อารัมมณูปนิชฌาน และ ลักขณูปนิชฌาน
 เนื้อความ :

อนุสนธิจากกระทู้ ธรรมเอก กับการเจริญสติปัฏฐาน ซึ่งเริ่มยาว
และมีประเด็นน่าสนใจคือ ในฌานเป็นวิปัสสนาได้หรือไม่
ประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงและไม่เข้าใจกันมานานทางประสบการณ์จริงและบัญญัติ
โดยผมตั้งข้อสังเกตว่าอรรถกถาจารย์ได้ให้ทางเลือกไว้เป็นศัพท์ใหม่
คือ อารัมมณูปนิชฌาน และ ลักขณูปนิชฌาน
ขออย่าเพิ่งมองว่าเนื้อหาต่อไปนี้เป็นข้อสรุปหรือตัวชี้ถูกผิด
แต่อยากให้เป็นการประชุมความเห็นอันเกิดจากประสบการณ์ของแต่ละท่าน
เพราะในลานธรรมนี้เป็นที่รวมของนักภาวนาซึ่งได้ผลหลายระดับ
หากส่วนใดเห็นว่าน่าแย้งก็แย้ง
ส่วนใดเห็นว่าตรงกันก็อาจช่วยเสริมเติมตามที่ประสบมาแล้วและพบว่าผมยังกล่าวขาด
เพื่อผลคือความเข้าใจร่วมกันอันจะเป็นผลดีกับวงการภาวนาของพวกเราต่อไปครับ

สภาพจิตที่เป็นฌาน

- คือสภาพเป็นหนึ่งของจิต
- คือสภาพที่จิตตั้งมั่นรู้เป็นฐานเด่น

ตรงนี้ถ้าเอาคำว่าเอกัคคตามาโยงเข้ากับความหมายของฌาน
ก็จะทำให้เกิดมุมมองตามประสบการณ์เพื่อเป็นที่เข้าใจกันง่ายขึ้น
เพราะองค์ประกอบของฌานแม้จะต่างกันอย่างไร
ที่สุดแล้วก็ต้องยืนพื้นอยู่ที่เอกัคคตา หรือความตั้งมั่นเป็นหนึ่งของจิตนี่เอง

ความตั้งมั่นเป็นหนึ่งของจิตมีหลายแบบ
แบบโจรที่กำลังจ้องจะเข้าปล้นบ้านคนอื่นก็มี
แบบฤาษีที่เพ่งกสิณจนเกิดนิมิตชัด
ประกอบพร้อมด้วยปีติสุขเกิดแต่วิเวกก็มี

แต่ความตั้งมั่นเป็นหนึ่งแบบพุทธ
นอกจากนิยามตามองค์ประกอบที่เกิดขึ้นพร้อมกันคือ วิตก วิจาร ปีติ สุข แล้ว
ยังมีนัยอื่นที่เป็นเครื่องชี้ "ความเป็นสมาธิชอบ" อยู่อีก
ดังแสดงไว้ในปริกขารสูตร พระสุตตันตปิฎกเล่ม ๑๕
ซึ่งพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า...

ดูกรภิกษุทั้งหลาย องค์แห่งสมาธิ ๗ ประการนี้
๗ ประการเป็นไฉน คือสัมมาทิฏฐิ ๑ สัมมาสังกัปปะ ๑ สัมมาวาจา ๑
สัมมากัมมันตะ ๑ สัมมาอาชีวะ ๑ สัมมาวายามะ ๑ สัมมาสติ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลายเอกัคคตาจิตประกอบด้วยองค์ ๗ ประการนี้ เรียกว่าอริยสมาธิ
(ไม่ได้หมายความว่าผู้ได้อริยสมาธิต้องเป็นอริยเจ้าเท่านั้น
ทำนองเดียวกับผู้ที่เป็นสัมมาทิฏฐิเข้าใจอริยสัจจ์ ๔ ด้วยปัญญาทางนึกคิด
ไม่จำเป็นต้องเป็นอริยเจ้าเสมอไป)


เพื่อให้มองง่าย ถ้าตัดเอาองค์ประกอบอื่นๆออก
เหลือเฉพาะสัมมาทิฏฐิ ก็จะเข้าใจได้ว่าฌานหรือสมาธิที่นำด้วยความเห็นชอบนั้น
เป็นฌานที่จิตไม่โง่ ไม่หลงผิด ไม่มืดบอด มีลักษณะสว่าง
และรู้แจ้งว่าสิ่งที่ถูกรู้ก็ไม่ใช่อัตตา สภาพตั้งมั่นของจิตเองก็ไม่ใช่อัตตา
หากจะพูดให้เห็นภาพก็อาจบอกว่านั่นคือจิตที่มีปัญญาตั้งมั่น
หรือพูดตามศัพท์คือเอกัคคตาอันบันดาลขึ้นจากปัญญา
สมาธิใดๆที่ตั้งต้นด้วยมิจฉาทิฏฐิ
คือยังไม่เห็นตามจริงว่าสภาพธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา
แม้ดำเนินจิตให้เข้าถึงความเป็นฌานได้
ฌานนั้นก็จัดเป็นมิจฉาสมาธิ
เรียกว่าต้นทางผิดปลายทางย่อมผิดตาม ไม่มีทางถูกได้เอง

ชนิดของฌาน

- อารัมมณูปนิชฌาน ได้แก่การปักจิตแน่วอยู่ในอารมณ์เดียว
ไม่มีความนึกคิดแบบปกติ
แต่มีอาการน้อมกำหนดว่าเราจะเปลี่ยนระดับฌานได้
ถ้าก่อนถึงฌานไม่มีปัญญาพิจารณาสภาพเกิดดับไว้ก่อน
ก็จะไม่มี ตัวน้อมอัตโนมัติ เข้าไปดูว่าอะไรไม่เที่ยง อะไรไม่ใช่ตัวตน
จะมีแต่ความยึดติด ดูดติดอยู่กับอารมณ์อันน่าชื่นใจในฌานเท่านั้น
แต่ถ้าก่อนเข้าถึงฌานได้เคยพิจารณาความเกิดดับของขันธ์ ๕ ตลอดสายมาก่อน
ก็จะมีอัตโนมัติประการหนึ่ง คือรู้อะไรก็ตาม จะเห็นสิ่งที่รู้โดยความเป็นไตรลักษณ์
อาจจะเป็นครั้งเป็นคราวสำหรับปุถุชน แต่จะเกือบทุกครั้งสำหรับอริยบุคคล
เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งกล่าวว่าอารัมมณูปนิชฌานเป็นฌานนอกศาสนา
ฌานคือฌาน เป็นอาการของจิตอย่างหนึ่ง
อาจเป็นบันไดส่งทอด หรืออาจเป็นอ่างสำหรับพายเรือ ขึ้นอยู่กับบุคคลและวาระ

- ลักขณูปนิชฌาน ได้แก่วิปัสสนาญาณ มรรคผล และผลสมาบัติ
ในกรณีของฌานในฐานะของวิปัสสนาญาณนั้น
จะมีความนึกคิดแบบปกติได้ รับกระทบตามปกติได้ เดินเหินได้ หรือกระทั่งพูดจาได้
แต่ยืนพื้นอยู่บนสภาพจิตที่ตั้งมั่น แนบแน่น ในแบบของฌาน
หมายความว่าจิตเคลื่อนจากสภาพแนบแน่นขึ้นรู้อารมณ์ทางอายตนะทั้ง ๖ เป็นห้วงๆ
แล้วตกกลับลงมาอยู่ในสภาพแนบแน่นเป็นหนึ่งเหมือนเดิม
แต่ละครั้งที่รู้อารมณ์ แม้ความนึกคิด ก็รู้โดยความเป็นของไม่เที่ยง
หรือรู้โดยสักแต่เป็นสภาพปรุงประกอบด้วยเหตุปัจจัย ไม่ใช่ตัวตน
หากถามว่าถ้ารู้อารมณ์ทางอายตนะได้ จะกล่าวว่าเป็นหนึ่งได้อย่างไร
ก็ตอบว่าเป็นหนึ่งอยู่กับความว่างจากอัตตา ว่างจากอุปาทาน
และความรู้สึกว่าว่างเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องบรรลุมรรคผลเสียก่อน
ทำนองเดียวกับคนครึ่งหลับครึ่งตื่นย่อมลืมว่าตัวเองเป็นใคร ชื่ออะไร
ต่างแต่ว่านี่เป็นความรู้สึกเต็มตื่น รู้เห็นว่าสิ่งปรากฏทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน
จึงไม่หมายมั่นว่านั่นเป็นเรา เรามีชื่ออย่างนี้ สกุลอย่างนี้

หลายท่านมองว่าลักขณูปนิชฌานคืออุปจารสมาธิ
ก่อนอื่นต้องแยกแยะว่าอุปจารสมาธิไม่ใช่ศัพท์เดิมที่ใช้กันในพุทธกาล
เพราะฉะนั้นความหมายเชิงประสบการณ์จึงค่อนข้างคลุมเครือ
เนื่องจากนิยามนั้นจะหมายถึงสมาธิเฉียดฌาน
ประกอบด้วยวิตก วิจาร ปีติสุขอันเกิดแต่วิเวก
ขาดอย่างเดียวคือสภาพจิตที่เป็นเอกัคคตา

สำหรับนักภาวนานั้น เมื่อคุ้นกับอุปจารสมาธิมากเข้า
ก็อาจเกิดความรู้สึกก้ำกึ่ง เห็นน้ำหนักและคุณภาพอุปจารสมาธิหลากหลาย
เพราะแม้มีวิตก วิจาร ปีติสุขเหมือนกัน ทว่ากำลังก็ผิดกัน
ความมั่นคงที่เป็นพื้นภายในก็ต่างกันมาก
บางครั้งรู้สึกหนักแน่นเป็นหนึ่งเหมือนฌาน แต่กลับยังสามารถรับรู้อารมณ์ได้
แม้แต่สภาพเอกัคคตาก็อาจขึ้นเร็วลงเร็วได้ในเวลาไม่กี่วินาที
เหมือนไฟที่ติดๆดับๆ (โดยเฉพาะสำหรับคนเคยมีแน่นๆแล้วเสื่อมลง)

ความสับสนอาจลดน้อยลง ถ้าเราไม่ไปให้ความสำคัญกับนิยามทางศัพท์มากนัก
แต่มองตามจริงว่าอุปจารสมาธิกับฌานคือลูกพี่ลูกน้องที่หน้าคล้ายกัน
และสูงต่ำกว่ากันไม่มาก เมื่อใช้คำว่าลักขณูปนิชฌานอธิบายประสบการณ์ใด
ก็จะได้ไม่ต้องไปยึดติดว่าเป็นอุปจาระ (เฉียด)
หรือว่าเป็นอัปปนา (แนบแน่นเป็นฌานแล้ว) กันแน่

สัญญาในฌาน

- ไม่มีอัตตสัญญา หรือความรู้สึกในตัวตนแบบเดิมๆ เพราะไม่นึกคิดด้วยโมหะ
แม้ความคิดผุดขึ้นในลักขณูปนิชฌาน เมื่อจบหน้าที่คิด ก็หายไปทันที
เพราะจิตตัดเข้าสู่สภาพแนบแน่น มีปีติสุขอันเกิดแต่วิเวก
(คำว่าวิเวกบอกลักษณะเอกา เป็นหนึ่ง
ปราศจากกามฉันทะ พยาบาท ความง่วงงุน ความฟุ้งซ่าน และความสงสัย)

- หากเป็นอารัมมณูปนิชฌาน อาจมีอัตตสัญญาว่าเรากำลังเข้าฌาน
สภาพแนบแน่นของจิตเป็นเรา ซึ่งเป็นความรู้สึกในตัวตนระดับสูง ละเอียดประณีต
หรือเมื่อรู้อารมณ์ใด เช่นลมหายใจหรือนิมิตกสิณ ก็จะยึดอารมณ์นั้นๆว่าเป็นของเรา
มีความรู้สึกอยู่ลึกๆว่านั่นเนื่องด้วยเรา นั่นเป็นสมบัติของเรา

- หากเป็นลักขณูปนิชฌาน จะมีอนัตตสัญญาเป็นฐานตั้งมั่น
คือมีความรู้สึกว่าว่างจากตัวตนโดดเด่นกว่าอารมณ์กระทบแม้ความคิด
ไม่รับรู้ถึงสำนึกแบบสัตว์ มนุษย์ เทวดา หรือกระทั่งพรหม
แต่เป็นสำนึกที่แปลกใหม่อย่างสิ้นเชิง คือจิตเห็นตนเองเป็นเพียงสภาพรู้
และสิ่งถูกรู้ทั้งหลายก็ปรากฏตามจริงว่านั่นแค่ธาตุ นั่นแค่เวทนา นั่นแค่สัญญาและสังขาร
แม้เกิดสภาวะกระทบจิตให้รู้สึกแปลกประหลาดอย่างไร
จิตก็เท่าทันว่านั่นเป็นเพียงสัญญาและสังขาร
ตรงนี้ต้องผ่านการอบรมจิตรู้กายใจโดยความเป็นขันธ์ ๕ อย่างกระจ่างตลอดสาย
มิฉะนั้นสัญญาและสังขารบางอย่างอาจลวงให้หลงยึด
เพราะสภาพแปลกเกินปัญญาจะเท่าทันว่านั่นเป็นสัญญา นั่นเป็นสังขาร
ล่อให้หลงว่านี่คือสภาวะอันพ้นใช่และไม่ใช่
แต่หากกำหนดรู้โดยสักแต่เป็นความหมายรู้หมายจำ ปรุงแต่งจิตให้เป็นไป
กระทั่งเห็นความดับของสัญญาและสังขารนั้นๆ จึงเหลือแต่รู้ล้วนๆ
ซึ่งถ้าปัญญาในทางปริยัติถูกปูพื้นไว้รองรับดีแล้ว
ก็จะเห็นว่านั่นสักแต่เป็นหนึ่งในวิญญาณขันธ์
มีแต่สภาพรู้ และกำลังรู้ลักษณะนามธรรมของความว่างจากตัวตน
หรือรู้ลักษณะนามธรรมของตนเอง
เมื่อเคลื่อนสู่สภาพรู้ชนิดอื่น เช่นเห็นภาพ หรือได้ยินเสียง
ก็เป็นการรู้ที่มีความว่างเป็นฐาน ไม่รู้สึกว่าการเห็นภาพและเสียงคือตน หรือเนื่องด้วยตน

ผลของการมีฌาน

แน่นอนว่าผู้มีฌานย่อมได้เปรียบผู้ไม่มีฌาน
เพราะย่อมพิจารณาธรรมได้นานกว่า ต่อเนื่องกว่า
มีกำลังหนุนให้เกิดธรรมชาติล้างผลาญสังโยชน์ได้มากกว่า
แต่ก็ไม่ใช่ข้อบังคับของธรรมชาติ
ว่าผู้จะถึงมรรคผลต้องผ่านฌานเสียก่อน
เพราะมรรคผลที่ถูกต้องนั้น คลี่คลายมาจากการกำหนดรู้ความเกิดดับอย่างถูกต้อง
หาได้เกิดจากความมีฌาน หรือกระทั่งมีญาณหยั่งรู้เหนือโลกแต่ประการใด

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญกว่าฌานจึงเป็นสัมมาทิฏฐิ
ต้องแน่ใจว่าตั้งความเห็นไว้ให้ถูก ให้ตรงเสียก่อน
ทั้งในแนวทางโดยรวม เช่นรู้ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง จึงไม่ควรยึดมั่นว่าเป็นเรา
และทั้งในแนวทางโดยเจาะจง
เช่นรู้ว่าจะต้องดูความไม่เที่ยงที่กาย เวทนา จิต ธรรมอันกำลังปรากฏตามจริง
ไม่ใช่ไปสร้างเงื่อนไขอะไรขึ้นมาแล้วบอกว่าจะบรรลุธรรมด้วยเงื่อนไขนั้นๆ

ผู้มีสัมมาทิฏฐิอยู่แล้ว จะเข้าฌานได้ลึกแค่ไหนก็ไม่น่าเป็นห่วง
เพราะแน่ใจได้ว่าจิตจะฝักใฝ่มารู้ มาดูกายใจโดยความเป็นไตรลักษณ์แน่นอน
แม้เข้าฌานในแบบอารัมมณูปนิชฌานในเบื้องต้น
เมื่อถอนออกมา แล้วยังไม่ได้พิจารณาธรรมทันที
แต่ก็ได้ชื่อว่าสั่งสมกำลังใหญ่ไว้ก่อน ประจุพลังดีๆไว้พร้อมใช้
ระหว่างวันถ้าแค่พิจารณาอะไรเล่นๆว่าผิวหนังเราสะอาดเพราะสบู่
อยู่ๆไปก็สกปรกด้วยคราบไคลเพราะปฏิกูลภายในกายไหลซึมออกมา
จิตที่เกิดความสลดสังเวชนั้นอาจฉุดเอากำลังใหญ่ที่สั่งสมไว้ขึ้นมา
กลายเป็นสภาพตั้งมั่น รู้กายโดยความเป็นปฏิกูลทั้งแท่ง
แล้วเห็นปฏิกูลนั้นกระจายออกโดยความเป็นธาตุ
หยั่งรู้เข้าไปตามจริงในสภาพที่ปรากฏขณะนั้น ที่เป็นก้อนกายเดี๋ยวนั้น
ว่าไม่ใช่ตัวตน เป็นแค่สภาพธรรมชาติหลายๆอย่างมาประชุมประกอบกันอยู่
ไม่เกิดความมั่นหมายว่าเป็นก้อนอัตตา ไม่มีที่ตั้งของความรู้สึกในตัวตน
อันนั้นเองจัดเป็นลักขณูปนิชฌานขึ้นมา
มีองค์ฌานคือวิตก วิจาร ปีติ สุขปรากฏพร้อม
โดยไม่ได้รู้เพียงอารมณ์เดียวเหมือนอย่างอารัมมณูปนิชฌาน

และผู้มีสัมมาทิฏฐิเป็นอย่างดี ถึงแม้ยังไม่ใช่อริยเจ้า ถึงแม้ไม่เคยถึงปฐมฌาน
แต่เมื่อพิจารณาธรรมอยู่เสมอๆไม่ขาดสาย เห็นอะไรเป็นธรรมะแสดงอนิจจังไปหมด
ทั้งในระดับคิดๆ และในระดับกำหนดสติเป็นสมาธิชั่วคราว
ก็อาจเป็นตัวก่อกำลังให้ครบ ๕ ประการ
คือศรัทธาที่จะหันมา วิริยะที่จะประคอง สติที่จะระลึกได้ สมาธิที่จะตั้งมั่นเป็นหนึ่ง
และสำคัญสูงสุดคือปัญญาที่จะเห็นความเกิดดับตามจริงของทุกสภาวะทั้งนอกและใน
ถึงขีดสุดของพละ ๕ เมื่อไหร่ ลักขณูปนิชฌานก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน
คือสำนึกจะตั้งต้นที่ความรู้สึกว่างจากตัวตน
และมีความคงเส้นคงวาเหมือนค้ำด้วยพลังเหลือเฟือ
ไม่มีความเพ่ง ไม่มีความบีบรัดคับแคบ จิตมีความเป็นใหญ่แบบฌาน
ข้อเสียของผู้ภาวนาประเภทไม่มีอารัมมณูปนิชฌานรองรับ
ก็คือจิตจะพลัดตกจากสภาพเอกัคคตาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
แล้วจะเกิดภาวะเห็นขันธ์ ๕ ชัดครบตลอดสายอีกเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบเหมือนกัน
แบบนานทีปีหน นอกนั้นปกติจะเริ่มรู้สึกตั้งต้นกันด้วยอัตตา ความนึกคิดเดิมๆ
ต้องเพียรรู้กระทบ รู้ผัสสะ สังเกตปฏิกิริยาของจิตนานเป็นพักใหญ่
กว่าจิตจะเสถียรพอจะรู้อารมณ์โดยความไม่เที่ยง หรือไม่ใช่ตัวตน

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 30 พ.ย. 2545 / 10:05:18 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.129 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (นามธรรม)

สาธุ ๆ ๆ

 จากคุณ : นามธรรม [ 30 พ.ย. 2545 / 11:00:12 น. ]
     [ IP Address : 203.149.57.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (มีนาคม)

คุณดังตฤณ    อธิบายได้ดีมากครับ
อารัมมณูปนิชฌาน     จิตแน่วแน่อยู่ในอารมณ์เดียวไม่มีความคิดปรุงแต่ง
ผู้ที่เข้าถึงระดับนี้ถ้าไม่มีปัญญาพิจารณาลงสู่ไตรลักษณ์มักจะหลงติด
ไม่อยากออกมาสู่อารมณ์ภายนอกเพราะมันเป็นทุกข์   ต้องการเพียงความสงบ
ที่ปราศจากความคิดใดๆ   อย่างเช่นพวกฤาษี   พวกชอบความสงบจึงหลบกิเลส
มันไม่ใช่นักรบกิเลส  แต่เป็นเพียงนักหลบ  อาศัยกำลังฌานที่ว่านี้ข่มกิเลสเอาไว้
อุปมาเหมือนเหมือนเอาก้อนหินทับหญ้าเท่านั้น  เมื่อเอาหินออกหญ้าก็เกิดขึ้น
เมื่อออกจากฌานกิเลสก็เล่นงานเหมือนเดิมจิตรุ่มร้อนมากสุดท้ายก็เข้าไปหลบ
อยู่ที่เดิม  นั่นวัฏจักรของมัน    ถ้าจะออกจากสภาวะนี้ได้จะต้องพิจารณารูปขันธ์
นามขันธ์ให้รู้ตามเป็นจริงจึงจะเป็นสัมมาทิฏฐิได้      ฌานที่ว่านี้มันมีทั้งผลดี
และผลเสียของมัน     สำหรับผู้มีสัมมาทิฏฐิก็จะได้รับประโยชน์   ถ้ามีมิจฉาทิฏฐิ
ก็หลงติดอยู่อย่างนั้นเสียเวลาเปล่า    สำหรับผู้ปฏิบัตใหม่ปัญญายังอ่อน
ผมไม่เห็นด้วยที่จะเดินทางนี้    ผมขอปฏิเสธว่าเป็นฌานที่นอกพุทธศาสนาฌานฤาษีไม่ใช่ฌานอริยะ   ในความคิดเห็นส่วนตัวผมมีความเห็นอย่างนี้ครับ
           ลักขณูปนิชฌาน       ผมมีความเห็นว่าเป็นฌานในพุทธศาสนา
เพราะประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ    และสามารถใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับ
ชาวโลกได้อย่างปกติ   และไม่มีความทุกข์    จิตอยู่ในความสงบทุกขณะ
นั่งนอนยืนเดิน    แม้แต่ทำการงานหาเลี้ยงชีพในทางที่ชอบ   ไม่ต้องนั่ง
สมาธิ  ไม่ต้องเดินจงกลม  จิตก็สงบๆทุกเวลาแม้แต่เวลาคิดๆมากเท่าไรก็ไม่มีทุกข์ถ้าคิดให้เป็นสัมมาทิฏฐิ       ด้วยเหตุนี้ผมจึงสรรญเสริญ  ลักขณูปนิชฌาน   ว่า
มีประโยชน์อย่างยิ่ง   ในการเกื้อหนุนปัญญาพิจารณา ขันธ์ห้าเพื่อรู้ตามเป็นจริง
เพื่อละอุปาทานขันธ์เพื่อความพ้นทุกข์
     ผู้ใดมีความเห็นแตกต่างจากนี้ก็แย้งได้ครับ ผมแสดงความคิดเห็นจากประสบการณ์ที่เคยปฏิบัตมาด้วยตนเอง    เท่านั้นครับ     

 จากคุณ : มีนาคม [ 30 พ.ย. 2545 / 12:02:11 น. ]
     [ IP Address : 68.42.154.50 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (ปิติ)

อนุโมทนาในความเห็นของพี่ดังตฤณ ที่ได้เพียรพยายามเขียนออกมาจากความรู้ จากประสบการณ์ครับ 
และคุณมีนาคมด้วยครับ
"ผมขอปฏิเสธว่าเป็นฌานที่นอกพุทธศาสนาฌานฤาษีไม่ใช่ฌานอริยะ"  ตรงนี้เห็นด้วยครับว่าไม่ใช่ฌานของพระอริยะ แต่ขอแสดงความคิดเห็นว่า ผู้ที่เริ่มใหม่ที่มีใจใฝ่ที่จะหลุดพ้นจากทุกข์ จากกิเลสทั้งปวง จากสังขารทั้งปวง การฝึกเริ่มแรกในฌานแบบนี้โดยมีสัมมาทิฏฐิอยู่แบบนี้ด้วย ก็สามารถทำได้ตามแต่อุปนิสัย วาสนาบารมี 
           ขอแสดงความเห็นเพิ่มเติมนะครับว่า ลักขณูปนิชฌาน    เป็นฌานที่ส่งไปเพื่อหลุดพ้น เพื่อสละ เพื่อปล่อยวางเป็นสิ่งที่ควรทำในทุกอิริยาบท เพื่อความสมบูรณ์ของฌานในทุกๆอิริยาบท เพื่อความเต็มรอบ ความไม่กลับมาอีกนั่นเป็นสิ่งที่ควรประพฤติอย่างยิ่ง
           

 จากคุณ : ปิติ [ 30 พ.ย. 2545 / 12:48:11 น. ]
     [ IP Address : 202.44.230.137 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (ดบัสค่ะ)

ไม่ได้อ่านกระทู้คุณดังตฤณมานานและ ดีใจจัง

 จากคุณ : ดบัสค่ะ [ 30 พ.ย. 2545 / 23:10:51 น. ]
     [ IP Address : 203.107.141.21 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (pat)

>ข้อเสียของผู้ภาวนาประเภทไม่มีอารัมมณูปนิชฌานรองรับ
ก็คือจิตจะพลัดตกจากสภาพเอกัคคตาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
แล้วจะเกิดภาวะเห็นขันธ์ ๕ ชัดครบตลอดสายอีกเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบเหมือนกัน

แสดงว่า การนั่งสมาธิ เดินจงกรม ก็จำเป็นที่จะต้องทำให้มากอยู่ดี
(ค่อนข้างจะติดตรงนี้ล่ะค่ะ นั่งสมาธิยังพอจะบังคับตัวเองได้ แต่เดินจงกรมนี่ต้องอาศัยหมู่พวกจริงๆ)

 จากคุณ : pat [ 1 ธ.ค. 2545 / 23:11:00 น. ]
     [ IP Address : 202.183.176.135 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (ศิษย์พระป่า)

การเดินจงกรมควรฝึกเดินคนเดียว   ถ้ายังเดินกับหมู่พวกก็ยังพะวักพะวนอยู่ร่ำไป
เวลาฝึกทำความเพียรภาวนา  ไม่ว่านั่งสมาธิหรือเดินจงกรม  ต้องแอบหลบทำคนเดียว  อย่าให้ใครเห็นเป็นดีที่สุด

 จากคุณ : ศิษย์พระป่า [ 2 ธ.ค. 2545 / 13:35:42 น. ]
     [ IP Address : 216.218.84.31 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (pat)

คงขึ้นกับจริตนะคะ คุณศิษย์พระป่า
สำหรับตัวเองนี่ ให้หลบมุมแอบเดินคนเดียวแบบเป็นกิจลักษณะนี่ เรียบร้อย
(สะสมกรรมไม่ดีไว้เยอะ)
เคยเดินที่วัดอัมพวัน คนเยอะมาก แทบไม่มีทางให้เดิน แต่ก็เดินกันได้
ก็ปรากฏว่าเดินได้ดี เห็นรายละเอียดหนัง เนื้อ กระดูก
ได้อารมณ์สมถะติดใจนานดี
กระทั่งนั่งรถกลับบ้าน นั่งหลับท่าไหน พลิกยังไง แม่ยังคุยอยู่ทั้งที่เราหลับอย่างไร
รู้หมดเลย แต่ก็แค่นั้นล่ะค่ะ

 จากคุณ : pat [ 3 ธ.ค. 2545 / 09:14:00 น. ]
     [ IP Address : 202.183.176.209 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (ผู้เดินทาง)

            ขออนุโมทนากับคุณดังตฤณด้วยความจริงใจครับ    การยอมรับความแตกต่างของผู้ปฏิบัติท่านอื่น เป็นบันไดขั้นแรกของความสามัคคี สามารถละลายความยึดมั่น ถือมั่น ในตนเอง  ความมีเมตตาที่จะชี้แนะ จะสามารถแก้ใขข้อบกพร่องของผู้อื่น แถมยังไม่เป็นการผลักไสผู้อื่นที่มีความแตกต่างไปจากตน  จนกลายเป็นการแบ่งพวก แบ่งเหล่ากัน    ยินดีด้วยครับ

 จากคุณ : ผู้เดินทาง [ 3 ธ.ค. 2545 / 09:47:25 น. ]
     [ IP Address : 66.27.185.102 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (ศิษย์พระป่า)

คุณแพ๊ท,  อืมม..สงสัยจริตชอบคนละอย่างจริงๆ ...แต่ไม่แน่ว่าฝึกนานๆไปความชอบต่อสภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนไป   คงขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล,  ยังไงก็ได้ ถ้าปรับปรุงคุณภาพของจิตให้ดีขึ้น  ไม่มีปัญหา

 จากคุณ : ศิษย์พระป่า [ 3 ธ.ค. 2545 / 13:41:27 น. ]
     [ IP Address : 216.218.83.89 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (pat)

^_^ ตอนนี้พอจะเริ่มเข้าใจแล้วค่ะคุณศิษย์พระป่า
เมื่อก่อนก็อวดโอหังปรามาสคุณศิษย์พระป่า (นิสัยไม่ดี ปรามาสไปทั่ว)
ขอขมาด้วยนะคะ _/|\_
ความรังเกียจตัวเองน่ะค่ะ ไม่ยอมรับความชั่วร้ายของตัวเอง ความชั่วร้ายเลยครอบงำจิตโดยที่มองไม่เห็น
ถ้าวิบากไม่ดีเจือจางลง ก็คงได้เปลี่ยนแปลงไปตามวิถี อย่างคุณศิษย์พระป่าว่า

 จากคุณ : pat [ 3 ธ.ค. 2545 / 15:23:08 น. ]
     [ IP Address : 202.183.176.228 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (ศิษย์พระป่า)

ไม่เป็นไร, สำนวนกำลังภายในว่า "ไม่ต่อยตีกันก็ไม่รู้จักกัน" , ประลองชั้นเชิงฝีมือพละกำลังกันบ้างก็สนุกดี  จะได้มีโอกาสปรับปรุงความรู้ของตัวเองไงละ  ใครพลาดท่าเสียคะแนนแต่ละทีก็ต้องไปฝึกกันใหม่  หรือไปค้นตำราคัมภีร์กันให้กระจุยไปเลย   ล้วนแต่พัฒนาประสิทธิภาพกำลังฝีไม้ลายมือทั้งนั้น(ธรรมะ)

 จากคุณ : ศิษย์พระป่า [ 3 ธ.ค. 2545 / 15:53:41 น. ]
     [ IP Address : 216.218.83.89 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (คนไกล)

     เรื่องอารัมมณูปนิชฌาน และ ลักขณูปนิชฌาน  หลวงพ่อพุทธ ธานิโย เทศน์ไว้พอสมควร  ในสมัยก่อนก็มีบันทึกอยู่ในหนังสือเกี่ยวกับพระมาลัยด้วย
     อยากจะติงเรื่อง "ฌานฤาษี" ไว้ ณ ที่นี้ ว่าเป็น ฌานโง่นั้น เราว่าไม่จริงเสมอไป เรายังคงให้เครดิตกับว่าฌานทั้งสองเป็น "ฌานฉลาด" อยู่ เพราะฌานทั้งสองแบบนั้นถ้าทำได้แล้ว ทำให้เรามีความรอบรู้เรื่องต่างๆ  และเป็นเครื่องมือพิสูจน์ธรรมะและลดความลังเลสงสัยได้ดี
     ถ้าว่ากันด้วยอาการที่เป็นขณะที่ทรงฌานนั้นก็อาจจะเป็นอาการอย่างที่คุณดังตฤณกล่าวไว้ แต่ถ้าว่ากันด้วยผลของฌานทั้งสองแบบนั้นมีประโยชน์ทั้งสิ้น
      สิ่งหนึ่งเราต้องเข้าใจเรื่องฤาษีเสียก่อนว่า ฤาษีมี 3 แบบคือในรูปของห่มเหลือง  พวกนุ่งขาวห่มขาว  และพวกมีลูกมีเมีย    ส่วนใหญ่ผู้ที่ปฏิบัติพุทธภูมิ กับปัจเจกภูมิ มักจะทำฌานทั้งสองแบบ แต่ทำลักขณูปนิชฌานเพื่อผ่านภูมิธรรมและทรงไว้ซึ่งอารัมมณูปนิชฌาน (ที่เราเข้าใจกันว่าเป็นฌานฤาษี) เพื่อทรงสภาวะของจิตให้ดำเนินไปตามวิถีการปรารถนาของตนเอง  อย่างผู้ที่เขาปรารถนามาทำบารมีเพื่อไปสำเร็จในกาลศาสนาในอนาคตกับพระพุทธเจ้ายุคต่างๆนั้น  เมื่อมาทำบารมีในศาสนานี้ เขาจะปฏิบัติอย่างไร  ทรงฌานแบบไหน
      ทีนี้ถ้าเรามาทึกทัก อารัมมณูปนิชฌาน ว่าไม่ใช่ฌานในพระพุทธศาสนานั้น คงไม่ถูกต้องนัก เพราะเท่ากับเป็นการปรามาสผู้ที่กำลังทำบารมีพุทธภูมิหรือปัจเจกภูมิ ไปเปล่าๆ  หรือแม้แต่สาวกภูมิมากมายก็ทำอารัมมณูปนิชฌานเพื่อบำเพ็ญบารมีไปจนถึงกาลที่ปรารถนาไปกับผู้ที่จะไปเป็นพระพุทธเจ้าองค์นั้นๆ 

 จากคุณ : คนไกล [ 4 ธ.ค. 2545 / 10:03:29 น. ]
     [ IP Address : 192.168.11.58 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (ผู้เดินทาง)

           ก็แล้วแต่บุคคลจะยึดกันครับ ว่าฌานนี้เป็นฌานในพระพุทธศาสนา  ฌานนั้นเป็นฌานนอกพระพุทธศาสนา  ทั้งสองต่างก็มีประโยชน์มากมายครับ แล้วแต่เจ้าตัวจะใช้ไปในทางไหนมากกว่า  อาจารย์ของผมท่านหนึ่ง ท่านจะทรงแต่อารัมณูปนิชฌานเป็นปกติเสมอ  ท่านเคยบอกว่าจะทำแต่อย่างนี้ อาณาปานสติอย่างเดียว จะไม่ยอมเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่น  เหตุผลของท่านก็คงคล้ายๆกับที่คุณคนไกลได้กล่าวมา  ว่าท่านทำเพื่อสร้างบารมีเพื่อไปสำเร็จในกาลข้างหน้า  ที่คนกล่าวว่าอารัมณูปนิชฌานเป็นฌานนอกพุทธศาสนานั้น  ก็มีส่วนถูก   ฌานนี้เป็นฌานดีกดำบรรพ์  มีมาก่อนพระพุทธศานา  แต่ที่กล่าวว่า ฌานนี้เป็นฌานโง่นั้นไม่สมควรกล่าวเลย     มีบุคคลผู้เดียวเท่านั้นในแต่ละสมัยที่มีสิทธิ์กล่าวว่า  อารัมณูปนิชฌานเป็นฌานโง่ ก็คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์เดียวเท่านั้น  แต่ท่านไม่มีวันกล่าว  มีแต่พุทธศาสนิกรุ่นหลังเท่านั้นที่ชอบแบ่งแยก เป็นฝัก เป็นฝ่าย ดูแคลนคนที่ทำอะไรไม่เหมือนพวกตน  รวมทั้งตัวผมเองในอดีตก็เคยเป็นเช่นนั้น

           ปราศจากพระองค์แล้ว มนุษย์ในโลกนี้จะรู้แต่ อารัมณูปนิชฌานเท่านั้น  ลักขณูปนิชฌานเป็นอย่างไร ไม่มีทางรู้จัก  จริงๆแล้ว อารัมณูปนิชฌาน สามารถต่อยอดเข้า วิปัสนาได้
ลองสังเกตดูในพระสูตรต่างๆ  ที่พระพุทธองค์ทรงเทศน์โปรดนิดเดียว แก้ทิฏฐินิดเดียว  อย่างน้อยท่านเหล่านั้นก็ได้ดวงตาเห็นธรรม  จนถึงอรหัตตมรรค อรหัตตผลกัน  ก่อนที่พระองค์จะเทศน์โปรด  ท่านเหล่านั้นก็เพียรฝึกกันตามทางของตน  มีอารัมณูปนิชฌานเป็นปกติ ตัวอย่าง เช่น ปัญจวัคคี  ชฎิล ๓ พี่น้องและบริวาร ที่เป็นกำลังใหญ่ของพระศาสนาในสมัยนั้น

            อารัมณูปนิชฌานนี้มีประโยชน์มาก  นำมาใช้ในชึวิตประจำวันได้  สามารถละ เลิก ในสิ่งที่เราติดได้   ผมขอเล่าประสบการณ์ส่วนตัวให้ฟังกัน    ผมสูบบุหรี่มาตั้งแต่อายุ 17 ปี สูบมา 32 ปี  ผมสามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องใช้ยา ไม่ต้องใช้กำลังใจคนรอบข้างช่วย ไม่หงุดหงิด  มั่นใจว่าชาตินี้ตัดขาดแน่นอน  ผมรู้ว่าที่ผมทำได้ก็เพราะ ฌานนี้ครับ

 จากคุณ : ผู้เดินทาง [ 4 ธ.ค. 2545 / 12:35:24 น. ]
     [ IP Address : 66.27.185.102 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (คนผ่านมา)

พระพุทธองค์ท่านบอกว่า สมถะเป็นกำลังให้แก่วิปัสสนาอะครับ
อย่าเถียงท่านเลยนะครับ

 จากคุณ : คนผ่านมา [ 10 ธ.ค. 2545 / 05:11:28 น. ]
     [ IP Address : 203.113.35.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (โชติปาละ)

       ในส่วนที่ผมแสดงความคิดเห็นนี้ มีทั้งที่เป็นความคิดเห็นของผมส่วนหนึ่ง แนวปฏิบัติที่ผมปฏิบัติ และพุทธพจน์ที่อัญเชิญมาเพื่ออ้างอิงครับ  ผมจะเขียนแยกให้ทั้งสามส่วนนี้ให้ชัดเจนครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผมทำไปเพื่อประชุมแสดงความเห็นเท่านั้น มิได้มีเจตนาว่า สิ่งใดถูกหรือผิด
        ผมขออัญเชิญพระสูตรก่อน จะยกมาแต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องเท่านั้น มีดังนี้
ในอนุปทสูตร
         พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็น บัณฑิต มีปัญญามาก มีปัญญากว้างขวาง มีปัญญาร่าเริง มีปัญญาว่องไว มีปัญญา
เฉียบแหลม มีปัญญาทำลายกิเลส ดูกรภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเห็นแจ้งธรรมตาม
ลำดับบทได้เพียงกึ่งเดือน ในการเห็นแจ้งธรรมตามลำดับบทของสารีบุตรนั้น เป็น
ดังต่อไปนี้ ฯ
      [๑๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องนี้ สารีบุตรสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวก อยู่ ก็ธรรมในปฐมฌาน คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข จิตเตกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา  เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการ เป็นอันสารีบุตรกำหนดได้ตามลำดับบท เป็นอันสารีบุตรรู้แจ้งแล้ว ทั้งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และถึงความดับ เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ด้วยประการนี้ เป็นอันว่า ธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี ที่มีแล้ว ย่อมเสื่อมไป เธอไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่ พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมนั้นๆ มีใจอันกระทำให้ปราศจาก เขตแดนได้แล้วอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่ และมีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มาก ก็มีอยู่ ฯ
      
       เนื่องจากพระสูตรนี้ยาว ผมเกรงจะเปลื่องเนื้อที่ ดังนั้น ผมขอย่อ

 จากคุณ : โชติปาละ [ 12 ธ.ค. 2545 / 12:36:08 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (โชติปาละ)

      ต้องขอโทษครับ กดผิดไป ก็เลยโพสท์เข้าไปเลย ขอย่อต่อเลยครับ
     ข้อความในส่วนถัดมาก็จะคล้ายกัน เพียงแต่เปลี่ยนจากปฐมฌาน เป็นทุติยฌาน และละในสิ่งที่หลายท่านเข้าใจแล้ว ข้อถัดไป ก็เปลี่ยนจากทุติยฌาน เป็นตติยฌาน ไปเช่นนี้เลย จนเป็น
[๑๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก สารีบุตรล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ เพราะเห็นด้วยปัญญา อาสวะของเธอจึงเป็นอันสิ้นไป เธอย่อมมีสติออกจากสมาบัตินั้น ครั้น
แล้วย่อมพิจารณาเห็นธรรมที่ล่วงแล้ว ดับแล้ว แปรปรวนไปแล้วว่า ด้วยประการ
นี้ เป็นอันว่า ธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี ที่มีแล้ว ย่อมเสื่อมไป เธอไม่ยินดี  ไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมนั้นๆ  มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่ และมีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มากก็มีอยู่ ฯ

                    พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 12
                          อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ พาลวรรค
[๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างเป็นไปในส่วนแห่งวิชชา  ธรรม ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑
              ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมถะ ที่ภิกษุเจริญแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมจิต จิตที่อบรมแล้ว  ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมละราคะได้ วิปัสสนาที่อบรมแล้วย่อมเสวย  ประโยชน์อะไร ย่อมอบรมปัญญา ปัญญาที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร  ย่อมละอวิชชาได้ ฯ
      [๒๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่เศร้าหมองด้วยราคะ ย่อมไม่หลุดพ้น
หรือปัญญาที่เศร้าหมองด้วยอวิชชา ย่อมไม่เจริญด้วยประการฉะนี้แล ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย เพราะสำรอกราคะได้ จึงชื่อว่าเจโตวิมุติ เพราะสำรอกอวิชชาได้  จึงชื่อว่าปัญญาวิมุติ ฯ

                   พระไตรปิฎกเล่มที่ 21 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 13
                    อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต จตุตถปัณณาสก์ ปฏิปทาวรรค
      [๑๗๐] สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้เมือง-
โกสัมพี ณ ที่นั้นแล ท่านพระอานนท์เรียกภิกษุทั้งหลายว่า อาวุโสภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระอานนท์แล้ว ท่านพระอานนท์ได้กล่าวว่า ดูกรอาวุโส
ทั้งหลาย บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม ย่อมพยากรณ์การบรรลุ
อรหัตในสำนักของเราด้วยมรรค ๔ โดยประการทั้งปวง หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง
ในบรรดามรรค ๔ ประการนี้ มรรค ๔ เป็นไฉน
       ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า เมื่อเธอเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า  มรรคย่อมเกิด เธอย่อมเสพ ย่อมเจริญ ย่อมกระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเธอเสพ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้ อนุสัยย่อมสิ้นสุด ฯ
      อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า เมื่อเธอเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า มรรคย่อมเกิด เธอย่อมเสพ ย่อมเจริญย่อมกระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเธอเสพ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้ อนุสัยย่อมสิ้นสุด ฯ
      อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป เมื่อเธอ
เจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป มรรคย่อมเกิด เธอย่อมเสพ เจริญ กระทำ
ให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเธอเสพ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้ อนุสัยย่อมสิ้นสุด ฯ
      อีกประการหนึ่ง ใจของภิกษุปราศจากอุทธัจจะในธรรม สมัยนั้น จิตนั้น
ย่อมตั้งมั่น สงบ ณ ภายใน เป็นจิตเกิดดวงเดียว ตั้งมั่นอยู่ มรรคย่อมเกิดขึ้นแก่เธอ
เธอย่อมเสพ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเธอเสพ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้ อนุสัยย่อมสิ้นสุด
        ดูกรอาวุโสทั้งหลาย บุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม ย่อมพยากรณ์การบรรลุอรหัตในสำนักของเรา ด้วยมรรค ๔ ประการนี้ โดยประการทั้งปวง หรืออย่างใด อย่างหนึ่ง บรรดามรรค ๔ ประการนี้ ฯ
----------------------------------------------------------------------------------------
   ในส่วนที่ผมปฏิบัติมานั้น
         ผมใช้การตามดูลมหายไม่ใช่การเพ่งหรือจับยึดลมหายใจ แต่เมื่อหายใจเข้า ก็รู้ เมื่อหายใจออกก็รู้ เข้ายาวก็รู้ ออกยาวก็รู้  ในบางครั้งมันก็รับรู้เพียงลมหายใจอย่างเดียว มันรู้สึกถึงอะไรเลย รู้อยู่แค่นั้น
        แต่บางครั้งมันก็รู้ในธรรมที่เกิดขึ้นในระหว่างลมหายใจเข้าหรือออกก็มี จะรู้ธรรมบางอย่างมันเกิดขึ้น แล้วดับไป ช่วงนี้นะผมไม่ยินเสียงตั้งนานแล้ว ความรู้สึกเย็นร้อนของอากาศ อ่อนหรือแข็งของที่นั่งนั้น ผมไม่รู้สึกแล้ว
------------------------------------------------------------------------------
ในส่วนความคิดเห็น
       ที่ผมสังเกตดู ถ้าเป็นแบบแรกที่เข้าไปนิ่งนั้น ผมมีเพียงสติตามลม ไม่มีความรู้ทั่วในลมนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างไร ถ้าปฏิบัติแบบนี้นั้น ผมจะไม่ได้ยินเสียง หรือรู้สึกทางกายภายในเวลาอันรวดเร็ว ใช้เวลาน้อยกว่าแบบที่สอง แต่ผมคิดว่า ผมใช้เพียงสติ กับความเพียรเท่านั้น ส่วนสัมปชัญะนั้น ยังไม่เกิดกับผม
     แบบที่สองนั้น ผมจะตามรู้สึกลมที่ปลายจมูก รู้การกระทบ การเคลื่อนของมันเป็นอย่างไร เข้าหรือออก สักแต่ว่ารู้ลมนั้น ระลึกลมนั้นไม่ใช่ตัวไม่ใช่เป็นตนเลย เสียงนั้นช่วงแรกได้ยิน แต่ไม่รู้ใจความ จนผ่านไปช่วงหนึ่ง เสียงก็ไม่ได้ยิน ความรู้สึกเย็นร้อน อ่อนหรือแข็ง ก็ไม่รู้สึกแล้ว แต่มีความรับรู้ธรรมที่เกิดขึ้น รู้การเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป ด้วยเพราะผมมีสติ มีความเพียร และสัมปชัญญะด้วย แต่แบบนี้ใช้เวลานานกว่าจะถึงสภาพที่ไม่ได้ยินเสียง
             ถ้าวันไหนจิตฟุ้งซ่านได้ง่ายแล้ว มันจะฟุ้งไปตามลมที่กระทบ ฟุ้งไปตามการเคลื่อนของลมบ้าง ก็ยิ่งใช้เวลานานขึ้นไปอีก แบบที่สองนี้ทำได้ยากกว่า แต่ผมคิดว่า สำหรับผมแล้ว มีประโยชน์กว่า ดังนั้นทุกครั้ง จะทำแบบที่สองนี้
      ตอนแรกผมก็สงสัย จึงค้นหาพระไตรปิฏกจึงได้พบพระสูตรที่ยกมานี้ครับ  ผมจำได้ว่า มีพระสูตรหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า พระสารีบุตรนั้นเป็นทั้งเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติจึงใช้เวลากึ่งเดือน แต่พระโมคัลลานะนั้นเป็นเจโตวิมุติจึงใช้เวลาน้อยกว่าแค่ ๗ วัน และผมก็พึ่งทราบว่ามี อารัมมณูปนิชฌาน และ ลักขณูปนิชฌานที่ท่านดังตฤณยกมาแสดงด้วย
      
        มีส่วนใดที่แสดงแล้วผิดพลาด ก็ชี้แนะบอกได้ครับ ยินดีรับฟัง
        ขอให้เจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้น

 จากคุณ : โชติปาละ [ 12 ธ.ค. 2545 / 13:35:59 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (ชื่อคนหลายชื่อ.)

สาธุและอนุโมทนาคุณโชติปาละครับ  เข้ามาแสดงความยินดีด้วยเพราะตัวกระผมกำลังศึกษาและปฏิบัติตามพระสูตรนี้อย่างทุ่มเทเหมือนกันกับท่านครับ  มีรายละเอียดแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันเพื่อกัลยาณมิตร หากสนใจนะครับ
  ไม่รู้จะเสวนาสื่อสารกันให้ได้ความอย่างไรเพราะกำลังจะหยุดเข้ามาเสวนาในลานธรรมสักพัก ไม่ทราบว่าจะรังเกียจเสวนากันทางสื่ออื่นไหมครับ?

 จากคุณ : ชื่อคนหลายชื่อ. [ 12 ธ.ค. 2545 / 17:52:54 น. ]
     [ IP Address : 203.113.51.68 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (ดังตฤณ)

รู้สึกถูกอัธยาศัยกับคุณโชติปาละเป็นอย่างยิ่งเลยครับ
ขอให้เป็นกัลยาณมิตรกันนานๆนะครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 12 ธ.ค. 2545 / 21:27:35 น. ]
     [ IP Address : 202.133.160.190 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (โชติปาละ)

เรียนคุณชื่อคนหลายชื่อ
          ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมจะไม่ค่อยบอกอีเมล์ส่วนตัว เพราะว่า ผมรู้สึกอยากอยู่อย่างสงบครับ แต่ตอนนี้ ผมเข้าใจธรรมมาขึ้นแล้วครับ ไม่ว่าเราจะหนีไปอย่างไร ถ้าใจเราไม่สงบเอง ที่ไหนมันก็ไม่สงบ ดังนั้นผมยินดีที่จะเสวนากับคุณชื่อคนหลายคนเพื่อเป็นกัลยาณมิตรกันครับ  ติดต่ออีเมล์ของผมที่ prejia@thaimail.com ครับ

เรียนท่านดังตฤน
       ผมตอบจากความรู้สึกจริง ๆ เลยครับ ว่า ผมเองรู้สึกถูกอัธยาศัยกับท่านดังตฤนเหมือนกัน ทึ่งในความสามารถเข้าใจธรรม ปฏิบัติธรรม และกล่าวแสดงธรรมได้ดี เข้าใจง่าย เป็นประโยชน์แก่คนที่เสวนาด้วยมาก หวังว่า ถ้าโอกาสอำนวย ผมคงมีโอกาสได้พบท่าน
         ผมคงจะเสวนาในลานธรรมนี้ไปอีกจนกว่าจะถึงเวลาที่ผมได้บวชละครับ ในลานธรรมนี้มีความคิดเห็นที่หลากหลายทำให้ผมพิจารณาธรรมในบางแง่ที่ผมเองก็ยังนึกไม่ถึง ถ้าพิจารณาให้ดี เราก็จะได้ประโยชน์จากความคิดเห็นเหล่านี้ได้

 จากคุณ : โชติปาละ [ 12 ธ.ค. 2545 / 22:21:48 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (mayrin)

ไม่ทราบว่าคุณโชติปาละ ได้รับ mail ของเมบ้างหรือเปล่าค่ะ ถ้าสิ่งใดเป็นการรบกวน เมขออภัยด้วยนะคะ

 จากคุณ : mayrin [ 13 ธ.ค. 2545 / 09:03:16 น. ]
     [ IP Address : 210.203.176.146 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (โชติปาละ)

      ขออนุญาตท่านดังตฤนเพื่อตอบคุณเมรินด้วยนะครับ
      ได้รับแล้วครับ ผมไม่รู้สึกว่ามีสิ่งใดรบกวนเลย ผมตอบอีเมล์คุณเมรินไปแล้ว หลังจากได้รับอีเมล์ของคุณเมรินประมาณวันหรือสองวันมั้งครับ ผมสงสัยว่า คุณเมรินได้รับอีเมล์ของผมหรือยัง ถ้ายังผมก็จะส่งตอบกลับไปใหม่ครับ
          แต่ถ้าได้รับแล้ว  ปรากฏการณ์ธรรมชาติบางอย่างที่ผมไม่รู้จริง ผมก็ตอบว่า ไม่รู้ ถึงแม้นว่าผมจะมีความคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งนี้ก็ตาม แต่ยังไม่มีการพิสูจน์ ผมก็ตอบว่า ผมไม่รู้ครับ ผมอาจใช้สำนวนที่ทำให้คุณเมรินคิดว่า เป็นการรบกวนก็เป็นได้ ดังนั้น ผมขออภัยในการกระทำที่ไม่ตั้งใจนี้ แต่ที่จริงแล้ว ผมไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นเลย
       ผมยินดีที่จะเสวนากับคุณเมรินและถ้าโอกาสอำนวย ก็ยินดีที่จะชวนทั้งคุณเมรินและคุณพบบุญไปปฏิบัติธรรมในสถานที่วิเวกที่สะดวกแก่ผู้หญิงและไม่เป็นการรบกวนพระด้วยครับ ผมจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าครับ จะได้เตรียมตัวและลางานล่วงหน้า ไม่ต้องเป็นห่วงครับ

 จากคุณ : โชติปาละ [ 13 ธ.ค. 2545 / 09:49:32 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.12 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (mayrin)

         สงกะสัยว่า mail ของเมจะมีปัญหาอะไร อะปล่าว ? หรือว่า ฉบับนั้น เมได้รับตอบแล้วด้วยความขอบคุณยิ่ง แต่เมส่งไปเรียนถามเรื่องของวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ ว่าคุณโชติปาละ ไปช่วยงานที่วัดเหมือนเดิม หรือเปล่าน่ะคะ คือว่าเมอยากจะไปทำบุญ และกราบพระ  แต่เกรงว่าหลวงพ่อ หลวงพี่ จะมิมีท่านใดอยู่เลย  ก็เลยต้องรีบสอบถามก่อน

         ส่งไปตั้งแต่เมื่อ ๒ - ๓ ก่อน คิดว่า คุณโชติปาละคงจะไม่ได้รับน่ะค่ะ แต่ไม่เป็นไร ถ้ามีโอกาสจะไป ขอเรียนถามเรื่องการปฏิบัติ ขอบคุณมากนะคะ

       แหะ ๆ  ขออภัยที่ทวงออกอากาศ : )

 จากคุณ : mayrin [ 13 ธ.ค. 2545 / 10:12:25 น. ]
     [ IP Address : 210.203.183.44 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (ดังตฤณ)

เมื่อคืนผมส่งเมลถึงคุณโชติปาละที่ prejia@thaimail.com ด้วยนะครับ

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 13 ธ.ค. 2545 / 11:02:41 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.24 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (เพื่อนธรรมในกระดาน)

ขอแจมด้วยนะครับ
ยินดี และเห็นด้วยกับหลายๆ ท่าน ที่เกี่ยวกับคุณโชติปาละเป็นอย่างยิ่ง ยังจำได้ถึงแรกๆ ที่ผมเข้าลานธรรมฯ นี้มาและเริ่มๆ ปฏิบัติสัก เมื่อ ๔-๕ เดือนก่อน … รู้สึกถูกชะตาแห่งความเป็นกัลยาณมิตรของคุณโชติปาละเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งโดยส่วนตัวรู้สึกว่า น่าจะแนะนำธรรมให้กับผมได้อย่างไม่ซับซ้อน จนผมตามไม่ทัน รู้สึกว่าจะเคยขอ E-mail Address เพื่อพูดคุยเป็นการส่วนตัว แต่ก็ได้รับคำตอบ เหมือนที่คุณโชติปาละบอกไว้
        มาถึง ณ ปัจจุบันนี้ ขออนุโมทนาด้วยความจริงใจ และเข้าใจดีแล้ว ทั้งก่อนหน้านั้น และ ณ ตอนนี้

 จากคุณ : เพื่อนธรรมในกระดาน [ 13 ธ.ค. 2545 / 11:49:07 น. ]
     [ IP Address : 203.145.2.82 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (พบบุญ)

_/|\_
ขอบพระคุณ คุณ โชติปาละ เป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ  : )
 

 จากคุณ : พบบุญ [ 13 ธ.ค. 2545 / 12:52:53 น. ]
     [ IP Address : 10.50.0.32 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (โชติปาละ)

        ผมรู้สึกเกรงใจท่านดังตฤณเจ้าของกระทู้นี้มาก ช่วงหลังของกระทู้กลับกลายเป็นเรื่องของ ซึ่งไม่เกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของท่านในกระทู้นี้ ต้องขออภัยอย่างยิ่งครับ ผมจะขออนุญาตตอบเรื่องอีเมล์ของในกระทู้นี้เป็นครั้งสุดท้าย ท่านใดที่ต้องการติดต่อผม แจ้งไปที่อีเมล์ผมจะดูงามกว่านะครับ เพื่อไม่เป็นการรบกวนท่านอื่น

ตอบคุณเมริน ความเห็นที่ ๒๒
     ผมซิครับต้องขอโทษคุณเมริน ที่ไม่ได้เช็คเมล์ใน thaimail.comก่อน ด้วยความเคยตัวครับ เพราะช่วงหลังไปเช็คแล้วไม่มีอีเมล์ใหม่เข้า จึงนาน ๆ เช็คที่หนึ่ง การท้วงการอากาศของคุณเมรินทำให้เกิดประโยชน์กับผมมากกว่า
     อีเมล์ของคุณเมรินที่ถามเรื่องวันอาทิตย์ ผมได้เช็คหลังจากตอบความเห็นที่ ๒๑ แต่ผมตอบคุณเมรินไปแล้วภายในวัน ๑๓ ธันวาคม เวลาน่าจะประมาณ๑๒.๐๐ ได้มั้งครับ คุณเมรินลองเช็คอีเมล์อีกที ถ้าไม่ได้รับ แจ้งไปที่อีเมล์ผมอีกก็ได้
    อีเมล์ของคุณเมรินส่งมาผมได้รับทั้งสองฉบับ ดังนั้นการส่งอีเมล์ของคุณเมรินไม่น่ามีปัญหา
       ผมยินดีเสวนาธรรมกับคุณเมริน ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นคิดกัน

ตอบท่านดังตฤณ
       ผมขออนุญาตเรียกคุณศรันย์ว่า ท่านดังตฤณ นะครับ เพราะท่านดังตฤณสมควรที่จะถูกเรียก เช่นนี้จริง ๆ
      ผมได้รับอีเมล์ของท่านดังตฤณแล้ว วันนั้นมีอีเมล์เข้ามาหาผม ๓ ฉบับ แต่ผมเลือกที่จะเปิดอ่าน และตอบของท่านดังตฤณก่อน
       ผมรู้สึกยินดีอย่างมากที่มีท่านดังตฤณเป็นกัลยาณมิตร

ตอบคุณเพื่อนธรรมในกระดาน
       ผมก็รู้สึกถูกชะตากับคุณเพื่อนคนแรกของผมในลานธรรมนี้จริง ๆ ผมคิดเสมอว่า ผมกับคุณเพื่อนธรรมในกระดานนี้เป็นเพื่อนกัน ( ถ้าอายุมากกว่าผมต้องขออภัยด้วย ) ผมแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ก็เพื่อให้ผู้อื่นพิจารณามากกว่า สิ่งใดที่ผมกล่าวไป ควรพิจารณาก่อน ถ้าคิดว่าดีมีประโยชน์ ก็ลองทดลองทำดู อย่าพึ่งเชื่อ ทำมันให้เห็นผลก่อน ถ้าคิดว่าไม่ดี ไม่มีประโยชน์ ก็ปล่อยวางมันตรงที่อ่านแหละ
       ถ้าคุณเพื่อนธรรมในกระดานต้องการคุยกับผมเป็นการส่วนตัว ส่งอีเมล์มาได้เลยครับ (คงทราบอีเมล์ผมแล้ว)

ตอบคุณพบบุญ
        ถ้ามีโอกาส ผมยินดีที่ได้ชวนไปครับ ผมรู้สึกว่า คุณพบบุญเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรมจริง ๆ ไม่ใช่แค่ประกาศตนให้ผู้อื่นทราบ ผมรู้สึกเช่นนี้จริง ๆ นะครับ
        --------------------------------------------------------------------------------
     
        ต่อไปท่านใดที่ต้องการจะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผม กรุณาส่งไปที่อีเมล์ของผมจะดีกว่า ให้เนื้อที่ในกระทู้นี้เป็นไปตามจุดประสงค์ของท่านดังตฤณที่ดีงามอยู่แล้วจะดีกว่า
        ขออภัยท่านอื่นที่เข้าอ่านกระทู้นี้ในการกระทำอันไม่ตั้งใจของผมครั้งนี้ด้วย
       ขอให้เจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไปทุกท่าน
    

 จากคุณ : โชติปาละ [ 14 ธ.ค. 2545 / 11:49:50 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (ปางบุญ)

ค่ะผู้ปฏิบัติธรรมที่ถูกทาง
จิตย่อมเปลี่ยนไป
พรุ่งนี้จะต่างจากวันนี้ค่ะ และวันนี้ ก็ไม่เหมือนเมื่อวาน
ขออนุโมทนาในจิตที่ก้าวหน้าของคุณโชติปาละ

เอาให้ได้ ไปให้ถึงนะคะ
ผู้ชาย โดยความจริงมีบุญมากกว่าผู้หญิงมากนัก

 จากคุณ : ปางบุญ [ 16 ธ.ค. 2545 / 12:19:50 น. ]
     [ IP Address : 203.155.14.3 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (เพื่อนธรรมในกระดาน)

สาธุ..ครับ คุณปางบุญ ^_^ (ขอแจม อีกแล้ว)
แต่ ผู้หญิง อย่างคุณปางบุญ ดีกว่า ผู้ชาย อย่างผม มากแล้ว จริงๆ
ขออนุโมทนา นะครับ ด้วยความจริงใจ

 จากคุณ : เพื่อนธรรมในกระดาน [ 16 ธ.ค. 2545 / 13:04:58 น. ]
     [ IP Address : 203.145.2.82 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!