202.133.141.66 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : (วิลาศินี)

ผลการปฏิบัติยังเป็นแบบพลิกไปพลิกมาอยู่นะคะ อาจจะใช้เป็นที่อ้างอิงที่ดีไม่ได้ แต่เอามารายงานให้พี่ดังตฤณพิจารณาเป็นกรณีศึกษาของคนที่ปฏิบัติแบบลุ่มๆดอนๆอีกคนค่ะ

อ้างอิงจากข้อดีและข้อเสียที่พี่ดังตฤณยกมานะคะ
ข้อดีของอากาสกสิณ
- เป็นเครื่องอยู่ที่มีความแข็งแรง เหมือนบ้านสร้างอย่างดีทนแดดทนฝน หากเปรียบลมหายใจเป็นราวเกาะให้เริ่มยืนได้สำหรับผู้หัดใหม่ ก็ต้องเปรียบอากาสกสิณเหมือนหลุมหลบภัยกิเลสหยาบทั้งหลายสำหรับผู้มีกำลังพอสมควรแล้ว

เห็นจริงตามนั้นค่ะ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่โมโหเด็กนักเรียนมากๆ (นั่งพิมพ์งานอยู่ดีๆ
มาปิดสวิตซ์เครื่องของอาจารย์เฉย ถามว่าเอ้ะ ทำอะไร อ๋อ หนูจะพิมพ์งานค่ะ)
ระเบิดลงเป็นปกติค่ะ ดุไปพอสมควรแต่คือแค่ให้เค้ารู้ว่าเค้าทำผิดระเบียบ
แต่ไม่ใช่โวยวายไปเพราะงานเราเสีย แล้วเดินหนีไปนั่งโต๊ะทำงาน เดินผ่านใคร
ก็คงรู้ว่าเรากำลังเดือดปุดๆ แต่พอนั่งโต๊ะปุ๊บ หลับตาล็อกช่องว่างปั๊บ
เออ ในนี้ปลอดภัยกว่า สบายกว่า สักพักก็เย็นได้ค่ะ

- มีความเห็นอารมณ์ชัด เพราะรูปธรรมทั้งหลายเช่นดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นธาตุที่อยู่ต่ำระดับกว่าอากาศ คือมีความหยาบกว่ากัน เมื่อเราสามารถล็อกจิตไว้กับช่องว่างอันเป็นธาตุละเอียด จิตก็ย่อมมีคุณภาพและประสิทธิภาพเกินพอจะหวนกลับไปรู้ธาตุหยาบอื่นๆได้ง่าย

น่าจะจริงค่ะ เพราะตอนที่โกรธจะเห็นอาการหงุดหงิดของตัวเองชัดมาก

ข้อดีอื่นที่ไม่ได้กล่าวมาถือว่ายังเห็นไม่ชัดค่ะ

ข้อเสียของอากาสกสิณ
- ทำให้หลงสุขในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งดูผิวเผินเหมือนไม่ใช่ความสุข เพราะทุกอย่างว่าง และเหมือนเป็นกลางอย่างแท้จริง

ถูกที่สุดค่ะ ยิ่งคนที่เคยทุกข์มามากๆ รู้ทั้งรู้ว่านี่สุขปลอมๆนะไม่ได้ว่างไม่ได้กลางจริง
ก็ยังอยากสุขอยู่อย่างนั้นค่ะ กลัวว่าถ้าหลุดตรงนี้ไปแล้วมันจะทุกข์อีก

ข้อเสียนอกนั้นไม่เห็นค่ะ ไม่เจอเลย
:) แล้วต้องทำยังไงต่อคะ

ปล. แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับท่านอื่นนะคะ กสิณนี้มีชื่อเรียกง่ายๆว่า
"กสิณช่องว่าง" ค่ะคุณพุทธศาสนิกชน ตามความเห็นของดิฉันไม่น่าจะ
เป็นการกำหนดความว่างที่ไร้ขอบเขต แต่เป็นการกำหนดขอบเขตขึ้นมา
เพื่อตัดปัจจัยอื่นออกไปแล้วเหลือตรงนี้"ว่าง" (พี่ดังตฤณถึงได้ให้นึกถึง
"ความว่างระหว่างมือ" ไว้ไงคะคุณธีรนันท์) แล้วไม่ต้องไปพยายามรักษา
หรือพิจารณาอะไร ว่างก็คือว่างไงคะ จะมีอะไรให้รักษาให้พิจารณาอีก
นอกเสียจากว่าความว่างนั้นจะมีอะไรมากระทบ

ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นของคนที่ปฏิบัติแล้วยังติดหลงอยู่มากค่ะ
เอาเรียนพี่ดังตฤณให้ทราบ ทั้งเพื่อนๆพี่ๆท่านใดเห็นว่ามีข้อบกพร่องที่ควรแก้ไข
ก็ยินดีรับฟังและพร้อมจะปรับปรุงตัวค่ะ

 จากคุณ : วิลาศินี [ 21 ก.ย. 2544 / 22:24:55 น. ]
     [ IP Address : 202.183.149.49 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : (ดังตฤณ)

ก่อนอื่นขออนุญาตแก้นิดหนึ่ง ข้อมูลเก่าเขียนไว้
ว่าอาเนญชสมาบัติหมายถึงอรูปฌานระหว่างอากาสาฯกับวิญญาณฯ
แต่ที่พบล่าสุดและอัพเดทแล้วคือเป็นได้ทั้งหมดในบรรดาอรูปฌานทั้งหมด
ในโยธาชีววรรคที่ 4 พระสุตตันตปิฎกเล่ม 13

คุณ 0

ในชั้นบาลีจะมีแต่กล่าวถึงการละความหมายรู้ในรูป
ละความกระทบกระทั่งทางใจ
และไม่กระทำไว้ในใจซึ่งสภาวะอันต่างจากอากาศว่าง

(ที่นี้หมายเหตุไว้นิดหนึ่ง
คือนานัตตสัญญานั้น ตามพระอภิธรรมปิฎกจะนิยามคือ
[๖๙๐] คำว่า เพราะไม่มนสิการซึ่งนานัตตสัญญา มีอธิบายว่า
นานัตตสัญญา เป็นไฉน
การจำ กิริยาที่จำ ความจำ ของบุคคลผู้ไม่เข้าสมาบัติ พรั่งพร้อมด้วย
มโนธาตุ หรือพรั่งพร้อมด้วยมโนวิญญาณธาตุ เหล่านี้ เรียกว่า นานัตตสัญญา
ภิกษุย่อมไม่มนสิการซึ่งนานัตตสัญญา เหล่านี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า เพราะ
ไม่มนสิการซึ่งนานัตตสัญญา

[951] นานัตตสัญญา สัญญาต่างๆ เป็นไฉน
สัญญาที่เกี่ยวด้วยกาม สัญญาที่เกี่ยวด้วยพยาบาท สัญญาที่เกี่ยวด้วย
ความเบียดเบียน นี้เรียกว่า นานัตตสัญญา สัญญาต่างๆ อกุศลสัญญา แม้
ทั้งหมด ก็เรียกว่า นานัตตสัญญา

แต่โดยคำแปลแล้วคือ "ความสำคัญสภาวะว่าต่างกัน"
เพราะฉะนั้นเพื่อความกระชับในที่แคบ
จึงขอใช้คำว่า "ไม่กระทำไว้ในใจซึ่งสภาวะอันต่างจากอากาศว่าง"
เพื่อให้ตรงกับประสบการณ์ภายในของผู้ปฏิบัติ

ที่คุณ 0 กล่าวถึงการเพิกกสิณเพื่อยกขึ้นสู่อรูปภูมินั้น
เข้าใจว่าคงมีที่มาจากอรรถกถา
อันนี้พระคุณเจ้า "ภิกษุ" ได้เคยให้ความรู้แก่ผมไว้ก่อนนี้แล้วระยะหนึ่ง
ขอยกข้อความที่ท่านแสดงไว้ดังนี้

------------------------------------------------------------------------------------------------
พระอรรถกถาจารย์อาจจะท่านต้องการแสดงความต่างของอากาสกสิณ
ที่ปรากฏในพระสูตรกับปริจฉินนากาสกสิณที่ท่านเพิ่มเข้ามา
(พระอรรถกถาจารย์เพิ่มปริจฉินนากาสกสิณและอาโลกกสิณเข้ามาอีกสอง
จึงมีกรรมฐานครบ ๔๐ ประการ แต่ในพระไตรปิฏกมีกรรมฐาน ๓๘ ประการ)
ด้วยเหตุผลดังนี้

ก. ปริจฉินนากาสกสิณ ไม่นับเป็นอากาสานัญจายตนะ ก็เพราะยังมีรูปสัญญาอยู่
คือมีความสำคัญมั่นหมายว่าอากาสเป็นรูปอยู่
ข.  ปริจฉินนากาสกสิณเป็นกสิณซึ่งกำหนดเอาอากาสที่มีขอบเขตเป็นอารมณ์
เพราะปริจฉินนากาส แปลว่า "อากาสที่กำหนดเอา"
ในขณะที่อากาสกสิณเป็นการกำหนดเอาอากาสที่ไม่มีที่สิ้นสุด (อนนฺโต อากาโส)
ไม่มีขอบเขต เป็นอารมณ์
โดยการกำหนดเอาโอกาสที่กสิณนิมิตทั้ง ๙ (ตั้งแต่ปฐวีกสิณ ถึง โอทาตกสิณ)
แผ่ไปด้วยการไม่มนสิการถึง ไม่ใส่ใจ เพื่อละรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา และนานัตตสัญญา
ในรูปฌานทั้ง ๔ หรือ เพื่อเพิกรูปกสิณนิมิต แล้วกำหนดเอาอากาศ
ตรงที่กสิณรูปเพิกไปแล้วเป็นนิมิตต่อไป เพื่อให้สำเร็จเป็นอรูปฌานขั้นแรก
คือ อากาสานัญจายตนะ(คำว่าอากาส ในที่นี้ความหมายไม่ใช่เหมือนในภาษาไทย
ควรจะเรียกว่า อวกาศมากกว่า คือ อวกาศไม่มีที่สิ้นสุด
แต่อย่างไรก็ตามจะเรียกอย่างไรก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับผู้ปฏิบัติ
แต่อาจจะเป็นปัญหาสำหรับผู้ที่อาจจะยังทำความเข้าใจจากภาษาสมมติก่อน)

สรุปได้ว่า กสิณ ๑๐ ที่ปรากฏในพระสูตรนี้ ต่างจากที่ปรากฏในคัมภีร์วิสุทธิมรรค คือ
๑. ในแง่อารมณ์กรรมฐาน ในพระสูตร ไม่มีอาโลกกสิณ         
ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคแม้จะมีอากาศกสิณแต่ก็เป็น
อากาสกสิณที่เรียกได้ว่ามีความต่างกันอยู่
๒. ในแง่ของฌาน ในพระสูตรครอบคลุมไปถึงอรูปฌานด้วย
------------------------------------------------------------------------------------------------

ที่กราบถามท่านไปคือผมพบกสิณ 10 ในพระสูตร
ว่าต่างจากที่เราจำๆกันมาอย่างน่าแปลกใจ และเราก็จำไว้ว่ามีอาโลกกสิณ
ทั้งที่จริงเรื่องของอาโลกนั้น มีแต่อาโลกสัญญา
คือหมายเอาเวลากลางวันเป็นเครื่องทำความเพียรในยามค่ำคืน
เมื่อท่านตอบกลับมา ก็ได้เข้าใจ
ว่าเป็นความเห็น หรือประสบการณ์ของครูบาอาจารย์ท่าน

ตามจริงในพระสูตรนั้น ถ้ากล่าวถึงอาเนญชสมาบัติ คืออรูปฌาน 4 ทั้งหมดแล้ว
ก็จะกล่าวต่อจากรูปฌาน 4 เสมอ
หรืออย่างที่มีกล่าวถึงภพของรูปพรหม
อย่างมากก็มีคั่นไว้ด้วยอัปปมัญญา แล้วจึงต่อเนื่องมาเป็นอาเนญชสมาบัติ
(พระพุทธองค์ตรัสไว้แห่งหนึ่ง พระอานนท์กล่าวไว้อีกแห่งหนึ่ง)

เพราะฉะนั้นที่เราเข้าควรใจกัน ก็คือว่าอากาสานัญจายตนะขึ้นไปนั้น
เป็นการต่อยอดจากจตุตถฌาน
แต่เท่าที่พบผู้ถึงจตุตถฌาน ท่านก็ไม่ได้เจริญต่อเป็นอรูปฌานกันเสมอไป
บางท่านทิ้งฌานโลกีย์เลยก็มี เพราะบรรลุเป้าหมายแล้ว มีกำลังเหลือเฟือแล้ว
ก็ใช้กำลังนั้นเข้ารู้ปรากฏการณ์ทั้งหลายในชีวิตประจำวัน
ซึ่งด้วยทุนต่อทุนแบบนั้น ท่านก็ได้ฌานอีกแบบ เป็นฌานในวิปัสสนา
อันมีลักษณะสำคัญคือจิตมีความตั้งมั่นเป็นกลาง
เกิดอารมณ์อะไรขึ้นมาก็ทันในขณะเกิด ทันในขณะดับ ไม่เกาะติดกับอดีตสัญญา
จึงเหมือนสักแต่มีสภาวะเกิดดับให้ดูอย่างเดียว
ไม่มีความรู้สึกในตัวตนเป็นผลผลิตของความกระทบใดๆ

ในทางกลับกัน ผมก็พบว่ามีไม่น้อย และยิ่งมีเพิ่มขึ้น
ที่ลัดทางจากรูปฌาน กระโดดจากอุปจารสมาธิขึ้นมาถึงอรูปฌานเลย
เพียงเพราะได้กำหนดอากาสกสิณ จนกระทั่งจิตติดอยู่กับช่องว่างจริงๆ

การยกตัวขึ้นภูมิอรูปของบางคนนั้น
เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะที่อยู่ในกสิณช่องว่างอย่างมีจิตเปิดถึงอากาศจริงๆ
ดูแล้วถ้าไม่มีกำลังเก่าจากอดีตมาอุดหนุน ก็คงไม่เลื่อนระดับไปได้เร็วอย่างนั้น
(และในทางกลับกัน ถึงแม้มีของดีเป็นของเก่า
แต่ถ้าไม่มีชนวนในปัจจุบันเป็นตัวลั่นไก ยังไงก็ไปไม่ถึงของเก่าอยู่ดี)

การเข้ากสิณแล้วเพิก เพื่อยกจิตขึ้นสู่อรูปภูมินั้น
ผมเคยเห็นที่พระร่วมสมัยเขียนไว้เหมือนกัน
อย่างเช่นวิมุตติธรรมของท่านปิยทัสสี ภิกขุที่แจกอยู่ในลานธรรมนี้เป็นอาทิ
เรียนให้ทราบว่าผมไม่เคยมีประสบการณ์อย่างนั้น
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผมชี้ว่าผิด
เพราะถ้าเป็นประสบการณ์ของท่าน ก็นับว่าตรงกันดีกับอรรถกถาจารย์
คือท่านจะยกเอาเตโชกสิณขึ้นตั้ง เมื่อนิมิตไฟหายไปแล้ว
ก็จับเอาความว่างที่เหลือใช้ยกจิตขึ้นสู่ฌานอันมีอากาศเป็นอารมณ์

ตามที่ผมเข้าใจนั้น ถ้าผู้ทำอากาสกสิณ หากไม่ได้ถึงจตุตถฌานมาตรฐานแล้ว
ที่จะให้เข้าถึงอากาสานัญจายตนะได้ดังใจนั้น ไม่ใช่วิสัย
แต่ถ้าเข้าแบบฟลุกๆเพราะเหตุปัจจัยประจวบเหมาะ
เข้าได้เพราะความไม่คาดหวัง เข้าได้เพราะล็อกอยู่กับอากาสกสิณมั่นคงจริงๆ
กอปรพร้อมด้วยปีติสุขในบุญ เช่นจากมหาท่าน หรือเช่นจากมหาศีล
อย่างนั้นก็มีสิทธิ์เป็นไปได้มาก โดยเฉพาะถ้าอยู่ในช่วงปลีกวิเวก

มาถึงจุดที่เป็นคำถาม คือถ้าเข้าอากาสกสิณ เวลาเพิกจะให้เพิกอะไร
ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับประสบการณ์ภายใน
ว่าขณะยังอยู่ในภาวะ "กำหนดกสิณ" นั้น
จะหมายว่าต้องมี "ขอบเขต" อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ
ยกตัวอย่างเช่นถ้าเอาแบบเล็กสุด คือกำหนดร่องรูที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าระยะสั้น
หรือเอาแบบกว้างขวางสุดตามมาตรฐานพระพุทธองค์
ก็คือกำหนดแผ่อากาศว่างในจิตออกไปไม่มีประมาณตามทิศ 4
รวมทั้งทิศเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ตลอดกระทั่งครอบโลก
เหล่านี้ถือเป็นอาการของกสิณ
จะเห็นว่าทิศเกิดขึ้นได้เพราะผูกกับกาย เพราะผูกกับระยะ เพราะผูกกับทิศทาง

แต่ขณะของการจุดชนวนอรูปฌานขึ้นนั้น
ต้องมีสัญญาความว่างอยู่ในจิตพร้อม
(ซึ่งจะมาจากไหนได้แน่นอนเท่าเคยผ่านการกำหนดกสิณช่องว่างมาก่อนเป็นทุน)
และเมื่อจะยกจิตขึ้นสู่อรูปฌานขั้นแรก
อะไรจะประกัน "สภาพของชนวน" ได้เท่าที่พระพุทธองค์ตรัส
คือเพิกความหมายรู้ในรูป (ไม่ใช่จำเป็นต้องจ้องรูป หรือรู้รูปกสิณเสียก่อน)
ดับความกระทบทางใจ และไม่หมายอะไรที่ต่างจากอากาสธาตุ
อาการเช่นนั้นย่อมไม่ผูกกับกาย ไม่ผูกกับสายตา ไม่ขึ้นกับทิศ ไม่ขึ้นกับระยะ
มีแต่จิตเท่านั้นที่หน่วงเอาอากาสธาตุไว้เป็นอารมณ์เสมอกันกับจิตเอง
เมื่อยกขึ้นสู่อรูปฌาน จิตจึงเห็นเหมือนอากาศไม่มีที่สิ้นสุด
ปราศจากศูนย์กลาง ปราศจากขอบเขต ปราศจากซ้าย ขวา หน้า หลัง
และรู้ชัดถึงสภาพของช่องว่างจริงๆ ไม่ใช่สภาพของโอภาสไม่มีประมาณ

อันนี้ขออธิบายต่อไปอีกนิดหนึ่ง
เมื่อจิตคุ้นกับอากาสานัญจายตนะแล้ว
หากพิจารณาอยู่ในอุปจารสมาธิในลักษณะอดีตสัญญา
จะเห็นใกล้เคียงภาวะของอากาสานัญจายตนะ
ก็จะแยกได้ด้วยปัญญา ว่าในภาวะนั้น มีจิตเสมอกับความว่างอยู่
คือรู้แค่ไหน ก็เป็นประมาณของความว่างเท่านั้น
พอกลับเข้าสู่ภาวะนั้นได้อีก จิตก็จะสามารถละความหมายรู้ในอากาศว่างไร้ประมาณ
เหลือแต่เพียงรู้อันไร้ประมาณ
คือยังมีความลึกเท่าเดิม แต่ทรงไว้แต่ตัวที่รู้
ตรงขั้นนี้เป็นแม่แบบของ "รู้อยู่กับรู้" อันแท้จริง
แต่รู้ชนิดนี้ถ้าไม่เป็นวิปัสสนา ก็ออกจากวังวนอุปาทานไม่ได้

ธีรนันท์

ที่ทำได้อยู่ก็นับว่าได้ผลดีแล้วนี่ครับ ถึงแม้จะยังไม่เข้ารอยกสิณเต็มภูมิก็ตาม
เพราะจุดมุ่งหมายแรก อย่างที่กล่าวไว้ในข้อดีแล้ว
ก็คือระงับความฟุ้งซ่านลง ทำให้พร้อมจะรู้อารมณ์ภาวนาชัด
อย่างเช่นเดินจงกรมแล้วจะรู้เท้าชัดเอง
เวลาดูนามธรรมอะไรเกิดดับ ก็รู้แบบไม่หลงเพ่ง
(เว้นแต่จะรู้แบบย้อนกลับมาหาอากาศ อย่างนั้นก็เป็นรูปหนึ่งของการดำเนินจิตผิดพลาด)

ตอบคำถามตามข้อ...
1) เมื่อปิดตาลง จากที่ลองสังเกตหลายๆคนแล้ว
ให้ทำอย่างนี้ดีกว่า เอาตามลำดับเลย
- รู้ความรู้สึกที่กรอบนิ้ว ตั้งอยู่ในความรู้สึกนั้นอย่างแน่ใจว่าเราไม่ได้คิดเอา
จิตไม่ได้ผสมรวมอยู่กับความคิดที่ด้านบน ไม่มีกำแพงแข็งๆคาอยู่ในหัว
มีแต่ความรู้สึกที่กรอบนิ้วอย่างเดียวก่อนสัก 5 วินาที
- รู้ "ตามจริง" (ไม่ใช่คิดหรือจินตนาการเอา)
ว่าระหว่างกรอบมือนั้นเอง มีช่องว่างอยู่
อาจดันนิ้วเข้าหากันนิดๆเพื่อให้รู้สึกถึงช่องว่างระหว่างนั้น
- ถ้าความว่างไม่ปรากฏในจิต ขอให้สำรวจดูดีๆ
จะพบว่าเป็นเพราะจิตผสมเข้ากับความคิดในหัว หรือความเหม่อทางใจ
ให้ลืมตาขึ้นบ่อยๆ จะรอให้รู้สึกว่าความฟุ้งในหัวจางลงก่อนก็ได้
แล้วค่อยเหลือบตาลงดูกรอบมือใหม่ จำความรู้สึกแรกที่เห็นใบโพธิ์ที่โหว่กลางไว้
ปิดตาลง แล้วนึกดูตามจริงถึงความว่างระหว่างกรอบมืออีกที
ยิ่งทำบ่อยเท่าไหร่ ก็จะรู้สึกชัดขึ้นเท่านั้น ตามอาการสงบลงของคลื่นลมในหัว
2) ให้รักษาความว่างระหว่างมือไว้ก่อน
อย่าไปเอานิยามชัดเจนอะไรมาก เอาที่มันรู้สึกโบ๋ๆลงไปนั่นแหละ
ตอนแรกจะเหมือนว่างตื้นๆ แต่พอจ่อจิตไว้นานเข้า จะรู้สึกว่าว่างนั้นหนาขึ้นเรื่อยๆ
และเราจะสามารถหน่วงไว้ได้นาน เวลามันจะหายไป
จะไม่สลายพรึ่บเป็นฟุ้งเหมือนแรกๆ แต่จะค่อยๆลดตัวบางลง ตื้นเขินลงตามลำดับ
เพียงพอจะให้จิตเห็น และพิจารณาอากาสกสิณเป็นอนิจจังได้อย่างแจ่มชัด

เท่าที่ธีรนันท์เล่ามานั้นถูกแล้ว และเข้าล็อกของอาการที่ผู้เริ่มต้นทั้งหลายเป็นกัน
เดี๋ยวอีกวันสองวัน ถ้าไม่ทิ้งเสียก่อน ทำเรื่อยๆเล่นๆไปทั้งวันอย่างนี้
แม้ไม่มีโอกาสหลับตา ก็สอดส่องหาช่องว่างระหว่างวัตถุไปเรื่อย
จะเปิดมิติทางจิตขึ้นอีกแบบ คือเห็นว่ารอบตัว และย้อนมองมาในตัวเรา
มันมีแต่ช่องว่างอันดิน น้ำ ไฟ ลมแตะต้องไม่ได้อยู่ทั่วไป
ความยึดมั่นถือมั่นจะจางลง ทั้งในแบบของทิฏฐิ และในแบบของความเห็นทางจิต

เมื่อจิตนิ่งอย่างน้อยในระดับที่จับลักษณะอากาศได้เป็นนาที
ให้ลองกำหนดดูเข้ามาในกายนะครับ
จะเห็นมีโพรง มีรูเรี้ยวอยู่ทุกจุดอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน
กำหนดกายโดยความเป็นอย่างนั้นไว้ จนกว่ามันจะหายไปเอง
พอเดินจงกรมจะสนุกขึ้นกว่ารู้เท้ากระทบ
แต่ถ้ายังไม่นิ่งพอ ก็อย่าเพิ่งเอาไปใช้งาน
ให้จับช่องว่างเท่าที่จะรู้ได้เดี๋ยวนั้นก่อน
เอาตามกำลังที่แท้จริงแม้เล็กน้อยของจิตก่อน เดี๋ยวก็ประสพความสำเร็จเอง

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 21 ก.ย. 2544 / 23:49:46 น. ]
     [ IP Address : 202.133.134.27 ]


 ความคิดเห็นที่ 42 : (ดังตฤณ)

่ขอบคุณคุณพุทธศาสนิกชนที่เสริมข้อมูลให้ใช้ประกอบในต้นฉบับได้ละเอียดขึ้นครับ

ถูกแล้วครับคุณ yoyo
และเมื่อเราล็อกลักษณะว่างไว้ในจิตได้ชัดเจนระดับหนึ่ง
ในที่สุดก็จะเข้าใจเอง ว่าทำอย่างไรจะยกจิตให้ขึ้นเสมอกับอากาศเต็มที่

จะรอฟังวิลาศินีต่อไป คงก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆแน่แบบนี้ :-)

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 21 ก.ย. 2544 / 23:54:25 น. ]
     [ IP Address : 202.133.134.27 ]


 ความคิดเห็นที่ 43 : (pump)

ขอบคุณครับ
อ่านไปก็ลองทำไป รู้สึกว่าได้ผลดีจิตใจสงบขึ้นเยอะเลยครับ
ขออนุโมทนาพี่ดังตฤนและทุกๆคนด้วยครับ สาธุ

 จากคุณ : pump [ 22 ก.ย. 2544 / 00:19:21 น. ]
     [ IP Address : 203.144.183.65 ]


 ความคิดเห็นที่ 44 : (ธีรนันท์)

_/||\_ ขอบคุณมากครับสำหรับคำแนะนำจากพี่ดังตฤณและคุณวิลาศินี
เป็นวิธีที่ผมลองทำแล้วลดความฟุ้งซ่านได้เร็วที่สุดวิธีหนึ่งเลยครับ (สำหรับตัวเองนะครับ) แล้วก็สนุกดีด้วย

> แม้ไม่มีโอกาสหลับตา ก็สอดส่องหาช่องว่างระหว่างวัตถุไปเรื่อย
อันนี้ก็เป็นข้อแนะนำที่น่าสนใจมากครับ จะน้อมไปปฏิบัตินะครับ

 จากคุณ : ธีรนันท์ [ 22 ก.ย. 2544 / 02:07:45 น. ]
     [ IP Address : 141.158.66.91 ]


 ความคิดเห็นที่ 45 : (เรวัตตะ)

ขอรบกวนเรียนถาม...คุณครูดังตฤณนิดหนึ่งว่า...
ผมชอบอากาศกสิณครับ  รู้สึกว่าง่ายกว่าอาโปที่กำลังศึกษาอยู่ครับ

ลองทำดูตามที่คุณแนะนำวันแรกเลยแปลก ๆ ตรงที่ว่า
มันเบา  สงบดีอยู่ แต่มีควันเหมือนควันบุหรี่ลอยไป ลอยขึ้นไป
ไม่มีความรู้สึกกำหนดนึกภาวนาใด ๆ นิ่ง ๆ  แต่ดูเหมือนเคลิ้ม ๆ นะครับ

วันต่อ ๆ มา เกิดกลุ่มควันเยอะ  เหมือนสุ่มกองไฟ  แต่ไม่มีเปลวไฟนะครับ
เป็นเหมือนควันไฟ  ควันบุหรื่แต่เยอะหน่อย  ชัดขึ้นกว่าเก่าครับ

ที่ผมเล่ามานั้นผิด ถูกอย่างไร  ขอความกรุณาแนะนำด้วยครับ

 จากคุณ : เรวัตตะ [ 22 ก.ย. 2544 / 21:56:05 น. ]
     [ IP Address : 202.28.22.43 ]


 ความคิดเห็นที่ 46 : (ดังตฤณ)

ควันลอยขึ้นจากช่องว่าง
หรือว่าลอยวนอยู่ในความสงบครับ?

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 22 ก.ย. 2544 / 22:01:19 น. ]
     [ IP Address : 202.133.134.33 ]


 ความคิดเห็นที่ 47 : (เรวัตตะ)

ธรรมะสวัสดีครับ..คุณครูดังตฤณ
เป็นควันที่เกิดจากช่องว่างครับ  ลอยขึ้นมาจากบริเวณ  หรือขอบเขตของวงที่กำหนดว่าเป็นช่องว่างครับ

 จากคุณ : เรวัตตะ [ 23 ก.ย. 2544 / 05:34:31 น. ]
     [ IP Address : 202.28.22.43 ]


 ความคิดเห็นที่ 48 : (ดังตฤณ)

ช่องว่างนั้นยังตั้งอยู่มั่นคงหรือเปล่าครับคุณเรวัตตะ?

ในต้นฉบับผมได้เพิ่มข้อดีของอากาสกสิณเข้าไปข้อหนึ่ง
ถ้าทำตามลำดับ คือสำรวจคลื่นความคิดตัวเองก่อนว่าเป็นขาขึ้นหรือขาลง
ขณะทำไป มีความรู้ตัวว่าถูกความคิดเข้ามาขวาง หรือบดบังช่องว่างแล้วหรือยัง
สิ่งที่ได้คือการเห็นความคิด อารมณ์ หรือนิมิตมุงบังอื่นๆ
(อย่างเช่นกรณีของคุณเรวัตตะ) ถ้าพิจารณาสักแต่ว่าเป็นปรากฏการณ์ทางจิต
ปรากฏการณ์เหล่านั้นไม่เที่ยง และไม่ใช่สิ่งที่อยู่ใต้การบัญชาของเราให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ตลอด
ในที่สุดก็จะเข้าใจ ว่าจิตสงบราบเรียบเงียบเชียบเป็นอย่างไร --- ก็เป็นอนัตตาภาวะหนึ่ง
จิตฟุ้งไปในคิด หรือธรรมฟุ้งขึ้นมาในจิตเป็นอย่างไร --- ก็เป็นอนัตตาภาวะหนึ่ง

เมื่อมองย้อนกลับไปหาจุดเริ่มต้น เราต้องการให้อากาสกสิณเป็นเพียงบันได
อากาสกสิณไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดที่เราต้องการ
เพราะฉะนั้นถ้าผลดีคือทำให้เราสงบลง รู้ตัวในการเดินจงกรมมากขึ้น
แม้ยังไม่เห็นช่องว่างชัด หรือเห็นแบบเบลอๆบ้าง กระจ่างบ้าง ก็นับว่าเราลุจุดประสงค์หลักแล้ว


ระหว่างรอคำตอบจากคุณเรวัตตะ (ซึ่งคำถามข้างบนสุดนั้นสำคัญมาก)
ขอแนะนำไปพลางๆสำหรับผู้ที่อาจมีประสบการณ์แบบเดียวกัน หรือคล้ายคลึงกัน
ว่าพัฒนาการของกสิณช่องว่างนั้น คือความแจ่มชัด เป็นตัวเป็นตน เป็นจริงเป็นจัง
เหมือนมีรอยแหว่งว่างอยู่ในใจเรา เป็นช่องว่างตามจริงที่เห็นมีอยู่ในธรรมชาติ
จิตเราสามารถหน่วงช่องว่างอันแจ่มใสบริสุทธิ์นั้นไว้ได้นาน
เมื่อหน่วงได้นานก็สามารถขยายกว้างขึ้นได้ หดแคบลงมาได้
ถ้ายืดออกไปได้ไกลระดับสุดสายตา สุดขอบฟ้ายิ่งดี
เมื่อทำในทิศเบื้องหน้าได้แล้ว ก็ลองนึกออกไปตามทิศต่างๆทีละด้าน
จะเห็นเองว่าทำถึงจุดหนึ่งแล้วเกิดอะไรขึ้น

ที่ผ่านมายังไม่มีแจ้งบอกผลกระทบด้านเสีย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิมิตนั้น ถ้าเกิดก็เกิดเป็นนิมิตทางกาย
(เพราะส่วนหนึ่งของการฝึกคือการเดินจงกรมประกอบ)
ซึ่งก็เป็นนิมิตเช่นเห็นส่วนต่างๆของกายเป็นช่อง เป็นรูตามจริง
นั่นใช่อยู่แล้ว ที่เราต้องการ
แต่อย่างไรใครพบข้อขัดข้อง หรือจุดประสบการณ์อันเป็นลบ
ก็เล่าให้ฟังด้วยจะขอบคุณยิ่ง

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 23 ก.ย. 2544 / 07:47:22 น. ]
     [ IP Address : 202.133.133.226 ]


 ความคิดเห็นที่ 49 : (เรวัตตะ)

ขอขอบคุณ...คุณครูดังตฤณมากครับที่ให้ความกรุณา

ช่องว่างนั้นไม่ปรากฎแล้วครับ  เป็นภาวะเหมือนเราเดินในตอนกลางคืนข้างแรมที่มีดวงจันทร์เสี้ยวอยู่ พอมีแสงสว่างให้ได้เห็นสิ่งต่าง ๆ ลาง ๆ ครับ

ผมทำอากาสกสิณ  ด้วยการกำหนดนึกว่าง ๆ เหมือนเรามองท้องฟ้าตอนกลางคืน
(แต่ไม่ได้กำหนดให้เห็นมืด ๆ หรือสีดำอย่างที่เราหลับตา)

จิตสงบดี เบาสบาย  ง่าย ๆ ทำได้ง่าย ๆ 
แป๊บเดียวก็เหมือนเราเคลิ้ม ๆ การภาวนาหายไป  เกิดความสว่างจาง ๆ เหมือนกลางคืนที่มีดวงจันทร์ข้างแรม พอมองเห็นลาง ๆ

ไม่ได้กำหนดนึกอะไร เพราะตอนนั้นจะเคลิ้ม ๆ  ก็จะเห็นกลุ่มควันลอยขึ้นมาครับ
แรก ๆ เหมือนควันบุหรี่ คือไม่มาก  ตอนหลัง ๆ เกิดขึ้นเร็ว  และมากเหมือนควันไฟจากกองไฟครับ

 จากคุณ : เรวัตตะ [ 23 ก.ย. 2544 / 11:13:25 น. ]
     [ IP Address : 202.28.22.43 ]


 ความคิดเห็นที่ 50 : (ดังตฤณ)

หลายคนเริ่มขึ้นมาก็เป็นแบบคุณเรวัตตะครับ
คือกำหนดความว่างข้างหน้าแล้วสบายดี
แต่ปัญหาคือจะอยู่ได้เดี๋ยวเดียวแล้วหายไป
ทางที่ดีคือควรจะกำหนดกรอบเล็กๆให้แน่ใจว่าเราล็อกได้แน่ๆเสียก่อน

คุณเรวัตตะมีควันขาวๆขึ้นมา เพราะจิตติดจินตนาการนิมิตครับ
หากละอาการ "จินตนาการ" หรือนึกสร้างช่องว่างได้ ก็จะเห็นผลต่าง

วิธีละ คือทำกรอบมืออย่างที่กล่าว
และทำความ "รู้สึกตามจริง" มาที่กรอบมือก่อน
ให้ความรู้สึกที่กรอบมือเป็นตัวนำความว่างที่มีอยู่ตามจริงระหว่างกรอบมาสู่จิต
ถ้าลืม ก็เปิดตาขึ้นพัก พอความคิดสงบ ก็ทำมือ จับความรู้สึกใหม่ สลับไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งเริ่มเห็นช่องว่างขึ้นในใจ และสามารถรักษาได้ แล้วค่อยขยายขอบเขตทีหลัง
ถ้าไม่อย่างนั้นผลก็จะเป็นอย่างที่ได้ไปเรื่อยๆ ไม่คืบหน้าคงเส้นคงวาครับ ทดลองนะครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 23 ก.ย. 2544 / 15:08:29 น. ]
     [ IP Address : 202.133.134.35 ]


 ความคิดเห็นที่ 51 : (เรวัตตะ)

สาธุ   สาธุ   สาธุครับ...คุณครูดังตฤณ

ผมเฝ้ารอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ...
เพราะต้องรอ ถาม-ตอบกลับไปกลับมา 
(นี้แหละน๊าาาา  เรวัตตะชวนให้ทำ  Voice Chat ก็ไม่ค่อยมีใครเห็นด้วย)
จุดเน้นน่าจะอยู่ตรงนี้นะครับ...

"...ทางที่ดีคือควรจะกำหนดกรอบเล็กๆให้แน่ใจว่าเราล็อกได้แน่ๆเสียก่อน

.......มีควันขาวๆขึ้นมา เพราะจิตติดจินตนาการนิมิตครับ
หากละอาการ "จินตนาการ" หรือนึกสร้างช่องว่างได้ ก็จะเห็นผลต่าง..."


ครับขอบคุณอย่างสูงครับ

 จากคุณ : เรวัตตะ [ 23 ก.ย. 2544 / 15:58:21 น. ]
     [ IP Address : 202.28.22.43 ]


 ความคิดเห็นที่ 52 : (กระต่าย)

เข้ามาขอคำแนะนำบ้างค่ะ
จากที่ลองเอาไปทำตามที่พี่แนะนำดู
ในช่วงวันแรกก็เห็นความเบาสบายของใจขึ้น
แต่ช่วงแรกๆจะมีการตกภวังค์บ่อยมาก ไม่ทราบว่าทำไม
แต่พอซักพัก เริ่มเอาจิตจ่ออยู่กับรูปใบโพธิ์ได้อยู่กับร่องกับรอยได้มากขึ้น
ล็อกอยู่ได้นานมากขึ้น จนเริ่มรู้สึกว่าความว่างมีอยู่ทั่วไปเต็มไปหมด
ช่วงนี้อาการตกภวังค์ไม่ค่อยเป็นแล้ว พอเข้าที่เข้าทางบ้างแล้ว
เลยเริ่มลองดูช่องว่างของช่องปากบ้าง
หรือเมื่อคราวยืนทำกับข้าว เอามือไพล่หลังอยู่ ก็รู้อยู่ที่ช่องว่างของแขนบ้าง
ลองดูไปเรื่อยๆ มั่วไปไปบ้าง เพราะจากที่ลองสังเกตดูว่า
ลักษณะของจิตดูจะคล้ายๆกันกับการเอาจิตไปจ่อกับรูปใบโพธิ์ที่มือ
ก็เลยลองทำไปเรื่อยๆ คนรอบตัวไม่ค่อยรู้ เลยไม่ค่อยโดนแซว
ว่าเคาะนิ้วไม่ยอมหยุด :-) แต่กลายเป็นหนูน้อยใบโพธิ์แทน

จนกระทั่ง คราวนึงได้หลับตานั่งรู้ช่องว่างรูปใบโพธิ์อยู่
นั่งไปซักพักมันก็รู้เป็นว่างๆแบบนั้นไป
แล้วมันก็เห็นว่าความว่างกับความรู้มันเป็นคนละอันกัน
มันก็ยังคือสิ่งที่ถูกรู้ไป..
ไม่ทราบว่าไปรู้อะไรผิดพลาดหรือเปล่า
แต่อย่างน้อยๆก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติอื่นๆ
เช่นเดินจงกรมรู้เท้าได้ชัดเจนขึ้น
จิตไปเกาะเกี่ยวกับอารมณ์ต่างๆแล้วปล่อยมันทิ้งได้ไวขึ้น
แล้วก็เห็นช่องว่างตรงไหนก็ทำได้ทุกที่

แล้วอยากรบกวนให้พี่ช่วยอธิบายเพิ่มเติมตรงคีย์เวิร์ดที่พระพุทธเจ้าให้ไว้
เราต้องพิจารณา ว่าช่องว่างที่เห็นนั้น เป็นที่ตั้งของกรรมและกิเลส
ยังไม่ค่อยเข้าใจตรงนี้ค่ะ

 จากคุณ : กระต่าย [ 23 ก.ย. 2544 / 17:15:25 น. ]
     [ IP Address : 203.107.138.199 ]


 ความคิดเห็นที่ 53 : (ดังตฤณ)

ต่าย

ตรงที่แยกได้ว่าช่องว่างอย่างหนึ่ง มีผู้รู้ก็อีกอย่างหนึ่ง
อันนั้นคือต้นทางของวิญญาณกสิณครับ

หากศึกษาตามลำดับขั้นของสติปัฏฐานสูตร
จะเห็นว่าเราต้องกำหนดรู้กายโดยความเป็นปฏิกูลก่อนโดยความเป็นธาตุ
และโดยความเป็นปฏิกูลนั้น ถ้าหากทำครบสูตร
ก็ต้องมีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กระดูก ฯลฯ อยู่ในความเห็น
และด้วยความเห็นนั้น ก็สามารถโยงเชื่อมมาถึงความสักแต่เป็นธาตุดิน
นอกจากนั้นยังต้องมีน้ำลาย น้ำปัสสาวะ น้ำตา น้ำเหงื่อ น้ำเลือด ฯลฯ อยู่ในความเห็น
และด้วยความเห็นนั้น ก็สามารถโยงเชื่อมมาถึงความสักแต่เป็นธาตุน้ำ
นอกจากนั้นยังต้องมีไออุ่น ความร้อนที่เกิดขึ้นขณะโกรธ ฯลฯ อยู่ในความเห็น
และด้วยความเห็นนั้น ก็สามารถโยงเชื่อมมาถึงความสักแต่เป็นธาตุไฟ
นอกจากนั้นยังต้องมีลมหายใจ ลมที่พัดขึ้นลงในกาย ฯลฯ อยู่ในความเห็น
และด้วยความเห็นนั้น ก็สามารถโยงเชื่อมมาถึงความสักแต่เป็นธาตุลม

สรุปง่ายๆว่าอวัยวะภายนอกภายในต่างๆนั้น
ในบทที่ 7 จะเขียนถึงวิธีการตามลำดับเพื่อตามแสงของจิตเข้าไปรู้ เข้าไปดูชัดๆ
พอมาถึงบทนี้ เราเปลี่ยนจากความรังเกียจของโสโครกในกาย
มาเป็นความเห็นสักแต่เป็นธาตุ เห็นสักแต่ความเป็นเช่นนั้น
ซึ่งสำหรับธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมในกายนั้น
จะเห็นว่าเป็นของง่ายที่กำหนดรู้
ทว่าเมื่อกำหนดดูช่องว่าง หรือที่ว่างภายในกาย จะเห็นว่าไม่ง่ายอย่างธาตุอื่น
คงจะเห็นว่าจิตที่สามารถกำหนดรู้ความว่างได้นั้น
ควรมีความรู้จัก "ช่องว่าง" ดีในระดับหนึ่งเสียก่อน
ซึ่งก็ไม่มีอะไรเหมาะไปกว่าการฝึกกสิณช่องว่างนี้เองเป็นตัวกรุยทาง

กล่าวได้ว่าผมอาศัยธาตุมนสิการบรรพ
เชื่อมโยงไปยังหลักสูตรนอกสติปัฏฐานของพระพุทธองค์ อันได้แก่ "ธาตุ 6"
เพื่อให้ได้แบบฝึกหัดสองในหนึ่ง อันน่าจะเป็นทางลัดสำหรับผู้มีจริตนิสัยทางนี้

และเมื่อกล่าวถึงธาตุ 6 ก็จะละเสียซึ่งวิญญาณธาตุไม่ได้
หากสามารถกำหนดรู้ "ภาวะผ่องใส" ของจิตได้ถูก
ก็จะหวนกลับมาพิจารณาสิ่งที่แปลกปลอมและเกิดดับอยู่กับจิตโดยง่าย

ความสามารถกำหนดรู้ช่องว่างได้ชัดนั้น
เป็นอะไรที่ใกล้เคียงกับความสามารถกำหนดรู้ภาวะจิตตรงๆได้แล้ว
อย่างน้อยก็แตกต่างอย่างมโหฬารจากคราวที่ยังคิดนึกฟุ้งซ่านซัดส่าย
พอพูดถึงจิต หรือการกำหนดรู้จิต ดูจะเป็นไปไม่ได้เอาเลย
ทั้งๆที่จิตก็ดำรง จิตก็เป็นที่ตั้งของความรู้สึกในเราตลอดเวลา

เงื่อนสำคัญของการปฏิบัติ
คือเราจะต้องรู้จิตด้วยความรู้สึกเสมอกับธาตุอื่นๆที่ผ่านมาแล้ว
หมายความว่าเมื่อพบความผ่องใสของจิต จะต้องเห็นสักแต่เป็นอีกธาตุหนึ่ง
เช่นเดียวกับที่เราเคยเห็นว่าดินก็ธาตุหนึ่ง น้ำก็ธาตุหนึ่ง ไฟก็ธาตุหนึ่ง ลมก็ธาตุหนึ่ง
อากาศก็ธาตุหนึ่ง ที่เหลือคือธาตุวิญญาณ อันมีลักษณะเป็น "รู้" และ "ผ่องใส"

ขอให้สังเกตว่าเมื่อเรากำหนดช่องว่างได้แรกๆ
จะมีแต่ความเห็นชัดเข้าไปในช่องว่าง เสมือนไม่มีสิ่งอื่นเจือปนอยู่
ต่อเมื่อทำไปสักพักหนึ่ง เกิดความนิ่ง เกิดความสุข
ราวกับโลกนี้มีช่องว่าง ขาด แหว่งวิ่น เป็นโพรงไปหมด
พอสำรวจเข้ามาว่าความว่างถูกอะไรรู้
ก็จะพบภาวะนิ่ง เป็นธาตุต่างหากจากช่องว่างทั้งหลายนั่นเอง เป็นผู้รู้ ผู้เฝ้าดูอยู่

จะเห็นเองโดยอัตโนมัติด้วยกำลังจิต หรือเห็นโดยใช้ปัญญาเข้าแยกก็ตาม
ขอให้ประคองความรู้ในลักษณะนั้นไว้
เพราะอาการจิตที่รู้ ตั้งมั่น ผ่องใส อันเกิดแต่การกำหนดช่องว่างนั้น
เป็นความรู้ที่ละเอียด และไม่มีความเกี่ยวข้องเจือปนอยู่ด้วยอาการคิดใดๆ

อย่างไรก็ตาม ตรงนี้ละเอียดอ่อนนิดหนึ่ง หากกำลังยังไม่ถึง ก็ไม่ขอแนะนำให้ลอง
เราจะสำรวจด้วยวิธีใดจึงจะทราบว่ากำลังยังไม่ถึง ขอแยกเป็นข้อสังเกตเหล่านี้
- ช่องว่างปรากฏชัด ขนาดที่เราพิจารณาว่านั่นเป็นสิ่งถูกรู้ได้หรือไม่?
- รู้สึกถึงความผ่องใสของจิตที่ปราศจากความคิดหรือไม่?
- เมื่อกำหนด "เพิก" คือตัดความสนใจจากความว่างที่กำลังจ่ออยู่
  จิตตั้งมั่น ไม่หลงไปในอาการอื่น เช่นนึกคิด หรือเห็นนิมิตทางใจหรือไม่?
หากสามข้อหลักนี้เป็นคุณสมบัติตามจริง
ก็ขอให้เลิกกำหนดช่องว่างเฉพาะหน้า
แล้วจับแต่อาการจิตที่ทรงอยู่แต่ "รู้" ผ่องใสอย่างนั้น
จับไว้เรื่อยๆโดยไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่น จนกว่าจะอ่อนแรงลงเอง

ในทันใดเมื่อจิตเพิกจากอาการดูภาวะรู้ของจิตเอง
ก็สามารถกำหนดได้ ว่าเพราะจิตอยู่ในอาการนิ่ง เบา สงบ
จึงเป็นเหตุแห่งความสุข หรือที่เรียกว่า "สุขเวทนา" อันปราศจากอามิส
คือไม่ต้องมีเหยื่อล่อเป็นผัสสะภายนอกมากระทบเสียก่อน ก็เกิดสุขได้
ดูภาวะอันเป็นธรรมดาอย่างนั้น แล้วรู้ความสุขไปเรื่อย
จนกว่าจะเห็นความสุขโรยตัวไป
ก็จะรู้จักภาวะของความเฉย หรือที่เรียก "อทุกขมสุขเวทนา"

ธรรมดาของจิตที่มีความละเอียดประณีต
เมื่อเจอผัสสะกระทบหยาบๆทั้งปวงในชีวิตประจำวัน
ย่อมเกิดความขัดเคือง ไม่ชอบใจ
ก็ให้ดูไปว่าความทุกข์แบบที่เรียก "ทุกขเวทนา" เกิดขึ้นแล้ว

เวทนาต่างๆที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ล้วนเป็นของไม่เที่ยง
เราสามารถกำหนดรู้ได้ด้วยจิตอันสุขุมและอิ่มกำลังจากสมถะเพียงพอ
กล่าวคือรู้ชัดตลอดวงจรของพวกมัน
ว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร หมดแรงส่ง จางหายไปเมื่อไหร่
รู้ไปเรื่อยจนกระทั่งจิตถอนจากความยินดียินร้ายในเวทนาเฉพาะหน้า

หรือแทนการพิจารณาเวทนา
เมื่ออ่อนแรงลงจากการกำหนดวิญญาณกสิณ ก็ให้มาเดินจงกรม
อาการรู้จะมีความตั้งมั่นเป็นกลางใน และเกิดสติตื่นเต็มเป็นอย่างมาก
ขยับมารู้กายใจโดยความเป็นของไม่เที่ยงอีกนิดเดียว
คือชัดยิ่งกว่าชัดว่ากายใจเป็นไตรลักษณ์จริงๆ
และอาการรู้นั้น ก็ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นแต่ "ภาวะ" อะไรอย่างหนึ่ง
ตั้งอยู่ชั่วคราวของมันอย่างนั้น
เหมือนเห็นว่าในความว่างเปล่าไร้แก่นสาร
ชั่วระยะหนึ่งของเวลา ได้มีภาวะหนึ่งเกิดขึ้นด้วยเหตุคือ "อาการกำหนด"
กำหนดอย่างไร ก็ต้องมีวัตถุให้กำหนดอีกที "คือกายและใจ"
จะเห็นเป็นเหตุเป็นผลด้วยจิตที่เบากริบ และไม่คิดอ่าน ออกความเห็นแม้แต่นิดเดียว
ว่าธรรมนั้นล้วนมีเหตุเป็นต้นทาง ธรรมล้วนมีผลเป็นปลายทาง
หาได้มีภาวะ หรือก้อนอัตตาตัวตนแต่อย่างใดไม่

ตรงนี้เรียกว่าเข้าถึงธรรมะด้วยปัญญา พิจารณาสภาวะตามจริง
ว่าทั้งหลายทั้งปวงสักแต่เป็นอาการประชุมกันของธรรม
ทั้งหลายทั้งปวงสักแต่เป็นปรากฏการณ์ของอนัตตา
พอจิตเข้าล็อกรู้ในอาการนี้ ก็เรียกว่าเป็นฌานในวิปัสสนาได้

ต่อคำถามที่ว่าช่องว่างเป็นที่ตั้งของกรรมและกิเลสอย่างไร
ก็ให้พิจารณาว่าช่องว่างนั้น มีทั้งช่องว่างภายใน และช่องว่างภายนอก
ช่องว่างภายในอาศัยอะไรเป็นเครื่องกำหนด
ก็อาศัยผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กระดูก น้ำลาย น้ำปัสสาวะ ไออุ่น ลมหายใจ ฯลฯ
เพราะมีอวัยวะต่างๆเหล่านี้ จึงมีที่ตั้ง ที่อาศัยให้ช่องว่าง
การกำหนดช่องว่างระหว่างอวัยวะเหล่านี้จึงจัดเป็นช่องว่างภายใน

หากปราศจากช่องว่าง ก็ไม่มีพื้นที่ให้ปากขยับพูด
นี่เรียกว่าความว่างเป็นที่ตั้งของวจีกรรม
หากปราศจากช่องว่างภายนอก ก็ไม่มีพื้นที่ให้กายเคลื่อนไหว
นี่เรียกว่าความว่างเป็นที่ตั้งของกายกรรม
วจีกรรมและกายกรรมนั้น มีดีบ้าง ร้ายบ้าง ตามเหตุปัจจัย
หากเห็นละเอียดในระดับจิตขั้นนั้น บางทีจะหยั่งทราบชัดด้วยจิตเลยทีเดียว
ว่าทำอะไรอย่างหนึ่งๆมี "น้ำหนักกรรม" ในทางกุศลหรืออกุศลแค่ไหน

ส่วนความเป็นที่ตั้งของกิเลสนั้น
ก็ให้พิจารณาว่าด้วยเพราะอาศัยช่องว่างเป็นตัวกลาง
จึงเกิดมีผัสสะเวียนเข้ามากระทบและเวียนจากออกไป
ผัสสะที่น่าชอบใจก็ทำให้เกิดความอยากเอา
ผัสสะที่ไม่น่าชอบใจก็ทำให้เกิดไม่อยากเอา
ที่การพิจารณาตรงนี้ความจริงถ้าหากใส่ความรู้ธาตุดินเข้าไว้นิดหนึ่ง
คือมองว่าถ้าโลกนี้ จักรวาลนี้เต็มทึบ แน่นหนาไปด้วยธาตุดินล้วนๆ
ก็จะไม่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหว หรือเกิดตัวกลางเดินทางมาของผัสสะได้
นี่ก็เรียกว่าเป็นความเห็นช่องว่างโดยความเป็นที่ตั้งของกิเลสตัณหา
(คือพิจารณาเหมารวมว่าผัสสะกับสุขเวทนาคือธรรมอันมีเนื้อหาเดียวกับตัณหา)

หรืออีกนัยหนึ่ง เราอาจมองว่าเพราะมีวัตถุ อันได้แก่ช่องว่างนั้นเอง
จิตจึงมีที่ยึด มีที่อิงให้ทำอากาสกสิณ
และเพราะทรงอยู่ในอากาสกสิณ จึงมีความพึงใจในความรู้สึกว่าง เป็นกลางนั้น
หากไม่พิจารณา ว่านั่นเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของ "อุปาทาน" หรืออาการยึดแห่งจิต
ก็จะติดอยู่ตรงนั้น เป็น "กิเลสละเอียด" ที่ตรงนั้นเอง
ต้องคำนึงว่าแม้แต่พระอนาคามียังหวงจิตที่ทรงอยู่ในภาวะละเอียดเยี่ยงนี้ได้
เราพิจารณาแล้วเห็นว่ามันยังเป็นสิ่งดึงดูด เหนี่ยวรั้งเราไว้ในสังสารวัฏ
ก็ย่อมเกิดความเบื่อหน่าย อาศัยมันเป็นเพียงเครื่องอยู่
ไม่ใช่ปล่อยให้มันเป็นที่ตั้งของกิเลสหรือความหลงชนิดใดๆทั้งสิ้น

จะเห็นว่าถ้าจิตไม่เข้าศึกษา ไม่สามารถหน่วงช่องว่างไว้ในความระลึกรู้ได้แจ่มชัด
องค์แห่งการพิจารณาธรรมตามนัยที่กล่าวแล้วย่อมไม่อาจเกิดขึ้น

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 23 ก.ย. 2544 / 19:18:14 น. ]
     [ IP Address : 202.133.134.142 ]


 ความคิดเห็นที่ 54 : (mayrin)

พี่ดังตฤณ
    ในระยะเวลาที่ผ่านมาได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของพี่ได้ผลดังนี้
1. อาการหมุนเป็นเกลียว สั่นสะเทือน และ ฟุ้ง ๆ ค่อย ๆ สงบลง มีความโปร่งโล่งและจิตมีความนิ่งมากขึ้น
2. อาการหลุดออก ลดความรู้สึกวูบที่รุนแรงลง มีความรู้สึกที่แนบเนียน คล้าย ๆ การเคลื่อนตามปกติมากขึ้น
3. การเดินจงกรมมีความรู้สึกแน่นหนัก ในการกระทบ จิตปักลงที่เท้า
4. ระยะเวลายาวในการปฏิบัติทอดยาวขึ้น และการทรงตัวอยู่กับพื้นดีขึ้น
5. การได้ยินเสียงสภาวะแวดล้อมค่อนข้างชัดเจน
6. จิตมีความผูกพันและมุ่งมั่นและพากเพียรในการปฏิบัติขึ้นมาก
สำหรับส่วนที่ยังเป็นปัญหาของน้อง คือเรื่องความสว่าง และการมองเห็น ที่ยัง
ดับ ๆ หาย  และเรื่องของช่องว่าง ที่ยังรู้สึกได้ไม่ชัดเจน การเคลื่อนไหวออกนอกบริเวณ ทั้งนี้ น้องคงจะต้องฝึกฝนตามขั้นตอนที่พี่แนะนำในกระทู้ อีกมากเลย
ขอบคุณมากค่ะ

 จากคุณ : mayrin [ 24 ก.ย. 2544 / 12:18:23 น. ]
     [ IP Address : 203.148.183.193 ]


 ความคิดเห็นที่ 55 : (กระต่าย)

สาธุ สาธุ สาธุ กราบขอบพระคุณค่ะพี่ดังตฤณ

ช่องว่างปรากฏชัด ขนาดที่เราพิจารณาว่านั่นเป็นสิ่งถูกรู้นั้น
เท่าที่เฝ้าปฏิบัติมา เห็นว่ามันเป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น
ยังไม่สามารถแยกรู้อยู่อย่างนั้นได้นานเท่าไหร่ มันอาจจะเป็นเพียงความฟลุ๊กผลุบๆโผล่ก็ได้ค่ะ  :-)~
คงต้องปฏิบัติต่อไปจนเห็นจริงตามธรรมที่พี่แสดงมา
สาธุ และกราบขอบพระคุณอีกครั้ง _/||\_ _/||\_ _/||\_

 จากคุณ : กระต่าย [ 24 ก.ย. 2544 / 14:33:17 น. ]
     [ IP Address : 203.107.142.101 ]


 ความคิดเห็นที่ 56 : (คุณแม่น้องนุ่น)

เคยรับทราบมาว่าในบรรดากสินทั้งหมด กสินอากาศนี้พัฒนาทางจิตได้ไวที่สุด
ข้อเสียคือ ในรายที่สติไม่แข็งพออาจหลงทางได้ เพราะจะมีนิมิตมากมายที่ชวน
ให้หลงทาง

เคยฝึกมาเช่นกัน กับหลวงปู่เจือ ช่วงแรกๆจะไม่ถนัดนัก เพราะต้องจินตนาการ
ท้องฟ้าที่กว้างๆ ไกลออกไป ล้อมรอบตัวเรา มีตัวเรานั่งอยู่ ปกคลุมด้วยฟ้าเป็นรูป
ครึ่งวงกลมครอบอยู่ จินตนาการไม่ออกค่ะ ต่อมาค่อยนึกเป็น หลังจากนั้นก็เห็น
แบบคุณเรวัตตะ คือควันขาว แต่ต่างกันตรงที่ควันสีขาวนั้นลอยเข้าไปทางจมูกค่ะ
และพอเราตามควันนั้น เราก็จะเห็นแต่กลุ่มควันเต็มไปหมด  เคยทำตอนนอน
ก็ได้ผลคือเห็นหน้าตัวเอง และไม่ค่อยจะสนใจทำต่อเพราะไม่กล้าทำเอง
กลัวคุมสติไม่ได้ (แค่เห็นหน้าตัวเองยังตกใจแทบแย่) หลังจากอ่านกระทู้นี้
เริ่มมีกำลังใจมากขึ้นที่จะฝึกต่อ อย่างน้อยๆก็คงได้ปรึกษาคุณดังตฤณ เพิ่มขึ้น

 จากคุณ : คุณแม่น้องนุ่น [ 24 ก.ย. 2544 / 18:58:32 น. ]
     [ IP Address : 203.145.14.106 ]


 ความคิดเห็นที่ 57 : (ดังตฤณ)

ควันนั้นเป็นคล้ายม่านบังระหว่างมิติทางประสาทหยาบกับมิติการรู้เห็นทางจิต
เมื่อทำจิตให้สงบ นิ่ง และมีความรู้สึก "ใส" เข้าแทนที่แล้ว
ก็จะเห็นอะไรบางอย่างปรากฏขึ้นเสมอ อาจเป็นโต๊ะ ตู้ หรือสิ่งของภายในห้อง
หรือถ้าอย่างคุณแม่น้องนุ่นก็จะเป็นใบหน้า หรือร่างกายตนเอง

เมื่อรู้เข้ามาในร่างกายตนเอง จะเป็นประโยชน์อย่างสูง
โดยเฉพาะถ้าหากทำความรู้สึก "ใส" เข้ามาภายใต้ผิวหนังที่รู้สึกตามจริง
มันจะปรากฏอวัยวะต่างๆ ถ้าหากไม่ปรากฏตามจริงที่เรารู้ว่าควรจะมีรูปลักษณ์ไรๆ
ก็แปลว่าการเข้ารู้ในครั้งนั้น "เพี้ยน" แต่ถ้าตรงจริง ก็ขอให้พิจารณา
ตระเวนดูความน่าเกลียดภายในไปเรื่อย ไม่เป็นอันตราย
เพราะจิตในภาวะนั้นมักจะมีกำลังมาพอจะวางอุเบกขากับสิ่งที่เห็น

อย่างไรก็ตาม ถ้าควันเริ่มจาง จิตเริ่มใส แล้วส่งออกดูโต๊ะ ตู้ หรือสิ่งของในห้อง
ตอนแรกมันจะตรงจริง เพราะเราจำไว้ได้ตั้งแต่ขณะตื่น และเป็นสิ่งไม่ซับซ้อน
ทว่าเมื่อดำริที่จะส่งจิตซึ่งยังขาดกำลังหนุนแบบนั้นออกไปไกลกว่าที่เราเคยจำได้
มันจะเห็นจริงบ้าง ปรุงแต่งในลักษณะคล้ายฝันบ้าง
หรือไปกระทบเข้ากับ "คลื่นหลอก" เข้าบ้าง เอาแน่เอานอนไม่ได้เลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีคนที่คุมจิตเป็น บอกให้เห็นโน่นเห็นนี่
จิตเราจะปรุงแต่งไปตามนั้นทุกประการ เช่นเห็นเทวดา เห็นยักษ์มาร
ถ้าหากนั่งอยู่ด้วยกันโดยมากจะเห็นตรงกัน เพราะคลื่นจิตกำลังจูนไปในทางเดียวกันอยู่
และถ้า "ส่งออก" เป็น ไปกระทบคลื่นวิญญาณเข้าแล้วครั้งหนึ่ง
คราวนี้จิตแม้ปกติก็เหมือนจะกระทบอะไรต่ออะไรได้ไปหมด
ซึ่งจริงก็ไม่ใช่เรื่องดี ไม่จริงยิ่งเป็นเรื่องร้าย
ส่งเข้ามาในกายเพื่อพิจารณาปล่อยวางนั้นดีที่สุดครับ
คุณแม่น้องนุ่นก็เป็นพยาบาลอยู่ด้วยตนเอง
เรื่องพวกนี้ง่ายอยู่แล้วที่จะต่อยอดให้เป็นประโยชน์สูงสุด ในขอบเขตของปฏิกูลมนสิการ
คือกำหนดรู้กายโดยความเป็นของโสโครกเพื่อละความยินดี
แล้ววางเป็นกลางเมื่อเห็นของโสโครกเหล่านั้นสักแต่เป็นธาตุในธรรมชาติเท่านั้น

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 24 ก.ย. 2544 / 19:13:40 น. ]
     [ IP Address : 202.133.134.5 ]


 ความคิดเห็นที่ 58 : (ดังตฤณ)

ที่กล่าวในความเห็น 57 นั้น
ก็เพื่อเป็นความรู้ว่าควันคืออะไร จะเกิดผลอย่างไรถ้าทำจิตแบบหนึ่ง
แต่ถ้ากล่าวถึงการเอาความแข็งแรงทางจิตไว้เป็นประกัน
เป็นเสาหลักในการภาวนาอย่างมั่นคง
ก็ต้องอย่างที่แนะนำคุณเรวัตตะไว้แล้วนะครับ
คือเราเอาความบริสุทธิ์ของช่องว่าง
ถ้าลืมก็ไม่รู้ไม่ชี้พักหนึ่ง อาจเปิดตาแหงนหน้ามองยอดฟ้า จนกว่าความคิดเบาบาง
แล้วค่อยหวนกลับมากำหนดช่องว่างใหม่
การตามควัน หรือ "เบิกม่านควัน" ตั้งแต่ยังปักหลักกับช่องว่างอย่างบริสุทธิ์เป็นกลางไม่ได้นั้น
โอกาสที่จะเห็นและติดใจนิมิตผิดเพี้ยนมีได้สูงยิ่งกว่าสูงครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 24 ก.ย. 2544 / 19:17:29 น. ]
     [ IP Address : 202.133.134.5 ]


 ความคิดเห็นที่ 59 : (เรวัตตะ)

"...จินตนาการนิมิต..." คือ..
อาการ "จินตนาการ" หรือนึกสร้างช่องว่างขึ้นในใจ...

กับการ...ทำกรอบมืออย่างที่กล่าว
และทำความ "รู้สึกตามจริง" มาที่กรอบมือ...." 
.......ต่างกันอย่างไรครับ

 จากคุณ : เรวัตตะ [ 24 ก.ย. 2544 / 19:38:48 น. ]
     [ IP Address : 202.28.22.43 ]


 ความคิดเห็นที่ 60 : (ดังตฤณ)

เหมือนคุณเรวัตตะเอามือไพล่หลัง หรือซุกอยู่ในซอกเก้าอี้ทั้งสองข้าง
แล้วหลับตานึกว่ากำลังเอามือพนมไหว้ใครสักคน
(ซึ่ง ณ เวลานั้นไม่ตรงตามจริง ไม่มีผัสสะที่แท้จริงมารองรับอยู่เลย)

แต่การระลึกรู้ตามจริงนั้น คือคุณเรวัตตะเอามือประกบกันเป็นกรอบ
ก็รู้ตามที่กระแสประสาทจากปลายนิ้วและง่ามนิ้วทั้งหมดมันส่งมาถึงจิต
รู้แค่ไหนเอาแค่นั้น ไม่นึกเลยไปกว่านั้นครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 24 ก.ย. 2544 / 19:50:50 น. ]
     [ IP Address : 202.133.134.5 ]


 ความคิดเห็นที่ 61 : (โยคาวจร)

นำปลายนิ้วชี้มาชนปลายนิ้วชี้ และปลายนิ้วโป้งชนปลายนิ้วโป้ง
ซ่อนนิ้วอื่นไว้ในอุ้งมือ จะเห็นกรอบเป็นรูปใบโพธิ์เกิดขึ้น
----------------------------------------------------------------------
ผมมีความเห็นว่า ถ้าปล่อยนิ้วข้างละสามนิ้วที่เหลือแบบสบายๆ
แต่อย่าให้นิ้วใดนิ้วหนึ่งเข้ามาในกรอบสามเหลี่ยม
จะทำให้ไม่เกร็ง ทำไปนานๆ ก็ไม่เมื่อยมือด้วยครับ

 จากคุณ : โยคาวจร [ 25 ก.ย. 2544 / 08:50:47 น. ]
     [ IP Address : 202.47.246.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 62 : (ดังตฤณ)

แบอย่างโยแล้วสบายก็เอาอย่างนั้นครับ
เพราะจุดหลักจริงๆคือเราต้องการให้กรอบมือเป็นฐานตั้งมั่นแรกของจิต
รูปแบบอื่นๆเป็นเรื่องรอง

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 25 ก.ย. 2544 / 08:56:23 น. ]
     [ IP Address : 202.133.133.54 ]


 ความคิดเห็นที่ 63 : (นุดี)

สนับสนุนพี่โยค่ะ
ทำแบบนี้อยู่เหมือนกัน ไม่เมื่อยมือดีค่ะ
อีกอย่างนึงก็คือทำมือแบบนี้แล้วให้ความรู้สึกเชื่อมั่นมากขึ้นว่าระหว่างมือมีความว่างอยู่
ทำให้รู้สึกว่ามันโบ๋ๆลึกลงมากกว่าเดิมค่ะ

 จากคุณ : นุดี [ 25 ก.ย. 2544 / 11:47:24 น. ]
     [ IP Address : 203.146.181.254 ]


 ความคิดเห็นที่ 64 : (ขอถามบ้างครับ)

ทันที่ที่มองกรอบสามเหลี่ยม คือรู้ความว่างที่อยู่ในมือใช่ไม๊ครับ
น่าจะต่างกันกับจิตว่าง  เพราะสิ่งที่ถูกรู้คือว่าง 
มันจึงดูเหมือนว่าง แต่จริงๆแล้ว จิตมองดูความว่าง
จิตรู้ถึงสถาวะของความว่างภายในกรอบสามเหลี่ยม
เมื่อรู้ได้ ก็ตรึกสภาวะว่างที่ถูกรู้นั้นไว้
ไม่ว่าจะลืมตา หรือหลับตา ก็ให้หน่วงไว้
แต่ตรงนี้อยู่ที่ที่คุณภาพของจิตว่าจะหน่วงได้นานแค่ไหน
การหน่วงจึงเป็นธรรมชาติตามกำลังของจิต
หากบังคับจนเกิดไปก็จะตึง หรือถ้าละเลยก็จะไม่สามารถหน่วงได้
เริ่มแรกของการรู้ช่องว่าง คือ รู้สึกตัวไล่จากแขน  มือ
นิ้วที่สัมผัสกันแล้วแผ่กระจายความรู้สึกไปที่ความว่าง
ไม่คิด ไม่นึก ไม่ปรุง  แต่รู้ความว่างตรงหน้า
จากการสังเกตุ ลองฝึกมา 2-3 วัน
ิจิตไวต่ออารมณ์มากขึ้น   จิตนิ่ง และลมหายใจละเอียดไว้ขึ้น
ทำได้เท่านี่หละครับ.......

 จากคุณ : ขอถามบ้างครับ [ 25 ก.ย. 2544 / 14:11:54 น. ]
     [ IP Address : 202.183.140.23 ]


 ความคิดเห็นที่ 65 : (ดังตฤณ)

ที่คุณขอถามฯกล่าวไว้นั้น ถูกทั้งหลักการและจุดมุ่งหมายเบื้องต้นครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 25 ก.ย. 2544 / 15:50:22 น. ]
     [ IP Address : 202.133.134.244 ]


 ความคิดเห็นที่ 66 : (0)

เรียนพี่ดังตฤณ

สืบเนื่องจากความเห็นที่ 41
ขอบพระคุณมากครับ ที่กรุณาอธิบายไว้อย่างละเอียดละออ

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่พระสูตรกล่าวไว้อย่างชัดเจนเป็นหลักใหญ่
ว่าเมื่อล่วงรูปสัญญาได้ จึงเข้าสู่อรูปฌาน
จึงน่าจะต้องมีการทิ้งอากาสซึ่งเป็นอารมณ์ของรูปฌาน จึงเข้าสู่กับอากาสอันเป็นอนันตะซึ่งเป็นอารมณ์ของอรูปฌานได้
ไม่น่าจะเป็นเพียงการขยายขอบเขตจากอากาสอันจำกัด ไปเป็นอากาสอันเป็นอนันตะเท่านั้น

ก็คงได้แต่รอโอกาสและปัจจัยต่อไปในภายภาคหน้า
หากผมมีอุปนิสัยเพียงพอ สักวันหนึ่งผมคงปฏิบัติไปถึงตรงนั้นได้
เมื่อถึงตรงนั้น คงรู้แน่ด้วยตัวเองครับว่า จากอากาสกสิณจะเข้าสู่อากาสานัญจายตนะได้หรือไม่

ได้แต่ต้องขมวดเก็บไว้ก่อนครับ แต่ไม่รู้จะอีกกี่ชาติเหมือนกัน
ขอบคุณอีกครั้งครับ

 จากคุณ : 0 [ 25 ก.ย. 2544 / 18:13:15 น. ]
     [ IP Address : 203.148.161.70 ]


 ความคิดเห็นที่ 67 : (ดังตฤณ)

ตรงส่วนที่ล่วงรูปสัญญานั้น
ทั้งที่ดูจากประสบการณ์ตรงของหลายๆคน
รวมทั้งที่ดูจากความตามนัยบาลีซึ่งท่าน "ภิกษุ" ให้คำปรึกษาไว้
คิดว่าคง "ล่วงเสียซึ่งการกำหนดรู้ผัสสะกระทบผ่านอายตนะหยาบใดๆ"
เพราะในจิตที่หน่วงอากาศเป็นอารมณ์นั้น จะหมดความหมายมั่นสิ้นเชิง
ว่าอย่างนั้นขาว เหลือง แดง สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม วงกลม ฯลฯ

อีกประการ พระพุทธองค์ไม่ได้ตรัสไว้ตรงๆ
ว่าการล่วงรูปสัญญาหมายถึงการเพิกกสิณอันอาศัยรูป
แต่อย่างที่เรียนแล้ว ว่าผมยังไม่เคยมีประสบการณ์ตรงนั้นหนึ่ง
อรรถกถาจารย์กล่าวไว้ตรงกับพระร่วมสมัย (ซึ่งผมให้ความเลื่อมใสในภูมิท่าน)
ว่าสามารถเพิกเตโชกสิณ แล้วจับความว่างที่เหลือ ใช้เป็นอารมณ์นำไปสู่อรูปฌานได้

อันนี้ผมก็ต้องฟังไว้เพื่อทดลองให้เห็นจริงต่อไปเช่นกันครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 25 ก.ย. 2544 / 18:38:41 น. ]
     [ IP Address : 202.133.133.225 ]


 ความคิดเห็นที่ 68 : (ดังตฤณ)

ลืมเสริมนิดหนึ่งว่าอากาสกสิณก็จัดเป็นรูปสัญญาเหมือนกันนะครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 25 ก.ย. 2544 / 21:00:39 น. ]
     [ IP Address : 202.133.133.225 ]


 ความคิดเห็นที่ 69 : (listener)

มาแจ้งลงทะเบียนเรียนครับ กำลังเริ่มฝึกอยู่ 
ขอขอบคุณครับ

 จากคุณ : listener [ 26 ก.ย. 2544 / 01:39:18 น. ]
     [ IP Address : 202.183.197.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 70 : (ธีรนันท์)

ชักสับสนครับพี่ดังตฤณ ตอนวันหลังๆ นี่กลับรู้สึกเป็นช่องว่างๆ หรือหลุมว่างๆ ตรงกลางระหว่างมือ แทนที่จะเป็นแค่ความว่างระหว่างมือครับ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเอาจิตไปจับกับการมองผ่านให้เห็นว่ามันว่างหรือเปล่าครับ

 จากคุณ : ธีรนันท์ [ 26 ก.ย. 2544 / 04:58:02 น. ]
     [ IP Address : 141.158.71.106 ]


 ความคิดเห็นที่ 71 : (ดังตฤณ)

อัพเดทวิธีฝึกตามที่ช่วยกันทักท้วงมานะครับ
ยังอัพเดทได้อีกเรื่อยๆตามแต่จะมีผู้แนะนำ
(ธีรนันท์ลองดูอัพเดทนี้แล้วบอกด้วยนะว่าหายสับสนบ้างไหม
ช่วงไหนกิเลสชุ่มๆอาจเป็นข้อสังเกตเปรียบเทียบผลต่างได้เหมือนกันนะ :-))

1) สังเกตคลื่นความคิด
การทำกสิณเป็นเรื่องของการเอาจิตไปปักอยู่กับอารมณ์เดียวต่อเนื่อง ซึ่งอย่างนั้นถ้าสภาพจิตไม่เอื้ออำนวย ยังฟุ้งไปฟุ้งมาอยู่ ก็หมดสิทธิ์ทำได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่เคยผ่านอานาปานบรรพ อิริยาปถบรรพ สัมปชัญญบรรพ และปฏิกูลมนสิการบรรพมาแล้ว ย่อมมีความแข็งแรงของสติสัมปชัญญะในระดับหนึ่ง หรือแม้ผู้ไม่เคยผ่านการฝึกสติปัฏฐาน 4 ตามลำดับขั้นมาก่อน ก็ย่อมสังเกตตนเองได้ว่าบางที "ฟุ้งจัด" บางที "ฟุ้งน้อย" คล้ายกับเฝ้าดูคลื่นทะเล บางครั้งก็เห็นโยนตัวขึ้นสูง บางครั้งก็หมอบตัวลงต่ำ มันเป็นของมันอย่างนั้นโดยธรรมชาติ จะฝึกหรือไม่ฝึกสมาธิก็ตามที

ขอให้หัดสังเกตคลื่นความคิดสักพัก อาจจะเพียงครึ่งนาทีที่ว่างๆอยู่ นั่งดูเรื่อยๆจนสามารถแยกแยะถูกด้วยตนเอง ว่าอย่างนี้คือ "ฟุ้งจัด" และอย่างนี้คือ "ฟุ้งน้อย" ให้จำไว้ว่าช่วงเหมาะสำหรับกสิณคือช่วงฟุ้งน้อย หากสังเกตแล้วไม่เห็นจะฟุ้งน้อยสักที อุบายง่ายๆประการหนึ่งสำหรับผู้เริ่มต้นคือให้ทอดตามองยอดฟ้าหรือปลายฟ้าไว้นิ่งๆสักพัก จะเห็นว่าความคิดเบาบางลงได้อย่างรวดเร็ว

2) สร้างกรอบช่องว่างด้วยสองมือ
เมื่อสำรวจแล้วว่าคลื่นความคิดอยู่ในจังหวะที่เป็นขาลง กับทั้งผ่อนกายสบายใจ คอตั้งหลังตรงไม่เกร็งส่วนใดส่วนหนึ่งแล้ว ฉวยโอกาสนั้นยกสองมือขึ้นระดับท้อง นำปลายนิ้วชี้มาชนปลายนิ้วชี้ และปลายนิ้วโป้งชนปลายนิ้วโป้ง นิ้วอื่นปล่อยสบายๆ จะเห็นกรอบมือเป็นรูปใบโพธิ์ขึ้นมา หรืออาจวางตัวราบกับที่นอน ไหล่ราบ ศอกราบ วางสองมือประกบนิ้วระดับอกหรือระยะที่สามารถเหลือบตาลงเห็นช่องว่างโดยไม่ต้องก้มมาก

3) มองช่องว่างให้เห็นด้วยตา
จับมองกรอบใบโพธิ์ด้วยสายตาทอดตรง จะเห็นช่องว่างระหว่างนั้น จำสิ่งที่เห็นไว้ อย่าคิดสงสัยให้วุ่นวายว่ากำลังมองอยู่ถูกหรือผิด เอาเป็นว่าเกิดความรู้สึกโบ๋ กลวง เป็นหลุมลึกลงไปกว่าระดับกรอบมือเป็นอันใช้ได้

4) ปิดตาลงรักษาความว่างไว้
รักษาความรู้สึกอันเกิดจากผัสสะที่กรอบมือตามจริง กล่าวคือนับแต่ความรู้สึกอันเกิดจากนิ้วชนนิ้ว ความรู้สึกที่อยู่ระหว่างง่ามนิ้ว เป็นอย่างไรเอาตามนั้น จะเห็นว่าเมื่อผนวกเข้ากับช่องว่างในความจำอันไม่เลื่อนไหลเลอะเลือนด้วยความฟุ้งซ่านแล้ว ก็เกิดความล็อกนิ่งสบายขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง ถ้าเห็นว่าจิตสงบดี แต่นึกถึงช่องว่างไม่ออก  ให้กดนิ้วเข้าหากันนิดๆแล้วคลายออกด้วยสปริงในตัวเอง เพื่อเรียกสติให้ไปจ่อรู้อยู่กับแกนคือกรอบมือ จะเห็นว่าสามารถกำหนดรู้ช่องว่างระหว่างมืออีกครั้ง แต่ถ้ายังไม่เห็นอีก ก็ให้ลืมตาขึ้นดูช่องว่าง หากเป็นไปตามธรรมชาติ แต่ละครั้งที่ลืมตาขึ้นแล้วปิดตาลงจะจำช่องว่างได้ชัดขึ้นเรื่อยๆ

5) หมั่นสำรวจความคิด
ตอนที่คลื่นความคิดสงบลงจะง่าย แต่พอมีความคิด และสลัดความคิดไม่ออก จะยากจนเหมือนมีกำแพงหนาทึบขวางกั้น วิธีแก้คือให้รู้ทันทีว่ากลุ่มความคิดก่อตัวขึ้นทึบเกินกว่าจะลงรู้ช่องว่างแล้ว ให้ลุกขึ้นเดินจงกรม รู้เฉพาะเท้ากระทบพื้น โดยปกติสัมผัสที่ฝ่าเท้าจะชัดขึ้น มีสติดีขึ้นกว่าขณะฟุ้งจัดอย่างเทียบกันไม่ติด เมื่อรู้เท้ากระทบพื้นในจงกรมสักสองสามรอบ พอเห็นคลื่นความคิดบางตัว ก็ให้ลงนั่งเริ่มประกอบมือรูปใบโพธิ์ใหม่ ทำซ้ำตามลำดับ จนกว่าจะปิดตาลงแล้วเห็นตามจริงว่าจิตสามารถหน่วงช่องว่างไว้ได้นานขึ้น จากแค่อึดใจเดียวเป็นสงบนานได้หลายอึดใจ มีความสุขความเพลิดเพลินมากขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ สติที่ได้จากการรู้เท้าในจงกรมจะมาช่วยเสริมให้จิตล็อกช่องว่างได้แข็งแรงกว่าเก่า เรียกว่ากสิณกับจงกรมนั้น ถ้าทำสลับทันทีก็จะเป็นพลังเสริมกันอย่างพอเหมาะพอเจาะ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 26 ก.ย. 2544 / 07:07:53 น. ]
     [ IP Address : 202.133.133.140 ]


 ความคิดเห็นที่ 72 : (ดังตฤณ)

ข้อ 4 ขาดตอนต้นไปนิดหนึ่งครับ

4) ปิดตาลงรักษาความว่างไว้
หลังจากเปิดตามองครู่หนึ่ง อาจจะสัก 5 วินาที ให้ปิดตาลง รักษาความรู้สึกอันเกิดจากผัสสะที่กรอบมือตามจริง กล่าวคือนับแต่ความรู้สึกอันเกิดจากนิ้วชนนิ้ว ความรู้สึกที่อยู่ระหว่างง่ามนิ้ว เป็นอย่างไรเอาตามนั้น จะเห็นว่าเมื่อผนวกเข้ากับช่องว่างในความจำอันไม่เลื่อนไหลเลอะเลือนด้วยความฟุ้งซ่านแล้ว ก็เกิดความล็อกนิ่งสบายขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง ถ้าเห็นว่าจิตสงบดี แต่นึกถึงช่องว่างไม่ออก  ให้กดนิ้วเข้าหากันนิดๆแล้วคลายออกด้วยสปริงในตัวเอง เพื่อเรียกสติให้ไปจ่อรู้อยู่กับแกนคือกรอบมือ จะเห็นว่าสามารถกำหนดรู้ช่องว่างระหว่างมืออีกครั้ง แต่ถ้ายังไม่เห็นอีก ก็ให้ลืมตาขึ้นดูช่องว่าง หากเป็นไปตามธรรมชาติ แต่ละครั้งที่ลืมตาขึ้นแล้วปิดตาลงจะจำช่องว่างได้ชัดขึ้นเรื่อยๆ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 26 ก.ย. 2544 / 07:46:11 น. ]
     [ IP Address : 202.133.133.140 ]


 ความคิดเห็นที่ 73 : (mayrin)

  _/||\_  ขอบคุณค่ะ

 จากคุณ : mayrin [ 26 ก.ย. 2544 / 09:19:49 น. ]
     [ IP Address : 203.148.183.71 ]


 ความคิดเห็นที่ 74 : (นิพ)

พี่ดังตฤณครับ แล้วถ้าวิญญาณกสิณหรือกสิณรู้จะฝึกยังไงครับ
ดูท่าอาจจะเข้ากับผมได้ครับ :-D

 จากคุณ : นิพ [ 26 ก.ย. 2544 / 12:39:46 น. ]
     [ IP Address : 203.151.125.35 ]


 ความคิดเห็นที่ 75 : (ดังตฤณ)

นิพดูความเห็นที่ 53 นะ
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/003441.htm?53

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 26 ก.ย. 2544 / 14:01:34 น. ]
     [ IP Address : 203.144.181.200 ]


 ความคิดเห็นที่ 76 : (นิพ)

พี่ดังตฤณครับ จากที่ผมอ่านมาเหมือนกับว่า จะใช้อากาสกสิณ
เป็นฐานเพื่อยกไปสู่ภาวะรู้ที่จิต แต่จะเป็นอันเดียวกับจิตที่ใช้ในการ
เจริญสติปัฎฐาน คือรู้ด้วยความเป็นกลางใช่ไหมครับ
ซึ่งถ้าใช่แล้วตามที่ผมเคยเล่าให้พี่ฟัง ว่าผมมักจะนั่งสมาธิโดยใช้เวทนา
เป็นอารมณ์ เดิมทีจงใจบังคับแยกเวทนาออกจากจิต(เห็นเวทนาเป็นสิ่งที่ถูกรู้)
แต่หลังจากที่ผมหันมารู้ตัวแบบเป็นกลางตามที่หลวงพ่อสอน
เวลานั่งสมาธิก็นั่งดูเวทนามันแล้วมันก็แยกเวทนากับจิตโดยอัตโนมัติ
หลังๆมันจะดีดไปมาคือจิตรู้ในภาวะที่เป็น
กลางเบากับภาวะที่จิตกับไปรู้ในเวทนาสลับกันไปมา โดยที่จิตมีความมั่นคง
แต่ในระหว่างภาวะที่จิตรู้เป็นกลางนั้นจะอยู่ได้พักหนึ่ง ก็จะมีอารมณ์
หรือความคิดเข้าแทรกขึ้นมาซึ่งหลังจากนั้นก็จะกลับไปตั้งต้นไปอยู่ที่รู้
เวทนาแล้วแยกออกมาใหม่แล้วจริงไปรุ้ตัวเป็นกลางสลับไปมาเรื่อยๆอย่างนี้
อันนี้ถือเป็นการทำกสิณรู้ใช่หรือไม่ครับ หรือพี่ตุลย์จะมีข้อแนะนำประการใดสำหรับการปฏิบัติของผมข้างต้นครับ

 จากคุณ : นิพ [ 26 ก.ย. 2544 / 14:55:41 น. ]
     [ IP Address : 203.151.30.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 77 : (นิพ)

เพิ่มเติมครับ ผมสังเกตุเห็นได้ว่าเวลาเห็นเวทนาเป็นสิ่งที่ถูกรู้ เนื่อง
ด้วยเวทนาเป็นสิ่งที่หยาบจึงรู้และแยกได้นานจนใช้เป็นฐานได้
แต่การรู้อารมณ์ที่ละเอียดกว่าเวทนานั้น จะเห็นอารมณ์เป็นสิ่งที่ถูกรู้
ได้เพียงแว่บเดียวหรือไม่นาน(ซึ่งขึ้นอยู่กับกำลังของจิต)จนแทบแยกไม่ได้ว่าอารมณ์ก็เป็นสิ่งที่ถูกรู้ อันนี้ผมเข้าใจถูกไหมครับพี่

 จากคุณ : นิพ [ 26 ก.ย. 2544 / 15:03:20 น. ]
     [ IP Address : 203.151.125.35 ]


 ความคิดเห็นที่ 78 : (ดังตฤณ)

ทำได้อย่างนั้นถือว่าดีแล้วนิพ
แต่เป็นคนละอย่างกับวิญญาณกสิณ

ความจริงถ้าทำวิญญาณกสิณได้ ก็ไม่ใช่จะเป็นประกันว่าจะมารู้ตามจริง
หรือมีอาการแยกรู้ออกจากอารมณ์ได้อย่างเป็นกลางเสมอไป
(แม้วิญญาณัญจายตนฌานก็ยังไม่ใช่เครื่องประกัน)
เท่าที่เคยเห็นมา พอทำได้ดีมากๆแล้ว
บางคนจะเกิดความอิ่มเอิบในรัศมีจิตอันกว้างขวาง และกระรู้ที่เบากริบ
บางคนจะมีจิตจ่ออยู่กับความว่าง แม้พิจารณาความรู้สึกนึกคิด
ก็ดูแบบ "แหวกม่าน" เข้าไปหาความว่างที่ติดใจ
และรู้สึกว่าว่างแบบนี้คือปล่อยวาง ไม่มีตัวตน
(แต่แท้จริงแล้วจิตไปยึด "ภาวะไม่มีตัวตน" อันเป็นเพียงความรู้สึกในอากาศ
ที่แทรกเข้ามาในความยึดมั่นถือมั่นแบบเดิมๆเท่านั้น)

การทำกสิณ จึงต้องดูให้เข้าใจว่ามีจุดมุ่งหมายอย่างไร
เช่นที่ยกแสดงแล้วในข้อดีของการทำอากาสกสิณ
เมื่อทำได้แล้ว ก็ต้องใช้ถูกทาง เช่นกำหนดรู้กายใจโดยความเป็นธาตุ
เห็นให้ได้ รู้ให้ได้จริงๆว่าลักษณะองค์ประกอบกายมันสักแต่เป็นธาตุ
ไม่รู้สึกแบ่งแยกแตกต่างระหว่างธรรมชาติภายนอกกับธรรมชาติภายใน

อีกอย่างคือเมื่อจิตรู้ภาวะผ่องใสของตนเอง
ก็ควรพิจารณาตามพระพุทธเจ้าวางแนวไว้
คือรู้ว่าอย่างนี้สุขเวทนาปรุงแต่งจิตบ้าง (เมื่อกำลังอยู่ หรือออกจากสมาธิจะเด่นเป็นพิเศษ)
อย่างนี้ทุกขเวทนาปรุงแต่งจิตบ้าง (ภาวะที่กระทบเพียงเล็กน้อยที่ทำให้ขัดเคืองก็เห็นชัด)
หรืออทุกขมสุขเวทนา (ภาวะที่แทรกอยู่ระหว่างการสลับสุขกับทุกข์จะถูกเห็นบ่อยขึ้น
เพราะมีสติที่เฉียบคมพอจะตามรู้ ตามดูได้ทัน)

หรือแม้ยังไม่ฝึกกสิณ ถ้าหากแยกระหว่างรู้กับเวทนาได้อย่างที่นิพทำ
ก็นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีอยู่แล้ว
อันนี้ก็เป็นเรื่องน่าสนใจเพียงแค่ว่าเราได้กำลังจิตจากการฝึกกสิณมาทำให้รู้ได้นานขึ้น
มีความมั่นคงขึ้น จิตไม่คลุกกับกาม ฯลฯ ตามข้อดีที่ยกแสดงไว้

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 26 ก.ย. 2544 / 15:10:21 น. ]
     [ IP Address : 203.144.181.200 ]


 ความคิดเห็นที่ 79 : (นิพ)

ขอบพระคุณพี่ดังตฤณครับ _/I\_

 จากคุณ : นิพ [ 26 ก.ย. 2544 / 15:22:46 น. ]
     [ IP Address : 203.151.30.14 ]


 ความคิดเห็นที่ 80 : (ธีรนันท์)

พอสังเกตอะไรเห็นกับตัวเองนิดหน่อยครับพี่ดังตฤณ แต่ขอรอดูอีกพักใหญ่แล้วจะมารายงานครับ ส่วนการปฏิบัตินั้นคิดว่าคงไม่สงสัยในขั้นต้นนี้แล้วครับ แต่ยังไม่ค่อยแน่นอน บางวันจะเห็นแบบข้อ 3-4 ในความคิดเห็นที่ 71 ได้ชัดดีขึ้น แต่เมื่อคืนกับวันนี้ถอยลง จะลองดูต่อไปอีกสักพักแล้วจะมารายงานผลครับ

 จากคุณ : ธีรนันท์ [ 27 ก.ย. 2544 / 06:30:13 น. ]
     [ IP Address : 141.158.71.106 ]


 ความคิดเห็นที่ 81 : (ไก่แก้ว)

_/|\_ กราบขอบพระคุณพี่ดังตฤณที่เมตตาให้แสงสว่างเป็นนิจค่ะ

ฝึกอากาสกสินตามแนวทางที่พี่แนะนำมามาได้พอสมควรแล้ว แนวทางที่ดำเนินและผลที่ปฏิบัติได้ได้เป็นไปตามที่พี่ดังตฤณกล่าวไว้ค่ะ ขอเพิ่มประสบการณ์ที่เจอบางส่วนเผื่อจะมีใครสนใจทดลองค่ะ

หลังจากที่ได้ฝึกไปพอสมควร พบว่าเวลาขับรถบนทางด่วน หรือทางไกลที่สามารถทอดสายตาไปไกลๆจนขอบฟ้าได้ จะล็อคเข้าไปกับความว่างเป็นปกติ แรกๆก็กลัวว่าจะเกิดอุบัตติเหตุ ไม่กล้าดำเนินจิตต่อ แต่ได้รับคำแนะนำจากพี่ดังตฤณว่าจะไม่มีการอยู่ๆหลุดหายไม่มีความรู้สึกไป จากนั้นจึงลองทำโดยให้เป็นไปเอง ซึ่งคราวไหนที่จิตล็อคเข้าไปได้ จะพบว่าการขับรถนั้นๆไม่มีอาการเพลียเลย ไม่ง่วงซึมด้วยจะมีความชัดเจนในสัมผัสต่างๆ เห็นการเคลื่อนไหวของสิ่งรอบตัวอย่างชัดเจนเหมือนใครจูนภาพ แสง สี เสียงไว้ให้ค่ะ

เมื่อเร็วๆนี้ต้องขับรถทางไกลติดต่อกัน 5 ชม.โดยไม่ได้หยุดพัก และตื่นมาตั้งแต่ตี 3 ทำงานเคลื่อนไหวตลอดไม่ได้หยุดก่อนหน้าการเดินทาง ตอนแรกนั้นเพลียมาก แต่พอล็อคช่องว่างได้ ความเพลีย ความง่วงก็ละลายหายไปเป็นปลิดทิ้งค่ะ นี่เป็นตัวอย่างอานิสงค์ของอากาสกสินค่ะ

นอกจากนี้บางคราวที่กำหนดอากาสกสินได้ลงตัวดีๆ จะมีความรู้สึกว่าตัวเรานั้นเป็นโพรง มีวิญญานธาตุสว่างอยู่ภายใน โดยความสว่างนั้นจะต่างๆกันไปตามสภาวะความพร้อมค่ะ ทำให้รู้สึกถึงความไม่มีตัวตนของสังขารค่ะ เมื่อไล่พิจารณาธาตุ 6 แรกๆจะพบว่าสามารถปล่อยวางได้ทุกธาตุ ยกเว้นวิญญานธาตุที่ยังมีความรู้สึกเป็นของของเราอยู่ ได้รับคำแนะนำให้พิจารณาต่อๆไป จนได้เห็นการเกิด-ดับของจิต เกิดความปล่อยวางมากขึ้น

ในบางครั้งที่จิตไม่เป็นปกตินัก จะไม่สามารถเห็นกายเป็นโพรงเองได้ แต่สามารถล็อคช่องช่องว่างไว้ได้ เคยลองกำหนดเข้ามาที่ช่องกายต่างๆตามที่พี่แนะนำ เช่นช่องหู ช่องจมูก เป็นต้น ปรากฏว่กำหนดมาที่ช่องหูจะชัดเจนที่สุด เพราะช่องจมูกนั้นมีการคลื่นไหวของลมหายใจรบกวนอยู่ และเมื่อกำหนดลงล็อค จะรู้สึกว่าช่องว่างต่างๆในกายมันเลื่อนไหลเข้ามารวมๆกัน จนสุดท้ายกายเป็นโพรงมีวิญญานธาตุอยู่ภายใน โดยไม่รู้สึกยึดในธาตุนั้นๆค่ะ

นอกจากนี้ในบางคราวที่จิตมีสัญญาของความว่างอยู่ จะเห็นการเคลื่อนไหวของจิตที่ถูกผัสสะกระทบโดยที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีการเคลื่อนไหว จากที่เคยคิดว่าตัวเองสงบ ก็ลบภาพความสงบในตนไป ทำให้รู้ว่าจริงแล้วที่ผ่านมาเราสามารถจับได้แต่พฤติกรรมหยาบๆของจิตเท่านั้น ยังมีอะไรที่ละเอียดๆให้ต้องศึกษา ลดละอีกมากมายค่ะ

เท่าที่นึกได้มีเท่านี้ค่ะ ไว้นึกได้เพิ่มเติมจะทยอยนำมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

 จากคุณ : ไก่แก้ว [ 27 ก.ย. 2544 / 16:20:04 น. ]
     [ IP Address : 203.145.4.78 ]


 ความคิดเห็นที่ 82 : (ไก่แก้ว)

ขอเสริมอีกนิดนะคะว่าไม่ได้ให้ทำสมาธิหรือกำหนดกสินขณะขับรถนะคะ

วิธีที่ทำนั้นก็ขับรถโดยมีสติจดจ่อกับการขับตามปกติ แต่เมื่อฝึกอากาสกสินแล้ว สักพักความรู้สึกที่ว่ารอบๆข้างมีความว่างจะเกิดขึ้นเอง และทรงอยู่เอง โดยที่เราไม่ต้องกำหนดค่ะ จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติค่ะ ไม่ใช่การเพ่งให้เป็น หรือพยายามให้เกิดค่ะ

 จากคุณ : ไก่แก้ว [ 27 ก.ย. 2544 / 19:13:52 น. ]
     [ IP Address : 203.145.4.103 ]


 ความคิดเห็นที่ 83 : (วิลาศินี)

_/|\_ สาธุค่ะพี่ไก่แก้ว
อนุโมทนากับการผลปฏิบัติที่พี่เมตตาเอามาฝากด้วยค่ะ :)

 จากคุณ : วิลาศินี [ 27 ก.ย. 2544 / 21:48:09 น. ]
     [ IP Address : 202.183.149.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 84 : (โยคาวจร)

_/\_ อนุโมทนาด้วยครับ : )

 จากคุณ : โยคาวจร [ 28 ก.ย. 2544 / 08:20:27 น. ]
     [ IP Address : 202.47.246.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 85 : (วิลาศินี)

ตรวจคำผิดค่ะพี่ดังตฤณ
ความคิดเห็นที่ 35 ต่อจากมหาราหุโลวาทสูตรลงมาประมาณ 3 ย่อหน้า

และที่เรียกว่าเป็นอากาศ หรือช่องว่าง "ภายใน" ก็เพราะอยู่ในระหว่างแห่งอวัยวะต่างๆ
มิฉะนั้นต้องจัดเป็นอากาศ หรือช่องว่าง "ภายนอก"
กล่าวอย่างละเอียดคือต้องอาศัยแทรกอยู่ระหว่าง
อวัยวะอันแข้นแข็งเช่นผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กระดูก ฯลฯ
หรือส่วนของกายอันมีลักษณะเอิบอาบ เช่นน้ำลาย น้ำตา น้ำเลือด น้ำเหลือง
หรือส่วนของกายอันมีลักษณะร้อนเช่นไออุ่น ความร้อนอันใช้เผาอาหาร ฯลฯ
หรือส่วนของกายอันมีลักษณะพัดไปมา เช่นลมหายใจ ลมในท้อง ฯลฯ

ยังไม่มีรายงานผลการปฏิบัติที่คืบหน้านะคะ แต่จะพยายามต่อไปค่ะ

 จากคุณ : วิลาศินี [ 30 ก.ย. 2544 / 00:37:43 น. ]
     [ IP Address : 203.147.30.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 86 : (ธรรมฑูต)

ไม่ได้เล่นกับเขาครับ
ชอบลมหายใจครับ

 จากคุณ : ธรรมฑูต [ 30 ก.ย. 2544 / 17:44:39 น. ]
     [ IP Address : 203.146.87.243 ]


 ความคิดเห็นที่ 87 : (กลางชล)

อนุโมทนากับผลการปฏิบัติด้วยค่ะพี่ไก่แก้ว _/|\_

พอดีทั้งอาทิตย์นี่ก็เพิ่งมีโอกาสได้เข้าอินเตอร์เน็ทนี่ล่ะค่ะ
เลยขออนุญาตถามพี่ดังตฤณตามประสาคนเพิ่งฝึกอีกทีนะคะ

๑. ไม่แน่ใจน่ะค่ะว่าความรู้สึกในการกำหนดจิตให้รู้ช่องว่างนั้นเป็นอย่างไรแน่
มีความรู้สึกว่าทำไปทำมาจะพยายาม "เห็น" ช่องว่าง มากกว่า "รู้สึก" ช่องว่าง
เข้าใจว่า "ความรู้สึก" ของช่องว่างจะเป็นคล้าย ๆ อย่างที่พี่ดังตฤณอธิบายไว้ว่า:

"เมื่อเห็นช่องว่างระหว่างมือได้นิ่ง ๆ ตาไม่หลุกหลิกสัก 5 วินาที
จะรู้สึกเหมือนใจเราเข้าไปอยู่ในอีกมิติหนึ่ง วูบลึกลงไปหน่อย"

คือจะไม่รู้สึกวูบลึกลงไปขนาดนั้น (หลับตาก็นึกเห็นภาพโครงมือ) จะเรียกว่ากำหนดถูกรึเปล่าคะ
และในช่องว่างนั้น เราควรจะรู้สึกถึงความโบ๋ลึกเป็นสามมิติลงไปด้วยรึเปล่าคะ

บางครั้งที่พยายามกำหนด ๆ ไป ก็เกิดความว่างขึ้นมาเหมือนค่ะ
(คือนิ่ง และไม่มีความฟุ้ง) แต่คิดว่าอาจจะไม่ใช่ความว่างอย่างที่ควรจะเป็น
เพราะมันเหมือนกลายเป็นค่อย ๆ ว่างไปจากความคิดเฉย ๆ
มากกว่าว่างอย่างที่รู้สึกว่ามีขอบเขต เป็น "ช่อง" ว่างน่ะค่ะ (เหมือนกับไปตามลมแทน)

๒. ที่ว่า "หากเอาตามที่นิยมใช้กันอยู่ในหมู่ผู้ฝึกกสิณ ก็คือให้เจาะแผ่นหนัง
เป็นช่องวงกลมขนาดหนึ่ง มองวงกลมนั้นแล้วจำไว้"

สงสัยว่าการที่นิยมให้รอบ ๆ ช่องว่างถูกกำหนดเป็น "แผ่นหนัง"
หรือการที่พี่ดังตฤณให้ใช้มือทำช่องว่าง ซึ่งรอบ ๆ ก็เป็น "ผิวหนัง" นี้
มีจุดประสงค์เพื่อจะช่วยในการพิจารณาช่องว่างในกายในภายหลังรึเปล่าคะ
หรือว่าเป็นสิ่งที่บังเอิญสมมติขึ้น และจริง ๆ แล้วจะใช้อะไรก็ได้มีผลเหมือน ๆ กัน :-)

ขอบคุณค่ะ _/|\_

 จากคุณ : กลางชล [ 30 ก.ย. 2544 / 23:56:11 น. ]
     [ IP Address : 202.133.136.108 ]


 ความคิดเห็นที่ 88 : (ดังตฤณ)

> มีความรู้สึกว่าทำไปทำมาจะพยายาม "เห็น" ช่องว่าง
> มากกว่า "รู้สึก" ช่องว่างเข้าใจว่า "ความรู้สึก"
ต้องทำความเข้าใจอย่างนี้ครับ ตามหลักของการฝึกกสิณ จะเป็นการเอาจิตจำนิมิตที่เห็นด้วยตา
แต่จะฝึกได้ดีนั้น ควรมีสมาธิเป็นบาทฐานอุดหนุนอยู่พอสมควร
ซึ่งคนเมืองอย่างพวกเรานั้น ค่อนข้างเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะอากาสกสิณ
ส่วนใหญ่จะไปสำเร็จกันในกสิณที่วัตถุมีผลต่อประสาทตา
ให้เกิดภาพติดตาง่ายอย่างเช่นเตโชกสิณ ซึ่งผมไม่อยากแนะนำให้ฝึกเป็นกสิณแรก
เนื่องจากส่วนใหญ่จะมีผลข้างเคียงในทางลบ
โดยเฉพาะถ้าไม่มีพี่เลี้ยงหรือครูบาอาจารย์คอยควบคุม

ที่ให้ใช้กรอบมือก็เพื่อทำฐานที่ตั้งไว้เป็นตัวช่วยล็อกความรับรู้ไว้กับตำแหน่งที่แน่นอนเท่านั้น
คือเริ่มแรก สำรวจเข้ามาในกายแล้วต้องเหมือนทั้งตัวอ่อนเบา หรือหายไปจากความรับรู้
เหลือแต่เพียงกรอบมือ (ซึ่งต้องไม่เกร็งเช่นกัน) เด่นชัดขึ้นมาในความรับรู้

ด้วยความรู้สึกในกรอบมือที่ชัดเจน จะทำให้เรารับรู้ได้ตามจริงว่ามีช่องว่างอยู่ระหว่างนั้น
เมื่อไปบวกกับภาพหลุมที่ยังติดตาอยู่ ก็จะก่อให้เกิดมโนภาพที่ชัดเจนขึ้น

ประสบการณ์เบื้องแรกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
บางคนอาจรู้สึกเหมือนเป็นช่องขาดบางๆ
ก็ให้ดูไปอย่างนั้น เอาแค่นั้น เดี๋ยวจิตนิ่งจ่ออยู่ตรงนั้นนานเข้า ก็จะรู้สึกว่ามีมิติขึ้นมาเอง

หรืออย่างที่เพิ่งแนะไว้ได้ผลเร็วขึ้น ก็คือให้สำรวจ ว่าด้านล่าง ด้านขวา และด้านซ้ายของกรอบมือ
ก็เป็นความว่างอันเดียวกันกับช่องขาดๆระหว่างกรอบมือเรานั่นเอง

เมื่อจิตกับความว่างเหมือนดูดติดเป็นอันเดียวกัน ล็อกสนิทดีแล้ว
ก็ให้ทำความรับรู้มาในช่องปาก ว่าก็มีความว่างแบบเดียวกันนั้นอยู่
เมื่อทำความรับรู้ช่องว่างในปากสักพัก จะเห็นโพรงกะโหลก
สามารถกำหนดสัณฐานกะโหลกได้ชัด
เพียงระลึกว่าในโพรงกะโหลกมีช่องหูซ้ายขวา มีช่องจมูกซ้ายขวา ก็จะเห็นช่องว่างเชื่อกันไปหมด
(อย่าเพิ่งไปกำหนดเอาจริงเอาจังตามที่เคยเรียนรู้ ให้รู้โดยความเป็นช่องว่างเท่าที่จิตเห็น)

ในต้นฉบับผมจะเน้นเรื่องการใช้ความรู้ช่องว่างชัด มารู้ช่องว่างในกายเป็นพิเศษครับ
เพราะนั่นคือเป้าหมายที่แท้จริงของการฝึกกสิณช่องว่าง

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 1 ต.ค. 2544 / 00:53:44 น. ]
     [ IP Address : 203.144.181.139 ]


 ความคิดเห็นที่ 89 : (ไก่แก้ว)

_/|\_ สาธุค่ะพี่ดังตฤณ

ขออนุญาติเสริมนิดนึงนะคะ
ให้ลองเอามือเรานี่ปิดที่ปากแก้วน้ำ
หรือขันน้ำเล็กๆที่มือสามารถปิดได้มิด
แล้วจับความรู้สึกที่มือสัมผัสขอบแก้ว หรือขอบขัน
กับความรู้สึกที่ตรงกลางมือว่างๆเว้าๆ
คือความรู้สึกว่างๆตรงกลาง

ให้เทียบว่ามือนั่นเปรียบดังจิต
ขอบแก้วหรือขอบขันเปรียบดังกรอบมือ
และความรู้สึกที่ไม่มีอะไรต้านทานตรงกลาง
คือความว่างที่เราจะน้อมเข้ามา
เหมือนดังความว่างตรงกลางกรอบมือค่ะ

ถ้าหากรู้สึกว่ากรอบมือไม่ชัด
ให้ลองใช้สายตากวาดไล้ไปตามกรอบมือ
จากนิ้วชี้ที่ชนกันไล่ลงมาที่นิ้วโป้งด้านล่าง
สลับขึ้น-ลงๆ จนมีความรู้สึกว่ากรอบมือชัดเจน
แล้วถึงหลับตาน้อมเข้าไปตามวิธีที่พี่ดังตฤณแนะนำไว้ค่ะ

เจริญในธรรมค่ะ

 จากคุณ : ไก่แก้ว [ 1 ต.ค. 2544 / 08:48:23 น. ]
     [ IP Address : 203.146.123.68 ]


 ความคิดเห็นที่ 90 : (กลางชล)

ขอบคุณค่ะพี่ดังตฤณและพี่ไก่แก้ว
ขอไปทดลองฝึกดูอีกหน่อยก่อนนะคะ สาธุค่ะ

 จากคุณ : กลางชล [ 1 ต.ค. 2544 / 21:40:32 น. ]
     [ IP Address : 202.133.135.161 ]


 ความคิดเห็นที่ 91 : (ดังตฤณ)

สุภาชีวกัมพวนิกาเถรีคาถา

คาถาสุภาษิตของนางสุภาชีวกัมพวนิกาเถรี



นักเลงเจ้าชู้คนหนึ่ง ได้ยืนกั้นทางพระสุภาภิกษุณี
ผู้กำลังเดินไปสู่สวนอัมพวันอันเป็นสถานที่รื่นรมย์ของหมอชีวกโกมารภัจ
พระสุภาภิกษุณีได้กล่าวกะนักเลงนั้นว่า

"ฉันทำผิดอะไรต่อท่านหรือ ท่านจึงมายืนขวางทางเราไว้
ดูกรอาวุโส บุรุษย่อมไม่ควรถูกต้องหญิงที่บวชแล้วเลย
สิกขาอันใด อันพระสุคตทรงบัญญัติไว้แล้ว
ในศาสนาที่น่าเคารพแห่งพระศาสดาของเรา
เพราะเหตุไร ท่านจึงมายืนขวางเรา
ผู้มีส่วนบริสุทธิ์ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวนด้วยสิกขาเหล่านั้น
ท่านเป็นผู้มีจิตขุ่นมัว มีธุลีคือราคะ เพราะเหตุไรจึงมายืนขวางเราผู้มีจิตไม่ขุ่นมัว
ปราศจากธุลีคือราคะ ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน มีจิตหลุดพ้นแล้วจากเบญจขันธ์ทั้งปวง"

เมื่อพระเถรีกล่าวเช่นนี้แล้ว นักเลงเจ้าชู้เมื่อจะประกาศความประสงค์ของตน
จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ความว่า

"ท่านยังเป็นสาวทั้งรูปก็ไม่เลว การบรรพชา จักทำประโยชน์อะไรให้ท่าน
ท่านจงเปลื้องจีวร อันย้อมด้วยน้ำฝาดออกเสียเถิด
เชิญท่านมารื่นรมย์กันในป่าไม้อันมีดอกบานสะพรั่งเถิด
หมู่ไม้เหล่านี้ อันลมพัดเอาละอองเกษรหอมฟุ้งไปโดยรอบ

ฤดูนี้เริ่มฤดูฝน เป็นฤดูมีความสุข เชิญท่านมารื่นรมย์กันในป่าไม้มีดอกสะพรั่งเถิด
ก็ต้นไม้ทั้งหลายมีดอกอันบานแล้ว ถูกลมโชยย่อมส่งกลิ่นฟุ้งไปตามลม
ถ้าท่านจักอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว ความยินดีในป่านั้นจักมีแก่ท่านอย่างไรเล่า
ท่านไม่มีเพื่อน ปรารถนาจะไปสู่ป่าใหญ่ที่หมู่เนื้อร้ายอาศัย เกลื่อนกล่นด้วยช้างพลาย
และช้างพังผู้เมามัน เว้นแล้วจากชน น่ากลัว

ท่านเป็นตุ๊กตาที่ช่างฉลาดทำแล้วด้วยทองคำมีสีสุก
และเหมือนนางอัปสรเที่ยวอยู่ในสวนจิตรัถ
บัดนี้ท่านย่อมงามด้วยเครื่องนุ่งห่มแคว้นกาสี อันมีเนื้อละเอียดอ่อน
ไม่มีผ้าอื่นเปรียบปาน ถ้าเราทั้งสองได้อยู่ร่วมกัน
ฉันพึงยอมอยู่ในอำนาจของท่าน ดูกรท่านผู้มีดวงตาดังกินนรี
ชีวิตของเราก็ยังไม่เป็นที่รักไปยิ่งกว่าท่าน
ถ้าท่านจักทำตามคำของเรา ท่านจักได้รับความสุข
เชิญท่านมาอยู่ครองเรือนกับเราเถิด ท่านจักได้อยู่ในปราสาทอันไม่มีลมเข้า
มีสาวใช้คอยทำการรับใช้ท่าน ท่านจงนุ่งห่มผ้าแคว้นกาสีมีเนื้อละเอียด
จงตบแต่งร่างกายด้วยดอกไม้และเครื่องลูบไล้ผิวพรรณ
เราจะทำเครื่องอาภรณ์ต่างๆ หลายชนิด ซึ่งล้วนด้วยทองคำและแก้วมณี แก้วมุกดาให้

ขอเชิญท่านขึ้นสู่ที่นอนใหม่อันงามมีค่ามาก อันปูลาดด้วยผ้าขนสัตว์
และฟูกไม่มีธุลีเพราะซักฟอกดีแล้ว ประดับด้วยแก่นจันทน์
มีกลิ่นหอม ดอกบัวใด ผุดขึ้นพ้นน้ำอันอมนุษย์หวงแหนแล้ว
ดอกบัวนั้นเป็นของอันใครๆ ไม่เคยใช้สอยเลย ฉันใด ท่านเป็นสาวพรหมจารีก็ฉันนั้น
เมื่ออวัยวะของตนอันใครไม่ได้ใช้สอยเลย
จักถึงความคร่ำคร่าไปเสียเปล่าโดยหาประโยชน์มิได้"

เมื่อนักเลงนั้นประกาศความประสงค์ของตนอย่างนี้แล้ว
พระเถรีเมื่อจะประกาศความที่สรีระเป็นสภาพเต็มด้วยซากศพต่างๆ จึงได้กล่าวตอบว่า

"ในร่างกาย ที่เต็มไปด้วยซากศพ อันจักทอดทิ้งไว้ในป่าช้า
มีอันแตกทำลายไปเป็นธรรมดานี้ อะไรเล่าที่ท่านเข้าใจว่าเป็นแก่นสาร
ท่านเห็นสิ่งใดแล้ว มีความพอใจในสิ่งนั้น ขอจงบอกแก่เรา"

นักเลงนั้นกล่าวว่า

"นัยน์ตาทั้งสองของท่านเหมือนนัยน์ตาลูกเนื้อ
และเหมือนนัยน์ตานางกินนรีที่เที่ยวไปภายในภูเขา
ความรักของเราเกิดขึ้นอย่างแรงกล้า เพราะเห็นดวงตาทั้งคู่ของท่าน
กามคุณย่อมเจริญแก่เราโดยยิ่ง
เพราะเห็นหน้าและนัยน์ตาของท่านซึ่งเปรียบปานดังดอกบัว ปราศจากมลทิน
งามดังแผ่นทองคำ แน่ะน้องหญิงผู้มีนัยน์ตาบริสุทธิ์ทั้งยาวทั้งกว้าง
แม้เราจักไปไกลสักเท่าไร ก็จักไม่นึกถึงอะไรๆอย่างอื่น
จักนึกถึงดวงตาทั้งคู่ของท่านเท่านั้น
น้องรักผู้มีดวงตาดังกินนรี สิ่งอื่นอันเป็นที่รักยิ่งไปกว่าดวงตาของน้องมิได้มีแก่เราเลย"

พระสุภาเถรีตอบว่า

"ท่านปรารถนาเราผู้เป็นธิดาของพระพุทธเจ้า ชื่อว่าปรารถนาจะดำเนินไปโดยทางผิด
ชื่อว่าแสวงหาดวงจันทร์มาเป็นของเล่น ปรารถนาจะโดดขึ้นภูเขาสิเนรุ
บัดนี้ ความกำหนัดในอารมณ์ใด อารมณ์นั้นไม่มีแก่เราในโลกพร้อมทั้งเทวโลก
เราทราบว่าสภาพอันน่ารื่นรมย์แม้ทุกชนิดไม่มีแก่เรา
และเรากำจัดเสียได้แล้วพร้อมทั้งรากด้วยมรรคญาณ
สภาพอันน่ารื่นรมย์เป็นเหมือนถูกทิ้งไปในหลุมถ่านเพลิง เหมือนถูกดื่มยาพิษ
เราทำให้พินาศแล้วแต่ยอด เราเห็นว่าสภาพอันน่ารื่นรมย์แม้ทุกชนิดมิได้มีแก่เรา
และเรากำจัดเสียแล้วพร้อมทั้งรากด้วยมรรคญาณ
เบญจขันธ์นี้อันหญิงใดไม่พิจารณาแล้ว หรือไม่ได้รับคำสั่งสอนของพระศาสดา

ท่านจงเล้าโลมหญิงเช่นนั้น ท่านมาเล้าโลมเราผู้รู้ตามเป็นจริงนี้
ย่อมจะลำบากเปล่า เพราะว่าสติของเรามั่นคงดีแล้ว ในการด่า การไหว้
และในสุขทุกข์ ท่านจงรู้ว่า ธรรมอันปัจจัยปรุงแต่งเป็นของไม่งาม
ใจของเราไม่ติดอยู่ในอารมณ์ทั้งปวงเลย เราเป็นสาวิกาของพระสุคตเจ้า
เป็นผู้ดำเนินไปสู่นิพพานด้วยญาณกล่าว คือ อัฏฐังคิกมรรค
มีลูกศรอันถอนขึ้นได้แล้ว ไม่มีอาสวะ ยินดีอยู่ในเรือนว่างเปล่า

ก็รูปภาพทำด้วยใบลานหรือท่อนไม้ที่บุคคลทำให้งดงาม
ผูกด้วยเชือกหรือเอาไม้ตอกตะปูติดไว้โดยอาการต่างๆ ทำให้เหมือนกับจะฟ้อนรำได้
เราเคยได้เห็นมาแล้ว เมื่อแก้เชือกและถอนตะปูออกจากรูปนั้น
และแยกออกจากกันแล้ว โดยทำให้เป็นแผนกๆ เรียงรายไว้
เมื่อทำรูปนั้นโดยเป็นชิ้นๆ อย่างนี้ไม่พึงได้ชื่อว่ารูป

เมื่อเป็นอย่างนั้น บุคคลพึงตั้งความสำคัญใจไว้ในรูปนั้น จะเป็นประโยชน์อะไร
ร่างกายนี้ก็เหมือนรูปไม้ฉะนั้น เว้นจากธรรมมีธาตุ ๔ เป็นต้นเหล่านั้นแล้ว
ย่อมเป็นไปไม่ได้ บุคคลพึงตั้งความสำคัญใจไว้ในร่างกายนั้น จะเป็นประโยชน์อะไร
เหมือนบุคคลได้เห็นรูปภาพอันนายช่างผู้ฉลาดวาดเขียนไว้ที่ฝาด้วยหรดาลฉะนั้น
ปัญญาสำหรับมนุษย์ของท่านหาประโยชน์มิได้
เพราะท่านมีความเห็นวิปริตในร่างกายนั้น


แน่ะท่านผู้บอด ท่านเข้าไปยึดถืออัตภาพอันว่างเปล่า
เป็นเหมือนพยับแดดที่ปรากฏอยู่ข้างหน้า และเหมือนดังต้นไม้ทองที่ปรากฏในความฝัน
เป็นดังเช่นรูปยนต์ที่คนเล่นกล แสดงแล้วในท่ามกลางแห่งชน
ดวงตาเป็นดังฟองน้ำ ปรากฏเหมือนโพรงไม้มีฟองน้ำตั้งอยู่กลางตาเป็นของมีขี้ตาและน้ำตา
เกิดเป็นต่อมดำๆ มีสีต่างๆ กัน"

พระสุภาเถรีผู้มีดวงตางาม มีใจไม่ข้องอยู่ในอารมณ์ไหนๆ ได้ควักดวงตาออกจากเบ้าตา
แล้วส่งให้นักเลงนั้นพร้อมกับกล่าวว่า

"เชิญท่านเอาดวงตานั้นไปเถิดเราให้ดวงตานั้นแก่ท่าน"

ในทันใดนั้น ความกำหนัดในนัยน์ตาของนักเลงนั้นได้หายไปแล้ว
นักเลงนั้นได้ขอให้พระเถรีนั้นอดโทษด้วยคำว่า

"ข้าแต่ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ขอความสวัสดีพึงมีแก่ท่าน
การประพฤติอนาจารเช่นนี้จักไม่มีอีกต่อไป"

พระสุภาเถรีกล่าวว่า

"ท่านกระทบกระทั่งชนเช่นนี้ เหมือนกอดไฟอันลุกโพลง ฉะนั้น"

นักเลงกล่าวว่า

"เราดุจจับอสรพิษ ขอความสวัสดีพึงมีแก่เราทั้งหลายบ้าง
ขอท่านจงอดโทษให้เราทั้งหลายเถิด"

ก็พระภิกษุณีนั้น พ้นจากนักเลงนั้นแล้ว ได้ไปสู่สำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
ได้ชมเชยบุญลักษณะอันประเสริฐ จักษุได้เกิดมีขึ้นเหมือนเดิม.

จบ ติงสนิบาต

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 2 ต.ค. 2544 / 17:56:26 น. ]
     [ IP Address : 202.133.160.137 ]


 ความคิดเห็นที่ 92 : (ธีรนันท์)

สาธุครับพี่ดังตฤณ

 จากคุณ : ธีรนันท์ [ 2 ต.ค. 2544 / 22:56:35 น. ]
     [ IP Address : 141.158.66.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 93 : (กลางชล)

สาธุค่ะพี่ดังตฤณ _/|\_

 จากคุณ : กลางชล [ 3 ต.ค. 2544 / 07:04:19 น. ]
     [ IP Address : 202.133.163.119 ]


 ความคิดเห็นที่ 94 : (หนูนา)

เพิ่งได้อ่านกระทู้นี้ค่ะ  หลังจากหายไปนาน   : ))
เมื่อคืนลองทำดูค่ะ กำหนดช่องว่างเป็นกรอบมือตามที่กำหนดค่ะ
แต่สักแป๊ป ก็กลายเป็นเหมือนเรามองไปในอวกาศค่ะ
แบบในหนังฝรั่งค่ะ เวลามองจากยานอวกาศ
(ไม่รู้เป็นสัญญาจากหนังหรือเปล่าค่ะ  : )  )
ก็ดูไปเรื่อยๆ เห็นคลื่นความคิดมีเข้ามาเป็นระลอกบางๆค่ะ
ก็ดูไปตามที่คุณดังตฤณสอนค่ะ
จนประมาณเกือบ 40 นาที (รู้ตอนลืมตาแล้วค่ะ)
ก็รู้สึกเหมือนจิตกระตุกเบาๆ แล้วก็ค่อยๆออกจากความ
รู้สึกนั้นค่ะ  ต้องแก้ไขอะไรบ้างไหมคะ

ที่ว่าให้พิจารณาธาตุ 6 หรือทำให้ร่างกายเป็นโพรงนั้น
พิจารณาอย่างไรคะ  และเพื่ออะไรคะ

เจริญในธรรมค่ะ


 จากคุณ : หนูนา [ 4 ต.ค. 2544 / 09:36:21 น. ]
     [ IP Address : 203.155.231.17 ]


 ความคิดเห็นที่ 95 : (ดังตฤณ)

ฟังแล้วดีมากเลยนี่ครับคุณหนูหนา
แต่อยากถามให้มั่นใจนิดหนึ่งก่อน
ตอนเรามองเห็นเหมือนอวกาศ
- กำลังหลับตาอยู่หรือไม่
- สามารถกำหนดขอบเขต กว้าง ยาว ลึกประมาณไหนได้หรือไม่

การทำอากาสกสิณก็เพื่อเจตนาเห็นกายใจโดยความเป็นธาตุ 6
เพื่อรู้ว่ากายใจนี้สักแต่เป็นการประชุมกันของจิ๊กซอว์แห่งอนัตตภาพ

น่ายินดีครับ ที่หลายคนเช่นคุณหนูนาเริ่มครั้งแรกก็ประสพความสำเร็จทันที
พอล็อกช่องว่างได้ สิ่งที่ควรทำคือกำหนดว่าช่องว่างแบบเดียวกันนั้น
ก็มีอยู่ในช่องปาก ที่เรากำหนดขอบเขตได้ด้วยระหว่างแห่งฟัน ลิ้น เพดานปาก
เมื่อจับได้ว่ามีช่องว่างอยู่ในปาก ก็ล็อกความรู้สึกนั้นไว้
โดยยังไม่ต้องพิจารณา ไม่ต้องสงสัยว่าจะทำอย่างไร
จนกว่าจิตจะมีคุณภาพพอ และรู้ขึ้นเองว่าในโพรงกะโหลกเต็มไปด้วยช่องว่าง
และมีช่องว่างเชื่อมกันระหว่างช่องหู ช่องตา ช่องจมูก

จากนั้นเมื่อเดินจงกรมทันทีหลังจากลุก ก็จะเห็นกายเป็นโพรงเองเช่นกัน
โดยสามารถจับได้จากช่องว่างระหว่างซี่โครง (โดยไม่ได้กำหนดนึก แต่เกิดเอง)
ยิ่งรู้ ก็จะยิ่งกำหนดง่าย และล็อกอยู่กับความเห็นความว่างแบบที่กำลังเป็นอยู่

จากนั้นเราจะเห็นผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กระดูก ชัดขึ้นมาเอง เพียงรู้ผัสสะกระทบใดๆ
ก็กำหนดไปเรื่อยๆว่านั่นสักแต่เป็นธาตุดิน ที่มีช่องว่างแทรกอยู่ ไม่มีการแตะต้องกัน
พอถึงจุดหนึ่งที่สักแต่รู้ว่ากายสักแต่เป็นธาตุ ก็จะเห็นความผ่องใสของจิต
ให้รู้ว่าจิตก็สักแต่เป็นอีกธาตุหนึ่ง

ถึงตรงนั้นเมื่อนึกคิดหรือรู้สึกใดๆ ก็จะทราบสิ่งนั้นโดยความเป็นของสักแต่เกิดขึ้นแล้วดับลงเงียบๆ
นี่คือแผนที่คร่าวๆนะครับ อยากคุยกับคุณหนูนาอีก ยังไงช่วยเล่าให้ฟังด้วยนะครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 5 ต.ค. 2544 / 08:50:03 น. ]
     [ IP Address : 202.133.134.53 ]


 ความคิดเห็นที่ 96 : (หนูนา)

เห็นตอนหลับตาค่ะ
ไม่ทราบว่าตนเองจะเข้าใจการกำหนดขอบเขตถูกต้องหรือไม่
แต่รู้สึกตัวว่า จุดที่มองออกไปเริ่มจากจุดที่เราอยู่ค่ะ(อธิบายยากจัง)
ตอนเห็นนั้นก็ตามไปคล้ายๆสายตาเรามองลึกวิ่งดิ่งลงไปข้างหน้าที่เห็นค่ะ
แต่แล้วก็ระลึกว่าเรากำลังยินดีและเล่นเพลินอยู่หรือเปล่า
พอระลึกคิดอย่างนี้ ก็หยุดดิ่งลึกค่ะ

"ก็ล็อกความรู้สึกนั้นไว้
โดยยังไม่ต้องพิจารณา ไม่ต้องสงสัยว่าจะทำอย่างไร
จนกว่าจิตจะมีคุณภาพพอ และรู้ขึ้นเองว่าในโพรงกะโหลกเต็มไปด้วยช่องว่าง
และมีช่องว่างเชื่อมกันระหว่างช่องหู ช่องตา ช่องจมูก "

จากข้อความข้างบนนั้น
ให้ล๊อกความรู้สึกที่มีช่องว่างในปากไว้ขณะ
ที่นั่งหลับตาไปเรื่อยๆปล่อยให้จิตซึมซับไปเองหรือคะ

ถ้าหากขณะเรานั่งทำงานอยู่เงียบๆ
ควรหรือไม่คะที่จะระลึกถึงช่องว่างดังกล่าวในแต่ละบางขณะ
ในระหว่างชีวิตประจำวันค่ะ

การรู้ขึ้นเองนี้ ต่างจากการเห็นในใจหรือไม่คะ
เพราะได้อ่านข้อความของน้องไก่แก้วเมื่อวาน
ขณะนั่งทำงานเงียบๆ ก็ระลึกตามที่ได้อ่าน
เริ่มจากช่องหู ก็ตามรู้ช่องว่างที่ลงไปยังช่องโพรงจมูก
ลงมาไล่ลงมาหลอดลมหลอดอาหารไปตามอวัยวะต่าง
ในทรวงอกลงมาช่องท้อง
และท้ายสุดลงออกทางทวารหนัก
แล้วระลึกย้อนจากช่องจมูกขึ้นไปยังช่องว่างโพรงจมูก
ที่ไหลขึ้นไปไปยังกะโหลก
เป็นการพิจารณาแบบฟุ้งไปในนิมิตหรือเปล่าคะ

ไม่ทราบหนูนาเข้าใจผิดหรือเปล่านะคะ
แต่รู้สึกว่าพิจารณาแบบนี้ง่ายและถูกจริตดีค่ะ
เพราะรู้สึกว่านั่งสมาธิแล้วเข้าสู่ความสงบได้ง่าย
ปกติไม่ค่อยชอบหลับตานั่งสมาธิค่ะ

กรุณาช่วยชี้แนะหรือแก้ไขอารมณ์ด้วยค่ะ

เจริญในธรรมค่ะ

 จากคุณ : หนูนา [ 5 ต.ค. 2544 / 10:57:34 น. ]
     [ IP Address : 203.155.227.166 ]


 ความคิดเห็นที่ 97 : (ดังตฤณ)

> แต่แล้วก็ระลึกว่าเรากำลังยินดีและเล่นเพลินอยู่หรือเปล่า
> พอระลึกคิดอย่างนี้ ก็หยุดดิ่งลึกค่ะ
ตรงนี้สำคัญมาก เขาถึงว่าทิฏฐิหรือความเห็นนั้น จำเป็นต้องนำหน้าการปฏิบัติใดๆ
คำว่า "ระลึก" ของคุณหนูนานั้น
ความจริงแล้วน่าจะแทนด้วยคำว่า "สงสัย" หรือวิจิกิจฉามากกว่า
เป็นนิวรณ์ตัวหนึ่งที่ให้การดำเนินจิตสะดุดลง

สมัยเรามีการขู่กันไว้จนน่ากลัว ว่าทำสมาธิแล้วจะติด ได้ฌานแล้วจะมัวหลง
โดยไม่ทราบกันอย่างแท้จริงว่าสมาธิหรือฌานนั้นมีคุณเพียงใด
ควรเอามาประยุกต์ด้วยวิธีไหน

สำหรับเรื่องของธาตุ 6 นั้น เหมาะกับผู้ที่สติสัมปชัญญะมั่นคง
จิตใจแข็งแรงแล้วระดับหนึ่ง เป็นแนวรู้ธรรมะผ่าน อนัตตลักษณะ
กล่าวคือเห็นเข้าไปในองค์ประกอบ
เห็นความเป็นปัจจัยปรุงแต่งแต่ละชิ้น แต่ละส่วนอย่างแจ่มชัดด้วยภาวะจิตรู้ตรงๆ
เหมือนกับอายตนะ 6 ซึ่งพระพุทธองค์จะนิยามไว้ชัดว่าเอาไว้ดูอนัตตา
ส่วนขันธ์ 5 นั้นเหมาะสำหรับกำหนดโดยความเป็นอนิจจัง
ตรงจุดนี้นักภาวนาจะไม่ค่อยทราบกัน
ส่วนถ้าเกิดข้อสงสัยว่าแต่ละคนเหมาะพิจารณาขันธ์ 5 หรืออายตนะ 6 / ธาตุ 6
อันนี้ความจริงแล้วมันก็อันเดียวกัน เพียงแต่เรามองต่างมุมในแต่ละวาระเท่านั้น

ขอให้คุณหนูนาลองล็อกดูจนจิตเกิดความนิ่งเงียบเชียบ และสว่างขึ้นมาดีๆ
จะรู้ด้วยตนเองว่าช่องว่างหนึ่งๆ จะเป็นช่องระหว่างมือหรือในปาก
ล้วน "ถูกรู้" แตกต่างไปเรื่อยๆ
กล่าวคือช่องว่างนั้นเหมือนเดิม ทว่าเมื่อคุณภาพจิตต่างไป สัญญาย่อมเปลี่ยน
(ยกตัวอย่างง่ายๆเช่นความเห็นชัด ระยะเวลาย่อมทวีตัวขึ้นกว่าเดิม)
ยังไม่จำเป็นต้องเอามาพิจารณาอะไร และไม่ต้องกลัวด้วยว่าจะติดสุข
มันไม่ติดหรอกครับตราบใดที่เรารู้ว่าจะเอามาใช้อย่างไร
หลักการภาวนาที่สำคัญประการหนึ่งคือเมื่อน้ำขึ้นให้รีบตัก
เมื่อกรรมฐานใดกำลังทำได้ดี ก็ให้อยู่กับกรรมฐานนั้น เกาะกรรมฐานนั้นไว้เป็นเครื่องอยู่
จนกว่าจะถึงภาวะ "ตั้งรู้อัตโนมัติ" คือไม่กำหนด มันก็อาศัยเครื่องอยู่นั้นๆตลอดเวลาเอง
อย่าเพิ่งลดละการรู้ อย่าเพิ่งกระโดดไปกระโดดมาระหว่างกรรมฐานอื่นๆ
เพราะเมื่อจิตทรงคุณภาพได้ถึงขีดหนึ่ง
เราจะหันไปจับข้อธรรมไหนที่เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันก็ได้ทั้งนั้น

> ให้ล๊อกความรู้สึกที่มีช่องว่างในปากไว้ขณะที่นั่งหลับตาไปเรื่อยๆ
> ปล่อยให้จิตซึมซับไปเองหรือคะ
ไม่ใช่ "ซึมซับ" หรอกครับ แต่เป็น "รู้ดี" หรือ "รู้ชัด" ขึ้นเรื่อยๆไปเอง

> ถ้าหากขณะเรานั่งทำงานอยู่เงียบๆ
> ควรหรือไม่คะที่จะระลึกถึงช่องว่างดังกล่าวในแต่ละบางขณะ
มีความแตกต่างไปในแต่ละคนครับ
บางคนสามารถพูดคุย สามารถเขียนหนังสือ สามารถเดินเหิน กินข้าว ล้างจาน ฯลฯ
โดยที่มีความรู้สึกถึงช่องว่างอยู่ตลอดเวลา
อาจเป็นช่องว่างภายนอกหรือช่องว่างภายใน อาจเป็นจุดใดจุดหนึ่งหรือครอบไปกว้างๆ

> การรู้ขึ้นเองนี้ ต่างจากการเห็นในใจหรือไม่คะ
> เพราะได้อ่านข้อความของน้องไก่แก้วเมื่อวาน
> ขณะนั่งทำงานเงียบๆ ก็ระลึกตามที่ได้อ่าน
> เริ่มจากช่องหู ก็ตามรู้ช่องว่างที่ลงไปยังช่องโพรงจมูก
> ลงมาไล่ลงมาหลอดลมหลอดอาหารไปตามอวัยวะต่าง
> ในทรวงอกลงมาช่องท้อง
ผลอย่างนี้แหละครับที่เราต้องการ
คือเห็นเข้ามาในกายโดยสักแต่เป็นธาตุ ไม่ยึดมั่นถือมั่นเองเป็นปกติ
ตอนฝึกนั้นเราแค่เอากำลัง เอาความอยู่ตัว
แต่เป้าหมายคืออยู่ในชีวิตปกติ แล้วเห็นความเป็นอนัตตา
เรียกว่าเก็บดอกเก็บผลจากเมล็ดที่หว่านลงไปนั่นเอง
อย่าไปคิดว่าฟุ้งในนิมิตหรือฟุ้งในธรรมเปล่าประโยชน์
เพราะเรายังอยู่ในขั้นที่ต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง
เพื่อให้จิตละจากโมหะอันเป็นปกติยึดมั่นถือมั่นกายใจเป็นตัวเป็นตน เป็นอัตตา


> ปกติไม่ค่อยชอบหลับตานั่งสมาธิค่ะ
คราวนี้หวังว่าคงชอบ และเห็นข้อดีบ้างนะครับ
จากที่พบมา เห็นผล 100% ว่าถ้านั่งสมาธิ (โดยเฉพาะแบบนี้)
แล้วลุกขึ้นสลับกับการเดินจงกรมธรรมดาๆ
จะเห็นว่าอากาสกสิณทำให้จิตมีคุณภาพ เลิกคิดฟุ้ง เห็นอารมณ์ละเอียด
พอมาเดินจงกรม กำหนดรู้เท้ากระทบอย่างเดียวก็เห็นตลอดต่อเนื่อง
ส่วนเมื่อเดินจงกรมไประยะหนึ่ง ก็ทำให้สติตั้งมั่นขึ้น แข็งแรงขึ้น
เมื่อย้อนกลับมานั่งใหม่ ก็จะรู้สึกว่ากำหนดขอบเขตได้แจ่มชัดเป็นตัวเป็นตนขึ้น
แถมทำได้นาน และไม่เหนื่อย
เสริมกันไปเสริมกันมาหนักเข้าก็กลายเป็นความอยู่ตัวไป

และผลของการทำอากาสกสิณร่วมประกอบไปกับการเดินจงกรมนั้น
ก็แตกต่างหลากหลายไปตามจังหวะของแต่ละคน
อยากจะนำที่รุฬิญาเล่าให้ผมฟังทางเมลตั้งแต่อาทิตย์ก่อนๆมาลงไว้
ขอให้ทราบว่าเป็นเพียงการแสดงผลที่แตกต่างของแต่ละคน
ไม่ใช่ว่าผลนี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร
และไม่ใช่ว่าอยากให้ใครๆตั้งใจทำเพื่อให้เกิดผลอย่างนี้

------------------------------------------------------------------------
เมื่อเข้านี้นั่งหลับตาทำสมาธิกึ่งดูจิตสลับกับกำหนดช่องว่าง
สักพักก็เกิดความเบาสบายตรงกลางอกคือมีความว่างปรากฏ
พอจิตเริ่มจับกับอาการว่างก็เกิดนิมิตท่ามกลางความว่างโดยเห็นกายเป็นช่องว่างทั้งหมด
ไม่ว่าจะโฟกัสดูส่วนไหนก็ล้วนเป็นช่องว่าง
แล้วจากนั้นก็ปรากฏเป็นโครงกระดูกขึ้นมาตรงกลางของช่องว่างตามอวัยวะส่วนต่างๆ
โฟกัสที่ส่วนไหนก็เห็นโครงกระดูกของอวัยวะส่วนนั้นอยู่ตรงกลางช่องว่างของอวัยวะนั้น
จากนั้นจิตก็สร้างนิมิตขึ้นมาเองโดยมองเห็นโครงกระดูกแต่ละชิ้นเริ่มหักพังลงทีละส่วน
โดยเริ่มจากกะโหลกศีรษะลงมาจนไม่มีอะไรเหลือ จิตโปรงเบาคลายความยึดมั่นถือมั่นในกาย
จากนั้นเกิดเป็นช่องว่างอีกชั้นปรากฏ
ตอนนี้จิตเหมือนกับวางเป็นกลางคือไม่ยินดียินร้ายกับสังขารหรือเวทนาที่ปรากฏขึ้นมา
จิตสามารถแยกได้ชัดว่านี่เป็นสังขารนี่เป็นเวทนาอะไรทำนองนี้
และจิตก็ไม่ไปมั่นหมายหรือยึดจับคิดปรุงแต่งสิ่งต่างๆเหล่านั้น
------------------------------------------------------------------------

สรุปคือเรามุ่งเอาจิตที่ปล่อยวาง รู้ชัด นิ่มนวล เห็นอะไรเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาถนัด
เราไม่ได้จะเอาความเห็นแปลกประหลาดพิสดารเพียงใดเป็นมาตรวัด
หวังเพียงว่ายอดของการปฏิบัติจะเรียวลงสู่ภาวะเหลือแค่ "สักแต่รู้"
จะสักแต่รู้เกิดดับ หรือสักแต่รู้โดยความเป็นของประชุมกันของอนัตตาก็ตาม

จะรอฟังคุณหนูนาต่อไปนะครับ หวังว่าตอนนี้คงมีฉันทะจ่อจิตกับการภาวนาทั้งวัน

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 5 ต.ค. 2544 / 13:14:52 น. ]
     [ IP Address : 202.133.133.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 98 : (หนูนา)

ขอบพระคุณค่ะที่กรุณาให้ความกระจ่าง

สัปดาห์หน้า จะมาส่งการบ้านค่ะ  : ))

เจริญในธรรมค่ะ

 จากคุณ : หนูนา [ 5 ต.ค. 2544 / 17:28:08 น. ]
     [ IP Address : 203.155.224.57 ]


 ความคิดเห็นที่ 99 : (ปอง)

สาธุผู้บอกและผู้สนใจฝึก  ต่อไปศาสนาจะรุ่งเรืองเพราะผู้ปฏิบัติเหล่านี้ ขยายการปฏิบัติไปในวงกว้าง จากคนที่ฝึกอยุ่เหมือนกัน

 จากคุณ : ปอง [ 12 ต.ค. 2544 / 17:14:23 น. ]
     [ IP Address : 203.144.173.57 ]


 ความคิดเห็นที่ 100 : (หนูนา)

เรียน คุณดังตฤณ

หนูนาได้ส่งอีเมล์รายงานผลการปฏิบัติไปที่คุณดังตฤณแล้วค่ะ
เพราะเมล์ค่อนข้างยาวค่ะ
หากเห็นสมควรที่จะพิจารณาตัดตอนมาลงในกระทู้นี้ภายหลัง
เพื่อเป็นกรณีศึกษา ก็สุดแต่จะพิจารณาค่ะ

ขอบคุณค่ะ
เจริญในธรรมค่ะ

 จากคุณ : หนูนา [ 13 ต.ค. 2544 / 17:02:07 น. ]
     [ IP Address : 203.155.225.120 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!