อยากทราบความหมายของ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ครับ
 เนื้อความ :

   เรียนท่านผู้ใฝ่ในธรรมทุกท่าน ขอความกรุณาอธิบาย
ความหมายอย่างละเอียดของคำว่า ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา
ให้ผมได้รับทราบเพื่อประโยชน์ในการเริ่มต้นศึกษาธรรมด้วยเถิดครับ ผมต้องการทรายจริงๆ กรุณาด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

 จากคุณ : อ้น [ 8 ม.ค. 2545 / 02:43:22 น. ]
     [ IP Address : 203.155.224.239 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ดังตฤณ)

อนิจจัง คือความไม่เที่ยง
เริ่มต้นพระพุทธองค์ให้ดูความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง
ลงท้ายน้อมเข้ามาที่กายใจ
โดยกำหนด "มุมมอง" ไว้ว่ากายคือส่วนที่เป็นธาตุแข็ง ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม
ดูง่ายๆว่าไออุ่นในร่างเราคงที่ไหม ดูว่าส่วนที่แข็งจะขืนอยู่ในสภาพเดิมได้ไหม
ส่วนใจนั้น ให้กำหนดมุมมองไว้เป็นความสุข ทุกข์ เฉย ไม่เที่ยงเหมือนกัน
หรือกำหนดมุมมองไว้เป็นความหมายรู้หมายจำ ไม่เที่ยงเหมือนกัน
หรือกำหนดมุมมองไว้เป็นความตั้งใจทำดี ทำชั่ว ทำกิจปกติ ไม่เที่ยงเหมือนกัน
หรือกำหนดมุมมองไว้เป็นความรู้ชัดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจคิด ไม่เที่ยงเหมือนกัน
เรียกว่ามองกายใจโดยความเป็นขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

ทุกขัง คือความทนอยู่ในสภาพใดๆถาวรไม่ได้
เมื่อเห็นกายใจโดยความเป็นของไม่เที่ยง
นานเข้าก็ย่อมตระหนัก และเกิดความเห็นแจ้ง ประจักษ์ชัด
ว่ากายใจนี้ จะอยู่ในสภาพใดๆก็ตาม ย่อมทนรักษาสภาพนั้นๆไม่ได้เลย

อนัตตา คือความไม่ใช่ตัวตน ไม่มีเจ้าของ สักแต่มีองค์ประกอบประชุมกัน
เมื่อเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ของกายใจ
ย่อมเกิดความรู้ ความมีสติที่จะเห็นตามจริงว่ากายใจไม่ใช่ตัวตน ไม่มีเจ้าของ
ไม่มีใครบัญชาว่าจงคงสภาพอย่างนี้ตลอดไป จงจำให้ได้อย่างนี้ถาวร
อีกประการหนึ่ง พระพุทธองค์ให้กำหนดรู้ความเป็นอนัตตาโดยตรง
ผ่านการเห็นแบบแยกแยะ ว่าอย่างนี้ตา อย่างนี้รูปที่ตาเห็น อย่างนี้อาการเห็น
เมื่อเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้ม ได้แตะ ได้คิดนึก
ก็เหมือนไม้สีกันเกิดไฟ ไฟไม่เป็นตัวของตัวเอง แยกไม้ออกไฟก็ดับ
เหมือนกับสุข ทุกข์ เฉย ย่อมไม่เกิดขึ้นเองลอยๆ แต่มีเหตุคือการประชุมกันของอายตนะ
เมื่อเห็นแจ้งก็เบื่อหน่าย คลายความยึดติดเสียได้ว่านั่นเป็นตัวเป็นตน
แต่ทราบชัดว่าสักว่ามีปรากฏการณ์เพราะเหตุปัจจัยประชุมกันเท่านั้น
ผู้เห็นแจ้งคือจิต ผู้เป็นอิสระคือจิต ผู้หลุดพ้นคือจิต

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 8 ม.ค. 2545 / 08:44:58 น. ]
     [ IP Address : 202.133.160.54 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (เมธาพร)

คุณ ดังตฤน
"มีปรากฏการณ์เพราะเหตุปัจจัยประชุมกันเท่านั้น"   ตรงนี้เป็นสุดยอดเลยครับ
"อนัตตา คือความไม่ใช่ตัวตน ไม่มีเจ้าของ สักแต่มีองค์ประกอบประชุมกัน"
ตรงประโยคนี้  คลุมเคลือครับ  เพราะ อัตตาก็เกิดจากองค์ประกอบมาประชุมกัน เช่นเดียวกันแต่ต่างกับอนัตตา ที่ว่า อัตตานั้นมีปัจจัยของการยึดมั่น ถือมั่น ทำให้เกิดขึ้น   รวมอยู่ด้วยครับ..

 จากคุณ : เมธาพร [ 9 ม.ค. 2545 / 09:23:52 น. ]
     [ IP Address : 202.133.168.188 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (ใหม่)

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือไตรลักษณ์ คือสภาพธรรมชาติของทุกสรรพสิ่ง
ตัวอย่างเช่น ปรากฏการณ์ฟ้าผ่า  แต่ละประจุ เกิดขึ้น และตั้งอยู่ และดับไปแต่ละขณะ  ชีวิตมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเช่นเดียวกับทุกสรรพสิ่ง เกิดขึ้นและดับไปอยู่ทุกขณะ เป็นการถ่ายทอดพลังงาน แสง เสียง และพลังงานในรูปแบบต่างๆ เกิดขึ้นและดับไปอย่างบริสุทธิ์   ในสัจจธรรม อดีตจึงไม่มี อนาคตจึงไม่มี มีแต่การเกิดขึ้นและส่งการพลังงานอย่างบริสุทธิ์ โดยไม่มีสุข
ไม่มีทุกข์ ไม่มีสิ่งนั้นสิ่งนี้ เป็นเพียงแต่การถ่ายทอดของพลังงานบริสุทธิล้วนๆ
แต่คนส่วนใหญ่ ไม่ทราบสัจธรรมในข้อนี้ จึงมักนำความทรงจำ ในอดีต มาเปรียบเทียบ ให้เกิดความสุขความทุกข์ สิ่งนั้น สิ่งนี้   ทุกสิ่งเป็นเพียงการปรุงแต่ง   ชีวิตเป็นไปตามครรลองของพลังงานเท่านั้น

 จากคุณ : ใหม่ [ 9 ม.ค. 2545 / 14:19:10 น. ]
     [ IP Address : 203.121.146.129 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (ใหม่)


        ไตรลักษณ์  เป็นลักษณะตามธรรมชาติของทุกสรรพสิ่ง  คือมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป(อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง เปลี่ยนแปลงไป  อนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้) อยู่ทุกขณะ ตัวอย่าง ปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า  ที่มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ของแต่ละประจุ แต่ละขณะ อย่างรวดเร็ว จนเป็นเป็นปรากฏการณ์ฟ้าผ่า  ชีวิตของมนุษย์ ก็เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติชนิดหนึ่ง เป็นการส่งผ่านของพลังงานแต่ละขณะ  เช่นพลังงานแสง พลังงานเสียง และพลังงานอื่นๆ  แต่ละขณะจึงเป็นการเกิดดับ อย่างสมบูรณ์แต่ละขณะ เมื่อเป็นเช่นนี้ ในสัจธรรม อดีตจึงไม่มี

แล้วเราจะเชื่อได้อย่างไรว่าอดีตไม่มี?  ถามว่าสิ่งที่เห็นในอดีต ทำให้เป็นสุข หรือเป็นทุกข์ หรือไม่ ตอบว่าไม่ เพราะ สิ่งเดียวกันที่เห็น คนหนึ่งกับบอกว่าสุข คนหนึ่งกลับบอกว่าทุกข์   คนหนึ่งอาจบอกว่าเป็นสิ่งนั้น คนหนึ่งกลับบอกว่าเป็นสิ่งนี้  คนหนึ่งบอกว่าเป็นเพียงธาตุ 4  คนหนึ่งบอกว่าเป็นพลังงานแสงเท่านั้น  คนหนึ่งบอกว่าสิ่งนั้นไม่มี    จึงได้ข้อสรุปว่า ทุกสิ่งเกิดจากการปรุงแต่งของจิตเท่านั้น จิตที่ปรุงแต่งความบริสุทธิ์ของพลังงานให้เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้

เมื่อแจ้งในไตรลักษณ์แล้ว ทุกข์ในขันธ์ 5 ก็จะลดลง น้อยลง จนถึงขั้นหมดไป เพราะเมื่ออดีตดับไปอย่างสิ้นเชิงด้วยจิตที่รู้ในไตรลักษณ์ แล้ว จะเอาอะไรมาเทียบให้เป็น สุข หรือทุกข์ เป็น สิ่งนั้น สิ่งนี้  ที่เหลือก็เพียง การกระทบของพลังงานที่บริสุทธิ์ โดยปราศจากความรู้ แต่เต็มไปด้วยสติ  เป็นการกระทบตามธรรมชาติ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปแต่ละขณะ ตามธรรมชาติ (เข้าถึงความเป็นปรมัตถธรรม)

เมื่อเรามีความปรารถนา ในการเห็น เราจึงมีพลังแสง
เมื่อเรามีความปรารถนา ในการได้ยิน เราจึงมีพลังงานเสียง
เมื่อเรามีความปรารถนา ในการรู้กลิ่น รู้รส เราจึงมีพลังงานในรูปแบบต่างๆ
เมื่อเรามีความปรารถนา ในการสัมผัส เราจึงมีธาตุ 4
เมื่อเรามีความปรารถนาครบทั้งหมดเช่นนี้  จึงส่งผลให้ เราต้องมาอยู่บนโลกมนุษย์ ที่มีความปรารถนาในขันธ์ทั้ง 5 และ ธาตุ 4 ร่วมกัน

เมื่อเราหมดความปรารถนา ในการเห็น เราจะ มีเพียงพลังงานเสียง พลังงานในรูปต่างๆ และพลังงานกล(การสัมผัส)
เมื่อเราหมดความปรารถนา ในการเห็น การได้ยิน เราจึง มีเพียงพลังงานในรูปแบบต่างๆ และและพลังงานกล(การสัมผัส)
เมื่อเราหมดความปรารถนา ในการเห็น การได้ยิน  ในการรู้กลิ่น รู้รส  เราจึง มีเพียงพลังงานในรูปแบบและพลังงานกล(การสัมผัส)


แล้วทำไมเราจึงมีขันธ์ 5 และธาตุ 4 ที่เป็นทุกข์?

        ก็เพราะเรามีความปรารถนา ในขันธ์ 5 และธาตุ 4  ความปรารถนานี้เกิดจากอวิชชาความไม่รู้ของจิด คือความไม่รู้ในความเป็นไปในสัจจธรรม ของชีวิต ว่ามันไม่ใช่ตัวเรา ของเรา มันเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น  (คือการไม่แจ้งในไตรลักษณ์ และปรมัตถธรรมนั้นเอง)  จึงก่อให้เกิด การปรุงแต่งในพลังงานที่เกิดดับอย่างบริสุทธิ์  และเกิดการสร้างพลังงานด้วยจิตที่ไม่แจ้งในไตรลักษณ์ อยู่ตลอดเวลา

        และความไม่รู้ว่าชีวิตเป็นเพียงปรากฏธรรมชาติ ตกอยู่ภายใต้ครรลองของพลังงาน นี้เอง
ที่ก่อให้เกิดความกลัว  ทั้งที่จริง ตามครรลองของพลังงานแล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด อะไรจะไม่เกิดก็จะไม่เกิด แต่เพราะความไม่รู้ นี้ จึงก่อให้เกิดการปรุงแต่ง  เพื่อให้ได้มา และเพื่อหลบเลี่ยง ซึ่งทำไปก็เท่านั้น
อะไรจะเกิดหากเป็นไปตามครรลองของพลังงานแล้วมันก็ต้องเกิด
อะไรไม่อยากให้เกิด หากเป็นไปตามครรลองของพลังงานแล้วมันก็จะไม่เกิด

ดังนั้น เมื่อแจ้งในไตรลักษณ์บ้างแล้ว เราก็จะมีความกล้าหาญ ในคามเป็นไปของชีวิตเพิ่มมากขึ้น

และเมื่อแจ้งในไตรลักษณ์บ้างแล้ว ความปรารถนาในรูปแบบต่างๆ ลดน้อยลง ควรหมั่นพิจารณาอยู่เรื่อยๆ
เมื่อจิตไม่หวนถึงอดีต อยู่กับปัจจุบัน รับและทุกสรรพสิ่ง ด้วยความบริสุทธ์ตามธรรมชาติ ปราศจากการปรุงแต่ง ความรู้ เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ  ซึ่งแท้จริงชีวิตก็เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ขอให้รู้  “ มีจุดต่อมแห่งผู้รู้เมื่อใด นั่นและคือตัวทุกข์”

แต่เมื่อเราพยายามศึกษาไตรลักษณ์  ในขณะที่ยังมีธาตุ 4 และขันธ์ 5 อยู่ จะทำอย่างไร?

จิตบริสุทธ์เป็นธรรมชาติก็อยู่ส่วนจิต   ส่วนธาตุ 4 และขันธ์ 5 ก็ปล่อยให้เป็นไปตามความธรรมชาติของมันตามการเกิดดับของพลังงานแต่ละขณะ 



 จากคุณ : ใหม่ [ 9 ม.ค. 2545 / 15:40:37 น. ]
     [ IP Address : 203.121.146.150 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (เมธาพร)

แปลกใจที่ความหมายของ ทุกชัง กลายเป็น แปรเปลี่ยนไป 
ในขณะที่เราเข้าใจว่า เมื่อสรรพสิ่งไม่เที่ยง นั้น   หมายถึง แปรเปลี่ยนไป  อนิจจัง จึงน่าจะหมายรวมถึงการแปรเปลี่ยนไปด้วย  การแปรเปลี่ยนก็คือการไม่เที่ยง  ซึ่งน่าจะรวมหมายถึง อนิจจัง
ทุกขัง เป็นผลที่เกิดจากการแปรเปลี่ยน คือ การแปรเปลี่ยนเป็นเหตุทำให้เกิดทุกข์ เป็นทุกข์จากความไม่เที่ยง   แต่ทุกขังเองก็เป็นอนิจจัง  เพราะความทุกข์ที่มาเยือนนั้นก็ไม่อาจอยู่นาน  มันเองก็ต้องแปรเปลี่ยนไปเช่นกัน    ทุกขังและอนิจจัง มันเป็นปัจจัยของกันและกันอยู่...  
อนัตตา นั้นหมายถึง  ไม่อาจควบคุมได้  ไม่เป็นตัวตนที่ยึดมั่น (ไม่เป็นอัตตา)  เมื่อไม่อาจควบคุมได้  มันก็เป็นไปตามขบวนการของมันเอง   เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมไป  เป็น อนัตตา เป็น ธรรม     
มองเห็น ทุกขัง มองเห็น อนิจจัง  แล้ว จึงมองความเป็นอนัตตา  เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง  (ตถาตา)

อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  เป็น ด้านทั้งสามของสามเหลี่ยม  ที่ตั้งอยู่เช่นนั้นเอง เป็น ไตรลักษณ์ ของสรรพสิ่ง   เมื่อเห็นสองด้านแล้ว ก็จะเห็นด้านที่สาม
  

 จากคุณ : เมธาพร [ 9 ม.ค. 2545 / 21:33:30 น. ]
     [ IP Address : 202.133.166.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (Vicha)

ลองทำความเข้าใจ คำว่า วันเวลาที่ผ่านไปแล้วไม่สามารถคืนกลับมาได้
เมื่อวานนี้ จะให้เป็นวันนี้ก็ไม่ได้  นี้ก็คือไตรลักษณ์อย่างหยาบ
   ไม่เที้ยง(อนิจจัง) คือวันเวลาผ่านไป
   ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ (อนัตตา) คือ ไม่สามารถคืนกลับมาได้
   ตั้งอยู่ไม่ได้ (ทุกขะ) เมื่อวานนี้ไม่ใช่วันนี้ แล้ววันนี้ต้องเปลี่ยนไปเป็นวานนี้
ลองทำความเข้าใจเรื่อง ของจิต สิครับ จิตเมื่อวานผ่านไปแล้วไม่สามารถให้คืนกลับมาได้
   จิตเมื่อวานนี้จะให้เป็นจิตวันนี้ก็ไม่ได้
   แล้วจิตวันนี้ ที่คิดว่า เป็นจิตเหมือนเมื่อวาน มันเป็นอะไร รองพิจารณาให้ดี

 จากคุณ : Vicha [ 10 ม.ค. 2545 / 22:13:21 น. ]
     [ IP Address : 203.185.155.14 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!