เรียนถามคุณ ดังตฤณ ค่ะ เกี่ยวกับหนังสือเรื่องทางนฤพาน
 เนื้อความ :

ได้อ่านหนังสือเรื่องนี้แล้วรู้สึกประทับใจ จนวางไม่ลงและก็ยังอยากอ่านอีกหลายๆๆ รอบ อยากทราบ ค่ะ ว่าในชีวิตจริงๆ แล้วเราสามารถจะเจอคู่แท้ เช่นนี้หรือไม่ แล้วขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย อะไรบ้าง ในขณะที่บางคน ที่เกิดมาแล้วไม่ได้แต่งงานเลย ประกอบด้วยเหตุปัจจัยใด
แล้วถ้าเกิดสมมติว่าเรามีความใส่ใจในธรรมะ การแต่งงาน หรือการอยู่เป็นโสด จะมีส่วนช่วยหรือไม่ช่วยให้การปฏิบัติธรรมของเราเจริญก้าวหน้าได้อย่างไรหรือไม่ หากการมีเนื้อคู่ จำเป็นหรือไม่ค่ะ ที่จะต้องแสวงหา หรือเมื่อเจอคนที่เราคิดว่าใช่แล้วเราปล่อยโอกาสไป แล้วอยู่เป็นโสด แต่ทรมานจิตใจ เช่น นี้ เป็นด้วยเหตุและปัจจัย ใด เช่น เหตุในอดีตชาติ หรือว่าในปัจจุบันชาติ กันแน่คะ
รบกวนท่านผู้รู้ได้โปรดตอบด้วยค่ะ
ขอขอบพระคุณค่ะ

 จากคุณ : บัวสวรรค์ [ 2 ก.ค. 2545 / 15:20:54 น. ]
     [ IP Address : 202.44.250.6 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ด๊าบัสก๊ะ)

มานั่งกินหนมรอฟังโด้ยโคน

 จากคุณ : ด๊าบัสก๊ะ [ 2 ก.ค. 2545 / 16:34:48 น. ]
     [ IP Address : 192.168.0.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ดังตฤณ)

> ในชีวิตจริงๆ แล้วเราสามารถจะเจอคู่แท้ เช่นนี้หรือไม่?

ถ้าว่ากันตามเนื้อผ้า ทางนฤพานน่าจะแสดงให้เห็นอย่างนี้มากกว่าครับ
ว่า คู่แท้ นั้นไม่มีหรอก มีแต่คนที่ผูกบุญหรือผูกเวรกันมา
อย่างที่ว่าไว้ในบทท้ายๆคือ "รักแท้น่ะมีจริง แต่ที่จริงกว่านั้นคือกิเลส"
เราปิ๊งใคร ใครปิ๊งเราพร้อมกัน ประจวบกับจังหวะเหมาะให้คบหากัน
ก็พอแปลได้ว่าเจอ "คู่กิเลส" เมื่อนั้น
สันนิษฐานว่าเคยผูกพัน เคยร่วมบุญร่วมกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งกันมาก่อนแน่ๆ

> ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย อะไรบ้าง?

บางทีเราอาจนึกไม่ถึงนะครับ
การที่เรานึก "หลง" ใครสักคนขึ้นมา
ไม่ใช่ว่าเราเคยทำบุญกับเขาเสมอไป
บางทีไปทำบาป ไปก่อกรรมทำเข็ญกับเขาไว้
แล้วต้องมาชดใช้ด้วยรูปแบบความทุกข์ความทรมานในการอยู่ร่วมกันต่างๆนานา
บางทีก็จบลงด้วยโศกนาฏกรรม
แต่ถ้าอยู่ในร่มพุทธ บางคนก็เอาตัวรอดได้ด้วยการร่วมทำบุญกันมากๆ ให้กรรมเก่าเจือจางลง
เหมือนพระพุทธองค์เปรียบเทียบว่าเป็นการเอาน้ำมากเข้าละลายรสเค็มของก้อนเกลือน้อย
ผ่านเดือนผ่านปีอันทรมานไป สัญญาณแห่งการผูกเวรก็บางลงได้
จากร้ายกลายเป็นดีไปได้ แต่ก็เรียกว่าน้อยรายล่ะ

สำหรับคู่รักทั่วไป โดยมากร่วมบุญร่วมกรรมกันในแบบร่วมคิด ร่วมพูด ร่วมทำกัน
เป็นบุญธรรมดา บาปธรรมดา ไม่มีกระแสใหญ่ของศาสนามามีส่วน
ก็มักทำให้ความผูกพันทางใจไม่ลึกซึ้งนัก แม้รักในช่วงแรกก็เบื่อได้ในภายหลัง
โดยไม่เหลือเยื่อใยผูกพันต่อกัน จากกันก็กลายเป็นคนแปลกหน้าไป
แต่ถ้าคู่รักที่เคยทำสังฆทานกันมา หรือเคยนัดแนะกันรักษาศีลอุโบสถ
หรือที่สุดคือเคยเดินทางไปปฏิบัติธรรมร่วมกัน (อันนี้เห็นเยอะมากในปัจจุบัน)
เมื่อพบกันแล้วจะเกิดความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งกว่าคู่รักทั่วไปมาก
ความจริงไม่ต้องว่ากันข้ามภพข้ามชาติ
เพียงไปร่วมบุญใหญ่กับใครบ่อยๆแบบปรองดอง ไม่ว่าหญิงหรือชาย
เราก็จะรู้สึกถึงสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นลึกซึ้งกับเขาได้แล้ว

> บางคนที่เกิดมาแล้วไม่ได้แต่งงานเลย ประกอบด้วยเหตุปัจจัยใด?

บางคนก็เพราะอธิษฐานไว้ ว่าจงอย่าได้พบเจอใครที่ต้องผูกพันกัน
เพราะเข็ดกับชีวิตคู่ (ซึ่งนับเป็นการอธิษฐานให้ชีวิตอื่นซึ่งไม่รู้อีโหน่อีเหน่โดยแท้)
แต่บางคนก็เพราะกรรมเก่าที่เคยไปยุแยงตะแคงรั่วไว้มาก
หรือบางคนก็เกิดมาด้วย "ธาตุนิสัย" ที่ไม่สามารถเสมอกับใครได้เลยในภพชาตินั้น
ก็เหมือนแม่เหล็กที่ไม่มีความเป็นขั้วให้ดูดติดกับใครได้เลย
สรุปคือเหตุปัจจัยมีเยอะครับ
เอาแค่หลักๆ คิดตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่มีคู่
เท่านี้ก็จัดเป็นกรรมปัจจุบัน ส่งผลให้ไม่ได้อยู่กับใครแล้ว

> ถ้าเรามีความใส่ใจในธรรมะ การแต่งงานหรือการอยู่เป็นโสด
> จะมีส่วนช่วยหรือไม่ช่วยให้การปฏิบัติธรรมของเราเจริญก้าวหน้าได้อย่างไรหรือไม่?

อยู่เป็นโสดจะช่วยให้เจริญก้าวหน้ากว่ามีคู่แน่นอนครับ
เพราะเวลาพิจารณาจะได้มีขันธ์ให้ดูเพียง ๕ ขันธ์
ถ้าเพิ่มเติมเสริมแต่งเป็น ๑๐ หรือ ๑๕ หรือ ๒๐ จะดูยาก ซับซ้อน ยุ่งเหยิงเกินไป
แต่เท่าที่เห็นวัยหนุ่มวัยสาวยุคนี้จะทนความเหงาไม่ได้
และสังสารวัฏก็มีลูกล่อลูกชน ดึงดูดเราให้ติดอยู่ ค้างอยู่ โยงอยู่ได้สารพัดวิธี
สำหรับผู้เริ่มเข้ามาสู่วงการภาวนา มักมีคำถามนี้เป็นยอดนิยม
ผมบอกได้เพียงว่าถ้าใครดำรงตนไว้ได้เพียง ๕ ขันธ์
การพิจารณาจะง่ายกว่า ๑๐, ๑๕ หรือมากกว่านั้นแน่ๆ
แต่จะไม่คะยั้นคะยอให้ใครต้องเอาอย่างนี้เท่านั้น
เพราะบางคนรักษาไว้ ๕ ขันธ์แล้วก็ปฏิบัติไม่ถึงไหนอยู่ดี
ที่แต่งงานแล้วปฏิบัติได้ดีขึ้นเพราะได้ย้ายบ้านจากเดิมที่วุ่นวายก็มีให้เห็น
ที่แต่งงานแล้วเพิ่งมาสู่โลกการปฏิบัติเพราะสามีชักชวนและออกอุบายทุกวันก็มีให้เห็น
ที่แต่งงานแล้วขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติเพราะได้คู่ไปกราบพระดีต่างจังหวัดก็มีให้เห็น
แต่ละคนเอาตัวอย่างกันไม่ได้ ต้องขึ้นอยู่กับวาสนาเฉพาะตัวว่าเราเคยสร้างกับใครมาไหม

> เมื่อเจอคนที่เราคิดว่าใช่แล้วเราปล่อยโอกาสไป แล้วอยู่เป็นโสดแต่ทรมานจิตใจ
> เช่นนี้เป็นด้วยเหตุและปัจจัยใด เช่นเหตุในอดีตชาติ หรือว่าในปัจจุบันชาติ กันแน่คะ?

ส่วนใหญ่เป็นกรรมในปัจจุบัน
แต่ก็มีวิบากในอดีตตามมารังควาญเหมือนกันครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 2 ก.ค. 2545 / 16:39:46 น. ]
     [ IP Address : 202.133.157.193 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (ดังตฤณ)

ลองดูผู้เชี่ยวชาญด้านความรักท่านทำหน้าที่ศิราณีประจำลานธรรมประกอบด้วยก็ดีครับ
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/004885.htm

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 2 ก.ค. 2545 / 16:42:37 น. ]
     [ IP Address : 202.133.157.193 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (นิพ)

อิ อิ มา ขอยิ้มให้พี่ดังตฤณกับคำถามยอดฮิตครับ ^______^

 จากคุณ : นิพ [ 2 ก.ค. 2545 / 17:01:10 น. ]
     [ IP Address : 191.20.10.94 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (ดบัสค่ะ)

เอาแค่หลักๆ คิดตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่มีคู่
เท่านี้ก็จัดเป็นกรรมปัจจุบัน ส่งผลให้ไม่ได้อยู่กับใครแล้ว
*******
ถามหน่อยค่ะ
แล้วถ้ามีคู่มาล่ะคะ?

แล้วไม่ได้ทำบุญหนีด้วยอะค่ะ
หรือว่า ทำแต่ไม่ทันรายง้า...น :p

 จากคุณ : ดบัสค่ะ [ 2 ก.ค. 2545 / 18:07:27 น. ]
     [ IP Address : 192.168.0.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (จันทรังสี)

มาดูครับ :-)

 จากคุณ : จันทรังสี [ 2 ก.ค. 2545 / 18:27:24 น. ]
     [ IP Address : 203.170.131.70 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (มะเหมี่ยว)

อย่างไรจึงเรียกว่าเป็น "บุญใหญ่" คะ ?

 จากคุณ : มะเหมี่ยว [ 2 ก.ค. 2545 / 21:07:06 น. ]
     [ IP Address : 161.200.42.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ดังตฤณ)

บางคนก็เลี่ยงไม่ได้จริงๆ แบบว่ากันไม่ได้
เช่นพระลูกศิษย์หลวงปู่มั่นบางรูปเจอสาวชาวบ้าน
เกิดนึกรักขึ้นมาจับจิต แต่คิดจะเอาดีทางพระ ไม่เอาดีทางโลก
ท่านก็โกยอ้าว กราบลาหลวงปู่มั่นไปอยู่อีกแห่งหนึ่งไกลออกไป
แต่ก็อุตส่าห์ไปเจอสาวคนเดิมเข้าอีกอย่างเหลือเชื่อ
(เรียกว่าถ้าไม่ย้ายหนีมาก็ไม่ต้องเจอแล้ว แต่เพราะคิดหลีกเลี่ยงถึงต้องเจอ ยิ่งหลบยิ่งต้องพบ)
ตอนท่านมากราบลาสึกหาลาเพศ หลวงปู่มั่นก็ไม่ได้ว่าอะไร
ท่านบอกเพียงบุพเพฯนั้นบางครั้งหลีกเลี่ยงยากจริงๆ

แต่สำหรับคนทั่วไป โดยมากจะไม่มีอะไรขนาดนั้น
เกินกว่าร้อยละเก้าสิบเก้า ควานหาคู่ ควานหาคนรักที่แท้จริงทั้งชีวิตก็ไม่พบ
พบแต่คนที่คบกันแล้วเบื่อ อยู่ด้วยกันแล้วระหองระแหงแง่งอนกันประจำ
เพิ่งเร็วๆนี้มีแพทย์หญิงคนหนึ่งโดดตึกตาย
ก่อนโดดก็บ่นๆต่อหน้าสามีว่ามีคนรักมาหลายราย แต่ไม่เคยสมหวัง แม้แต่กับสามีคนสุดท้าย

เรื่องของเรื่องคือถ้าใครปฏิบัติธรรมได้ ก็ไม่น่าขวนขวายรอพึ่งหลักภายนอก
ถ้าพึ่งหลักภายในได้ หวังได้ พิพากษาความสุขความสมหวังให้ตัวเองได้
ใครรู้ตัวว่าเป็นคนชอบเถียง ชอบถือดี ยิ่งน่าจะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน
ว่าระหว่างปฏิบัติธรรมอย่างสันโดษกับการต้องพัวพันใกล้ชิดกับใคร
อย่างไหนควรให้น้ำหนักมากกว่ากัน :-)

เสริมด้วยว่าถ้าหลีกเลี่ยงการครองคู่ไม่ได้ แล้วยังอยากปฏิบัติธรรม (ด้วยกันทั้งคู่)
ก็ไม่ควรมีลูก เห็นมาแล้วครับที่ต้องร้องห่มร้องไห้ภายหลัง
เพราะกว่าจะปฏิบัติเป็น อยากตระเวนไปตามต่างจังหวัดหาที่สัปปายะ
ลูกก็อายุขวบหนึ่งเข้าไปแล้ว น่าเสียดายแทนเหมือนกัน จะไปไหนรู้สึกห่วงหน้าพะวงหลังไปหมด
หรือเผลอๆก็รู้สึกผิดไปเลยว่าห่วงลูก รักลูกไม่พอ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 2 ก.ค. 2545 / 21:18:04 น. ]
     [ IP Address : 202.133.149.25 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (ดังตฤณ)

สงสัยต้องอาศัยความเบ่งบานอย่างใหญ่ของกุศลจิตเป็นเกณฑ์นะคุณมะเหมี่ยว :-)
อะไรจะเกินสมถะและวิปัสสนา
รองจากนั้นอะไรจะเกินศีลธรรมจรรยาอันสะอาดหมดจดต่อเนื่อง
รองจากนั้นอะไรจะเกินมหาทานอันติดจิตติดใจเป็นนิสัยสม่ำเสมอ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 2 ก.ค. 2545 / 21:22:00 น. ]
     [ IP Address : 202.133.149.25 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (ดบัสก๊าบ)

ใครรู้ตัวว่าเป็นคนชอบเถียง ชอบถือดี ยิ่งน่าจะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน
ว่าระหว่างปฏิบัติธรรมอย่างสันโดษกับการต้องพัวพันใกล้ชิดกับใคร
อย่างไหนควรให้น้ำหนักมากกว่ากัน :-)
*******
อ๋อออออออ เข้าจัยและ
ให้แต่งงานเพื่อจะได้ปรับนิสัยกลายเป็นคนฟังคนอื่นไม่ค่อยเถียง

ขอบคุณค่ะ ขอบคุณ :p

 จากคุณ : ดบัสก๊าบ [ 2 ก.ค. 2545 / 21:25:27 น. ]
     [ IP Address : 192.168.0.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (loognam)

555 : )

 จากคุณ : loognam [ 2 ก.ค. 2545 / 21:39:40 น. ]
     [ IP Address : 203.107.157.186 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (แป๊ะอ้วน)

ชอบนางเอก(แพรตรี)แต่ไม่ชอบพระเอก(เกาทัณฑ์)ครับ...

 จากคุณ : แป๊ะอ้วน [ 2 ก.ค. 2545 / 22:50:06 น. ]
     [ IP Address : 202.59.255.16 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (กึ๋ย....)

จงเป็นแป๊ะอ้วนต่อไป....ฮิ...ฮิ...ฮิ

 จากคุณ : กึ๋ย.... [ 2 ก.ค. 2545 / 23:39:17 น. ]
     [ IP Address : 203.113.32.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (อยากรู้)

ขอเรียนถามคุณดังตฤณหน่อยนะครับ
   ไม่ทราบว่าคุณเชื่อในเรื่องความฝันที่ว่าถ้าฝันว่าเจองูนี่จะเจอเนื้อคู่รึเปล่าครับ

 จากคุณ : อยากรู้ [ 3 ก.ค. 2545 / 01:29:01 น. ]
     [ IP Address : 161.200.131.140 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : ( ประจักษ์ )

  การ ปฎิบัติ ธรรม นั้น  ไม่ว่า จะมีลูก เมีย หรือ อยู่ ใน คราบ บรรพชิต สามารถ
ปฎิบัติ ได้ หมด การ อยู่ ใน คราบ บรรพชิต  หรือ ฆารวาส ผู้ครอง เรือน อาจจะ ดูแตกต่าง ใน ภาวะ  แต่ ปฎิบัติ ที่ ใจ เช่นกัน เรา ไม่ สามารถ สรุป ได้ตาย ตัวว่า อยู่ ใน คราบ ของ บรรพชิต หรือ ฆาราวาส อันใหน จะ  ดีกว่า กัน  นานาจิตตัง
   เรา จะดูกันที่ผล เช่น ยึดมั่น ในสิ่งที่ รู้ ทั้งรู้ ว่า มันไม่ เที่ยง มัย  และสำคัญ ดู ที่ ผล ว่า ปฎิบัติ ได้ ตาม ความ จริง เหล่านั้น มัย นี่ คือ ทุก คน ย่อม รู้แก่ ใจ ตน
    คู่ รัก แท้ คือ ความจริง ปัญญา ธรรม ซึ้ง  ทุกคน ไม่สามารถ หลอก ตนเอง ได้แน่
    คู่ ปลอม ๆ  คือ ทิฐทิ ความโง่เขลา หลงผิด ทั้งหลาย นั่นเอง
    ถ้าอยู่ ใน คราบ ฆารวาส ก็ควร ดำรงอยู่ ด้วย สติ แย่ง พุทธะ
    เมื่อ อยุ่ ใน พระ ก็ ควร แยก แยะ ธรรม ใน หลัก ธรรมชาติ ตาม จริงจน แจ่ม แจ้ง เช่นเดียว กัน
  ไม่ว่า ยุค ใด ธรรมชาติ จะเปลี่ยน แบลง ไป เช่นไร ก็ตาม ผ็ เข้าถึง จริง ย่อม ไม่หลุ่มหลง ใน สิ่งไม่ เที่ยง ฉันนั้น

 จากคุณ : ประจักษ์ [ 3 ก.ค. 2545 / 01:29:13 น. ]
     [ IP Address : 10.44.6.46 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (ดังตฤณ)

เรียกว่า "ไม่รู้" ถนัดกว่า "ไม่เชื่อ" นะครับคุณอยากรู้
เพราะส่วนตัวแล้ว สมัยวัยรุ่นฝันเกี่ยวกับงูบ่อยมาก
ด้วยความที่ส่วนลึกเป็นคนกลัวงูจัด เจอในฝันแทบจะช็อกตาย
(น่าแปลกที่เจอจริงแม้งูเห่าเลื้อยเฉียดจะไม่กลัว ไปกลัวงูในจินตนาการที่มันจะมาทำร้ายเรา
งูจริงไม่เคยมีแววว่าจะมาทำอันตรายเราเลย)
ฝันเกี่ยวกับงูแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเห็นเฉยๆ ถูกฉก หรือถูกรัด
ก็ไม่เห็นไปโยงกันกับเรื่องรักๆใคร่ๆอะไร

การที่บางคนฝันว่างูรัดแล้วเจอคู่นั้น อาจมีการเก็บสถิติกัน
หรือสะท้อนให้เห็นถึงการแสดงความสามารถของจิตใต้สำนึกที่เกิดกับคนทั่วไป
ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ สำหรับตนเองนั้น
เวลาต้องข้องเกี่ยวกับใครทางดีทางร้าย ทางโลกทางธรรม
ก็มักเห็นเป็นหน้าตา เห็นเป็นเหตุการณ์ตรงๆเลยมากกว่า
ถูกบ้าง ผิดบ้าง เพี้ยนนิดหน่อยบ้าง ตามธรรมดาอนัตตา

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 3 ก.ค. 2545 / 06:35:05 น. ]
     [ IP Address : 202.133.156.41 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (อ.วัน)

      คนเราเลือกเกิดไม่ได้ เลือกที่อยากจะมีคู่ดี ๆ อยากอยู่เป็นโสด อยากอยู่ในเพศบรรพชิต ..ไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะปฏิบัติธรรมได้ไม่ว่าจะอยู่เพศไหน ไม่ว่าเพศใด
กระทั่งบรรพชิตก็ยังต้องมีอุปสรรคมีกรรมบั่นทอนหนักเบาแล้วแต่  มีครอบครัวแล้วก็คงไม่เป็นอุปสรรคปฏิบัติธรรมไม่ได้เหมือนบรรพชิตหรอกมั๊ง ไม่งั้นชาตินี้ก็คงไม่ได้ปฏิบัติ  ปฏิบัติธรรมก็อยู่ในจิต ในใจเรา
ตลอดเวลาทุกย่างก้าว ลมหายใจ ถึงไม่ได้อยู่ ป่าเขาที่สัปปายะก็ยังทำได้ 

 จากคุณ : อ.วัน [ 3 ก.ค. 2545 / 08:14:19 น. ]
     [ IP Address : 203.154.208.2 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (จันทรังสี)

ผมเคยมีประสบการณ์ฝันว่าเจองูแล้วเจอคู่ครับ
ตอนก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ผมฝันว่าเจองู แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
ประมาณปี1 ผมก็เจอกับผู้หญิงคนหนึ่ง คบกันไปคบกันมา กลายเป็นเพื่อนที่รู้ใจกันไป แล้วก็ยังรู้ใจจนถึงปัจจุบันนี้
เธอเล่าว่า ก่อนเธอเข้ามหาวิทยาลัย เธอก็ฝันว่าเจองูเหมือนกัน จนพ่อเธอยังแซวเลยว่า"สงสัยจะเจอคู่" แล้วก็เจอจนได้555

 จากคุณ : จันทรังสี [ 3 ก.ค. 2545 / 08:36:20 น. ]
     [ IP Address : 203.170.129.99 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : ( บึกบึน)


สง สัย นะ ครับ

นิตยโพธิสัตว์ ที่ได้รับ พยากรณ์แล้ว
เมื่อ เจอ คู่ บารมี

ทำไม จึง เขียน ว่า เกิด แว๊บ รักใคร่ ชอบ... สาวอื่นได้
จนถึงขนาด แพ้ กิเลส เห็นนางฟ้า เข้าป่า ไปบำเพ็ญ(ด้วยกิเลส)
ในป่า เพื่อที่จะ ไปหา นางสวรรค์

ถึงขนาด ถ้ามี สัตว์ร้ายมา ฆ่าให้ตายจะดีใจ เพราะอยากตายไปสวรรค์

ผู้บำเพ็ญ บารมี ที่ได้รับพยากรณ์แล้ว นั้น
ไม่เห็นความรื่นรมย์ ของสวรรค์ ถึงเพียงนั้น หรอก ครับ......

สงสัยมานาน ต้านจิต สำหรับ สัทธาจริต และ ความจริง มาก

ขอความกรุณาวินิจฉัยด้วยครับ

 จากคุณ : บึกบึน [ 3 ก.ค. 2545 / 08:47:23 น. ]
     [ IP Address : 203.107.140.252 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (ดังตฤณ)

> ผู้บำเพ็ญ บารมี ที่ได้รับพยากรณ์แล้วนั้น
> ไม่เห็นความรื่นรมย์ ของสวรรค์ ถึงเพียงนั้นหรอกครับ

หากลองอ่านชาดกจะเห็นอย่างหนึ่งครับว่า
ธรรมดานิยตโพธิสัตว์นั้น เมื่อยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ด้วยความไม่รู้
เวียนว่ายตายเกิดอยู่ด้วยความโลภ โกรธ หลง ไม่แตกต่างจากคนธรรมดาเลย
ด้วยความโลภในสมบัติ ครั้งหนึ่งท่านเคยผลักน้องชายต่างมารดาลงเหว
แถมกลัวไม่ตาย เอาหินใหญ่ทุ่มตามลงไปอีก
หรือครั้งหนึ่งที่ท่านเกิดเป็นผู้มีอำนาจใหญ่ล้นฟ้า (ความหมายคือล้นฟ้าจริงๆ)
ท่านก็ปราบโลกทั้งหมดจนอยู่หมัด ยังไม่พอ ขึ้นไปปราบพระอินทร์ แบ่งกันครองดาวดึงส์คนละครึ่งอีก
หรือจะดูอีกชาติหนึ่งที่กลับกัน คือเมื่อท่านเป็นยาจกเข็ญใจ
มีความสามารถที่จะบวช บำเพ็ญตนเป็นฤาษี
แต่ติดข้องอยู่กับจอบอันเป็นเครื่องมือหากินเพียงอันเดียว
ต้องบวชๆสึกๆด้วยความเสียดายจอบนั้นหลายครั้ง
กระทั่งครั้งสุดท้ายจึงตัดใจ เหวี่ยงจอบทิ้งน้ำเสียได้

ด้วยการอิงชาดกอย่างเดียว ผมมีความเห็นว่าพระโพธิสัตว์นั้น
ท่านยังมีความโลภเต็มขั้นได้ (แม้แย่งสมบัติคนอื่น)
ยังมีความโทสะเต็มขั้นได้ (สามารถฆ่าผู้อื่น)
ยังมีความหลงเต็มขั้นได้ (เคยเป็นโจรใหญ่ที่ดักปล้นอดีตพระอานนท์)
เมื่อโลภ โกรธ หลงยังเต็มขั้นไม่ต่างจากปุถุชน
ก็ย่อมทำทุกสิ่งได้ไม่ต่างจากปุถุชนทั้งหลาย
พระพุทธองค์เคยตรัสเกี่ยวกับธรรมดาพระโพธิสัตว์ไว้
คือเป็นผู้ที่พิเศษกว่าคนอื่นด้วยอิทธิบาท ๔
ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อใดท่านหลงผิด ท่านก็ทำไปด้วยกำลังอิทธิบาท ๔ ที่เหนือคนอื่นเช่นกันครับ
เท่าที่เห็นคนทำผิดใหญ่ๆได้ ส่วนใหญ่ก็พวกโพธิสัตว์ที่มีบารมีอุดหนุนสูงๆนั่นแหละ

อันนี้เป็นข้อสังเกตและความเชื่อส่วนบุคคล อย่าถือเป็นเกณฑ์อ้างอิงที่ควรเชื่อถือใดๆนะครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 3 ก.ค. 2545 / 10:17:44 น. ]
     [ IP Address : 202.133.157.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (เป็นงง...)

แวะมาอ่าน สนุกดี

 จากคุณ : เป็นงง... [ 3 ก.ค. 2545 / 12:46:20 น. ]
     [ IP Address : 192.168.3.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (บัวสวรรค์ )

ขอขอบคุณที่ได้ช่วยให้ความกระจ่างชัด
ถ้าจะมองกันจริง ๆ การไม่ครองเรือนก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติธรรมะ
แต่ด้วยกระแสสังคม หรือวัฒนธรรม อย่างไรไม่ทราบ ที่จะต้องบอกว่าชีวิตจะสมบูรณ์แบบได้จะต้องประกอบกันเป็นครอบ ครัว พ่อแม่ลูก นี่ก็คิดว่าเป็นสิ่งที่ชีวิตทุกคนได้มาสู่ความสำเร็จไปครึ่งหนึ่งอย่างนี้ใช่หรือไม่
ส่วนพ่อแม่ก็อยากเห็นลูกเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที หรือไม่ก็จะได้อุ้มหลาน
เป็นความสุขเล็กๆ ของคนแก่ อย่างนี้จะเรียกว่าความสุขที่แท้จริงหรือไม่ก็ไม่ทราบนะคะ
แม้ในพระชาติของพระพุทธเจ้าก็ยังจะต้องมีเหตุให้ได้ครองเรือนด้วยเช่น กัน
แม้แต่ท่านที่มีทุกสิ่งทุกอย่างได้ ก็ยังไม่ได้ยึดติดสิ่งใด 
จึงได้ค้นพบทางพ้นทุกข์ได้เช่นนี้  เพื่อให้ปุถุชนอย่างเราได้ศึกษาและปฏิบัติเพื่อรู้ตาม และหาทางดับทุกข์ได้สิ้นเชิง



 จากคุณ : บัวสวรรค์ [ 3 ก.ค. 2545 / 14:42:24 น. ]
     [ IP Address : 202.44.250.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (จันทรังสี)

มาร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยสักเรื่องหนึ่ง..
พระโพธิสัตว์นั้น เป็นบุคคลที่สามารถทำความผิดได้ไม่ต่างจากบุคคลธรรมดาครับ แม้แต่ในพุทธสมัยของพระกัสสปพุทธเจ้า(องค์ก่อนหน้าพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) พระพุทธเจ้าเกิดเป็นโชติปาลมาณพ ได้กล่าวตู่พระกัสสปะไว้ ทำให้พระองค์ทรงรับกรรมจากการกล่าวตู่นั้นโดยการที่ต้องบำเพ็ญทุกรกิริยาถึง 6 ปี
อีกเรื่องจากชาดก แม้ว่าพระโพธิสัตว์เกิดเป็นฤาษีได้ฌานจนเหาะได้ ก็ต้องเครื่องดับกลางอากาศตกสู่พื้น เพราะไปเห็นมเหสีของพระราชาผ้าหลุด ยังไม่พอ ยังอยากจะแต่งงานกับมเหสีอีก จนพระราชา(พระอานนท์ในสมัยนั้น)ต้องดัดนิสัยจนท่านกลับใจเจริญฌานเป็นเหมือนเดิม
และยังมีอีกหลายเรื่อง ที่พระโพธิสัตว์กล่าวตู่กลั่นแกล้งพระสัมมาสัมพุทธบ้าง พระปัจเจกพุทธบ้างจนต้องไปตกนรกหมกไหม้อยู่นานแสนนาน

 จากคุณ : จันทรังสี [ 3 ก.ค. 2545 / 18:03:41 น. ]
     [ IP Address : 203.170.129.166 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (จันทรังสี)

ถามคุณดังตฤณต่อ :-)
<<<บางคนก็เพราะอธิษฐานไว้ ว่าจงอย่าได้พบเจอใครที่ต้องผูกพันกัน
เพราะเข็ดกับชีวิตคู่ (ซึ่งนับเป็นการอธิษฐานให้ชีวิตอื่นซึ่งไม่รู้อีโหน่อีเหน่โดยแท้)>>>
อ่านแล้ว เข้าใจว่าผู้ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่นี้หมายถึงผู้ที่เราจะพบใช่หรือเปล่าครับ? หรือว่าหมายถึงตัวเราในภพหน้าที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรเลยแต่ต้องได้รับผลจากการอธิษฐานครับ?
แล้วการอธิษฐานทั้งสองอย่างนี้จะส่งผลตลอดไปหรือไม่ หรือว่าส่งผลไปตามกำลังบุญจากการอธิษฐานนั้น
<<<หรือบางคนก็เกิดมาด้วย "ธาตุนิสัย" ที่ไม่สามารถเสมอกับใครได้เลยในภพชาตินั้น>>>
อันนี้เป็นนิสัยอย่างไรครับ นิสัยเสียสุดๆ หรือดีมากๆ ครับ



 จากคุณ : จันทรังสี [ 3 ก.ค. 2545 / 18:21:18 น. ]
     [ IP Address : 203.170.129.166 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (ดังตฤณ)

คุณบัวสวรรค์

> แต่ด้วยกระแสสังคม หรือวัฒนธรรมอย่างไรไม่ทราบ
> ที่จะต้องบอกว่าชีวิตจะสมบูรณ์แบบได้จะต้องประกอบกันเป็นครอบครัว

จริงครับ ที่จะไปเกิดในครอบครัวซึ่งปราศจากความเชื่อเหนียวแน่นชนิดนี้ หายากนัก
แม้แต่พ่อแม่ที่ศรัทธาในศาสนามากันแต่ยังหนุ่มยังสาว แต่ไม่ปฏิบัติธรรม
ก็ยังต้องการให้ลูกเป็นฝั่งเป็นฝา มีหน้ามีตา เอาหลานมาให้อุ้ม
ไปโทษใครไม่ได้ จนกว่าจะเปลี่ยนกันที่มุมมองและความเข้าใจนั่นแหละ

ผมรู้จักนักปฏิบัติผู้น่านับถือท่านหนึ่ง ภรรยาของท่านเป็นลูกจีน
ก่อนแต่งงาน ทางบ้านเร่งรัดให้เธอมีลูกมีผัว (ตามคติจีน) มิฉะนั้นถือว่าไม่ดี (ด้วยประการต่างๆ)
เธอก็อยู่มาโดยไม่เดือดร้อนนัก กระทั่งมาเจอชายท่านนี้
ซึ่งเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรมและถือพรหมจรรย์ พอพูดธรรมะให้เธอฟัง เธอก็อยากบวชทันที
แต่เป็นไปไม่ได้ที่ทางบ้านจะอนุญาต ทางออกหนึ่งก็คือแต่งงานเสีย
เพราะบ้านจีนนั้น เมื่อลูกสาวออกเรือน ก็ถือว่าไม่ใช่คนในบ้านอีกต่อไป
จะตัดสินใจในชีวิตอย่างไรก็เรื่องของเธอ

เมื่อเธอออกเรือน ก็อยู่กินกันแบบสหธรรมิก ถือพรหมจรรย์ทั้งคู่ รอจังหวะเหมาะที่จะบวช
อันนี้เล่ามาให้เป็นตัวอย่างว่ากรณีแบบพระมหากัสสปะกับอดีตภรรยาของท่าน
ซึ่งบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก ก็ยังมีปรากฏให้เห็นจนทุกวันนี้

จันทรังสี

> เข้าใจว่าผู้ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่นี้หมายถึงผู้ที่เราจะพบใช่หรือเปล่าครับ

หมายถึงอัตภาพในอดีตปรารถนาไว้
แล้วให้ผลกับอีกอัตภาพหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละคน คนละความอยากกันแล้วครับ
เคยรู้จักผู้หญิงคนหนึ่ง อดีตเป็นทุกข์กับการมีลูกอย่างมาก
จึงไปทำบุญ (อะไรจำไม่ได้แล้ว) และขออธิษฐานว่าเกิดชาติหน้าฉันใดอย่างได้มีลูกอีกเลย
ปรากฏว่าชาติปัจจุบันก็สมใจ ตรวจกี่หมอก็บอกว่าไม่ได้เป็นหมัน แต่ไม่มีลูก
เธอกลัดกลุ้มมาก (ก็คนจำไม่ได้ว่าเคยขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้เอง)
กระทั่งต้องไปพึ่งพาทางในของพระรูปหนึ่ง ท่านบอกว่าเหตุอย่างนี้ ต้องแก้อย่างนั้น
เผอิญเธอไปเจอพระที่รู้จริง ก็แก้คำอธิษฐานเก่า และมีลูกได้ในที่สุด

อันนี้ก็คล้ายกันกับการอธิษฐานว่าจะมีหรือไม่มีคู่ครับ
เคยได้ยินมา (แบบฟังหูไว้หู) จากท่านที่น่าเชื่อถือท่านหนึ่ง
เล่าให้ฟังว่าขนาดเราไม่ได้ไปข้องเกี่ยวกับเขา
เขาอธิษฐานผูกใจกับเรา ทำบุญเพื่อขอเอาชนะเราให้ได้สักชาติ
ยังเป็นผลออกมาได้ (แต่แน่นอนว่าเมื่อชนะแล้วไม่เป็นสุขด้วยกันทั้งคู่)

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 3 ก.ค. 2545 / 20:25:55 น. ]
     [ IP Address : 202.133.148.246 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (a)

คนทางโลกมองคนที่ไม่ได้แต่งงานว่าไม่ประสบความสำเร็จ ผู้หญิงที่ไม่ได้แต่งงานบางคนถูกเรียกว่าสาวแก่ ถูกมองว่าไม่มีใครต้องการ การอยู่คนเดียวยังไม่น่ากดดันเท่ากับถูกสังคมมองเหมือนคนไม่ประสบความสำเร็จเลยนะคะ
มีญาติคนหนึ่งไม่ได้แต่งงานอายุสามสิบกลางๆต้องทำท่าอับอายที่ต้องอาศัยอยู่กับพี่น้องโดยไม่ได้ออกเรือน
ปัญหาทางโลกเหล่านี้ หนักใจผู้หญิงที่ยังมีโอกาสเลือกแต่ไม่อยากเลือกทั้งสองทางจริงๆค่ะ

 จากคุณ : a [ 3 ก.ค. 2545 / 20:28:44 น. ]
     [ IP Address : 203.170.239.87 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (ดังตฤณ)

เท่าที่เคยเห็น คนจะไม่กล้าหัวเราะเยาะ หรือแอบนินทาคนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ดูอ่อนกว่าวัยนะครับ
เพราะคนเยาะเย้ยนั้น บางทีอาจเพิ่งล้มเหลวในชีวิตคู่มา หมกมุ่นเป็นทุกข์ทั้งปีทั้งชาติ
ยิ่งวัยล่วงไปยิ่งขี้หงุดหงิด พาลรีพาลขวางทั่วไปหมด
หรือเก็บกดหลายอย่างชนิดใครอยู่ใกล้แล้วอึดอัดบอกไม่ถูก

ขณะที่ "หญิงบริสุทธิ์" ซึ่งใช้แป้งตราภาวนาหลายต่อหลายคน
มีความสุข มีความสดใส มีความงามวัย
น่ามองในแบบที่ไม่มีใครอยากคิดในเชิงชู้สาวกับทั้ง "ไม่กล้าเย้ย" ด้วย
เพราะคนเรารู้กระแสกัน ว่าตัวเองยังทุกข์ ตัวเองยังยุ่ง
ถ้าจะเย้ยก็เย้นคนที่ยังทุกข์ ยังยุ่งอยู่ด้วยกัน
แต่คนที่เห็นได้ชัดว่าเขามีความสุขกว่า จะนึกไม่ออก

ส่วนเรื่องอับอาย เรื่องคิดเหงา ถ้าภาวนาเป็นจริง ไม่มีแน่นอนครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 3 ก.ค. 2545 / 20:43:59 น. ]
     [ IP Address : 202.133.148.246 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (art)

ชื่นชมคำตอบของพี่ดังตฤณจัง

 จากคุณ : art [ 4 ก.ค. 2545 / 00:08:51 น. ]
     [ IP Address : 210.203.179.45 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (บัวสวรรค์ )

ขอบคุณ คุณดังตฤณ ค่ะ ที่ช่วยให้ข้อคิดเห็น หลายมุมมอง
ส่วนเหตุการณ์ที่เหลือที่จะต้องประสบ ในทำนองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้วยแรงกรรม บันดาลหรืออันใดก็แล้วแต่
แท้ที่สุดก็อยู่ที่ใจของเราว่าจะปฏิบัติเช่นไร ใช่ใหมคะ
ถ้าเชื่อว่ากรรมมีจริง คือ ทำอะไรไว้ ก็ไม่พ้นจะต้องรับผิดชดใช้กันไป
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเนื้อคู่ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะต้องเจอในชีวิต ต่อๆๆไป
ก็อยู่ที่ใจทั้งหมดทั้งสิ้น คิดว่าอย่างนั้นค่ะ

 จากคุณ : บัวสวรรค์ [ 4 ก.ค. 2545 / 08:59:33 น. ]
     [ IP Address : 202.44.250.6 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (อยากรู้ ... )

        อยากทราบว่าในเรื่องตอนจบ นางเอก(แพรตรี) ตกลง ได้เป็นคู่ครองกับ เกาทัณท์  ในชาตีนั้นหรือเปล่าฮับ..
      แล้วแพรตรีในชาติต่อมา ได้ตาม เกาทัณฑ์ ไปตลอดทุกข์ชาติ ทุกภพหรือเปล่าฮับ..
       ในเรื่องจบแบบยังไงก็ไม่รู้ หว่า...  :-)  ตกลงคุณลุง ของแพรตรีได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์หรือเปล่าฮับ ... เห็นจบถึงแค่นั้นเอง
           ผมว่าแฟนที่เป็นนางฟ้า ยังรู้สึกดูดีกว่า แพรตรี เยอะเลยครับ ทั้งเรื่องการตัดสินใจ ความคิด ความเด็ดขาด แต่ก็สู้ความนุ่มนวลไม่ได้นะฮับ...
       .... ผมว่าน่าจะมีต่อภาคสองนะฮับ ..  คนผ่านคงติดกันตรึมเลยครับ .....

 จากคุณ : อยากรู้ ... [ 4 ก.ค. 2545 / 09:41:34 น. ]
     [ IP Address : 203.146.31.28 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (อยากรู้ ... )

ขอโทษที พิมพ์ผิด คนผ่าน เป็น คนผ่าน   อิ อิ อิ...
และน้องชายแพรตรี ที่เป็นพระโสดาบัน หายไปไหนครับ อยู่ดีๆหายไปเลย ไม่มีบทบาทในเรื่องตอนท้ายเลย ไม่รู้ตอนจบเป็นยังไง

 จากคุณ : อยากรู้ ... [ 4 ก.ค. 2545 / 09:45:02 น. ]
     [ IP Address : 203.146.31.28 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (ธิดาธรรม)

   เป็นความเห็นส่วนตัวนะคะว่า การอยู่เป็นโสดไม่ใช่สิ่งน่าละอายเลย ตัวเองอายุเลข 4 ตอนต้นแล้วค่ะ บางครั้งคนถามว่า ด้วยฐานะ ตระกูล การศึกษา หน้าที่การงาน ก็ไม่ได้ด้อยเลยทำไมไม่แต่งงาน ตอบเล่นๆว่า เสียดายความสวยมั้ง..บางครั้งก็รู้สึกหยิ่ง ทะนงตัวซะด้วยซ้ำ ที่อยู่คนเดียวได้โดยไม่ต้องกลัวเหงา ไปไหนก็ไม่ต้องกังวล มีเงินก็ไม่ต้องแบ่งใคร หลายคนว่า เข้าข้างตัวเองล่ะซิ เพราะไม่มีแฟน  ไม่ใช่หรอกค่ะ คนเราก่อนแก่ก็ต้องผ่านวัยรุ่น วัยสาว เหมือนกัน มีเรอะจะไม่รู้สึกชอบหนุ่มๆ  ตอนนั้นต้องโทษพ่อซิค่ะ เป็นลูกทหารก็อย่างเนี่ยแหล่ะค่ะ เหมือนแหวนเพชรในกล่องกำมะหยี่มั้งคะ คุณพ่อมาคิดถึงคุณลูกอีกทีก็สายไปซะแล้ว รถไฟขบวนสุดท้ายเห็นหลังอยู่ลิบๆโน้น
...มา ณ วันนี้ต้องขอบคุณคุณพ่อด้วยซ้ำ ที่มีส่วนทำให้ยังโสดอยู่ได้ เพราะคิดว่าการที่เราโสด ก็นับเป็นโชคมหาศาล แถมยังได้ปฏิบัติธรรมทำให้เข้าใจถึงชีวิต และการที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่นี้ ในโลกปัจจุบันให้ดีที่สุด ได้อย่างสบายๆ
     เมื่อวัยรุ่นเคยคิดเหมือนกันนะคะว่า คนปฏิบัติธรรมนี่ ต้องสูงอายุหน่อย และเมื่อวันของเรามาถึง (ยังดีไม่ตายก่อน) ก็ให้สุดแสนเสียดายยิ่งนัก ที่คิดหลงผิดอย่างแสนสาหัส ขอเตือนน้องๆนะคะ ว่าไม่จำเป็นเลย ถ้าพี่ย้อนกลับไปได้ พี่จะเปลี่ยนความคิดซะใหม่ จะไม่ปล่อยเวลาให้ไร้ค่าไปวันๆเป็นเด็ดขาด
      อย่ามัวห่วงนะคะว่า จะหาแฟนไม่ได้ เราเชื่อกันมั้ยล่ะคะ ว่าคนเราเกิดมามีกรรมเป็นของตน แล้วจะไปมัวหาทำไมให้เสียเวลา มีครอบครัวหนึ่งที่รู้จัก ก็คิดแค่ว่าอยากมีสามี เพราะตนอายุเฉียดเลข 4 ทุกวันนี้ก็อยู่ครึ่งกลางๆไม่รู้ หลวงหรือน้อย ต้องทนอยู่รักษาหน้าทางสังคมอีก ทุกข์ซะมากกว่าสุข บอกได้แต่..กรรมคำเดียวสั้นๆน่ะค่ะ บางครั้งเขาก็กล่าวกันว่า คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า
     เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับธรรมะ อยู่เล่มหนึ่งนะคะ หลายปีแล้ว กำลังหาว่าเล่มไหนใครเขียน เพราะตัวเองชอบเอามาล้อเล่นกับเพื่อนๆ ว่า บุคคลชาย หญิงที่ไม่ได้แต่งงาน เขาว่าเป็นเทวดา กับนางฟ้า ลงมาเดินเล่น..ไงก็เอาเก็บไว้เป็นกำลังใจเวลาใครเขาว่าขึ้นคานได้ค่ะ (เอามาจากหนังสือที่ได้เคยอ่านจริงๆค่ะ)
    แต่จากประสบการณ์ของพี่ เลยอยากบอกน้องๆ ผู้ยังอยู่ในวัยที่อยากมีคู่ว่า อดีตเรากลับไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว อนาคตก็ไม่รู้ยังมาไม่ถึง เราควรอยู่กับความจริงที่เป็นปัจจุบัน นั่นแหล่ะดีที่สุด ไม่ต้องกลัวใครเขาจะว่าขึ้นคาน ก็คุยเป็นเรื่องสนุกไปว่า กำลังลงรากฐาน เลือกหลังกันอยู่ อย่าไปซีเรียส ไม่ต้องกลัวเหงา ไม่ต้องกลัวอยู่คนเดียว รู้ธรรมะกันบ้างแล้ว ก็ว่าเกิดคนเดียว ตายคนเดียว อยู่แล้ว (ไม่เกี่ยวกับเกิดแบบฝาแฝด และตายหมู่นะจ๊ะ..ดักคอไว้ก่อน)
    เฮ้อ..ขอโทษผู้อ่านนะคะ ถ้าไร้สาระไป แต่พอได้อ่านเรื่องมีแฟนล่ะก็ อดเข้ามาแจมไม่ได้น่ะค่ะ..อยู่เป็นโสดน่ะโชคดีที่สุดแล้ว ถ้ากลัวอายต้อง กลัวเรื่องอื่น ไม่ใช่กลัวอายที่ไม่มีแฟน (อยากจะกู่ร้อง..บอกเธอให้ก้องโลก) ฝากกลอนไว้ให้อ่านค่ะ
      ...ลืมทุกอย่างที่ผ่านมา   ลืมเวลาที่เคยรู้จัก...
    ...ลืมคนที่เคยรัก     เพราะไม่อยากจดจำ...
    ...อดีตที่ผ่านมา      สิ่งที่ได้คือ  ความเจ็บช้ำ...
    ...แล้วทำไมจะต้องไปย้ำ    กับความทรงจำ...ที่ร้าวราน...
    อ้าว! นึกว่ากระทู้ศิราณี ไม่ใช่หรอกค่ะ อยากบอกให้น้องๆผู้อ่านรู้ว่า พี่ก็เคยเป็นวัยรุ่นมาก่อนไงจ๊ะ และกลอนบทนี้เป็นกลอนประจำตัวมา 20 กว่าปีแล้ว และยังสามารถแปลงคำมาใช้ในการปฏิบัติธรรมได้ด้วยค่ะ  นี่ไม่ได้หมายความว่า พี่อกหักมาล่ะซิ  หามิได้ แต่อยากบอกให้รู้ว่าทุกสิ่งล้วนเป็น...สัจธรรม...
     ที่สุดนี้ เหตุใดที่ได้กล่าวผิดเพี้ยนไป ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย ขอบคุณค่ะ
    

 จากคุณ : ธิดาธรรม [ 4 ก.ค. 2545 / 16:54:36 น. ]
     [ IP Address : 203.146.32.105 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (a)

ขอบคุณค่ะ คุณดังตฤณ :-)

 จากคุณ : a [ 4 ก.ค. 2545 / 17:29:47 น. ]
     [ IP Address : 203.170.239.73 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (song)

ขอบคุณครับ คุณธิดาธรรม

 จากคุณ : song [ 5 ก.ค. 2545 / 00:57:38 น. ]
     [ IP Address : 161.200.131.151 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (ดังตฤณ)

คุณบัวสวรรค์

ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธานจริงๆครับ
ระหว่างกรรมทางกายกับกรรมทางใจ
พระพุทธเจ้าตรัสว่ากรรมทางกายมีความเป็นใหญ่
เราพบกับใคร สำคัญมาแต่เก่าก่อนปานไหน
ถ้าใจไม่ไปกับเขา แม้ขาจะก้าวไปด้วยกัน
ก็เหมือนอยู่คนละมิตินั่นเอง

คุณอยากรู้

ผมเองรู้เท่ากับคนอ่านนั่นแหละครับ :-)
จุดสำคัญของตอนจบคือชี้ให้เห็น
ว่าเรื่องทางโลกนั้นค้างคา ไม่จบ ไม่ชัดเจน
และที่แน่คือมีความวุ่นวาย มีความไม่เที่ยงรออยู่
ส่วนทางธรรมนั้น มีแต่ความแน่นอน มีแต่ความสงบสุขเป็นนิรันดร์รออยู่อย่างแท้จริง

ใครชอบแพตรีกับเรือนแก้วมากกว่ากันนี่ ได้ยินแล้วแปลกใจครับ
แต่ละคนมีตัวเลือกไปคนละแบบจริงๆ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 5 ก.ค. 2545 / 08:54:50 น. ]
     [ IP Address : 202.133.156.120 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (อยากรู้)

ขอบคุณครับ .../|\... .../|\... .../|\...

 จากคุณ : อยากรู้ [ 5 ก.ค. 2545 / 10:34:09 น. ]
     [ IP Address : 203.146.31.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (ดอกบัว)

คุณดังตฤน ตอบประเด็นเรื่องคู่ๆ ได้หมดจดจริงๆครับ นับถือ

 จากคุณ : ดอกบัว [ 8 ก.ค. 2545 / 16:12:25 น. ]
     [ IP Address : 202.183.217.146 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (อติ)

อืม...น่าจะมี
" ทางนฤพาน 2 " 
นะครับ พี่ :)

 จากคุณ : อติ [ 8 ก.ค. 2545 / 22:52:06 น. ]
     [ IP Address : 202.183.152.108 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : (ดังตฤณ)

> อืม...น่าจะมีทางนฤพาน 2 นะครับ พี่ :)
เรื่องเป็นยังไงล่ะ ไหนเล่าให้ฟังคร่าวๆหน่อย

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 9 ก.ค. 2545 / 05:09:30 น. ]
     [ IP Address : 202.133.156.16 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : (พบบุญ)

เรียน ถามพี่ดังตฤณ ค่ะ
      อธิษฐานจิต กับไม่ได้อธิษฐานจิต อานิสงส์ต่างกันไหม ( เปรียบเทียบได้กับที่เรา ทำบุญโดยหวังผล กับทำบุญโดยไม่หวังผลหรือเปล่าคะ )
   ถามเรื่องนี้กับเรื่องสังฆทาน ในกระทู้ที่ 5683 ค่ะ
     ขอโทษที่ตั้งคำถาม 2 ที่ ค่ะ  กลัวว่าพี่จะไม่เห็น

 จากคุณ : พบบุญ [ 9 ก.ค. 2545 / 08:18:36 น. ]
     [ IP Address : 203.155.73.29 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : (ดังตฤณ)

ถ้าหมายถึงอธิษฐานไม่มีคู่
อธิษฐานจะได้ผลดีกว่าแน่นอนนะพบบุญ
สำคัญที่ว่าใจเราต้องมีที่เกาะอย่างดีด้วย
คือสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน
บางคนถึงเกิดมาในวัดเลยทีเดียว แล้วก็อยู่พรหมจรรย์ตั้งแต่เด็ก

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 9 ก.ค. 2545 / 10:23:28 น. ]
     [ IP Address : 202.133.148.126 ]


 ความคิดเห็นที่ 42 : (รัศมี)

ว้า...พี่ตุลย์ ทำไมอธิษฐานจิตไม่มีคู่ได้อาณิสงค์แรงกว่าอธิษฐานขอมีคู่หล่ะ
ถ้าอธิษฐานจิตขอเป็นคู่บุญบารมีกับใครซักคน (เหมือนแพตรี) มันก็จะมีแต่
ความเจ็บปวดเหมือนที่เธอได้รับซิค๊ะ แพตรีรักพระเอกอยู่ฝ่ายเดียว
เป็นระยะเวลานาน เมื่อพระเอกรักตอบ ตัวพระเอกเองยังแว๊บ ๆๆๆ ไปกับหญิงอื่นได้เลยค่ะ แย่จังผู้หญิงมีแต่เป็นเบี้ยล่าง :-P

อ้อว่าภาคสองน่าจะ คล้าย ๆ เป็นชีวิตครอบครัวของแพตรีและเกาทัณฑ์
การสร้างบุญบารมีร่วมกัน และมีลูกด้วยกัน แต่ลูกมีทั้งดี และมีปัญหา
พี่ตุลย์จะว่าไง...

 จากคุณ : รัศมี [ 9 ก.ค. 2545 / 10:48:01 น. ]
     [ IP Address : 203.170.191.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 43 : (พบบุญ(pobboon@yahoo.com))

  เรียน ถามพี่ดังตฤณเรื่องสังฆทานด้วยค่ะ
   อยู่ในกระทู้ที่ 5683 ค่ะ

 จากคุณ : พบบุญ(pobboon@yahoo.com) [ 9 ก.ค. 2545 / 11:54:23 น. ]
     [ IP Address : 203.155.73.29 ]


 ความคิดเห็นที่ 44 : (seer)

ทางนฤพานภาคสอง น่าจะเป็นการย้อนไปหาชาติแรกของเกาทัณฑ์ที่เค้าตั้งจิตปรารถนาพุทธภูมินะครับ  อยากรู้ว่าอะไรเป็นเหตุให้เค้าปรารถนาพุทธภูมิครับ ^_^

 จากคุณ : seer [ 9 ก.ค. 2545 / 12:57:18 น. ]
     [ IP Address : 203.146.138.26 ]


 ความคิดเห็นที่ 45 : (mayrin)

ทางนฤพานภาคสอง  เมอยากอ่านเรื่อง ความมุ่งมั่น ความวิริยะ พากเพียร ในการสร้างบารมี อุปสรรคและการทดสอบต่างๆ ของเกาทัณฑ์ ค่ะ  : )

 จากคุณ : mayrin [ 9 ก.ค. 2545 / 13:10:22 น. ]
     [ IP Address : 210.203.176.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 46 : (มะไฟหวาน)

; )  

 จากคุณ : มะไฟหวาน [ 9 ก.ค. 2545 / 16:12:25 น. ]
     [ IP Address : 203.107.143.78 ]


 ความคิดเห็นที่ 47 : (อติ)

:)  ฝากท่านอื่น ช่วยคิดดีกว่า  ผมคิด plot เรื่องไม่เก่งน่ะครับ

 จากคุณ : อติ [ 9 ก.ค. 2545 / 19:38:29 น. ]
     [ IP Address : 202.183.152.117 ]


 ความคิดเห็นที่ 48 : (ดังตฤณ)

พบบุญ

เคยได้ยินหลวงปู่ระดับเกจิเช่นหลวงปู่เส็ง ปุสโสท่านกล่าวไว้ว่าถ้าอธิษฐานหวังผลจากสังฆทาน
น่าจะดีกว่าการทำไปแบบสักว่าเป็นทานชนิดหนึ่ง
เพื่อให้ผลของสังฆทานงอกเงยตามเป้าหมาย
อันนั้นก็เป็นความเชื่อที่ให้ผลจริงแบบหนึ่ง มีแง่ดีในแบบหนึ่ง
กล่าวคือเรารู้แน่ๆว่าทำสังฆทานไปเพื่ออะไร (ที่จะเป็นผลซึ่งตรงกับเหตุ)
เช่นขอให้การทำสังฆทานนี้ เป็นผลให้ได้มีโอกาสรับใช้พระศาสนาในกาลต่อๆไป
โดยไม่ต้องพะวงขัดข้องเรื่องเงินทองซื้อหาของถวายเลย
จะเลือกซื้อสิ่งประณีตสักเพียงไหน ก็อย่าต้องมีเหตุติดขัดเรื่องทรัพย์สินไม่พอเลย

อย่างไรก็ตาม ในทานสูตร พระสุตตันตปิฎกเล่ม ๑๕
พระพุทธเจ้าจัดทานที่หวังผลไว้เป็นทานขั้นต่ำสุด คือ...

ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน
มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่าตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว
เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์
สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯลฯ


และยังจำแนกทานชั้นสูง ชั้นละเอียดยิ่งๆขึ้นไป
เช่นถ้าทำแบบไม่หวังผล ก็จะได้ไปอยู่ดาวดึงส์ เป็นต้น

โดยส่วนตัวจึงคิดว่าควรทำทุกแบบ ทั้งแบบมีจุดมุ่งหมายในช่วงแรก เผื่อทำมรรคผลไม่แจ้ง
จะได้แน่ใจว่ามีเสบียงติดตัวไปใช้ พอสบายแก่อัตภาพ
กับทั้งควรทำในแบบตกแต่งจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ยิ่งๆขึ้น
คือทำจนกระทั่งจิตไม่เหลือความคาดหวังผลแห่งทาน
เพราะจิตเองกลายเป็นกระแสทานไปทั้งดวงในตนเอง ผลย่อมบริบูรณ์ในตนเองอยู่แล้ว


คุณ seer

คนเรามักทำกรรมซ้ำๆกัน จากบทที่ ๑๒ จะเห็นว่าเกาทัณฑ์เริ่มรู้ตัว
ว่าชีวิตและการเวียนว่ายตายเกิดเป็นภัย ก็อยากสงเคราะห์ญาติ
อยากสงเคราะห์สัตว์โลก ไม่ห่วงตัวเอง แม้รู้ทั้งรู้ว่าเส้นทางพุทธภูมิจะต้องผ่านนรกก็ยอม
นั่นคงสะท้อนครับว่าเบื้องต้นก็คิดอย่างนี้ จึงมาได้คิดซ้ำ
(บางคนจะคิดซ้ำว่าอยากเป็นพระพุทธเจ้า เพราะอยากเก่ง อยากเป็นเลิศสุดในอนันตจักรวาล
ไม่อยากรับการสอนจากใคร ไม่อยากอยู่ใต้วินัยหรืออาณัติของใคร
พวกนี้มักไปไม่ถึง เพราะหมดแรงเสียก่อน กระแสความเมตตาไม่หนุนส่ง)

เมริน

เดี๋ยวกลายเป็นว่ามีสาวคนใหม่มาทดสอบอีกน่ะซี :-) ไม่รู้จะเอาอะไรมาทดสอบดี

อติ

อ๊ะ... บอกว่าน่าจะมีภาคสอง ก็แปลว่าต้องรู้ซิ ว่าภาคสองเป็นอย่างไร โยนกลองให้คนอื่นได้ไงหือ?

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 9 ก.ค. 2545 / 20:08:02 น. ]
     [ IP Address : 202.133.148.84 ]


 ความคิดเห็นที่ 49 : (ดบัสวนี)

ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธานจริงๆครับ
ระหว่างกรรมทางกายกับกรรมทางใจ
พระพุทธเจ้าตรัสว่ากรรมทางกายมีความเป็นใหญ่
เราพบกับใคร สำคัญมาแต่เก่าก่อนปานไหน
ถ้าใจไม่ไปกับเขา แม้ขาจะก้าวไปด้วยกัน
ก็เหมือนอยู่คนละมิตินั่นเอง
************

ต้องการจะพูดว่า กรรมทางกาย รึกรรมทางใจกันแน่คะที่ใหญ่กว่ากันน่ะค่ะ

 จากคุณ : ดบัสวนี [ 9 ก.ค. 2545 / 21:03:49 น. ]
     [ IP Address : 203.146.89.65 ]


 ความคิดเห็นที่ 50 : (ดังตฤณ)

รัศมี

อธิษฐานไม่มีคู่นั้นดีเฉพาะคนที่จะเอาดีทางบวชเท่านั้นแหละ (ไม่ว่าจะบวชในศาสนาไหน กาลใด)
แต่ถ้าอธิษฐานไม่มีคู่แล้วไม่ได้ปฏิบัติธรรมในศาสนาไหนๆ อย่างนี้ก็เสร็จเหมือนกัน
เพราะไปฝืนธรรมชาติ แล้วก็ไม่มีอะไรช้อนรับ
ถ้าอธิษฐานให้ได้อานิสงส์แท้จริง ควรเป็นประเภทนักภาวนาที่มาถูกทางมรรค ๘ แล้ว
เห็นความเกิดดับในกายใจ หรือเห็นกายใจเป็นธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๖ บ้างแล้ว
จึงอธิษฐานว่าถ้าปฏิบัติจนถึงที่สุดความสามารถในชาตินี้แล้วคลาดมรรคผลไป
ก็ขอให้ชาติต่อๆไปได้อยู่เป็นอิสระ เป็นชาย ปราศจากคู่ ให้ขันธ์ต่อๆไปได้เป็นที่อาศัยระลึก
เพื่อความปล่อยวางจนถึงอรหัตตผลด้วยเทอญ. อะไรทำนองนี้ นี่แหละอานิสงส์แรงสุด

ดบัสวนี

ใจเป็นใหญ่ซิ พระพุทธเจ้าก็เคยเปรียบเทียบ
ว่าผู้มีฌาน ๔ คิดเผาเมืองในพริบตานั้นทำได้
แต่บุรุษร่างกำยำเพียงใด ก็ไม่สามารถเผาเมืองได้ด้วยกำลังกายในพริบตา

ใจนั้น ถ้าผูกอยู่กับใครแล้ว ต่อให้กายห่างกันขนาดไหน ก็ยังเป็นห่วงผูกอยู่นั่น
แต่ถ้าไม่ผูกกับใครแล้ว ต่อให้จับมือถือแขนกันอย่างไร ก็ไม่รู้สึกอะไรอยู่ดี
นั่นแหละ ถึงว่าใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 9 ก.ค. 2545 / 23:30:07 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 51 : (mayrin)

          ถ้ามีภาคสอง น้องอยากอ่านการทดสอบ ความมั่นคงแน่วแน่ไม่เปลี่ยนแปลงในการปราถนาโพธิญาณ ความเมตตากรุณาอย่างสูงสุด ในการที่จะช่วยรื้อขนวไนยสัตว์เข้าสู่นิพพาน  ความยากลำบากในการที่ต้องตัดสินใจ ในภาวะกดดันต่างๆ เช่น เมื่อประสบทุกข์จากการเวียนว่าย ตายเกิดมากๆ เกิดความเบื่อหน่าย การต้องเสียสละสิ่งอันเป็นที่รัก ที่น่าปราถนาในทางโลกซึ่งเป็นไปได้ยาก

          คือ ว่าอยากอ่าน การบำเพ็ญบารมีทั้งสิบ ของพระโพธิ์สัตว์ ในยุคปัจจุบัน และให้เข้ากับสภาพสังคมปัจจุบันนี้ค่ะ  แหะๆ  ขอมากจริงๆ เดี๋ยวพี่ดังตฤณไล่ให้ไปแต่งเอง คือว่าอ่านเป็นอย่างเดียว  : )

          น้องอยากให้คนอ่าน ที่เป็นวัยรุ่น และผู้ใหญ่ในยุคนี้อ่านแล้วเข้าถึง เข้าใจได้ง่ายขึ้น รู้สึกรักและซาบซึ้ง ถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดไม่ได้ ความเสียสละ อันยิ่งใหญ่มหาศาลของพระพุทธองค์ ค่ะ  

 จากคุณ : mayrin [ 10 ก.ค. 2545 / 09:57:50 น. ]
     [ IP Address : 210.203.176.45 ]


 ความคิดเห็นที่ 52 : (a)

อยากอ่านอดีตชาติที่เคยร่วมกันฆ่าคนของพระเอกกับนางเอกค่ะ สนุกดี
ค่ะแล้วก็ให้แง่คิดดีด้วยค่ะ หรือไม่ก็ชาติที่ยื้อยุดกันอยู่ทั้งสามคนให้เห็น
เป็นแรงกรรม อยากทราบว่าอะไรเป็นเหตุเป็นผลของความสัมพันธ์ของคน
คือ ถึงจะได้อ่านจากความเห็นข้างบนแล้ว แต่อ่านเป็นนวนิยายสนุกดีค่ะ
อยากอ่านทางนฤพานอีกค่ะ และถ้าเป็นไปได้อยากอ่านนวนิยายเกี่ยวกับสาเหตุ
การเป็นตุ๊ดที่คุณดังตฤณเขียนค่ะ จะได้ช่วยเตือนคนไม่ให้ผิดศีลข้อสาม เป็น
เรื่องกรรมข้ามชาติ ถ้านักเขียนคนอื่นเขียนก็ไม่ได้ความรู้สึกเชื่อถือเหมือนผู้ปฏิ
บัติธรรมเขียนค่ะ
ถ้าหากคุณดังตฤณเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายเพิ่มเติม โปรดโพสต์แจ้งด้วยนะคะ

 จากคุณ : a [ 10 ก.ค. 2545 / 10:46:32 น. ]
     [ IP Address : 203.170.239.79 ]


 ความคิดเห็นที่ 53 : (ศิษย์พระป่า)

ถ้าจิตเป็นกามาวจรเช่นชาวบ้านทั่วๆไป กายกรรมย่อมเป็นใหญ่,  แต่ถ้าจิตเป็นรูปาวจรหรืออรูปาวจร คือจิตที่ทรงฌาน  มโนกรรมย่อมเป็นใหญ่ อย่างตัวอย่างที่ยกมาว่าสามารถบันดาลให้ไฟไหม้เมืองได้นั่นแหละ

 จากคุณ : ศิษย์พระป่า [ 10 ก.ค. 2545 / 12:05:02 น. ]
     [ IP Address : 216.218.88.177 ]


 ความคิดเห็นที่ 54 : (ดังตฤณ)

เมริน
ตรงนี้น่าน้อยใจแทนเกาทัณฑ์เหมือนกัน
มักมีเสียงวิจารณ์มาเรื่อยๆว่าทำไมเจ้าชู้นัก
ไม่เห็นบำเพ็ญบารมีอะไรเด่นชัดเป็นเรื่องเป็นราว
ความจริงบทที่ ๑๒ ก็ทำให้เห็นอธิษฐานบารมีชัดเหมือนกันนะ
ขนาดเห็นนรก รู้ว่าจะต้องผ่านนรกแน่ๆ ก็ยังไม่เปลี่ยนใจ :-)

การบำเพ็ญบารมี ๑๐ ในยุคปัจจุบัน
อือม์... เป็น topic ที่น่าสนใจทีเดียว
แต่ถ้าผูกเรื่องทางนฤพานเป็นภาคต่อ ก็คงแสดงได้ไม่ชัดนัก
เพราะพื้นหลังเกาทัณฑ์และโครงความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครไม่ค่อยเอื้อเท่าไหร่
เอาเป็นว่าไว้มีโอกาสจะหานิทานใหม่ๆมาประยุกต์แล้วกัน

คุณ a
ฮ่ะๆ สารภาพตามตรงว่าเป็นคนที่อ่อนประวัติศาสตร์มากๆ
ขืนเขียนเนื้อหาเกี่ยวกับอดีตชาติ คงต้องทำการบ้านขนานใหญ่น่าดูครับ
(บังเอิญเหมือนกัน ที่เคยคิดจะเขียนอย่างที่คุณ a ว่า
แต่รู้ตัวเลยว่าไม่มีความสามารถทางนี้แม้แต่น้อย)

สรุปคือสงสัยผมจะเขียนทางนฤพานไว้ไม่สมบูรณ์จริงๆ
ถึงมีคนบอกให้เขียนภาคต่อซะ
ยกมือขวา หรือไม่ก็ชูธงขาวครับ
สงสัยต้องให้ช่วยกันแต่ง ถือว่าผลัดกัน ให้ผมอ่านมั่ง
เพราะรู้สึกว่าตัวเองหมดน้ำยาเสียแล้ว ในการเขียนเรื่องแต่ง

ความจริงผมมีพล็อตนิยายใหม่เหมือนกัน
เล่าให้อติฟังบ้างแล้วบางส่วน (เพราะต้องขอคำปรึกษาจากจิตแพทย์ท่าน :-))
แต่ตอนนี้มีงานเขียนหลายอย่างเรียงคิวอยู่
ไว้พอเขียนจริงจะแจ้งให้คุณ a ทราบนะครับ

คุณศิษย์พระป่า

ที่ผมเข้าใจว่ากรรมทางใจเป็นใหญ่กว่ากรรมทางกาย
เพราะมีอยู่สูตรหนึ่ง ที่ดาบสหรือฤาษีตนหนึ่ง
มีความสำคัญว่ากรรมทางกายมีผลใหญ่ที่สุด
เมื่อมีโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธองค์
ก็ได้รับการเปลี่ยนทิฏฐิเสียใหม่ ว่ามโนกรรมนั้นเป็นใหญ่
โดยพระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบให้เห็น
(อันนี้ผมไม่แน่ใจว่าจำถูกหรือไม่ อาจสลับกันกับสูตรอื่น)
เช่นบุคคลกระทำอภิวาทอยู่ หรือกราบไหว้บวงสรวงเทพเจ้าอยู่
แต่ใจเขาไม่ได้มีความเคารพแม้แต่น้อย
เช่นนั้นกายก็เปรียบเหมือนหุ่นกระบอกที่ถูกชักใยไปอย่างนั้น
เมื่อดาบสยังไม่ยอมรับ พระพุทธองค์ก็แสดงให้เห็นต่อไปอีก
ยกตัวอย่างอีกมากมาย จนสุดท้ายมาลงที่อำนาจจิต
คือคนมีฤทธิ์ทางใจย่อมเผาเมืองได้ในพริบตา
แต่บุรุษผู้มีกำลังมากต้องใช้เวลามากกว่านั้น
(ไว้ถ้ามีเวลาพอจะค้นหาสูตรนี้มาแสดงครับ
หากใครจำได้จะช่วยสงเคราะห์ก็ขอบคุณล่วงหน้า)

หรือยกตัวอย่างให้เข้ากับกระแสกระทู้
คือมีเทพธิดาองค์หนึ่ง จงรักภักดีต่อเทพบุตรที่นางเป็นบาทบริจาริกายิ่ง
เมื่อหมดบุญ ต้องจุติลงมาเกิดเป็นมนุษย์
ก็เป็นมนุษย์หญิงที่ระลึกชาติได้ว่าเคยเป็นเทพธิดา
ยังมีความจงรักภักดีในเทพบุตรไม่เสื่อมคลาย
ฉะนั้นเมื่อเจริญวัยขึ้นมา จึงทำบุญแล้วอธิษฐานอย่างเดียว
ขอให้ได้กลับไปเกิดเป็นบาทบริจาริกาของเทพบุตรองค์เดิม
แม้ว่ากายจะต้องแต่งงาน ออกเรือนไปแล้ว ก็ไม่เปลี่ยนใจแม้แต่น้อย
เมื่อเป็นโรคปัจจุบัน สิ้นชีวิตไปตั้งแต่ยังสาว
ก็ได้กลับไปเกิดเป็นบาทบริจาริกาของเทพบุตรองค์เดิม
อันนี้แสดงให้เห็นว่าใจที่ผูกพัน ที่ปักมั่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
มีความเป็นใหญ่กว่ากรรมทางกาย เช่นแต่งงานออกเรือนไปแล้ว

เมื่อกล่าวถึงธรรมอันเป็นหัวหน้า พระพุทธองค์ก็แสดงว่าคือใจเสมอ

พระสุตตันตปิฎกเล่ม ๑๕

[๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรมที่เป็นไปในส่วนอกุศล ที่เป็นไปในฝักฝ่ายอกุศล
ทั้งหมด มีใจเป็นหัวหน้า ใจเกิดก่อนธรรมเหล่านั้น อกุศลธรรมเกิดหลังเทียว ฯ
[๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมที่เป็นไปในส่วนกุศล ที่เป็นไปในฝักฝ่ายกุศล
ทั้งหมด มีใจเป็นหัวหน้า ใจเกิดก่อนธรรมเหล่านั้น กุศลธรรมเกิดหลังเทียว ฯ


ธรรมบท ยมกวรรคที่ ๑
พระสุตตันตปิฎกเล่ม ๑๗

ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐที่สุด
สำเร็จแล้วแต่ใจ ถ้าบุคคลมีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว
กล่าวอยู่ก็ตาม ทำอยู่ก็ตาม ทุกข์ย่อมไปตามบุคคลนั้น
เพราะทุจริต ๓ อย่างนั้น เหมือนล้อหมุนตามรอยเท้าโคผู้ลากเกวียนอยู่ฉะนั้น

ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จแล้วแต่ใจ
ถ้าบุคคลมีใจผ่องใส กล่าวอยู่ก็ตาม ทำอยู่ก็ตาม
สุขย่อมไปตามบุคคลนั้นเพราะสุจริต ๓ อย่างเหมือนเงามีปรกติไปตามฉะนั้น
ก็ชนเหล่าใดเข้าไปผูกเวร
(กรรมทางใจ) ไว้ว่า
คนโน้นด่าเรา คนโน้นได้ตีเรา คนโน้นได้ชนะเรา
คนโน้นได้ลักสิ่งของๆ เรา ดังนี้ เวรของชนเหล่านั้นย่อมไม่ระงับ
ส่วนชนเหล่าใดไม่เข้าไปผูกเวรไว้ว่าคนโน้นด่าเรา คนโน้นได้ตีเรา คนโน้นได้ชนะเรา
คนโน้นได้ลักสิ่งของๆ เรา ดังนี้ เวรของชนเหล่านั้นย่อมระงับ


อันนี้แปลว่าแม้กายจะสงบ ไม่ได้ทำอะไรใคร
แต่ถ้าใจยังผูกเวรอยู่ เวรก็จะไม่ระงับลงเลย
ย่อมออกดอกออกผลอีกในวันหนึ่งข้างหน้า

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 10 ก.ค. 2545 / 14:46:53 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.140 ]


 ความคิดเห็นที่ 55 : (ดังตฤณ)

ขออภัย บรรทัดสุดท้าย
ย่อมออกดอกออกผลเดี๋ยวนี้เป็นทุกข์
และย่อมออกดอกออกผลเป็นภัยอย่างใดอย่างหนึ่งในวันหน้า

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 10 ก.ค. 2545 / 14:54:32 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.140 ]


 ความคิดเห็นที่ 56 : (mayrin)

ความสำคัญของจิตใจ

ปัญหา มีบางคนกล่าวว่า ในบรรดาการกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจนั้น การกระทำทางกายสำคัญที่สุด เพราะก่อให้เกิดผลเห็นได้ชัด เช่น ฆ่าเขาตายด้วยกาย ย่อมมีผลเสียหายมากกว่ากล่าวอาฆาตด้วยวาจา และการคิดจะฆ่าด้วยใจ พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างไรในเรื่องนี้ ?

          พุทธดำรัสตอบ “..... ดูก่อนตัปสสี บรรดากรรมทั้ง ๓ ประการ ที่จำแนกออกแล้วเป็นส่วนละอย่างต่างกันเหล่านี้ เราบัญญัติมโนกรรมว่ามีโทษมากกว่า ในการทำบาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรม เราจะบัญญัติกายกรรมวจีกรรมว่ามีโทษมากเหมือนมโนกรรมหามิได้”

          เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเช่นนี้แล้ว อุบาลีคฤหบดีผู้เป็นสาวกของนิครนถนาฏบุตรก็ยังยืนยันอยู่นั่นเองว่า กายกรรมมีโทษมากกว่า พระผู้มีพระภาคจึงตรัสต่อไปว่า “ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสำคัญในความข้อนั้นเป็นไฉน นิครนถ์ในโลกนี้เป็นคนอาพาธ มีทุกข์ เป็นไข้หนัก ห้ามน้ำเย็น ดื่มแต่น้ำร้อน เมื่อเขาไม่ได้น้ำเย็นจะต้องตาย ดูก่อนคฤหบดี ก็นิครนถนาฏบุตรบัญญัติความเกิดของนิครนถ์ผู้นี้ ณ ที่ไหนเล่า?”

          อุบาลีคฤหบดี “..... ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เทวดาชื่อว่ามโนสัตว์มีอยู่นิครนถ์นั้นย่อมเกิดในเทวดาจำพวกนั้น.... เพราะนิครนถ์ผู้นั้นเป็นผู้มีใจเกาะเกี่ยวทำกาละ....”

          ก็เป็นอันว่า อุบาลีคฤหบดีย่อมรับว่ามโนกรรมสำคัญกว่า แต่เขายังยืนยันต่อไปว่า กายกรรมสำคัญกว่า พระผู้มีพระภาคจึงตรัสต่อไปว่า “ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน นิครนถ์ในโลกนี้ พึงเป็นผู้สำรวมด้วยการสังวรโดยส่วน ๔ คือ ห้ามน้ำทั้งปวง ประกอบด้วยการห้ามบาปทั้งปวง กำจัดบาปด้วยการห้ามบาปทั้งปวง อันการห้ามบาปทั้งปวงถูกต้องแล้ว เมื่อเขาก้าวไป ถอยกลับ ย่อมถึงการฆ่าสัตว์ตัวเล็ก ๆ เป็นอันมากดูก่อนคฤหบดี นิครนถนาฏบุตรบัญญัติ วิบากเช่นไรแก่นิครนถ์ผู้นี้ ?”

          อุบาลี “ข้าแต่พระองค์ผู้ เจริญ นิครนถนาฏบุตรมิได้บัญญัติกรรม อันเป็นไปโดยไม่เจาะจงว่ามีโทษมากเลย”

          พระผู้มีพระภาค “ดูก่อนคฤหบดี ก็ถ้าจงใจเล่า ?”

          อุบาลี “.... เป็นกรรมมีโทษมาก”

          พระผู้มีพระภาค “... ก็นิครนถนาฏบุตรเจตนาลงในส่วนไหน ?”

          อุบาลี “... นิครนถนาฏบุตรบัญญัติเจตนาลงในส่วนมโนทัณฑะ” 
          (มโนกรรม)

          ก็เป็นอันว่า อุบาลีคฤหบดี ยอมรับด้วยถ้อยคำของตนเองว่ามโนกรรมสำคัญกว่า แต่ก็ยังยืนยันว่ากายกรรมสำคัญกว่าต่อไปอีก พระผู้มีพระภาคจึงตรัสต่อไปว่า “ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บ้านนาฬันทานี้ เป็นบ้านมั่งคั่งเป็นบ้านเจริญ มีชนมาก มีมนุษย์เกลื่อนกล่น.... พึงมีบุรุษคนหนึ่งเงื้อดาบมา เขาพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เขาจักทำสัตว์เท่าที่มีอยู่ในบ้านนาฬันทานี้ ให้เป็นลานเนื้ออันเดียวกัน ให้เป็นกองเนื้ออันเดียวกัน โดยขณะหนึ่ง โดยครู่หนึ่ง ดูก่อนคฤหบดี ท่านจักสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นจะสามารถทำสัตว์เท่าที่มีอยู่ในหมู่บ้านนาฬันทานี้ให้เป็นลานเนื้ออันเดียวกันได้หรือ ?”

          เมื่ออุบาลีทูลว่า ทำไม่ได้ พระพุทธองค์จึงตรัสต่อไปว่า “ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์ถึงความเป็นผู้ชำนาญในทางจิต พึงมาในบ้านนาฬันทานี้.... พึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราจักทำบ้านนาฬันทานี้ให้เป็นเถ้า ด้วยจิตคิดประทุษร้ายดวงเดียว ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์.... นั้น จะสามารถทำบ้านนาฬันทานี้ให้เป็นเถ้า ด้วยจิตประทุษร้ายดวงหนึ่งได้หรือหนอ ?”

          อุบาลีคฤหบดียอมรับว่าทำได้ ซึ่งแสดงให้เป็นว่ามโนกรรมสำคัญกว่าแต่ก็ยังยืนยันต่อไปว่ากายกรรมสำคัญกว่า พระผู้มีพระภาคจึงตรัสต่อไปว่า “ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสำคัญกว่า พระผู้มีพระภาคจึงตรัสต่อไปว่า “ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ป่าทัณฑดี ป่ากาลิคะ ป่ามาตังคะ เกิดเป็นป่าไปท่านได้ฟังมาแล้วหรือ ?

          อุบาลี “.... ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้ว....”

          พระผู้มีพระภาค “... ท่านได้ฟังมาว่าอย่างไร เกิดเป็นป่าไปเพราะเหตุไร ?”

          อุบาลี “... เพราะใจประทุษร้าย อันพวกเทวดาทำเพื่อฤาษี”

          ในที่สุด อุบาลีคฤหบดีก็ยอมรับว่ามโนกรรมสำคัญกว่า และประกาศตนเป็นสาวกของพระบรมศาสดา

นัยอุปาลิวาทสูตร ม. ม. (๖๔-๗๐)
ตบ. ๑๓ : ๕๕-๖๕ ตท.๑๓ : ๕๔-๖๑
ตอ. MLS. II : ๓๘-๔๓

คัดลอกจาก: พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์
น. ๓๘ - ๔๐

 จากคุณ : mayrin [ 10 ก.ค. 2545 / 16:35:05 น. ]
     [ IP Address : 210.203.177.234 ]


 ความคิดเห็นที่ 57 : (หนูนา)

เรียน น้องตุลย์
พี่หนูนาเวลาอธิษฐานจิต พี่อธิษฐานแบบนี้จะใช้ได้ไหมคะ

คือขอให้เกิดเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา
มีศรัทธาเลื่อมใส อยู่ในครอบครัวสัมมาทิฏฐิ
มีเพศอันบริสุทธิ์ มีอาการครบสามสิบสอง ปราศจากความอาภัพขัดสนใดๆทั้งสิ้น
(อันนี้ที่ไม่ได้ขอเป็นชายตลอดทุกภพชาตินั้น เพราะคิดมากเกินไปว่า
หากไปเกิดในช่วงศึกสงคราม เป็นทหารแล้วอาจจำเป็นต้องฆ่าคนน่ะค่ะ
แต่ว่าจะเปลี่ยนใหม่แล้วค่ะ ให้เป็นชายแต่ไม่ต้องมีความจำเป็นในการ
ต้องทำการกระทำที่ผิดศีลห้าค่ะ)

ปรารถนาในการการทำบุญให้ทานใดๆให้มีกำลังอย่าได้มีอุปสรรคขัดขวาง
ให้ได้พบครูบาอาจารยกัลยาณมิตรที่มีความรู้ความสามารถ
ในการบอกกล่าวกรรมฐาน และให้ได้ปฏิบัติง่าย
ปฏิบัติคล่องติดเป็นอุปนิสัยตามส่งทุกภพชาติโดยปราศจากอุปสรรคข้อขัดข้องอันตรายใดๆ   และให้ได้ปฏิบัติเจริญสติปัฏฐานสี่ถูกต้องตรงทางสายเอกแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าติดต่อกันไปทุกภพชาติตราบบรรลุพระมรรคผลนิพพานเทอญ

พี่หนูนาเดี๋ยวนี้ ให้อธิษฐาน ขอให้รวยๆๆๆหรือขอสมบัติทางโลกล้วนๆนั้น
จะอธิษฐานไม่ออกเลยค่ะ ไม่ทราบว่าจัดเป็นวิภวตัณหาหรือเปล่านะคะ

พี่เพื่อนน้องๆ ถ้าอ่านแล้วถูกใจ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ค่ะ
อ้อ ถ้ามีเทคนิคที่อธิษฐานได้กระชับสั้นกว่านี้
กรุณาแนะนำด้วยก็ดีค่ะ
เพราะเวลาไปเข้าปฏิบัติ พี่หนูนาพนมมืออธิษฐานจนเมื่อยแย่เหมือนกันค่ะ

เจริญในธรรมค่ะ

 จากคุณ : หนูนา [ 10 ก.ค. 2545 / 17:08:55 น. ]
     [ IP Address : 203.155.229.72 ]


 ความคิดเห็นที่ 58 : (ศิษย์พระป่า)

ใช่ ขอบคุณที่ทักท้วง, สงสัยผมเอาไปสับกับพลังของอุเบกขามากกว่า ก็เลยจับเอามาสับปนเปกันนิดหนึ่งเพราะคล้ายกันมาก

 จากคุณ : ศิษย์พระป่า [ 10 ก.ค. 2545 / 17:39:19 น. ]
     [ IP Address : 216.218.88.177 ]


 ความคิดเห็นที่ 59 : (อติ)

งั้นเอา แบบว่า  พระเอก เกิดเปลี่ยนใจขอลาพุทธภูมิ  แล้วก็พยายามเท่าไร ก็ไม่สำเร็จ   แต่ในที่สุด เจอ อาจารย์ดี  จึงสามารถพ้นจากการลาพุทธภูมินั้นได้ ... ส่วนแพตรีคนสวย  เกิด อุบัติเหตุ  เสียโฉม( ซึ่งเป็นเหตุให้พระเอกของเราหายเจ้าชู้มาสนใจแพตรีคนเดียว ) และหันมาปฏิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้น :)

แหะแหะ  ...มันจะเน่า ๆ ยังงัยไม่รู้น่ะครับ พี่ :) 

 จากคุณ : อติ [ 10 ก.ค. 2545 / 18:52:09 น. ]
     [ IP Address : 202.183.152.125 ]


 ความคิดเห็นที่ 60 : (ภาวิตา)

         ขออนุญาติอมยิ้มกับ plot เรื่อง  ของคุณอติ ค่ะ
วันนี้รู้สึกเครียดมาทั้งวัน      ได้ฟังเรื่องความน่าจะเป็นของคุณอติแล้ว
สมองโล่งไปเลย    ขอบคุณมากค่ะ

 จากคุณ : ภาวิตา [ 10 ก.ค. 2545 / 19:27:10 น. ]
     [ IP Address : 172.29.1.38 ]


 ความคิดเห็นที่ 61 : (ดบัสวนีภาคเดาเอาว่าคิดเหมือนกั)

จากความเห็นที่ 49 บรรทัดที่ 3
ดิฉันก็เข้าใจอะนะคะว่า คุณดังตฤณคงต้องการเสนอว่า
มโนกรรมใหญ่สุด แต่บังเอิญเขียนสลับไปเป็น กายกรรมใหญ่สุด
ดิฉันเลยถามออกไปน่ะค่ะ

เพราะคิดว่า คงเข้าใจตรงกันว่า
มโนกรรมย่อมใหญ่สุด เมื่อไม่มีมโนกรรมซะอย่างแล้ว
กรรมอย่างอื่นก็ส่งผลไม่รุนแรงเท่ากับที่มี
มโนกรรมหนุนหลังอยู่หรอกน่ะค่ะ

 จากคุณ : ดบัสวนีภาคเดาเอาว่าคิดเหมือนกั [ 10 ก.ค. 2545 / 23:24:10 น. ]
     [ IP Address : 203.146.89.78 ]


 ความคิดเห็นที่ 62 : (ดังตฤณ)

เมริน
ขอบใจมากนะ สัญญาไม่เที่ยงจริงๆ พี่จำผิดไปหลายโยชน์

พี่หนูนา
> หากไปเกิดในช่วงศึกสงคราม เป็นทหารแล้วอาจจำเป็นต้องฆ่าคนน่ะค่ะ
คิดถี่ถ้วนดีเหลือเกินครับ :-) ยิ่งถ้ารักษาศีลข้อปาณาฯได้สะอาดมากเท่าไหร่
โอกาสที่กรรมจะซัดเราไปอยู่ในเขตสมรภูมินั้น ก็ยิ่งน้อยลงจนแทบเหลือศูนย์

แรงอธิษฐานนั้น จะมีกำลังและให้ผลแน่นอนเมื่อเราโฟกัสจริงๆ
ทำบุญและอธิษฐานข้อนั้นๆอย่างหนักแน่น ต่อเนื่อง ติดจิตติดใจ
ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความใหญ่ของจิต เช่นบางคนอธิษฐานหลายข้อได้
โดยที่ทุกข้อปรากฏเหมือนรวมกันเป็นก้อนเดียว
เป็นของเล็กที่จิตครอบได้ถ้วนทั่วในอึดใจเดียวของการตั้งแรงปรารถนา

ในส่วนการอธิษฐานของพี่หนูนานั้น ผมคิดว่าจะทำให้ได้ที่เกิดค่อนข้างสมบูรณ์แบบมาก
และที่จะให้มีความสมบูรณ์ชนิดคงที่ มีประมาณไพศาล
ผมคิดว่าน่าจะเกิดจากอาจิณณกรรมอันทำไว้ก่อน สอดคล้องกันกับข้ออธิษฐานทั้งหลาย
อย่างเช่นสำหรับพี่หนูนานั้น มีปรโตโฆสะ - ครูบาอาจารย์ที่ดีมาตลอด
อย่างไรก็ต้องไปพบกัลยาณมิตรแน่ๆ
การอธิษฐานสำทับไว้ จะเป็นประโยชน์คือจิตมีความแน่วที่จะพบกัลยาณมิตรเท่านั้น
เมื่อเกิดใหม่ จะไม่ยอมรับคำสอนผิดๆเอาเลย ใจจะตัดทิ้งทันทีที่ได้ยิน

สำหรับคนที่เพียรปฏิบัติมานาน และได้ผลบ้างแล้วอย่างพี่หนูนา
ผมขอแถมคำอธิษฐานอีกข้อหนึ่งก็แล้วกัน
คือขอให้เจริญมรณสติบ้าง แล้วกำหนดว่าก่อนตายขอให้มีสติ
ขอให้พิจารณาอาการทางกาย หรือทุกขเวทนา หรือสภาวจิต หรือสัญญาใดๆ
ที่ปรากฏในขณะใกล้ตาย โดยความไม่ใช่ตัวตน มีความไม่เที่ยง และปล่อยวางความยึดมั่นเสียได้
ศัพท์พระป่าจะเรียกว่าเป็นวิธี "โกงก่อนตาย" เป็นอุบายลักลอบหนี
ซึ่งมีโอกาสให้ผลเป็นการถึงธรรมขั้นต่ำ
(ในพระสูตรมีบันทึกไว้คือบางคนขนาดกินเหล้ามาตลอดชีวิต
แต่ก่อนตายยึดพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เจริญปัญญาเพียงชั่วไม่กี่ขณะจิต
พระพุทธเจ้าก็ให้การรับรองว่าเขาถึงโสดาปัตติผลแล้วก่อนขาดใจ)

> จะอธิษฐานไม่ออกเลยค่ะ ไม่ทราบว่าจัดเป็นวิภวตัณหาหรือเปล่านะคะ
ไม่ใช่วิภวตัณหาหรอกครับ เป็นโลภะที่ลดลง ไม่หวังเรื่องพวกนี้
แต่ความรวยของจิตที่อบรมปัญญามามากพอ
มักให้น้ำหนักเป็นคุณมากกว่าโทษ เพราะฉะนั้นความรวยไม่น่ารังเกียจเช่นกัน
ทั้งตัวอย่างสมัยพุทธกาลกระทั่งถึงยุคนี้
พบมากทีเดียวที่รวยด้วย ดีด้วย จิตน้อมไปทางปฏิบัติมากด้วย

อติ
อื้อฮือ... ถ้าไม่ใจร้ายจริงคิดไม่ได้นะนี่

ดบัสวนี
อ้อ... อย่างนี้เอง ขอบใจมาก :-)

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 11 ก.ค. 2545 / 04:36:42 น. ]
     [ IP Address : 202.133.160.59 ]


 ความคิดเห็นที่ 63 : (loognam)

พี่อติคะ

เข้ามาแซว อิอิ

>>พระเอก เกิดเปลี่ยนใจขอลาพุทธภูมิ  แล้วก็พยายามเท่าไร ก็ไม่สำเร็จ   แต่ในที่สุด เจอ อาจารย์ดี  จึงสามารถพ้นจากการลาพุทธภูมินั้นได้ ...

เรื่องนี้สอนว่าจงพึ่งอาจารย์ต่อไป? 
นี่ถ้าชาตินี้ฉันไม่ได้เจออาจารย์ดีฉันก็ไม่มีวันพ้นทุกข์งั้นสิ
พระพุทธองค์เป็นอาจารย์ที่ดีที่สุดแล้วนา


>>ส่วนแพตรีคนสวย  เกิด อุบัติเหตุ  เสียโฉม (ซึ่งเป็นเหตุให้พระเอกของเราหายเจ้าชู้มาสนใจแพตรีคนเดียว)

ขนาดแพตรียังสวยๆ อยู่ ยังบอกได้เลยว่า รักทั้งคู่
นี่ถ้าเสียโฉม มีหวังหนูแพตรีได้ถูกทิ้งแหงๆ
พิจารณาจากประวัติของพระเอกแล้ว (ไม่รู้ได้เป็นพระเอกได้ไง)
คนแบบนี้มีหวังต้องหนีไปหาเรือนแก้ว 2...3...4 แหงๆ
เพราะสังสารวัฏฏ์ ยาวนานเหลือเกิน
คงเคยผูกพันกับอีกหลายสาวกระมัง

>>และหันมาปฏิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้น :)

แล้วก่อนหน้านั้นมัวทำอารายอยู่?


พี่ตุลย์คะ

น้ำว่าก่อนอื่นต้องดูก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายของเราเป็นใคร
หากต้องการเข้าถึงคนอ่านที่ยังไม่ค่อยสนใจปฏิบัติธรรม
ชื่อเรื่องคงต้องเปลี่ยนไปเป็นอะไรที่จะสะดุดใจผู้อ่านมากกว่านี้
      
หากต้องการให้ผู้อ่านรู้สึกรักและซาบซึ้ง
ในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดไม่ได้
และความเสียสละ อันยิ่งใหญ่ของพระพุทธองค์
น้ำว่าน่าจะผูกเรื่องจากตัวละครหลายๆ ตัว
ที่มีปัญหาในทางโลก โดยเลือกเอาปัญหาที่คอมมอนหน่อย
แล้วนำเสนอวิธีแก้ปัญหา ทางออก หรือข้อคิดในเชิงพุทธ
และช่วยแก้ไขความเข้าใจผิดๆ ในทางพุทธในหลายๆ ประเด็น
ไปพร้อมๆ กันก็น่าจะดีนะคะ






 จากคุณ : loognam [ 11 ก.ค. 2545 / 07:50:06 น. ]
     [ IP Address : 203.107.158.130 ]


 ความคิดเห็นที่ 64 : (mayrin)

เมคิดว่าเพื่อ ความมั่นใจสุดๆ ของที่สุด  อธิฐานอย่างนี้จะได้ไหม

เช่น  ขอให้ข้าพเจ้าเกิดและตายในผ้ากาสาวพัตร์ เป็นสุปฏิปันโนสงฆ์ ในทุกภพทุกชาติ และขอให้ได้สำเร็จมรรคผลนิพพาน

อย่างนี้ต้องได้พบ ได้บวชในพระพุทธศาสนาแน่ ๆ เป็นมนุษย์ผู้ชายร่างกายสมบูรณ์ ไม่ทำอะไรที่ผิดศีลด้วย  และปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ คือว่าต้องปฏิบัติตรงทางแน่ ๆ เลย

เวลาถวายของ หลวงพ่อ หลวงปู่ จะได้ไม่เมื่อย เพราะรออธิฐานนาน ด้วย ^ _^

เรื่องทางนฤพาน ภาคของคุณอติ ถ้าเปลี่ยนชื่อพระเอกเป็นท้อป อาจจะไม่มีเรือนแก้ว 2..3..4 ก็เป็นได้นะคะคุณลูกน้ำ

 จากคุณ : mayrin [ 11 ก.ค. 2545 / 09:45:40 น. ]
     [ IP Address : 210.203.177.235 ]


 ความคิดเห็นที่ 65 : (รัศมี)

ไหน ๆ ก็หาพรอตเรื่องภาคสองอยู่...
ระหว่างนี้อ้อขอชมเชยทางนฤพานอีกครั้งค่ะ ถ้ามีโอกาสจะชมให้บ่อย ๆ
ดีจริง ๆ ค่ะสมกับที่ทำการบ้านหนัก อ้ออ่านซ้ำ ๆ ในบางเหตุการณ์ที่คล้าย ๆ กับ
ทุกข์ที่อยู่ในใจอ้อ ดูแนวทางการแก้ปัญหา วิเคราะห์ และนำมาปรับใช้
กับตน ซึ่งส่วนใหญ่จะได้ผลค่ะ...ขอบพระคุณมากค่ะพี่ตุลย์

 จากคุณ : รัศมี [ 11 ก.ค. 2545 / 09:47:49 น. ]
     [ IP Address : 203.170.191.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 66 : (จันทรังสี)

ถามคุณดังตฤณครับ(ต่อเนื่องจากเรื่องเกี่ยวกับการอธิษฐานของคุณหนูนา)
1. อธิษฐานบารมีที่สำเร็จผลเร็วทันใจ เกิดจากการสร้างกรรมแบบใด เหตุใดบางคนอธิษฐานได้ผลเร็ว บางคนอธิษฐานอย่างไรก็ไม่ได้ผล
2. แรงอธิษฐานสามารถฝืนแรงกรรมได้หรือไม่ เช่น หากเราเคยมีกรรมผูกพันกับคนๆหนึ่งมาก่อนแล้วจะอธิษฐานลบล้างว่าจะไม่เจอกันอีกต่อไป จะมีสิทธิ์เป็นไปได้หรือไม่

ส่วนเรื่องทางนฤพาน ภาคสอง เห็นด้วยกับความคิดเห็นของหลายๆท่านว่าน่าจะมีการเขียนเกี่ยวกับการบำเพ็ญบารมีของโพธิสัตว์ในยุคปัจจุบันหรืออดีตชาติของโพธิสัตว์บ้าง:-)

 จากคุณ : จันทรังสี [ 11 ก.ค. 2545 / 10:28:23 น. ]
     [ IP Address : 202.133.172.57 ]


 ความคิดเห็นที่ 67 : (รัศมี)

มารอฟังคำตอบจากพี่ตุลย์ค่ะ และขอถามเพิ่มจากคุณจันทรังสี ค่ะ
1.ถ้าใจเรายังไม่แน่วแน่ในคำอธิษฐานนั้น (กลัวว่าจะไม่ได้ดังอธิษฐาน หรือ
ไม่มั่นใจว่าอธิษฐานแล้วจะส่งผลจริง ก็จะพะวักพะวง) ผลการอธิษฐานจะเป็นอย่างไร
2.ถึงแม้จะไม่แน่วแน่ในคำอธิษฐานนั้น ต้องอธิษฐานบ่อยเพียงใด จึงจะให้ผล

 จากคุณ : รัศมี [ 11 ก.ค. 2545 / 10:54:18 น. ]
     [ IP Address : 203.170.191.1 ]


 ความคิดเห็นที่ 68 : (หนูนา)

เรียน น้องตุลย์
ขอบพระคุณสำหรับคำแนะนำให้ระลึกถึงมรณานุสติบ่อยๆค่ะ
จะนำไปปฏิบัติค่ะ  เพราะเชื่อแน่ว่าจะเป็นอีกวิธีการหนึ่งใน
การเจริญสติสัมปชัญญะให้มีกำลังยิ่งๆขึ้นไปค่ะ

พี่หนูนา(คนช่างถาม)
เคยเขียนกราบเรียนถามครูบาอาจารย์ระหว่างเข้าปฏิบัติเก็บตัว
เพื่อให้ท่านตอบในช่วงเย็นหลังฟังธรรมะเรื่องการปฏิบัติค่ะว่า
เวลาที่อยู่ในช่วงขณะที่กำลังจะขาดใจตายนั้น
ควรกำหนดจิตอย่างไร ขณะที่กำลังเผชิญหน้ากับทุกขเวทนาความเจ็บปวด
ที่เกิดในขณะนั้น ซึ่งแน่นอนย่อมไม่ธรรมดาสามัญแบบที่เราพบเจอ
ในชีวิตปกติ เช่น ปวดท้อง ปวดหัว หรือปวดเมื่อยข้อเสื่อมทั่วไปแน่ๆค่ะ
ลำพังแค่เจ็บป่วยธรรมดา ยังรักษาจิตได้ลำบากเลยค่ะ

ช่วงเวลาใกล้ตายนั้นคงต้องเป็นอะไรที่สุดๆกว่านั้นค่ะ
หากเผลอจิต จิตตกเป็นอกุศล คงพลาดไปอบายภูมิ
หมดโอกาสสานต่อการปฏิบัติไปอีกช้านานแสนนานค่ะ

ครูบาอาจารย์ท่านอมยิ้ม และกล่าวว่า
คนถามช่างถามได้ละเอียดเสียจริง
ท่านตอบว่า ก็ต้องหมั่นเพียรเจริญสติสัมผชัญญะไปอย่างต่อเนื่อง
อย่าประมาทว่า ยังมีเวลาอีกมากนักกว่าจะตาย
ถึงเวลานั้น ที่พึงเดียวที่จะช่วยเหลือได้ก็คือ
กำลังสติสัมปชัญญะที่ได้เจริญมาแล้วของแต่ละบุคคลนั่นเอง

พี่หนูนาเลือกถามปัญหานี้
เพระได้อนุสติจากการได้เห็นคุณป้าคุณยายที่ชรามาก
ที่ได้ร่วมเข้าปฏิบัติหลายต่อหลายท่านค่ะ
ประกอบกับ ได้เคยอยู่และเห็นคุณพ่อคุณแม่และญาติผู้ใหญ่หลายๆท่าน
ในช่วงเวลาที่ท่านเหล่านั้นต้องเผชิญกับทุกขเวทนาตอนเจ็บหนักใกล้เสียชีวิต

จึงทำให้ได้เห็นและรับรู้สภาพก่อนตายค่ะว่า
ทุกขเวทนาที่เกิดยามจิตกำลังจุตินั้นย่อมไม่ธรรมดาแน่นอนค่ะ
เลยถามเผื่อตนเองและคุณป้าคุณยายรวมทั้งเพื่อนปฏิบัติทั้งหลายในคราวนั้นค่ะ

อยากฟังความคิดเห็นของน้องตุลย์และเพื่อนๆท่านอื่นด้วยค่ะ

พี่หนูนาเชื่อว่า การสนทนาธรรมเพื่อการปฏิบัตินั้น
มีประโยชน์เพระได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันค่ะ
เพราะหนึ่งความคิดหรือเพียงหนึ่งคำถามที่แสดงขึ้นมานั้น
อาจจุดประกายความเข้าใจแก่ผู้อื่นได้หลายๆคนค่ะ
หากคนเหล่านั้นกำลังสงสัยหรือกำลังติดขัดในการปฏิบัติธรรมนั้นๆอยู่ค่ะ

เรียน น้องเมริน
ขอบคุณมากๆสำหรับการอธิษบานจิตที่แนะนำค่ะ  : ))

เวลาที่พี่หนูนาทำบุญ หรือขณะถวายพระนั้น
พี่จะอธิษฐานสั้นๆค่ะว่า
ขอให้บุญกุศลนี้เป็นเหตุปัจจัยให้ข้าพเจ้าได้บรรลุพระมรรผลนิพพานเทอญ

พี่จะอธิษฐานเวอร์ชั่นยาวๆนี่
ก็ตอนมีเวลามากๆและเฉพาะช่วงที่ได้ปลีกวิเวกเข้าปฏิบัติเท่านั้นค่ะ

เรียนคุณจันทรังสี

ข้อหนึ่ง หนูนาไม่ทราบค่ะ
ข้อสอง  หนูนาทำบ่อยค่ะ
ตอนแผ่เมตตาให้แก่คนที่เราอาจมีความผูกพันที่ไม่ดีไม่เป็นกัลยาณมิตร
นอกจากแผ่เมตตาและขออโหสิกรรมต่อกันและกันในใจแล้ว
หนูนาจะต่อไปว่า ขอให้อย่ามีความผูกพันที่ไม่ดีดังภพชาตินี้
หากมีวิบากกรรมให้ต้องพบเจอกันอีก
ขอให้ได้เป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน อย่ามีความผูกสัมพันธ์ดังเช่นภพชาตินี้เลย

พี่คิดว่า เรามีสิทธิ์ที่จะตั้งจิตปรารถนาในสิ่งที่เป็นกุศลค่ะ
แต่จะสำเร็จหรือไม่นั้น คงต้องขึ้นอยู่กับว่า
เราทำกุศลที่บริสุทธิ์ยิ่งใหญ่เพียงใด และกำลังจิตของผู้ที่อธิษฐานด้วยค่ะ

(ตรงนี้ พี่หนูนาเข้าใจเอาเองว่า ทำไมกำลังจากการฝึกสมถะกรรมฐาน
จะมีบทบาทและส่งผลอย่างมากๆในช่วงนี้ค่ะ  หากเข้าใจผิด
กรุณาชี้แนะด้วยค่ะ)


เจริญในธรรมค่ะ
เจริญในธรรมค่ะ


 จากคุณ : หนูนา [ 11 ก.ค. 2545 / 12:26:06 น. ]
     [ IP Address : 203.155.225.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 69 : (ด๊าบัสกุบกิบ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ)

หวังว่าคุณดังตฤณคงมีเวลาพักผ่อนพอเพียงนะคะ
ทานผลไม้แยะๆนะค้...า :-)

มาเสริมคุณจันทรังสีผู้เรียกคุณดังตฤณว่าพี่ แต่เรียกข้อยว่า น้า
น้อย น้อยโหน่ยนะพวก (ไม่ต้องถามอายุล่ะ มะตอบฟุ้ย) :-)

เราจะบอกว่า เราเคยอธิษฐานประเภทตลุยมันทุกวัน ทุกครั้งที่ทำบุญ
ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคตไม่กี่ปีจากตรงนั้นของชาตินี้แหละ
จนเทวดาใหญ่มากเลยนะ ท่านมาบอกว่าเลิกอธิษฐานได้แล้ว
เดี๋ยวเป็นจริงยุ่งเลย ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ แค่นี้ก็อธิษฐานมานานพอแล้ว
(อัดด้วยบุญเยอะ) มีสิทธิเป็นจริงสูง


เราทราบมาว่า จะอธิษฐานจิต**ขึ้น**ต้องมี
สัจจบารมีกับศีลข้อ 4 บริสุทธิ์มากๆ
แต่ระดับคุณดังตฤณนี่ใช้ไรข้อยมะทราบ
รู้แต่ว่าไม่เหมือนกันอะ

ของเก่าเรามีมาแบบมีวาจาสิทธิ์ ห้ามแช่งคน
แล้วแปลกมาก ก่อนที่เราจะมาจมกิเลสที่ราชดำเนินอะนะ
เมื่อก่อนเรารักษาสัญญามาก
ใครผิดสัญญากับเรา โกรธตายไปเลย

 จากคุณ : ด๊าบัสกุบกิบ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ [ 11 ก.ค. 2545 / 21:51:37 น. ]
     [ IP Address : 203.113.51.102 ]


 ความคิดเห็นที่ 70 : (ดังตฤณ)

loognam
> น้ำว่าก่อนอื่นต้องดูก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายของเราเป็นใคร

ตอนนี้อยากเขียนหนังสือที่กำลังเป็นประเด็นปัญหาของคนส่วนใหญ่
อีกอย่างตามความรู้สึกของพี่ ทางนฤพานทำหน้าที่แบบนิยายที่ไม่น่ามีอะไรมากกว่านั้นได้แล้ว
พอขาดเรือนแก้วไปคนหนึ่ง ภาคสองก็จะไม่ใช่ทางนฤพานอีกต่อไป
เพราะเท่าที่ฟังๆมา หลายคนชอบเรื่องนี้เพราะเรือนแก้วคนเดียว
ตัวเอกอื่นไม่ชอบ (ในขณะที่บางคนก็จะชอบแค่แพตรีคนเดียว)

เพราะฉะนั้น ถ้าจะตั้งโจทย์เกี่ยวกับการบำเพ็ญบารมีและการเผชิญมรสุมชีวิตแบบคนยุคนี้
ก็น่าจะเป็นพล็อตเรื่องใหม่เลย เพื่อไม่ให้มีการโยงใยกับความชอบไม่ชอบในเรื่องเดิม
อีกอย่าง เขียนภาคสองออกมา เดี๋ยวคนก็หาว่าคิดอะไรใหม่ไม่เป็น
เขาว่าหนังสือและหนังที่ทำออกมาภาคแรกได้ดี มักจะมีภาคสองที่แย่ (เพราะการเปรียบเทียบ)
เว้นแต่หนังสือชนิดที่ตั้งใจเขียนเป็นซีรีส์โดยเฉพาะ เช่นที่อาซิมอฟหรืออาเธอร์ ซี. คลากชอบทำ

mayrin
แปลว่าท็อปนี่เป็นชายที่รักเดียวใจเดียว?

รัศมี
เปล่า... คุยกันเล่นสนุกๆหรอก รับมุขอติไปอย่างนั้นแหละ
ไม่ได้หาพล็อตภาคสองหรอก เป็นพล็อตเรื่องใหม่ทีเดียว

จันทรังสี
๑) ที่อธิษฐานได้ผลเร็ว ก็เพราะมีสัจจบารมีสูง เป็นคนพูดจริงทำจริง
ตั้งใจทำอะไรแล้วต้องให้สำเร็จลุล่วงจนได้
พวกนี้โครงสร้างจิตใจจะเป็นระเบียบ คิดอะไร พูดอะไรมีน้ำหนักน่าเชื่อถือได้
ทั้งแก่ผู้อื่นและเจ้าตัวเอง เพราะฉะนั้นเมื่ออธิษฐาน ก็จะมีพลังหนุนอยู่
เป็น "พลังแห่งสัจจะ" คือเมื่อทำอะไรอิงกับการเป็นไปได้จริง ทำให้เกิดขึ้นได้จริง
พวกนี้จะสามารถเล่นฤทธิ์ประเภท "สัจจาธิษฐาน" ได้
อย่างกล่าวอ้างกรรมที่เพิ่งทำเสร็จสิ้นลง หรือทำสำเร็จไว้นานแล้วแบบที่ยังระลึกได้เช่น
"ตั้งแต่ตัวเราเริ่มเป็น หนุ่ม/สาว มา ยังไม่เคยข้องแวะ คิดผิดประเวณีกับใคร
ขอให้ผลของการตั้งตนในธรรมดีนี้ บันดาลให้ได้พบกับผู้ที่มีศีลสะอาดเช่นเดียวกัน"
บางคนอธิษฐาน ก็จะทำให้มีญาณหยั่งรู้ หรือสัญญาณนำร่องไปให้พบเจอได้เร็ว
บางคนไม่อธิษฐาน บางทีก็อาจพลาด โดนวิบากเก่าชิงตัดหน้าไปก่อน อย่างนี้เป็นต้น

๒) การฝืนแรงยึดเหนี่ยวเก่าๆกับคนเก่าๆนั้น เป็นไปได้เสมอ
เช่นอโหสิ แล้วต่อกัน จะได้ไม่ต้องจองเวรกันต่อ
เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด และได้รับการชี้แนะจากพระพุทธเจ้าบ่อยที่สุด

๓) ถ้าใจไม่แน่วแน่ขณะอธิษฐาน ก็จะขาดพลังหนุน
ส่วนใหญ่คนที่อธิษฐานได้แน่วแน่ จะเป็นคนที่รักษาสัจจะเก่งอยู่ก่อน
พูดอะไรทำจริง ทำอะไรทำสำเร็จเป็นประจำอยู่ก่อน
เป็นไปไม่ได้ที่จะให้คนเหลาะแหละตั้งอธิษฐานด้วยดวงจิตเด็ดเดี่ยวแน่วแน่

๔) การอธิษฐานซ้ำบ่อยๆจนติดใจ ทุกวัน ทุกคืน
มีผลช่วยให้จิตแน่วแน่ในการอธิษฐานมากขึ้นเรื่อยๆจริง

พี่หนูนา

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 11 ก.ค. 2545 / 22:10:43 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.30 ]


 ความคิดเห็นที่ 71 : (ดังตฤณ)

พี่หนูนา
ภาวะใกล้ตายนั้น ตามตำราท่านว่าธาตุไฟจะกำเริบ
มีความรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังจะปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
แบบที่เราไม่สามารถทำอะไรกับมันได้
หลวงปู่มั่น ตอนท่านจะไป ท่านก็เมตตาเล่าออกมาอย่างนั้นจริงๆ
ท่านว่าขันธ์ ๕ กำลังลุกเป็นไฟ (แต่จิตท่านนั้น แน่นอนว่าเย็นสนิท)
ผมเองเคยผ่านอะไรอย่างนั้น หรือคล้ายๆอย่างนั้นมา ก็พอจะยืนยันว่าลักษณะคนใกล้ตาย
ไม่มีสิทธิ์มาคิดทำอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่นมานั่งพนมมือ ปากสั่นเป็นเจ้าเข้า
พูดตามลูกหลานว่า "อรหัง อรหัง ฯลฯ" นั้น เผลอๆจิตที่สั่งสมความชั่วมา
จะทำให้ในที่สุดเปลี่ยนเป็นคิดไปว่า "กระหัง กระหัง ฯลฯ"

อย่างไรก็ตาม ทุกขเวทนาขณะใกล้ตายใช่ว่าจะแตกต่างจากทุกขเวทนาทางกายที่เคยประสบ
ถึงขนาดฟ้ากับดิน เทียบกันไม่ได้เอาเสียเลย
อย่างไรมันก็ทุกข์ทางกายอยู่นั่นเอง
เพราะฉะนั้นถ้าเราฝึกรู้ทุกขเวทนาทางกายไว้
และเห็นอนิจจังของทุกขเวทนาทางกายได้
จิตฉลาด ทราบชัดว่าสิ่งได้ไม่เที่ยง สิ่งนั้นย่อมไม่ใช่ตัวตนได้
สัญญานี้เองจะได้เอาไปใช้ประโยชน์ขณะเกิดทุกขเวทนาใกล้ตาย
จิตจะไม่หลง จิตจะไม่กลัว แต่เผชิญหน้ากับความตายอย่างมีสติ
และเป็นสติที่ประกอบด้วยปัญญา ว่าภาวะใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ย่อมดับลงเป็นธรรมดา
หาความเป็นตัวตนเราเขา สัตว์ บุคคล ชาย หญิง ไม่ได้เลย
อันนี้เป็นความเห็นของผมที่มีต่อทุกขเวทนา ซึ่งเราควรสั่งสม ควรเก็บตัวอย่างไว้ใช้ประโยชน์กันครับ

ก่อนตาย เชื่อแค่ไหน ก็เตรียมตัวตายแบบนั้น
ก่อนตาย ทำมาแค่ไหน ก็เตรียมตัวตายแบบนั้น

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 11 ก.ค. 2545 / 22:21:42 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.30 ]


 ความคิดเห็นที่ 72 : (จันทรังสี)

โหะๆๆ น้าดาบัสฯ :-)
ก็จะไม่ให้เรียกน้าได้ยังไงล่ะครับ(ถึงจะชอบทำตัวเป็นเด็กก็ตาม) ก็กระแสของน้า"คม"ขนาดนี้ปลอมยังไงก็ไม่มิดหรอก
อีกอย่าง พี่ดังตฤณก็ยืนยันแล้วด้วย :-D
วันนั้นผมถามพี่เขาว่า"คุณดาบัสนี่เขียนยังกับเด็กๆเลย"
พี่เขาก็ตอบว่า"......(เซ็นเซอร์)....."
ผมก็เลยมั่นใจเต็มๆเลยสิน้า หุๆๆ

แล้วก็ขอบคุณกับคำตอบของพี่ดังตฤณครับ
แรกๆผมก็คิดเหมือนพี่นะครับ แต่ทำไมผม(ซึ่งพี่ก็รู้ว่าเป็นคนจับฉ่ายขนาดไหน)กลับหากินทาง"สัตยาธิษฐาน"ได้ผลมาหลายครั้งหลายหน ทั้งเรื่องใหญ่เรื่องเล็ก
แต่สิ่งที่ผมจะพอมีบ้าง(จากคุณสมบัติที่พี่กล่าวมา) คือเป็นคนพูดอะไรเป็นระบบ ตรงประเด็น และก็มักจะไม่พูดในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้หรือทำไม่ได้
แล้วก็อีกอย่างที่ใช้บ่อย คือ ความจริงใจครับ ในการอธิษฐานแต่ละครั้ง ผมจะยกเอามโนเจตนาที่บริสุทธิ์ของผมมาเป็นพยานให้สิ่งที่ทำสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
ส่วนเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่อธิษฐานสำเร็จผลในข้อที่ว่า ตั้งใจทำอะไรแล้วก็สำเร็จลุล่วงนั้น บางเรื่องผมก็พยายามลุล่วง แต่บางเรื่องที่ผมคิดว่าทำไปก็บ่มิไก๊หรือไม่คุ้มกับการลงแรงผมก็ไม่ทำครับ

 จากคุณ : จันทรังสี [ 11 ก.ค. 2545 / 23:03:36 น. ]
     [ IP Address : 202.133.172.141 ]


 ความคิดเห็นที่ 73 : (จันทรังสี)

พี่ดังตฤณครับ
ขอเล่าทางนฤพานภาค0.5 หน่อยนะครับ

วันก่อนนายเกาทัณท์ส่งSMSไปอวยพรวันเกิดเรือนแก้ว แล้วเธอก็โทรกลับมา หลังจากทักทายกันพอควรแล้ว เธอก็ถามว่า"ยังคบกับแฟนคนเดิมอยู่หรือเปล่า"
นายเกาทัณท์ก็ตอบไปว่า"ยังคบอยู่"
แต่เรือนแก้วกลับกระแนะกระแหนอีกว่า"เมื่อไรเขา(แพตรี)จะตาสว่างสักที"
นายเกาทัณท์ก็ไม่ตอบอะไร เพราะกี่ครั้งกี่หนที่เรือนแก้วโทรมาก็มักจะถามเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกเสมอ
อีกอย่าง ใจของนายเกาทัณท์ซึ่งจริงๆแล้ว มีความผูกพันทางใจ(สัญญาความจำเก่าๆ)กับเรือนแก้วอยู่แรงมากก็ยังมีความรู้สึกอาลัยอาวรณ์เธออยู่ไม่หาย เช่นเดียวกันกับเธอ แม้เวลาจะผ่านมาเกือบ10ปีแล้วก็ตาม
ถึงแม้เกาทัณท์(ภาค0.5) จะได้รับการแนะนำจากปู่ชนะและมติเกี่ยวกับการทำวิปัสสนาเพื่อการปล่อยวางแล้วก็ตาม สัญญาความจำเก่าๆกลับแรงชัดยิ่งขึ้นกว่าสมัยก่อนอีก
ประเด็นอีกเรื่องคือ เรือนแก้วจะไปเรียนต่อเมืองนอกแล้ว ซึ่งพอเกาทัณท์ได้รู้ ก็รู้สึกใจหายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เหมือนกับว่าจะต้องสูญเสียของรักของหวงไปอย่างไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้คืน
ครั้นพอเล่าเรื่องนี้ให้แพตรีได้รู้ แพตรีก็บอกว่า"จะทำอะไรก็รีบๆทำซะนะ เพราะเดี๋ยวเรือนแก้วก็จะไม่อยู่แล้ว" (เธอสองคนเคยพบกันมาก่อน)
เกาทัณท์ยิ่งรู้สึกอึดอัดคับข้องใจมาก กับคำพูดต่อมาของแพตรีที่ว่า"มีอะไรก็ขอให้บอกกัน อย่าปิดบัง แล้วถ้าเธอคิดดีแล้วว่าจะไปกับเธอคนนั้น จะไปก็ได้"
เกาทัณท์ได้แต่นั่งกุมขมับ หลับน้ำลายยืด ด้วยความเก๊กซิมเต็มที่.....เอวังฯ

ถามพี่ดังตฤณและท่านผู้อ่านว่า
1. เกาทัณท์ควรจะเลือกใคร ระหว่างคนที่รักมากสุดหัวใจกับคนที่ดีกับนายเกาทัณท์มากแม้ว่าเกาทัณท์จะชั่วแค่ไหนก็ตาม
2. หากเลือกคนใดคนหนึ่งแล้วย่อมทำให้อีกคนใดคนหนึ่งเสียใจ เกาทัณท์ควรจะเคลียร์ปัญหาอย่างไรกับการเสียใจนั้น(หวังว่าคงไม่เกิดโศกนาฏกรรมแบบเล่มต้นฉบับ)

(ข้อมูลเพิ่มเติม
เธอทั้งสองคนคบนายเกาทัณท์เป็นแฟนคนแรกทั้งคู่(แต่คนละช่วงเวลากันนะ เกาทัณท์ภาคนี้ไม่จับปลาสองมือ) เรือนแก้วเป็นworking womanติดเที่ยว เฮฮา ไม่สนใจธรรม แต่เป็นคนวางตัวดี
ส่วนแพตรีเป็นคนอ่อนโยนจนบางทีอ่อนแอ มีเมตตา ทะเล้นหน่อยๆ มักติดตามเกาทัณท์ไปทำบุญเสมอๆ)

 จากคุณ : จันทรังสี [ 11 ก.ค. 2545 / 23:39:17 น. ]
     [ IP Address : 202.133.172.141 ]


 ความคิดเห็นที่ 74 : (mayrin)

พี่ดังตฤณ

      น้องก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะพี่  เพียงแต่เห็นคุณน้องท้อปแกเป็นคนเสนอ ก็เลยยกให้แกเป็นพระเอกของเรื่องซะเลย  เพื่อเป็นเครดิต   : )

คุณจันทรังสี

          เมว่าเปลี่ยนชื่อจากภาค 0.5  เป็นภาคสามคนอลเวง อาจจะดูเหมาะกว่านะเรื่องนี้เมมีความเห็นส่วนตัวว่า  เลือกคนที่เราอยู่ด้วยแล้ว จิตตั้งมั่นในกุศล เบิกบาน ในกระแสบุญ ช่วยเสริมและน้อมนำเราให้เจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ เป็นกัลยาณมิตร มีศรัทธา และศีลเสมอเรา

      การเลือกใครคนหนึ่งแล้วอีกคนต้องผิดหวัง ก็เป็นธรรมดา แต่ก็เป็นเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เมื่อหมดกรรมที่ต้องผูกพันกัน จิตก็คงไม่มาผูกติดกับเรื่องนี้
แต่ต้องตัดใจให้เด็ดขาด ถ้ากลับไป กลับมา ก็คงต้องร่วมด้วยช่วยกันทุกข์ทั้งสามคน  เราก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อเขา ช่วยเหลือในสิ่งที่สมควรจะช่วยได้ในทางที่ถูกที่ควร  แผ่เมตตา และอุทิศผลบุญจากการประกอบกุศลและการปฏิบัติกรรมฐาน เพื่อให้เขาได้รับความสุข และไม่มีกรรมไม่ดีผูกพันกับเรา

 จากคุณ : mayrin [ 12 ก.ค. 2545 / 09:34:12 น. ]
     [ IP Address : 210.203.177.191 ]


 ความคิดเห็นที่ 75 : (อติ)

พี่ตุลย์อะ .. เค้าก็รู้กันหมดทั้งเวปเลยอะดิ  ว่าผมเป็นคนใจร้ายและเจ้าชู้ อิอิ ...

ไม่ได้ใจร้ายกับคุณแพตรีอย่างนั้นหรอกครับ ...เพียงแต่ให้เห็นว่า    ความสวยที่ติดตัวมันไม่เที่ยง   วิบากกรรมส่งผลเมื่อไรก็ได้รับเมื่อนั้น  เพียงแต่ จิตใจที่เข้มแข็งและทางสายนี้เท่านั้น (สติปัฎฐาน 4 ) ที่จะทำให้พ้นทุกข์ทั้งปวงได้จริง

ลูกน้ำ   การลาพุทธภูมิของคุณเกาฯ  ก็เกิดจากความเห็นทุกข์ที่แท้จริง และความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง  แม้แพตรีความงามเป็นเลิศ ยังเสียโฉมได้สักวันหนึ่ง  ( คนติดสุข มัก ไม่ค่อยคิด , ตัวผมเองก้ไม่ค่อยคิด :)  )  อะไรจะเที่ยงในโลกนี้ ไม่มี  และหากตนยังต้องเกิดแล้วเกิดเล่าเฝ้าแต่เกิด ต่อไปในภายภาคหน้า  โอกาสจะลืมความปรารถนาพุทธภูมิย่อมมีได้สักวันหนึ่ง   ( เออ  เลยไม่รู้เลยว่า คุณ เกาฯ ท่านเป็นนิตยโพธิสัตว์หรือเปล่าอะครับ  ท่าทางจะไม่ได้เป็น อิอิ)  อีกอย่างก็เป็นความตื่นเต้นอีกประการหนึ่งนะครับ  

น่า ... สนุก ๆ :) 

 จากคุณ : อติ [ 12 ก.ค. 2545 / 13:15:58 น. ]
     [ IP Address : 202.183.152.102 ]


 ความคิดเห็นที่ 76 : (ลุงเชย)

คุณเกาฯ แกเป็นนิยตโพธิสัตว์ ได้พุทธพยากรณ์แล้ว ไม่เป็นสองครับ
พระโพธิสัตว์ ยังผิดศีลได้ทุกข้อยกเว้นข้อมุสาฯ ครับ (ตามที่เคยฟังชาดกทางวิทยุ)
ตอนที่คุณแพฯ ถามคุณเกาฯว่ารักเรือนแก้วหรือเปล่า แกยังไม่ยอมโกหกเลยครับ

 จากคุณ : ลุงเชย [ 12 ก.ค. 2545 / 16:16:48 น. ]
     [ IP Address : 202.183.197.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 77 : (ธ่อ)

เราเกรงคุณดังตฤณมากก็จริงแต่อายุเราไม่ได้เยอะก่านี่ฝ่า

 จากคุณ : ธ่อ [ 12 ก.ค. 2545 / 17:51:08 น. ]
     [ IP Address : 203.113.51.103 ]


 ความคิดเห็นที่ 78 : (อติ)

อ้าวหรอ ... หุหุ  ต้องกลับไปอ่านใหม่แล้วมั้งเนี่ย ...

 จากคุณ : อติ [ 12 ก.ค. 2545 / 20:19:11 น. ]
     [ IP Address : 202.183.137.142 ]


 ความคิดเห็นที่ 79 : (ดังตฤณ)

วาว...
เรื่องตัดสินใจเลือก
ข้าพเจ้าไม่ขอเกี่ยว

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 13 ก.ค. 2545 / 00:14:19 น. ]
     [ IP Address : 202.133.160.51 ]


 ความคิดเห็นที่ 80 : (loognam)

คุณmayrin

ฮ่ะฮ่ะ คุณเมรินนี่เป็นคนที่มีอารมณ์ขันจังนะคะ 


คุณดังตฤณ

เห็นด้วยค่ะ ว่าไม่ควรมีภาคสอง
พระเอกนิสัยเจ้าชู้อย่างนี้
จริงๆ น่าจะถูก Ban ไปตั้งแต่ภาคแรกแล้วค่ะ อิอิ


>เขาว่าหนังสือและหนังที่ทำออกมาภาคแรกได้ดี
> มักจะมีภาคสองที่แย่ (เพราะการเปรียบเทียบ)

น้ำว่าเพราะความคาดหวังมากกว่านะคะ


คุณอติ

ไปเรียกพระเอกว่า "คุณเกาฯ"
ระวังเจ้าของเรื่องตามมาปรับนะคะ
แต่ฟังดูแล้วก็ตลกดี   คิก ๆ


คุณจันทรังสี

1. เกาทัณท์ควรจะเลือกใคร ระหว่างคนที่รักมากสุดหัวใจกับคนที่ดีกับนายเกาทัณท์มากแม้ว่าเกาทัณท์จะชั่วแค่ไหนก็ตาม

คุณยังไม่รู้ แล้วคนอื่นจะรู้รึ?

2. หากเลือกคนใดคนหนึ่งแล้วย่อมทำให้อีกคนใดคนหนึ่งเสียใจ เกาทัณท์ควรจะเคลียร์ปัญหาอย่างไรกับการเสียใจนั้น

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม  อยู่กับปัจจุบันธรรมดีที่สุดค่ะ


คุณแป๊ะอ้วน

ในที่สุดเราก็สืบรู้ว่าท่านเป็นใคร อิอิ


 จากคุณ : loognam [ 13 ก.ค. 2545 / 08:24:38 น. ]
     [ IP Address : 203.107.155.67 ]


 ความคิดเห็นที่ 81 : (sc)

>>การฝืนแรงยึดเหนี่ยวเก่าๆกับคนเก่าๆนั้น เป็นไปได้เสมอ
เช่นอโหสิ แล้วต่อกัน จะได้ไม่ต้องจองเวรกันต่อ
เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด

ถ้าหากเราอโหสิที่เขาทำกับเราแล้ว แต่เขายังไม่ยอมเลิกราทำเลวกับเรา
แบบยังจ้องจองล้างจองผลาญ ทำลายชื่อเสียงเรา
จะต้องทำยังไงให้เราไม่ต้องไปข้องเกี่ยวกับคนอย่างเขาในภพหน้าต่อไปคะ
กลัวต้องมาเจอกันอีกค่ะ เพราะเขาทำกับเราไว้แย่มากเหลือเกิน
และยิ่งได้อ่านว่าถ้าเขาตั้งจิตจะเอาชนะเราให้ได้ คำอธิษฐานเขาจะเป็นผลสำเร็จ ยิ่งกลัวค่ะ

 จากคุณ : sc [ 13 ก.ค. 2545 / 15:36:43 น. ]
     [ IP Address : 202.133.172.128 ]


 ความคิดเห็นที่ 82 : (ดังตฤณ)

ตอนแรกผมก็ไม่อยากจะเชื่อเรื่องการจองล้างฝ่ายเดียวมีผลได้จริงเหมือนกันครับคุณ sc
เช่นที่รับทราบว่าอดีตพระเทวทัตเริ่มเป็นฝ่ายคิดจองล้างอดีตพระโคดมฝ่ายเดียว
คือกอบทรายขึ้นแล้วอธิษฐานว่าขอให้ได้ล้างผลาญกันเป็นจำนวนเท่านี้ชาติ
แล้วก็ได้ตามจองล้างสมใจนึก ทำเอาอดีตพระโคดมย่ำแย่อยู่หลายชาติ

สังสารวัฏมีแต่เรื่องน่าเศร้า และครุ่นคิดแล้ว (เหมือน) เต็มไปด้วยความไม่ยุติธรรมครับ
ออกจากสังสารวัฏเสียแหละ ปลอดภัยที่สุด

แต่ก็มีวิธีหนึ่ง ที่จะทำให้คู่เวรของเราเขาตามไม่ทัน
คือรู้ว่าเขาทำเลวแบบใด เราจ้องไว้เลยว่าชั่วชีวิตจะทำดีชนิดนั้นๆสุดโต่ง
เช่นเขาชอบพูดหยาบ เราต้องมุ่งมั่นทำตัวเป็นคนพูดไพเราะสุดขีดให้ได้
แล้วอธิษฐานไปเรื่อยๆ อิงหลักสัจจะที่ว่าคนแบบเดียวกันย่อมโคจรมาพบ หรือมาใกล้ หรือมาเฉียดกัน
คนต่างกันย่อมไม่มีเส้นทางให้โคจรมาพบ หรือมาใกล้ หรือมาแตะต้องกัน
เขาเป็นอย่างนั้น เราจะเป็นอีกอย่าง ก็ขอให้แคล้วคลาดกันไปเสมอ
แม้จำเป็นต้องมาพบเจอ ก็อย่าได้ทำความมัวหมองให้เราได้
หรืออย่าทำให้เราถึงขั้นเป็นทุกข์ได้ การอธิษฐานจะส่งผลจริง หนักแน่น
ตามการประพฤติจริงของเราด้วยครับ อ้างสัจจะไว้นั่นแหละ ได้ผลที่สุด

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 13 ก.ค. 2545 / 16:45:14 น. ]
     [ IP Address : 202.133.160.232 ]


 ความคิดเห็นที่ 83 : (sc)

สาธุค่ะ อ่านคำตอบของคุณดังตฤณแล้ว
มีกำลังใจขึ้นเยอะเลยค่ะ ขอบคุณมากเลยค่ะ

 จากคุณ : sc [ 14 ก.ค. 2545 / 17:56:53 น. ]
     [ IP Address : 202.133.157.45 ]


 ความคิดเห็นที่ 84 : (รัศมี)

สาธุค่ะ พี่ตุลย์ ในความคิดเห็นที่ 82

 จากคุณ : รัศมี [ 14 ก.ค. 2545 / 18:40:10 น. ]
     [ IP Address : 203.170.191.1 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!