อยากทราบวิธีฝึกวาโยกสิณและการตั้งอารมณ์ในการฝึก
 เนื้อความ :

ขอความกรุณาผู้ที่เคยฝึกกสิณช่วยอธิบายวิธีการฝึกวาโยกสิณและการตั้งอารมณืในการฝ฿กโดยละเอียดเพื่อเป็นวิทยาทาน...เพราะในพระไตรปิฎกหรือในหนังสือวิสุทธิมรรคบอกแควิธีการฝึกอย่างคร่าว ๆ ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าจะต้องวางอารมณ์เช่นไร  กำหนดดวงกสิณเช่นไรเมื่อเกิดนิมิตแล้วจะเก็บกสิณไว้เช่นไร...และรายละเอียดอื่น ๆ อีก รวมถึงอาโป เตโช ปฐวีกสิณด้วย  ...ถ้าท่านเคยฝึกจนเห็นอุคหนิมิตแล้วได้โปรดอธิบายหรือส่งเอกสารข้อความเพื่อเป็นวิทยาทานแก่นักปฏิบัติอนุชนรุ่นหลังเพื่อจะได้อุ้มชูพระศาสนาต่อไปได้โปรดส่งเอกสารมาที่ นายศรีศักดิ์  รักษ์สุวรรณ16 หมู่ 11 ต.โคกสะบ้า อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง 92170...จะเป็นพระคุณอย่างสูงส่ง ...(ผู้ที่กำลังฝึกเตโชกสิณ)

 จากคุณ : ก.../4/2/45 [ 4 ก.พ. 2545 / 20:42:18 น. ]
     [ IP Address : 202.28.66.1 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (...)

ดูลมกระทบภายนอกกาย ก็เช่นดูลมกระทบใบไม้ ดูลม กระทบต้นหญ้า กระดาษ ฝุ่นผง สังเกตุอาการของลม ลมนิ่ง ลมเคลื่อนไหว
ดูลมกระทบกายภายใน กระทบรู้จมูก กระทบหลอดลม เข้าปอด
ดูลมกระทบกายภายนอก(ผิวกาย) สังเกตอาการของลม
เมื่อรู้อาการแห่งลม ก็ใช้ลมเป็นเครื่องมือประคับประคองใจ ให้มีสมาธิตั้งมั่น มีสติ
แล้วพิจารณาไปตามธรรม

 จากคุณ : ... [ 4 ก.พ. 2545 / 21:42:25 น. ]
     [ IP Address : 203.148.188.121 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ส.)

ลองเมลล์มาดูครับ
maxs500@hotmail.com

 จากคุณ : ส. [ 5 ก.พ. 2545 / 14:01:52 น. ]
     [ IP Address : 203.146.197.214 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (เด็กวัดแก้ว)

ผมเคยเริ่มทดลองฝึกกสิณลมก่อน ยากๆ ส์ มาก
สิ่งที่ผมฝึกขั้นแรก ใช้ฝึกเพ่งพระพุทธรูปก่อน หลังจากนั้นมาฝึกเพ่งกสิณสีขาว เอากระดาษมาตัดเป็นวงกลม เมื่อมองดูแล้วให้มีความรู้สึกประมาณครึ่งของใบหน้า เพ่งจนจำได้ เมื่อหลับก็สามารถนึก หรือตรึกถึงภาพนั้นได้
ใช้จิตย่อขยายภาพนั้น ให้ทดลองขยายก่อนเพราะง่ายกว่า แล้วก็บีบให้เล็กลง เมื่อบีบให้เล็กมีขนาดเท่ากับไข่จิ้งจกเมื่อใด จิตของเราจะตั้งมั่นมาก แต่ก่อนจะบีบได้จะมีความรู้สึกเหมือนใจจะขาด ปวดใบหน้าและจมูกไปหมด หลังจากนั้นจึงหัดทดลองเพ่งสีต่างๆ น้ำ ไฟ ลม คน ฯลฯ ทดลองมั่วไปหมด เจออะไรเป็นทดลอง โดยกำหนดเป็นวงกลมแล้วบีบ สร้างภาพต่างๆ มากมาย ก็ได้เหมือนที่กล่าวว่ามีฤทธิ์อย่างโน้นอย่างนี้ แต่เป็นจิตสร้างขึ้นมา
กสิณเขามีไว้สำหรับจูงจิตให้เป็นสมาธิเป็นหลัก ถ้าไปติดกับมันนานๆ เสียเวลาเปล่า ๆ ผมเคยเล่นปีกว่าๆ ก็ได้เหมือนที่กล่าวมาข้างต้น

 จากคุณ : เด็กวัดแก้ว [ 6 ก.พ. 2545 / 05:14:35 น. ]
     [ IP Address : 10.1.64.23 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (ปทุมสังกา)

นึกไปใจหายไม่วายห่วง...ดีครับที่คุณสนใจ แต่ขอเตือนว่าอย่าเอามากหลายอย่างมันเหมือนเป็ดไปไม่ถึงไหน ได้อย่างลืมอย่างได้ใหม่ทิ้งเก่า จิตไม่ไปไหนวิ่งวนในสังสารวัฏไม่สุดสิ้น แต่ขอเดาว่าส่วนหนึ่งคงอยากได้ฤทธิ์...บอกเลยว่าของพวกนี้ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลัก มันเป็นของแถมจากการฝึกมากกว่า ได้มารักษาก็ไม่ได้ มันเสื่อมไปตามจิต บางคนเสื่อมไปแล้วยังคิดว่าตนมีอยู่ แรกๆได้มาก็สนุก พอหลังๆมันชินชาไปเอง
อันที่จริงตามความเข้าใจของผมกสิณทั้งหลายผู้จะฝึกมันเป็นไปตามจริตของแต่ละคน...ธาตุทั้งสี่ที่ให้ฝึกผมเข้าใจว่าอยู่ในตัวคนนั่นแหล่ะ เพราะผมก็ดูอย่างนี้ ดูไฟดูที่ตอนมันร้อนในจิตเนื่องเพราะกิเลส ดูน้ำก็มีน้ำเลือดน้ำเหลือง ดูลมก็มีลมหายใจ ดูดินดูเล็บผมขนหนัง ...มันเกิดขึ้นเองไม่ต้องไปเอาจิตเพ่งธาตุสมมุติจากภายนอก
เมื่อก่อนผมก็ลองฝึก มันก็มาเองเป็นน้ำเป็นไฟจากภายนอกทั้งนั้น มันปรุงแต่งจิตสนุกไม่ลืม ตัดไม่ได้ พอถอนมายังเอามาคิดเป็นบ้าเป็นหลัง ไม่ได้อะไรสักอย่าง เพื่อนผมเขาเรียกที่ฝึกเอาฤทธิว่าสายฤาษี
เดี๋ยวนี้พวกเพื่อนๆต่างละฝึกสายฤาษีกันหมด รวมทั้งผม เพราะมันมีอะไรมาแปลกๆทุกวัน จิตมันยุ่ง มันไม่เห็นจิตไม่เห็นกิเลส
แต่บางท่านอาจฝึกได้ผล ที่ว่าได้ผลหมายถึงพอไปถึงระดับหนึ่งพวกคำบริกรรมหรือภาพที่เราสร้างมันหายไป ละไป วางไป เข้าสู่ภาวนาให้เกิดปัญญา เกิดไตรลักษณ์ก็มี แต่ถ้าฝึกแล้วเข้าฌาณได้ฤทธิผมค่อนข้างกลัว เพราะกลัวได้เกิดเป็นพรหม อันที่จริงฤทธิทั้งหลายนั้นไม่แปลกเลยที่จะได้เพราะ เมื่อจิตมีสมาธิมีกำลังย่อมทำสิ่งตามปรารถนาได้...
ขอให้เจริญในธรรม

 จากคุณ : ปทุมสังกา [ 6 ก.พ. 2545 / 10:57:08 น. ]
     [ IP Address : 192.168.18.108 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (เจ้าของกระทู้มือใหม่)

กระผมขอขอบพระคุณทุกคำตอบครับที่กรุณามีความเมตตาเอื้ออารีตอบกระทู้
ให้รู้สึกอายเช่นกันที่ตั้งกระทู้เช่นนั้น แต่ก็ยอมรับว่าฤทธิ์คือผลพลอยได้จาก กสิณแต่จุดประสงค์หลักก็คือจะใช้ประโยชน์จากรูปฌานเพิ่มกำลังของสติเพื่อใช้สติในการดูจิตและวิปัสสนา ชึ่ง กสิณดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นกสิณกลางสามารถฝึกได้ทุกจริต  และที่อยากทราบรายละเอียดการฝึกวาโยกสิณ เพราะว่าไม่เข้าใจในการกำหนดเพ่งลมไม่ทราบว่าเพ่งอย่างไร ถืออะไรเป็นรูปนิมิตเพราะลมไม่มีรูปร่าง  เช่น ถ้าเพ่งดินก็ทำดินเป็นรูปกสิณในการเพ่ง ถ้าเพ่งไฟก็มีดวงไฟเป็นรูป  แต่ถ้าเป็นลมผมไม่รู้ว่าจะกำหนดลมให้เป็นดวงได้เช่นไร หรือว่าเมื่อกำหนดเพ่งลมตาม ความเห็นที่ 1แล้วเมื่อจิตสงบเป็นสมาธิเป็นอุปจารสมาธิแล้วก็จะรู้สึกถึงลมชัดขึ้นจนสามารถกำหนดรวมลมเป็นกลุ่มก้อนเป็นดวงกสิณได้ ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจว่ามีความเห็นเช่นนี้ถูกต้องหรือเปล่า...แต่เคยฟังจากเพื่อนรุ่นน้องเมื่อเขาอายุ 16 ปีเคยลองกำหนดฝึกวาโยกสิณดูที่บนภูเขา  น้องบอกว่านั่งกำหนดรู้ลมที่มากระทบผิวกายพอกำหนดไปสักพักก็รู้สึกว่าลมที่กระทบผิวกายรวมตัวคล้ายเป็นเส้น...เขาบอกว่าไม่ได้ฝึกต่อก็เลยไม่รู้เรื่องกันว่าวาโยกสิณแต่ละช่วงของระดับสมาธิรู้สึกมีลักษณะอย่างไรอุคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตเป็นอย่างไร ธรรมชาติของนิมิตและการตั้งอารมณ์ระหว่างกำลังฝึกเป็นอย่างไร...ผมเข้าใจดีว่าฤทธิ์ไม่ใช่ทางแก้ทุกข์ พระเทวทัตก็มีอิทธิฤทธิ์สำเร็จอภิญญา5สมาบัติ8แต่ก็ลงอเวจี  ฤทธิ์ก็เป็นสังขารธรรมสิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้นมามีเกิดมีดับเสื่อมได้เป็นธรรมดา...และสิ่งที่เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติธรรมคือการหลงฤทธิ์...ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรมเทอญ

 จากคุณ : เจ้าของกระทู้มือใหม่ [ 8 ก.พ. 2545 / 17:16:55 น. ]
     [ IP Address : 202.28.66.1 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!