สัมมาอาชีวะ
 เนื้อความ :

สัมมาอาชีวะกับการทำงานด้วยความรัก นี้ท่านคิดว่ามีลักษณะเหมือนหรือเเตกต่างกันหรือไม่
อย่างไรครับ

 จากคุณ : ต่อ [ 16 มี.ค. 2545 / 21:47:57 น. ]
     [ IP Address : 203.130.158.195 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (___)

นักล่าสัตว์ก็ทำงานด้วยความรักในงานได้ครับ แต่ไม่เป็นสัมมาอาชีวะ

 จากคุณ : ___ [ 16 มี.ค. 2545 / 22:20:21 น. ]
     [ IP Address : 141.158.70.186 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (___)

ตัดมาจากบางส่วนของ http://www.dhammastudy.com/thmakka.html ครับ
-----------------------------

ก. บางคนก็ละเว้นทุจริตกรรมในการเลี้ยงชีพไม่ได้ ได้ทราบว่ามีคนที่ไม่มีทางอื่นเลือกเลย นอกจากอาชีพฆ่าไก่เลี้ยงตนและครอบครัว เขาต้องฆ่าไก่ทุกวัน แต่เขาก็บอกว่า เขาให้ทานชดใช้การฆ่า จะชดใช้กันได้ไหม
ข. เราทำกรรมดีชดใช้กรรมชั่วไม่ได้ เพราะแต่ละกรรมก็ให้ผลตามควรแก่กรรมนั้น ๆ การฆ่าเป็นอกุศลกรรมทำให้เกิดในอบายภูมิได้ ถึงแม้ว่าจะได้ทำกรรมดีด้วยก็ตาม
ก. แต่ผู้นี้หาเลี้ยงชีพในทางอื่นไม่ได้ เขาเคยทำอย่างอื่นแต่ก็ได้เงินไม่พอเลี้ยงดูครอบครัว บางคนไม่มีทางเลือกเลยจริง ๆ เขาต้องทำทุจริตกรรมเพื่อเลี้ยงชีพ
ข. ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุปัจจัย กิเลสที่ได้สะสมมาแล้วทำให้มีอาชีพเป็นคนขายเนื้อ ค้าอาวุธ และสุรายาเมา เป็นต้น อาชีพเหล่านี้เป็นมิจฉาชีพ เป็นปัจจัยให้เกิดอกุศลกรรม วันหนึ่งสติจะสามารถทำให้เปลี่ยนจากมิจฉาชีพได้ คนโดยมากอาจจะคิดว่าเปลี่ยนอาชีพไม่ได้ แต่ถ้ามีสติและปัญญาก็จะมีปัจจัยที่ทำให้เลี้ยงชีพได้ โดยไม่ต้องประกอบอกุศลกรรม
ก. คนที่ไม่ได้ค้าขายสิ่งที่กล่าวแล้ว แต่ก็เป็นคนที่เราเรียกว่า "ในวงการธุรกิจ" นั้น ดิฉันคิดว่าที่จะให้ได้กำไรนั้นก็คงจะพูดความจริงเสมอไม่ได้ นักธุรกิจควรเปลี่ยนอาชีพให้เป็นการเลี้ยงชีพที่บริสุทธิ์ไหม? ดิฉันรู้จักคนหนึ่งซึ่งทีแรกก็อยู่ในวงการธุรกิจแต่ก็เปลี่ยนอาชีพ เดี๋ยวนี้เขาเป็นนักหนังสือพิมพ์ เพราะเขาเห็นว่าอาชีพนี้มีโอกาสรับใช้ประชาชนได้ดีกว่า
ข. ปัญหาที่ว่าใครจะเลี้ยงชีพบริสุทธิ์หรือไม่นั้น ย่อมแล้วแต่บุคคล บุคคลในวงการธุรกิจอาจจะกระทำอกุศลกรรม เช่นในขณะที่ไม่ซื่อสัตย์ และทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเพราะการแสวงหากำไร เป็นต้น แต่เขาก็มีกุศลจิตได้ เขาอาจจะละเว้นมุสาวาท แม้จะรู้ว่าจะทำให้ได้กำไรน้อยลง ถ้าเขาระลึกรู้ลักษณะของนามและรูปในขณะที่ละเว้นมุสาวาทนั้น ก็เป็นสัมมาอาชีวะในมัคค์มีองค์ ๘
ก. คนที่มีอาชีพทหาร มีสัมมาอาชีวะได้ไหม
ข. เขามีอกุศลจิตและกุศลจิตได้ต่างขณะกัน ขณะที่ฆ่าก็เป็นอกุศลกรรม แต่เขาก็กระทำกุศลกรรมได้เหมือนกัน
ในขุททกนิกาย สุตตนิบาต มงคลสูตร มีข้อความเรื่องอุดมมงคล อุดมมงคลบางประการ คือ "การบำรุงมารดาบิดา การสงเคราะห์บุตรภรรยา การงานอันไม่อากูล นี้เป็นอุดมมงคล"
ทหารก็เจริญกุศลได้และก็ควรจะเจริญกุศลด้วย ในอังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต สุมนวรรคที่ ๔ สีหสูตร มีข้อความเรื่องสีหเสนาบดีผู้เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค
ก. คนที่มีอาชีพเป็นข้าราชการ คงจะมีปัจจัยให้เลี้ยงชีพได้บริสุทธิ์กว่าอาชีพอื่น ไม่ต้องคิดเรื่องแสวงหากำไร
ข. เขาอาจจะมีอกุศลจิตมากก็ได้ อาจจะถือตัว อาจจะคิดถึงความสำเร็จของตัวเอง ทั้งนี้ก็ย่อมแล้วแต่บุคคลทั้งสิ้น เมื่อเลือกอาชีพใด ก็มีเหตุปัจจัยสะสมมาให้มีอาชีพนั้น อาชีพนั้นเป็นชีวิตประจำวัน เมื่อเจริญสติก็เป็นปัจจัยให้กระทำกิจการงานด้วยกุศลจิตมากขึ้น ถ้าเราช่วยให้คนอื่นเข้าใจธรรม เราก็ช่วยสังคมในทางที่ดีที่สุด และมีส่วนช่วยให้โลกสงบสุขด้วย
ก. แต่ว่า คนที่ต้องคิดเรื่องเงินทั้งวัน จะมีสติระลึกรู้ลักษณะของนามและรูปธรรมได้ไหม
ข. วันหนึ่ง ๆ คุณจับเงินบ้างหรือเปล่า
ก. ทุกคนจับ เป็นธรรมดาของชีวิต
ข. เวลาดูเงินไม่ควรเจริญสติหรือ คุณคิดว่ามีอะไรบ้างที่ไม่ใช่สติปัฏฐาน
ก. เวลาดูเงินก็เห็นสี เวลาสัมผัสก็มีลักษณะที่อ่อนหรือแข็ง แต่ถ้าระลึกรู้เพียงลักษณะเท่านั้น ไม่รู้ว่าเป็นธนบัตรชนิดใด อีกไม่นานก็จะยากจน ถึงชักจะเชื่อแล้วว่าการเจริญสติปัฏฐานมีประโยชน์มาก แต่ก็ยังถือว่าเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากชีวิต ดิฉันจะดำเนินชีวิตสองทาง ชีวิตที่เจริญสติปัฏฐานจะเป็นส่วนใหญ่ที่บ้านเวลาอยู่คนเดียว และชีวิตด้านการงานนั้นก็จะต้องเป็นการงาน
ข. คุณคิดหรือว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มีขณะใดบ้างที่ไม่ควรเจริญสติ
ก. แต่เจริญสติเสมอ ๆ ไม่ได้ อย่างเวลาที่หมุนระหัสตู้นิรภัย ในที่ทำงานเป็นต้น ก็จะต้องคิดถึงเลขระหัส ถ้าจะรู้เพียงสภาพแข็ง ไหว หรือสี ขโมยก็จะเข้ามาเอาเงินไป ดิฉันคิดว่าขณะที่คิดนั้นเจริญสติปัฏฐานไม่ได้
ข. ถ้างั้นก็ยังเป็นตัวตนที่คิด ทำไมจะเจริญสติปัฏฐานไม่ได้ในขณะที่รู้ว่าเป็นธนบัตรชนิดใด และในขณะที่คิดถึงเลขระหัสของตู้นิรภัย มีอะไรหรือที่ไม่ใช่นามธรรมและรูปธรรม ดิฉันเห็นด้วยที่คุณจะต้องให้งานเป็นงาน แต่คุณคิดหรือว่าขณะนั้นเจริญสติปัฏฐานด้วยไม่ได้
พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงนั้น สามารถประพฤติปฏิบัติตามได้จริงๆ ในอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ทีฆชาณุสูตร พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมที่ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในปัจจุบันและในภายหน้าแก่กุลบุตร ธรรมประการหนึ่งคือ อารักขสัมปทา ข้อความในพระสูตรมีว่า "ดูกรพยัคฆปัชชะก็อารักขสัมปทาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้มีโภคทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมด้วยกำลังแขน มีเหงื่อโทรมตัวชอบธรรม ได้มาโดยธรรม เขารักษาคุ้มครองโภคทรัพย์เหล่านั้นไว้ได้พร้อมมูล ด้วยทำไว้ในใจว่า ไฉนหนอ พระราชาไม่พึงริบโภคทรัพย์เหล่านี้ของเรา โจรไม่พึงลัก ไฟไม่พึงไหม้ น้ำไม่พึงพัดไป ทายาทผู้ไม่เป็นที่รักจะไม่พึงลักไป ดูกรพยัคฆปัชชะ นี้เรียกว่า อารักขสัมปทาฯ" พระผู้มีพระภาคจะไม่ทรงสอนสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้
ควรเจริญสติระลึกรู้ไม่เฉพาะแต่อารมณ์ที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เท่านั้น แต่จะต้องระลึกรู้อารมณ์ทางใจด้วย ที่จะไม่ให้รู้ว่าเป็นธนบัตรชนิดใดนั้นได้ไหม ความจริงเป็นอย่างนั้นหรือ?
ก. จะไม่ให้รู้อย่างนั้นไม่ได้หรอก
ข. ทุกสิ่งที่มีจริงเป็นสติปัฏฐานได้ทั้งนั้น บางคนก็ใช้เวลาเป็นวัน ๆ เจาะจงให้รู้เฉพาะบางนามบางรูป เช่น การเห็นและการได้ยิน เท่านั้น เป็นต้น เขาคิดว่าที่รู้อารมณ์นั้นเป็นอะไร เช่น รู้ว่าเป็นธนบัตรชนิดใด รู้ว่าไฟจราจรเป็นไฟเขียวหรือไฟแดงนั้นไม่ใช่สติปัฏฐาน คุณไม่คิดหรือว่าการปฏิบัติอย่างนั้นผิดปรกติ ดิฉันได้ทราบว่าบางคนพูดว่า เวลาที่เขาเจริญวิปัสสนานั้น เขาจำเพื่อนฝูงและมารดาบิดาไม่ได้ ถ้าเจริญวิปัสสนาแล้วจำอะไรไม่ได้ ก็หมายความว่าเจริญวิปัสสนาในขณะที่ทำกิจการงานตามปรกติประจำวันไม่ได้ ถ้าเขาขับรถยนต์และเจริญวิปัสสนา เขาก็จะไม่รู้ว่าขณะไหนไฟจราจรเป็นไฟเขียวและขณะไหนเป็นไฟแดง การปฏิบัติในลักษณะนี้ไม่ใช่สัมมามัคค์ การเจริญมัคค์มีองค์ ๘ เป็นการเจริญสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกในสภาพธรรมทั้งหลายในชีวิตประจำวัน

 จากคุณ : ___ [ 17 มี.ค. 2545 / 02:03:20 น. ]
     [ IP Address : 141.158.70.186 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (โชติกะ)

         สัมมาอาชีวะ ในอริยมรรคมีองค์ ๘ หมายถึง ธรรมชาติที่งดเว้นจากกายทุจริต ๓ และวจีทุจริต ๔ ที่เกี่ยวกับการงานที่เป็นอาชีพ (ไม่ได้หมายถึงการประกอบอาชีพการงานดังที่คนทั่วไปเข้าใจกัน)

 จากคุณ : โชติกะ [ 17 มี.ค. 2545 / 20:24:34 น. ]
     [ IP Address : 203.151.225.136 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (น้ำใส)

ขอความกรุณา คุณโชติกะ โปรดขยายความที่ว่า "ไม่ได้หมายถึงการประกอบอาชีพการงานดังที่คนทั่วไปเข้าใจกัน " เพราะผมก็เข้าใจไปแบบนั้นเหมือนกัน เพื่อความกระจ่ายในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องยิ่งขึ้นต่อไป  ขอบคุณล่วงหน้าครับ

 จากคุณ : น้ำใส [ 18 มี.ค. 2545 / 09:53:40 น. ]
     [ IP Address : 202.133.131.17 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (สี่ปอ )

สัมมาอาชีวะ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของศีล
ถ้าการประกอบการเลี้ยงชีพใด ๆ เข้าข่ายผิดศีล เช่น พูดหลอกลวงเพื่อขายสินค้า ถึงจะทำการนั้นด้วยความรักในงาน นับว่าเป็นมิจจาอาชีวะ
รักงานและทำงานบนพื้นฐานของศีลถึงจะเป็นสัมมาอาชีวะค่ะ

 จากคุณ : สี่ปอ [ 18 มี.ค. 2545 / 11:14:08 น. ]
     [ IP Address : 202.44.40.124 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (วัชร)

สัมมาอาชีวะ แปลกันรุ่นๆว่า เลี้ยงชีพชอบ
ขยายความอีกนิดหน่อย ก็ว่า ทำมาหาเลี้ยงชีวิตในอาชีพที่สุจริต สุจริตทั้งทางโลก และทางธรรม
ทางโลก ก็หมายความว่า ไม่ผิดกฏหมาย ไม่เลี่ยงกฏหมาย ไม่เอาขาข้างหนึ่งไปไว้ในคุก แล้วก็ไม่ไปก่อความเดือดร้อนรำคาญให้กับชาวบ้าน เป็นต้น
ทางธรรม ก็หมายความว่า ไม่ผิดศีล  เอาแค่ไม่ผิดศีลอย่างเดียวก็เกินพอแล้ว เพราะ ศีล เขาแปลว่า ปรกติ  คนไม่มีศีล ก็คือคนผิดปรกติ
ทีนี้การทำงานด้วยความรักนั้น  งานที่ว่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นงานสุจริต เช่น เป็นเจ้ามือหวยเถื่อนงี้  คุมบ่อนงี้  แต่ก็รักเหลือเกิน เพราะทำเงินได้ดี อย่างนี้เป็นต้น
ทีนี้ ถ้าเราทำอาชีพสุจริต ทั้งทางโลก และทางธรรม ด้วยความรักแล้ว  ผลงานที่ออกมาจะต้องเริ่ดกว่าปรกติ แน่นอน โบนัสก็ดี เงินเดือนก็ขึ้น หลายขั้นด้วย ดีไหมครับ
พอเงินเดือนออกมา แบ่งไปทำบุญบ้าง ผลบุญเพียบ

 จากคุณ : วัชร [ 18 มี.ค. 2545 / 15:51:41 น. ]
     [ IP Address : 203.146.112.226 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (โชติกะ)

คุณน้ำใส

         สัมมาอาชีวะ เป็นเจตสิกชนิดหนึ่ง เรียกว่า "วิรตีเจตสิก"

         วิรตีเจตสิก คือ เจตสิกที่งดเว้นจากบาปอกุศลที่ล่วงออกมาทางกายและทางวาจา มี ๓ คือ

         สัมมาวาจา = ธรรมชาติที่งดเว้นจากวจีทุจริต ๔ (มุสาวาท-การพูดปด, ปิสุณวาจา-การพูดยุยงให้แตกร้าว, ผรุสวาจา-การพูดด่าทอด้วยความโกรธ, สัมผัปปลาปะ-การพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ)
         สัมมากัมมัตตะ = ธรรมชาติที่งดเว้นจากกายทุจริต ๓ (ปาณาติบาต-การฆ่าสัตว์, อทินนาทาน-การลักทรัพย์, กาเมสุมิจฉาจาร-การประพฤติผิดในกาม คือการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่ไม่ควรล่วงละเมิด)
         สัมมาอาชีวะ = การงดเว้นจากกายทุจริต ๓ และวจีทุจริต ๔ ที่เกี่ยวกับการงานที่เป็นอาชีพ


         เพราะฉะนั้น จึงไม่ได้หมายถึงการประกอบอาชีพสุจริตดังที่คนทั่วไปเข้าใจกัน

         การประกอบอาชีพสุจริตดังที่คนทั่วไปเข้าใจกันนั้น อาจไม่มีวิรตีเจตสิตทั้ง ๓ นี้เกิดขึ้นในจิตใจของคนเหล่านั้นเลยก็ได้ คืออาจไม่ได้มีเจตนางดเว้นจากอกุศลที่ล่วงออกมาทางกายและทางวาจาดังกล่าว

         ผู้ที่รักษาศีลให้บริสุทธ์ ย่อมทำให้ วิรตีเจตสิก ทั้ง ๓ นี้เกิดขึ้นในจิตใจ เพราะผู้รักษาศีลเท่านั้น จึงมีเจตนางดเว้นจาก ปาณาติบาต เป็นต้น นี่เป็นในชั้นโลกียะ คือมุ่งหมายเอาวิรตีเจตสิกที่ประกอบกับมหากุศลจิตซึ่งเป็นโลกียะ

         ในชั้นโลกุตตระนั้น หมายเอา วิรตีเจตสิก ๓ ที่ประกอบกับมรรคจิต และ ผลจิต ซึ่งมีพระนิพพานเป็นอารมณ์

         อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่
๑. สัมมาทิฏฐิมรรค องค์ธรรมได้แก่ ปัญญาเจตสิก ที่ประกอบในมรรคจิต
๒. สัมมาสังกัปปมรรค องค์ธรรมได้แก่ วิตกเจตสิก ที่ประกอบในมรรคจิต
๓. สัมมาวาจามรรค องค์ธรรมได้แก่ สัมมาวาจาเจตสิก ที่ประกอบในมรรคจิต
๔. สัมมากัมมันตมรรค องค์ธรรมได้แก่ สัมมากัมมันตเจตสิก ที่ประกอบในมรรคจิต
๕. สัมมาอาชีวมรรค องค์ธรรมได้แก่ สัมมาอาชีวเจตสิก ที่ประกอบในมรรคจิต
๖. สัมมาวายามมรรค องค์ธรรมได้แก่ วีริยเจตสิก ที่ประกอบในมรรคจิต
๗. สัมมาสติมรรค องค์ธรรมได้แก่ สติเจตสิก ที่ประกอบในมรรคจิต
๘. สัมมาสมาธิมรรค องค์ธรรมได้แก่ เอกัคคตาเจตสิกที่ประกอบในมรรคจิต

         เจตสิกทั้ง ๘ มีปัญญาเป็นต้น ที่ประกอบกับมรรคจิต เรียกว่า "อริยมรรค"


         ถ. มรรคจิตที่มีองค์อริยมรรค ๘ ประกอบเกิดขึ้นในขณะใด?
         ต. เกิดขึ้นในขณะที่บรรลุธรรม คือ ในขณะบรรลุโสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค

         ถ. จะทำให้มรรคจิตที่มีองค์อริยมรรค ๘ ประกอบ เกิดขึ้นได้อย่างไร?
         ต. บุคคลผู้มีความเพียร ทำให้มรรคจิตที่มีองค์อริยมรรค ๘ ประกอบ เกิดขึ้นได้ โดยการเจริญสติปัฏฐานวิปัสสนากรรมฐาน


         บุคคลไม่สามารถประกอบอาชีพการงานสุจริตทางโลก มีอาชีพหมอหรือครูเป็นต้น ในขณะบรรลุอริยมรรค (ในขณะบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล)

         สัมมาอาชีวะ ไม่ใช่การประกอบอาชีพการงานสุจริตทางโลกดังที่คนทั่วไปเข้าใจกัน แต่เป็นเจตสิกที่งดเว้นจากกายทุจริต ๓ และวจีทุจริต ๔ ที่เกี่ยวกับการงานที่เป็นอาชีพ

 จากคุณ : โชติกะ [ 22 มี.ค. 2545 / 00:34:32 น. ]
     [ IP Address : 203.151.225.228 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (น้ำใส)

ขอขอบคุณ คุณโชติกะมากครับ คำตอบนี้เหมือนแสงสว่างที่ส่องทางมายังความมืดครึม ช่วยให้นักเดินทางมาสู่ทางที่ถูกต้องได้  เหมือนเอาม่านบังตาออกให้ ชัดเจนดีจริงๆครับ
แต่ขอรบกวนขยายความตอนท้ายอีกสักนิดครับ ตรงที่   "บุคคลไม่สามารถประกอบอาชีพการงานสุจริตทางโลก มีอาชีพหมอหรือครูเป็นต้น ในขณะบรรลุอริยมรรค (ในขณะบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล)" ตรงนี้ยังไม่เข้าใจครับว่าเหตุใดจึงไม่สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล  ขอบคุณมากครับ

 จากคุณ : น้ำใส [ 22 มี.ค. 2545 / 11:30:52 น. ]
     [ IP Address : 203.144.180.83 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (โชติกะ)

         "ในขณะบรรลุอริยมรรค (ในขณะบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล)"

         ขณะที่บรรลุอริยมรรคนั้น อริยมรรค (จิต) และอริยผล (จิต) ย่อมมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ กล่าวคือ ในขณะที่บรรลุอริยมรรคนั้น การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การรับรู้สัมผัสเย็นร้อยอ่อนแข็งหย่อนตึง ไม่มี  การคิดนึกถึงสิ่งต่างๆ ก็ไม่มี มรรคจิต และ ผลจิต ย่อมมีพระนิพพานเป็นอารมณ์เท่านั้น

         ในขณะที่ทำการงานทางโลก เช่นทำงานเป็นหมอ ทำงานเป็นครูนั้น มีการเห็นการได้ยินเป็นต้น ไม่ได้มีพระนิพพานเป็นอารมณ์
         นอกจากนั้น การทำการงานต่างๆ เหล่านั้น ก็ไม่เป็นเหตุให้ได้บรรลุอริยมรรคด้วย

         การที่บุคคลจะบรรลุอริยมรรคได้ ก็โดยการเจริญสติปัฏฐานวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้น เพราะฉะนั้น เมื่อเวลาที่บรรลุอริยมรรค ก็คือเวลาที่เจริญวิปัสสนานั้นแหละ เมื่อวิปัสสนาญาณในชั้นโลกียะแก่กล้าแล้ว อริยมรรคจิต ก็เกิดขึ้น

         เพราะฉะนั้น "บุคคลไม่สามารถประกอบอาชีพการงานสุจริตทางโลก มีอาชีพหมอหรือครูเป็นต้น ในขณะบรรลุอริยมรรค (ในขณะบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล)"


         ถ้ายังไม่แจ่มแจ้ง จะถามอีกก็ได้ครับ จะตอบเท่าที่ทำได้ครับ

 จากคุณ : โชติกะ [ 23 มี.ค. 2545 / 00:36:27 น. ]
     [ IP Address : 203.151.225.220 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (นายโจโจ้)

คุณโชติกะครับ ตามความเข้าใจของคุณโชติกะแล้ว หมอและครู ไม่สามารถบรรลุอริยมรรคได้ ผมเข้าใจถูกต้องหรือเปล่าครับ?

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 25 มี.ค. 2545 / 17:05:26 น. ]
     [ IP Address : 203.170.141.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (นายโจโจ้)

อยากทราบที่มาด้วยครับ ว่าตัวอย่างเรื่องหมอหรือครูนี่ มาจากไหน ผมค้นหาในพระไตรปิฏกไม่พบเลยครับ

และตามที่ผมรับทราบมา บุคคลย่อมไม่สามารถประกอบอาชีพใดๆไปพร้อมกับการพิจารณาธรรมอันละเอียดลึกซึ้งเพื่อการบรรลุธรรมระดับอริยะอย่างแน่นอนอยู่แล้ว จึงดูเหมือนว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องระบุว่าทั้งสองอาชีพนั้นแต่อย่างใดครับ เพราะแม้จะเป็นหมอ ขณะกำลังตรวจผู้ป่วยอยู่ ถ้าจะบรรลุธรรมในห้วงเวลานั้น คุณหมอก็คงไม่สามารถพูดหรือลงมือผ่าตัดได้อย่างแน่นอน

ตามที่ได้รับทราบจากครูบาอาจารย์ ว่าก่อนจะบรรลุธรรม จิตจะต้องผ่านเข้าอัปปนาสมาธิเพื่อรวมกำลัง จากนั้นจึงพลิกมาดำเนินวิปัสสนาเพื่อพิจารณาธรรมโดยอาศัยกำลังที่ได้จากอัปปนาสมาธิ ผมนึกไม่ออกครับ ว่าจะมีใครคนใดคนหนึ่ง ที่จะสามารถพูด ออกเสียง หรือกระทำการใดๆระหว่างการพิจารณาธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งนั้นครับ

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 25 มี.ค. 2545 / 17:35:10 น. ]
     [ IP Address : 203.170.141.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (ไก่แก้ว)

เรียน คุณโชติกะค่ะ

มีพี่ๆน้องๆเป็นดำเนินอาชีพหมอและครูหลายท่าน
ทั้งที่สืบสายโลหิตกันมา
และที่เป็นญาติกันด้วยธรรม
พอมาอ่านพบความเห็นของคุณโชติกะจึงไม่ค่อยสบายใจนัก
เพราะญาติๆเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นผู้ที่เพ่งเพียรปฏิบัติภาวนาเพื่อความพ้นทุกข์ทั้งสิ้น
รบกวนขอความกระจ่างเพิ่มเติมด้วยค่ะ

เท่าที่ค้นจากพระไตรปิฏก ไม่พบว่าพระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสไว้ที่ใด
แต่เนื่องจากเป็นผู้มีปัญญาน้อย และเพิ่งเริ่มศึกษาไม่นาน
อาจจะผิดผลาดไปได้
จึงขอรบกวนทราบว่าที่มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฏกเล่มใดบ้าง

เท่าที่ค้นมาได้มีกล่าวถึงเพียงอาชีพหมอเท่านั้นค่ะ
ที่อาจจะเชื่อมโยงได้ ดังต่อไปนี้

คัดจากพระไตรปิฎกเล่มที่ 29 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 21
ขุททกนิกาย มหานิทเทส อัฏฐกวัคคิกะ อัตตทัณฑสุตตนิทเทส

[๘๑๒] ชนทั้งหลายย่อมกล่าวถึงการศึกษาในเพราะกามคุณเป็นที่พัวพันในโลก
            บุคคลพึงเป็นผู้ไม่ขวนขวายในการศึกษาหรือกามคุณเหล่านั้น รู้ชัดกาม
            ทั้งหลายโดยประการทั้งปวงแล้ว พึงศึกษาความดับของตน.

                  
ว่าด้วยการศึกษาเพื่อได้กามคุณ

      [๘๑๓] ชื่อว่าการศึกษา ในคำว่า ชนทั้งหลายย่อมกล่าวถึงการศึกษาในเพราะกามคุณ
เรื่องธนู ความเป็นหมอทางเสกเป่า ความเป็นหมอทางผ่าตัด ความเป็นหมอทางยา ความ
เป็นหมอทางภูตผี ความเป็นหมอทางกุมาร. คำว่า ย่อมกล่าวถึง ความว่า กล่าวถึง พูดถึง
เล่าถึง แสดงถึง แถลงถึง. อีกอย่างหนึ่ง ย่อมกล่าวถึง คือ ย่อมเรียน เล่าเรียน ทรงจำ
เข้าไปทรงจำ เข้าไปกำหนด เพื่อได้เฉพาะซึ่งกามคุณเป็นที่พัวพัน. เบญจกามคุณ คือ ๑- รูป
ที่รู้แจ้งด้วยจักขุ ที่น่าปรารถนา พอใจ ชอบใจ รักใคร่ อันประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่ง
ความกำหนัด เรียกว่ากามคุณเป็นที่พัวพัน. เหตุไร เบญจกามคุณ จึงเรียกว่ากามคุณเป็นที่
พัวพัน.  เทวดาและมนุษย์ ย่อมปรารถนา ยินดี รักใคร่ ชอบใจกามคุณโดยมาก เหตุนั้น
เบญจกามคุณจึงเรียกว่ากามคุณเป็นที่พัวพัน. คำว่า ในโลก คือ ในมนุษยโลก เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ชนทั้งหลายย่อมกล่าวถึงการศึกษาในเพราะกามคุณเป็นที่พัวพันในโลก.
      [๘๑๔] คำว่า บุคคลพึงเป็นผู้ไม่ขวนขวายในการศึกษาหรือกามคุณเหล่านั้น ความว่า
บุคคลพึงเป็นผู้ไม่ขวนขวายในการศึกษา หรือในเบญจกามคุณเหล่านั้น คือ พึงเป็นผู้ไม่น้อม
ไม่โน้ม ไม่เอนโอน ไม่น้อมใจไปในการศึกษาหรือเบญจกามคุณเหล่านั้น ไม่พึงเป็นผู้มีการ
@(๑) นี่บาลีคงตกหายไป จึงมีแต่รูปคงจะมีเสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะด้วย
ศึกษาหรือเบญจกามคุณเหล่านั้นเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลพึงเป็นผู้ไม่ขวนขวาย
ในการศึกษาหรือเบญจกามคุณเหล่านั้น.
      [๘๑๕] คำว่า รู้ชัด ในคำว่า  รู้ชัดกามทั้งหลายโดยประการทั้งปวง ความว่า แทง
ตลอดแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิด
เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา. คำว่า โดยประการทั้งปวง คือ ทั้งปวง
โดยกำหนดทั้งปวง ทั้งปวงโดยประการทั้งปวง ไม่เหลือไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า โดยประการ
ทั้งปวง เป็นเครื่องกล่าวรวมหมด โดยอุทานว่า กาม กามมี ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลส
กาม ๑ ฯลฯ นี้เรียกว่าวัตถุกาม ฯลฯ นี้เรียกว่ากิเลสกาม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รู้ชัดกาม
ทั้งหลายโดยประการทั้งปวง.
      [๘๑๖] ชื่อว่า ศึกษา ในคำว่า พึงศึกษาความดับของตน ได้แก่ สิกขา ๓ อย่าง
คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ฯลฯ นี้ชื่อว่าอธิปัญญาสิกขา. คำว่า ความ
ดับของตน ความว่า พึงศึกษาแม้อธิศีล ศึกษาแม้อธิจิต ศึกษาแม้อธิปัญญา เพื่อความดับ
เพื่อความสงบ เพื่อความเข้าไปสงบ เพื่อความเข้าไปสงบวิเศษ เพื่อความดับ เพื่อความสละ
คืน เพื่อความระงับ  ซึ่งราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ อกุสลาภิสังขารทั้งปวง ของตน. เมื่อ
นึกถึงสิกขา ๓ เหล่านี้ก็พึงศึกษา เมื่อรู้ก็พึงศึกษา ฯลฯ เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง
ก็พึงศึกษา  ประพฤติโดยเอื้อเฟื้อ ประพฤติโดยเอื้อเฟื้อด้วยดี สมาทานประพฤติ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า พึงศึกษาความดับของตน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
            ชนทั้งหลายกล่าวถึงการศึกษาในเพราะกามคุณ  เป็นที่พัวพันในโลก
            บุคคลพึงเป็นผู้ไม่ขวนขวายในการศึกษาหรือกามคุณเหล่านั้น รู้ชัดกาม
            ทั้งหลายโดยประการทั้งปวงแล้ว พึงศึกษาความดับของตน.
----------------------------------------------------------------------------------------------
จากพระสูตรด้านบน ดิฉันเองเข้าใจว่า
พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงตรัสว่าหมอไม่สามารถบรรลุธรรมได้
เพียงแต่ทรงตรัสไว้ว่าเป็นอาชีพที่พัวพันทางโลก
เป็นทางโยงไปสู่การพัวพันในกามคุณ
แต่ก็ทรงตรัสแนะให้ศึกษา
"รู้ชัดกามทั้งหลายโดยประการทั้งปวง ความว่า แทง
ตลอดแล้วว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ฯลฯ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิด
เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา."
และทรงแนะพิจารณาศึกษา "ความดับของตน" ต่อ
เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติให้พ้นจากความข้องในกามคุณ
และพ้นทุกข์ในที่สุดค่ะ

นอกจากนี้ ยังมีกล่าวถึงหมอชีวกโกมารภัจ ใน พระไตรปิฎกเล่มที่ 22 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 14
อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์
พระสูตรที่ไม่รวมเข้าในวรรค
ดังต่อไปนี้ค่ะ

    [๓๙๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตปุสสคฤหบดีประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ
เป็นผู้พึงปลงใจเชื่อในพระตถาคต เห็นอมตธรรม ทำให้แจ้งอมตธรรมอยู่ ธรรม
๖ ประการเป็นไฉน คือ ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ๑ ความ
เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม ๑ ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ ๑
อริยศีล ๑ อริยญาณ ๑ อริยวิมุติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตปุสสคฤหบดีประกอบ
ด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล เป็นผู้พึงปลงใจเชื่อในพระตถาคต เห็นอมตธรรม ทำ
ให้แจ้งอมตธรรมอยู่ ฯ
      [๓๙๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัลลิกคฤหบดี อนาถบิณฑิกสุทัตตคฤหบดี
จิตตคฤหบดีชาวมัจฉิกาสัณฑนคร หัตถกคฤหบดีชาวเมืองอาฬวี เจ้าศากยะ
พระนามว่ามหานามะ อุคคคฤหบดีชาวเมืองเวสาลี อุคคตคฤหบดี สูรอัมพัฏฐ-
คฤหบดี ชีวกโกมารภัจ นกุลบิดาคฤหบดี ตวกัณณกคฤหบดี ปูรณคฤหบดี
อิสิทัตตคฤหบดี สันธานคฤหบดี วิชยคฤหบดี วัชชิยมหิตคฤหบดี เมณฑก-
คฤหบดี วาเสฏฐอุบาสก อริฏฐอุบาสก สาทัตตอุบาสก ประกอบด้วยธรรม
๖ ประการ เป็นผู้ปลงใจเชื่อในพระตถาคต เห็นอมตธรรม ทำให้แจ้งซึ่งอมต-
ธรรมอยู่
ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวใน
พระพุทธเจ้า ๑ ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม ๑ ความเลื่อมใสอัน
ไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ ๑ อริยศีล ๑ อริยญาณ ๑ อริยวิมุติ ๑ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย สาทัตตอุบาสกประกอบด้วยธรรม ๖ ประการนี้แล เป็นผู้ปลงใจเชื่อใน
พระตถาคต เห็นอมตธรรม ทำให้แจ้งอมตธรรมอยู่ ฯ
      [๓๙๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อ
รู้ยิ่งราคะ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ ทัสสนานุตตริยะ ๑ สวนานุตตริยะ ๑
ลาภานุตตริยะ ๑ สิกขานุตตริยะ ๑ ปาริจริยานุตตริยะ ๑ อนุสสตานุตตริยะ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการนี้ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อรู้ยิ่งราคะ ฯ
      [๓๙๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อรู้
ยิ่งราคะ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ พุทธานุสสติ ๑ ธัมมานุสสติ ๑
สังฆานุสสติ ๑ สีลานุสสติ ๑ จาคานุสสติ ๑ เทวตานุสสติ ๑ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการนี้แล อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อรู้ยิ่งราคะ ฯ
      [๓๙๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อรู้
ยิ่งราคะ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ อนิจจสัญญา ๑ อนิจเจทุกขสัญญา ๑
ทุกเขอนัตตสัญญา ๑ ปหานสัญญา ๑ วิราคสัญญา ๑ นิโรธสัญญา ๑ ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการนี้แล อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อรู้ยิ่งราคะ ฯ
      [๔๐๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อ
กำหนดรู้ราคะ ฯลฯ เพื่อความสิ้นไปรอบแห่งราคะ เพื่อละราคะ เพื่อสิ้นไป
แห่งราคะ เพื่อเสื่อมไปแห่งราคะ เพื่อความคลายกำหนัดราคะ เพื่อดับราคะ
เพื่อสละราคะ เพื่อปล่อยวางราคะ ฯลฯ
     [๔๐๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการ อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อ
รู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไปรอบ เพื่อละ เพื่อสิ้นไป เพื่อเสื่อมไป
เพื่อคลายไป เพื่อดับ เพื่อสละ เพื่อปล่อยวาง ซึ่งโทสะ โมหะ โกธะ
อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ
มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการนี้แล
อันภิกษุพึงให้เจริญ เพื่อปล่อยวางปมาทะ ฯ
      พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้จบลงแล้ว ภิกษุเหล่านั้นชื่นชม
ยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาค ฉะนี้แล ฯ

จบฉักกนิบาต
-----------------------------------------------------------------------------------------

เจริญในธรรมค่ะ

 จากคุณ : ไก่แก้ว [ 25 มี.ค. 2545 / 18:38:53 น. ]
     [ IP Address : 203.145.4.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (rising_sun)

ผมอ่านแล้วเข้าใจอย่างนี้ครับ

การงานที่ต้องอาศัยความคิดนั้น ไม่สามารถบรรลุอริยะบุคคลได้ในขณะทำงานนั้น
(ในขณะที่กำลังคิดงานหรือกำลังจดจ่ออยู่กับงาน)
ทั้งนี้เพราะงานที่ต้องอาศัยความคิดเป็นศัตรูกับการเจริญสติปัฏฐาน
(คงทำนองเดียวกับคิดเป็นศัตรูกับรู้)
แต่ถ้านอกเวลางานเช่นระหว่างทางกลับบ้านฯลฯ
ก็น่าจะเจริญสติสัมปชัญญะได้
เมื่อเจริญสติสัมปชัญญะได้ ก็น่าจะรู้ธรรมได้นะครับ

ทั้งนี้บุคคลที่เจริญสติสัมปชัญญะได้ถูกต้อง
ก็น่าจะสามารถรู้ธรรมได้โดยไม่จำกัดว่าอยู่ในอาชีพไหน
การจะสามารถบรรลุธรรมได้หรือไม่
น่าจะขึ้นอยู่กับว่าเจริญสติสัมปชัญญะได้ถูกต้องเพียงใดมากกว่า

 จากคุณ : rising_sun [ 26 มี.ค. 2545 / 13:26:22 น. ]
     [ IP Address : 202.44.250.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (listener)

ผมตีความว่า คุณ โชติกะ ไม่ได้บอกว่า อาชีพ หมอ และครู บรรลุมรรคผลไม่ได้
แต่ หมายความว่า ต่อให้ มีอาชีพชั้นเลิศ เช่นหมอ หรือ ครู ขณะบรรลุมรรคผล
ก็ต้องเป็นขณะว่าง จากการประกอบอาชีพนั้น

 จากคุณ : listener [ 26 มี.ค. 2545 / 20:17:39 น. ]
     [ IP Address : 202.183.197.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (นายโจโจ้)

ผมเพียงแต่สนใจที่มาของตัวอย่างนั้นครับ ทำไมถึงต้องเป็นหมอหรือครู ครูสอนธรรมะ บรรลุได้ไหม พระพุทธองค์ก็เป็นครู พระสงฆ์ทั้งหลายก็เป็นครู คุณโชติกะก็เป็นครู แล้วจะยังไงกันครับนี่ :-)

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 26 มี.ค. 2545 / 23:46:45 น. ]
     [ IP Address : 203.170.141.176 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (บังเอิญผ่านมา)

สี่เท้ายังรู้พลาด  นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง

 จากคุณ : บังเอิญผ่านมา [ 27 มี.ค. 2545 / 17:01:53 น. ]
     [ IP Address : 203.146.112.226 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (โชติกะ)

         สาธุ คุณ rising_sun
         "การงานที่ต้องอาศัยความคิดนั้น ไม่สามารถบรรลุอริยะบุคคลได้ในขณะทำงานนั้น.....ทั้งนี้บุคคลที่เจริญสติสัมปชัญญะได้ถูกต้องก็น่าจะสามารถรู้ธรรมได้โดยไม่จำกัดว่าอยู่ในอาชีพไหน การจะสามารถบรรลุธรรมได้หรือไม่ น่าจะขึ้นอยู่กับว่าเจริญสติสัมปชัญญะได้ถูกต้องเพียงใดมากกว่า"


เรียนคุณ นายโจโจ้

         หมอหรือครู ก็สามารถบรรลุอริยมรรคได้ แต่ไม่บรรลุในขณะที่ทำงาน (ทางโลก) อยู่

         การบรรลุอริยมรรค มีได้เพราะการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเป็นการเจริญสติที่เป็นไปในกาย เวทนา จิต และสภาวะธรรม อย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น เป็นไปไม่ได้ที่คนที่ทำการงานทางโลกอยู่ จะสามารถบรรลุอริยมรรคได้ในขณะที่ทำการงานนั้นๆ แต่จะสามารถบรรลุอริยมรคได้โดยการเจริญสติที่ต่อเนื่องเท่านั้น

         ถ้าหากว่าคนที่เป็นครูหรือหมอ ได้เสียสละเวลาจากการงานทางโลก แล้วเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง โดยการมีสติตามรู้กาย เวทนา จิต และสภาวธรรม อย่างต่อเนื่องแล้ว ก็อาจบรรลุอริยมรรคได้

         จะถามอีกก็ได้ครับ

 จากคุณ : โชติกะ [ 27 มี.ค. 2545 / 22:50:57 น. ]
     [ IP Address : 203.151.225.126 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (โชติกะ)

         สาธุ กับคุณ listener ด้วยครับ

 จากคุณ : โชติกะ [ 27 มี.ค. 2545 / 23:13:52 น. ]
     [ IP Address : 203.151.225.126 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (loognam)

สัมมาอาชีวะเป็นไฉน? อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละการเลี้ยงชีพที่ผิด สำเร็จการ
เลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ อันนี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะ
(พระไตรปิฎก เล่มที่ 12)

 จากคุณ : loognam [ 27 มี.ค. 2545 / 23:54:41 น. ]
     [ IP Address : 203.107.153.248 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (นายโจโจ้)

สาธุครับ คุณโชติกะ :-)
หมดคำถามสำหรับเรื่องนี้แล้วครับ

 จากคุณ : นายโจโจ้ [ 28 มี.ค. 2545 / 12:30:39 น. ]
     [ IP Address : 202.183.238.210 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (โชติกะ)

คุณ   loognam

         อนุโมทนากับคุณ loognam ที่มีความสนใจในพระธรรมของพระพุทธเจ้าครับ

         พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระสุตตันตปิฎกด้วยโวหารเทศนา และทรงแสดงพระอภิธรรมปิฎกด้วยปรมัตถเทศนา
         การที่เราชาวพุทธจะเข้าใจพระธรรมของพระพุทธเจ้าได้อย่างถูกต้อง นับว่าเป็นไปได้ยาก เพราะเทศนาของพระพุทธองค์เป็นสิ่งที่มีความลึกซึ้ง พระไตรปิฎกนั้น ในบางแห่งมีอรรถตื้น บางแห่งมีอรรถลึก อรรถกถาเป็นคัมภีร์ที่สำคัญที่จะช่วยทำให้เนื้อความที่ลุ่มลึกเข้าใจได้ยาก ให้รู้ได้ง่ายขึ้น เมื่ออาศัยคัมภีร์อรรถกถาแล้วเราทุกคนก็จะสามารถมีความเข้าใจพระธรรมของพระพุทธเจ้าได้อย่างถูกต้อง และจะเป็นปัญญาบารมี ซึ่งเป็นเหตุให้ได้บรรลุคุณธรรมเบื้องสูงต่อไปในภายหน้า

         ขอให้มีความรุ่งเรื่องในพระศาสนาของพระพุทธเจ้า

 จากคุณ : โชติกะ [ 28 มี.ค. 2545 / 22:01:42 น. ]
     [ IP Address : 203.151.225.68 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!