ถวายข้าวพระพุทธ
 เนื้อความ :

คำกล่าวถวายข้าวพระพุทธก่อนรับประทานอาหารเช้า และเที่ยง(ก่อน 12.15น.)  และคำกล่าวพิจารณาอาหาร  บางท่าน "มีความเชื่อ" ว่าอาหารจะบริสุทธิ์และช่วยให้ร่างกายแข็งแรง รวมไปถึงช่วยบรรเทาเบาคลายทุกข์จากการรับประทานอาหารด้วย  อติเห็นว่าเป็นการช่วยให้ลดกิเลสในการรับประทานได้ในระดับหนึ่งด้วย :)  จึง อยากเอามาฝากเพื่อน ๆ ครับ

คำถวายข้าวพระพุทธ
อิมัง สูปะพยัญชนะ สัมปันนัง  โภชะนัง  สาลีนัง  อุททกังวรัง
สัมมา สัมพุทธัสสะ  ปูเชมิ  เสสัง  มังคะลัง ยาจามิ 
โภชนาอาหารและน้ำนี้  ข้าพเจ้าขอถวายเป็นพุทธบูชา  ข้าพเจ้าได้ ถวายแล้ว  ขออนุญาต รับประทานเพื่อเป็นมงคล

คำกล่าวพิจารณาอาหาร ( ทำได้ทุกมื้อ ครับ )
อาหารนี้ ข้าพเจ้าจะรับประทานเพื่อบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ให้มีชีวิตอยู่เพื่อกระทำความดี  เพื่อปฏิบัติธรรมะ จะไม่รับประทานเพื่อบำรุงกิเลสตัณหา อุปาทาน  ขอให้ผู้บริจาคทุกท่าน ผู้บริการทุกท่านและผู้รับประทานทุกท่าน จงมีอายุ วัณณะ สุขุ พละ  ปราศจากโรคภัยอันตรายทั้งปวง เทอญ ...

 จากคุณ : อติ [ 2 ธ.ค. 2544 / 23:03:51 น. ]
     [ IP Address : 202.183.152.68 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ผู้เดินทาง)

ผมอยากเรืยนแนะนำนิดนึง คำถวายข้าวพระพุทธ พอกล่าวถึง สัมมา สัมพุทธัสสะ ปูเชมิ ควรหยุดนิ่งสักหนึ่ง สอง หรือ สาม อึดใจ (ตามอัทธยาศัย) แล้วจึงกล่าว เสสัง มังคะลัง ยาจามิ การถวายข้าวพระพุทธนี้เป็นอนุสติอย่างหนึ่งคือ พุทธานุสติ หมั่นระลึกถึงพระคุณของพระพุทธองค์อยู่สมำเสมอ ถ้าชาตินี้เรายังไม่สามารถทำพระนิพพานให้แจ้งได้ ก็พอจะมั่นใจได้ว่าคงไม่ไปเกิดในอบายภูมิ ถ้าไม่ทำอนันตริยกรรมฝ่ายอกุศลเสียก่อน ในชีวิตประจำวันเทวดาท่านมาช่วยปกปักรักษาท่านผู้นั้น อย่าลืมแผ่ส่วนกุศลให้ทุกๆท่านที่เสียชีวิตเพื่อมาเครื่องบริโภคด้วยครับ   ในยามที่เราเข้าที่คับขันพุทธานุสตินี้มีพลานุภาพมากจริงๆครับ ผมขออนุโมทนากับคุณอติด้วยครับ

 จากคุณ : ผู้เดินทาง [ 3 ธ.ค. 2544 / 15:26:52 น. ]
     [ IP Address : 24.160.48.50 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (สงสัยครับ)

เอ่อ  เวลา 12.15 น. นี่ถือเป็นเวลาสุดท้ายที่เราเริ่มรับประทานอาหารเที่ยง กรณีไม่ทานข้าวเย็นหรือครับ  (ขอเน้นคำว่าเริ่ม)

เพราะเคยได้ยินว่า  ถ้าตะวันเลยกลางศีรษะไปแล้วและเราถือศีลข้อ วิกาละโภชนา     พระท่านถือว่าห้ามทานแล้ว  ใครทานถือว่า ศีลขาด จริงหรือเปล่าครับ

ส่วนเรื่องการถวายข้าวพระพุทธ  ก็ดีครับ ส่วนตัวแล้วเห็นว่าใช้กับบุคคลประเภทศรัทธาจริตน่าจะเหมาะสม
ถ้าบุคคลประเภทปัญญาจริต ก็น่าจะพิจารณาว่าอาหารนี้สักว่าเป็นธาตุ  เป็นการบรรเทาเวทนาเก่าไม่ให้เกิด  เป็นต้น

 จากคุณ : สงสัยครับ [ 3 ธ.ค. 2544 / 19:09:45 น. ]
     [ IP Address : 203.148.221.131 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (อติ)

ขอบพระคุณ ผู้เดินทาง  ครับ _/I\_

เรียนคุณ สงสัยครับ  อันนี้ไม่ทราบครับ  ว่าเลย  12.15 ไปแล้วนี่ทำไมถึงถวายได้ ... บังเอิญสงสัยเหมือนกัน และก็คิดว่าเมื่อมีการพูดถึงเรื่องนี้จะต้องมีคนถาม ซึ่งบอกตามตรงว่า อติตอบไม่ได้ครับ  เคยได้ยินแต่อาจารย์ท่านบอกกล่าวมาอย่างนี้  แต่ สำหรับอติ ถ้าเลยเที่ยงแล้ว ก็ไม่ถวายข้าวพระเลยครับ   พิจารณาอาหารเฉย ๆ ครับผม

 จากคุณ : อติ [ 3 ธ.ค. 2544 / 22:27:44 น. ]
     [ IP Address : 202.183.152.121 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (noname)

ขอแก้ไขนิดหนึ่ง
        คำถวายข้าวพระพุทธที่กล่าวก่อนถวายสำรับอาหารนั้นจะมีแค่ "อิมัง สูปะพยัญชนะ สัมปันนัง  โภชะนัง  สาลีนัง  อุททกังวรัง สัมมา สัมพุทธัสสะ  ปูเชมิ (มะ ในกรณีที่มีหลายคนกล่าว) "   ซึ่งใช้กล่าวเมื่อถวายข้าวพระพุทธในช่วงเช้าไม่เกิน 12.00 น หลังจากถวายข้าวแล้วนั้นจะทิ้งช่วงเวลาไว้สักพักหนึ่งจึงค่อยกล่าวคำว่า...." เสสัง มังคะลัง ยาจามิ (มะ) แปลว่า ข้าพเจ้าขอภัตตาหารที่เหลืออันเป็นมงคลนี้ "....  ซึ่งเป็นคำกล่าวลาข้าวพระพุทธ เพื่อที่จะนำอาหารมาบริโภคต่อ ดังนั้นจึงนิยมกล่าวหลังเที่ยง (ประมาณ 12.15 น. ตามที่คุณอติเข้าใจ)

 จากคุณ : noname [ 4 ธ.ค. 2544 / 16:13:01 น. ]
     [ IP Address : 203.151.96.49 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (yui)

ขอบคุณคุณโนเนมค่ะ เพิ่งจะรู้เหมือนกัน

 จากคุณ : yui [ 5 ธ.ค. 2544 / 18:03:38 น. ]
     [ IP Address : 203.147.52.5 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!