ความคิดเห็นที่ 2 : (ดังตฤณ)
> ในชีวิตจริงๆ แล้วเราสามารถจะเจอคู่แท้ เช่นนี้หรือไม่?
ถ้าว่ากันตามเนื้อผ้า ทางนฤพานน่าจะแสดงให้เห็นอย่างนี้มากกว่าครับ ว่า คู่แท้ นั้นไม่มีหรอก มีแต่คนที่ผูกบุญหรือผูกเวรกันมา อย่างที่ว่าไว้ในบทท้ายๆคือ "รักแท้น่ะมีจริง แต่ที่จริงกว่านั้นคือกิเลส" เราปิ๊งใคร ใครปิ๊งเราพร้อมกัน ประจวบกับจังหวะเหมาะให้คบหากัน ก็พอแปลได้ว่าเจอ "คู่กิเลส" เมื่อนั้น สันนิษฐานว่าเคยผูกพัน เคยร่วมบุญร่วมกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งกันมาก่อนแน่ๆ
> ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย อะไรบ้าง?
บางทีเราอาจนึกไม่ถึงนะครับ การที่เรานึก "หลง" ใครสักคนขึ้นมา ไม่ใช่ว่าเราเคยทำบุญกับเขาเสมอไป บางทีไปทำบาป ไปก่อกรรมทำเข็ญกับเขาไว้ แล้วต้องมาชดใช้ด้วยรูปแบบความทุกข์ความทรมานในการอยู่ร่วมกันต่างๆนานา บางทีก็จบลงด้วยโศกนาฏกรรม แต่ถ้าอยู่ในร่มพุทธ บางคนก็เอาตัวรอดได้ด้วยการร่วมทำบุญกันมากๆ ให้กรรมเก่าเจือจางลง เหมือนพระพุทธองค์เปรียบเทียบว่าเป็นการเอาน้ำมากเข้าละลายรสเค็มของก้อนเกลือน้อย ผ่านเดือนผ่านปีอันทรมานไป สัญญาณแห่งการผูกเวรก็บางลงได้ จากร้ายกลายเป็นดีไปได้ แต่ก็เรียกว่าน้อยรายล่ะ
สำหรับคู่รักทั่วไป โดยมากร่วมบุญร่วมกรรมกันในแบบร่วมคิด ร่วมพูด ร่วมทำกัน เป็นบุญธรรมดา บาปธรรมดา ไม่มีกระแสใหญ่ของศาสนามามีส่วน ก็มักทำให้ความผูกพันทางใจไม่ลึกซึ้งนัก แม้รักในช่วงแรกก็เบื่อได้ในภายหลัง โดยไม่เหลือเยื่อใยผูกพันต่อกัน จากกันก็กลายเป็นคนแปลกหน้าไป แต่ถ้าคู่รักที่เคยทำสังฆทานกันมา หรือเคยนัดแนะกันรักษาศีลอุโบสถ หรือที่สุดคือเคยเดินทางไปปฏิบัติธรรมร่วมกัน (อันนี้เห็นเยอะมากในปัจจุบัน) เมื่อพบกันแล้วจะเกิดความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งกว่าคู่รักทั่วไปมาก ความจริงไม่ต้องว่ากันข้ามภพข้ามชาติ เพียงไปร่วมบุญใหญ่กับใครบ่อยๆแบบปรองดอง ไม่ว่าหญิงหรือชาย เราก็จะรู้สึกถึงสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นลึกซึ้งกับเขาได้แล้ว
> บางคนที่เกิดมาแล้วไม่ได้แต่งงานเลย ประกอบด้วยเหตุปัจจัยใด?
บางคนก็เพราะอธิษฐานไว้ ว่าจงอย่าได้พบเจอใครที่ต้องผูกพันกัน เพราะเข็ดกับชีวิตคู่ (ซึ่งนับเป็นการอธิษฐานให้ชีวิตอื่นซึ่งไม่รู้อีโหน่อีเหน่โดยแท้) แต่บางคนก็เพราะกรรมเก่าที่เคยไปยุแยงตะแคงรั่วไว้มาก หรือบางคนก็เกิดมาด้วย "ธาตุนิสัย" ที่ไม่สามารถเสมอกับใครได้เลยในภพชาตินั้น ก็เหมือนแม่เหล็กที่ไม่มีความเป็นขั้วให้ดูดติดกับใครได้เลย สรุปคือเหตุปัจจัยมีเยอะครับ เอาแค่หลักๆ คิดตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่มีคู่ เท่านี้ก็จัดเป็นกรรมปัจจุบัน ส่งผลให้ไม่ได้อยู่กับใครแล้ว
> ถ้าเรามีความใส่ใจในธรรมะ การแต่งงานหรือการอยู่เป็นโสด > จะมีส่วนช่วยหรือไม่ช่วยให้การปฏิบัติธรรมของเราเจริญก้าวหน้าได้อย่างไรหรือไม่?
อยู่เป็นโสดจะช่วยให้เจริญก้าวหน้ากว่ามีคู่แน่นอนครับ เพราะเวลาพิจารณาจะได้มีขันธ์ให้ดูเพียง ๕ ขันธ์ ถ้าเพิ่มเติมเสริมแต่งเป็น ๑๐ หรือ ๑๕ หรือ ๒๐ จะดูยาก ซับซ้อน ยุ่งเหยิงเกินไป แต่เท่าที่เห็นวัยหนุ่มวัยสาวยุคนี้จะทนความเหงาไม่ได้ และสังสารวัฏก็มีลูกล่อลูกชน ดึงดูดเราให้ติดอยู่ ค้างอยู่ โยงอยู่ได้สารพัดวิธี สำหรับผู้เริ่มเข้ามาสู่วงการภาวนา มักมีคำถามนี้เป็นยอดนิยม ผมบอกได้เพียงว่าถ้าใครดำรงตนไว้ได้เพียง ๕ ขันธ์ การพิจารณาจะง่ายกว่า ๑๐, ๑๕ หรือมากกว่านั้นแน่ๆ แต่จะไม่คะยั้นคะยอให้ใครต้องเอาอย่างนี้เท่านั้น เพราะบางคนรักษาไว้ ๕ ขันธ์แล้วก็ปฏิบัติไม่ถึงไหนอยู่ดี ที่แต่งงานแล้วปฏิบัติได้ดีขึ้นเพราะได้ย้ายบ้านจากเดิมที่วุ่นวายก็มีให้เห็น ที่แต่งงานแล้วเพิ่งมาสู่โลกการปฏิบัติเพราะสามีชักชวนและออกอุบายทุกวันก็มีให้เห็น ที่แต่งงานแล้วขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติเพราะได้คู่ไปกราบพระดีต่างจังหวัดก็มีให้เห็น แต่ละคนเอาตัวอย่างกันไม่ได้ ต้องขึ้นอยู่กับวาสนาเฉพาะตัวว่าเราเคยสร้างกับใครมาไหม
> เมื่อเจอคนที่เราคิดว่าใช่แล้วเราปล่อยโอกาสไป แล้วอยู่เป็นโสดแต่ทรมานจิตใจ > เช่นนี้เป็นด้วยเหตุและปัจจัยใด เช่นเหตุในอดีตชาติ หรือว่าในปัจจุบันชาติ กันแน่คะ?
ส่วนใหญ่เป็นกรรมในปัจจุบัน แต่ก็มีวิบากในอดีตตามมารังควาญเหมือนกันครับ
|