สมถะกับวิปัสสนา
 เนื้อความ :

ขอเรียนถามถึงความแตกต่างระหว่างสมถะกับวิปัสสนาค่ะ   การฝึกอาณาปานสติ การเจริญสติปัฏฐานสี่เป็นสมถะหรือวิปัสสนาคะ ?  การเจริญสติแนวปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อเทียนเป็นสมถะหรือวิปัสสนาคะ ?  กรรมฐานของทั้งสองอย่าง (สมถะกับวิปัสสนา) จะบรรลุฌาน อภิญญา มรรค ผล นิพพาน ต่างกัน หรือไม่คะ

ขอบพระคุณค่ะ

 จากคุณ : Bo [ 13 ธ.ค. 2545 / 03:27:32 น. ]
     [ IP Address : 128.252.237.20 ]

 ความคิดเห็นที่ 2 : (pv-paste)

001347 ภูมิของวิปัสสนา : หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี พีทีคุง [ 12 ก.ค. 2543 / 02:58:45 น. ] (10)
http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/001347.htm

 จากคุณ : pv-paste [ 13 ธ.ค. 2545 / 05:38:20 น. ]
     [ IP Address : 203.146.35.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (pv)

Satipatthana Vipassana
Insight through Mindfulness
by
The Venerable Mahasi Sayadaw

Buddhist Publication Society

http://www.accesstoinsight.org/lib/bps/wheels/wheel370.html

 จากคุณ : pv [ 13 ธ.ค. 2545 / 05:41:39 น. ]
     [ IP Address : 203.146.35.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (คนที่ยังไม่ตื่น)

รู้ปัจจุบันธรรมด้วยใจเป็นกลาง เป็นวิปัสสนา
จิตจดจ่ออยู่ที่อารมณ์อันเดียวต่อเนื่อง เป็นสมถะ

 จากคุณ : คนที่ยังไม่ตื่น [ 13 ธ.ค. 2545 / 06:19:22 น. ]
     [ IP Address : 203.173.165.56 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (ต่องแต่ง)

คุณ pv-paste น่าจะละเมิดความตั้งใจของคุณ "สันตินันท์" ที่ไม่ให้ทำการคัดลอกข้อความมาแปะไว้ใน webboard อื่นๆ (แต่ไม่ได้ห้ามนำ link มาแปะไว้) ดังนั้นจึงใคร่ขอให้ระมัดระวังเรื่องนี้ให้มากนะครับ

 จากคุณ : ต่องแต่ง [ 13 ธ.ค. 2545 / 09:10:12 น. ]
     [ IP Address : 172.16.5.38 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (จันทรังสี)

สติปัฏฐาน เป็นวิปัสสนา ครับ
ส่วนอานาปานสติ ถ้าอ่านจากพระสูตรเกี่ยวกับอานาปานสติที่พระพุทธเจ้าสอน ก็เป็นวิปัสสนาตามนัยแห่งมหาสติปัฏฐานได้เช่นเดียวกัน(เช่นเดียวกันกับกายคตาสติจากกายคตาสติสูตร ก็เป็นวิปัสสนา) แต่หากอ่านจากวิสุทธิมรรคก็จะพบว่าวิสุทธิมรรคเอาอานาปานสติกับกายคตาสติไปเป็นสมถะครับ

ส่วนการแยกว่าสิ่งใดเป็นสมถะสิ่งใดเป็นวิปัสสนานั้น แยกได้จากจิตของเราเอง กล่าวคือ
- ในขณะใด จิตผู้รู้จมไปอยู่กับสิ่งที่ถูกรู้ เช่น ยกมือแล้วจิตกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับมือ ,กำหนดลมแล้วจิตเคลิ้มไปกับลม ,บริกรรมแล้วจิตเพลินกับคำบริกรรม อันนั้นเป็นสมถะ
- ในขณะใด จิตผู้รู้มีอาการ"รู้ชัด"ในสิ่งที่รู้ เช่น ยกมือแล้วมีผู้รู้"เห็น"มือเคลื่อนไหวอยู่ต่างหาก , กำหนดลมแล้วจิตเห็นลมว่าเป็นอย่างไร(ชัด,ไม่ชัด,ยาว,สั้นฯลฯ) , บริกรรมแล้วจิตเห็นคำบริกรรมหรือเห็นแม้กระทั่งความเคลิ้มความเพลิน ก็จัดเป็นวิปัสสนาครับ

กล่าวโดยสรุป คือ สมถะกับวิปัสสนานั้นแยกโดยอาการที่จิตมีความ"รู้ชัด"หรือไม่  ไม่ใช่แยกกันโดยสำนักหรือวิธีการครับ และทั้งสมถะกับวิปัสสนานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญทั้งคู่ ไม่ใช่ว่าวิปัสสนาสำคัญที่สุดดังที่คนรุ่นหลังบางคนตั้งแง่รังเกียจสมถะ  เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ยังทรงตรัสถึงสมถะกับวิปัสสนาไว้คู่กัน ในหลายพระสูตร

ส่วนเรื่องอภิญญานั้น เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนครับ ถ้าตั้งเป้าว่าจะปฏิบัติเพื่อได้อภิญญานั้นก็อาจจะเสียเวลาไปมาก เพราะ  บางคนปฏิบัติจนได้ฌาน4ก็ยังไม่มีอภิญญา บางคนจิตลงแค่อุปจารสมาธิก็มีแล้ว

 จากคุณ : จันทรังสี [ 13 ธ.ค. 2545 / 09:17:01 น. ]
     [ IP Address : 202.133.172.131 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (Bo)

ขอบคุณ  คุณ PV for the very helpful links.
ขอบพระคุณ  คุณจันทรังสีค่ะ 
I just start learning dharma.  I am studying in USA.  There are so many questions for a beginner like me.  I don't know who I can ask until I found ลานธรรมเสวนา.  This web site is very very helpful.  Thank you very much ka.
(I would like to appologize to use English.)

 จากคุณ : Bo [ 13 ธ.ค. 2545 / 11:18:16 น. ]
     [ IP Address : 128.252.61.24 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (denda@thaimail.com)

เรียนคุณ Bo
           มาถูกทางแล้ว ขอให้ลดทุกข์ และดับทุกข์ ได้ในที่สุด
มี เอกสาร และ cd  ให้เพื่อเพิ่มศรัทธา แจ้งที่อยู่ที่ denda@thaimail.com

 จากคุณ : denda@thaimail.com [ 13 ธ.ค. 2545 / 14:50:41 น. ]
     [ IP Address : 202.129.2.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (ลุงสุชาติ)

๑. สมถภาวนา คือ การปฏิบัติเพื่อให้จิตสงบนิ่งเป็นสมาธิ พระอริยบุคคลใช้ในการพักผ่อน
๒. วิปัสสนาภาวนา คือ การปฏิบัติเพื่อให้จิตเป็นสมาธิ แล้วนำจิตที่เป็นสมาธินั้นมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาปัญญา (โยนิโสมนสิการ) ตามหลักพระพุทธศาสนาถือว่า การพัฒนาปัญญาเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง

 จากคุณ : ลุงสุชาติ [ 14 ธ.ค. 2545 / 00:15:46 น. ]
     [ IP Address : 202.133.160.238 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (ลุงสุชาติ)

เพิ่มเติม วิปัสสนาภาวนาเท่านั้นที่จะบรรลุมรรค ผล นิพพาน ได้

 จากคุณ : ลุงสุชาติ [ 14 ธ.ค. 2545 / 00:20:55 น. ]
     [ IP Address : 202.133.160.238 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (pongckit@ccme.or.th)

ขอโทษนะครับ ขอโทษจริงๆ ขอยกข้อความในพระสูตรมาอ้างเพื่อความเข้าใจนะครับ   ครั้งหนึ่งวิสาขอุบาสก ได้ไตร่ถามท่านธรรมทินนาภิกษุณี-ผู้อรหันต์ ข้อความว่า.......ข้าแต่พระแม่เจ้า  ก็ธรรมมีลักษณะอย่างไร จัดว่าเป็นสมาธิ ธรรมเหล่าใดเป็นนิมิตของสมาธิ ธรรมเหล่าใดเป็นเครื่องหนุนสมาธิ การทำสมาธิให้เจริญเป็นอย่างไร
               ธรรมทินนาภิกษุณีตอบว่า ดูก่อนวิสาขผู้มีอายุ
                        ความมีจิตมีอารมณ์เดียว(เอกัคคตาจิต)เป็นลักษณะของสมาธิ
                        สติปัฏฐาน4เป็นนิมิตของสมาธิ
                         สัมมัปปธาน4เป็นเครื่องอุดหนุนสมาธิ
                         ความเสพคุ้น ความเจริญ ความทำให้มากซึ่งธรรมเหล่านั้นแหละเป็นการทำให้สมาธิเจริญ
   ข้อความนี้แสดงให้เห็นว่าวิปัสสนาก็คือนิมิตของสมาธิ สมดังคำว่าเขาย่อมมีธรรม2อย่างนี้คือ"สมถะและวิปัสสนาเคียงคู่กันไป"   ธรรมเหล่าใด ควรทำให้เจริญ? ได้แก่สมถะและวิปัสสนา
            เฮ้อ เหนื่อย ปกติ ผมไม่ค่อยอ้างตำราเท่าไร คุณรู้ไหมว่าทำไมภิกษุอวดอ้างว่าได้ฌาณจึงไม่ผิดแค่มุสาแต่ถึงปราชิกเลย?
            คำตอบ ก็เพราะฌาณเป็นหนึ่งในองค์มรรคนะซิครับ
            ลองไปดูในมรรคจิตในพระอภิธรรมก่อนก็ได้ ว่ามีองค์ฌาณประกอบในโลกุตตรจิตของมรรคจิตทุกองค์หรือเปล่า
                                               ขอบคุณครับ

 จากคุณ : pongckit@ccme.or.th [ 14 ธ.ค. 2545 / 01:08:50 น. ]
     [ IP Address : 210.203.178.162 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (ปิติ)

ใช่ครับ  สมถในส่วนขององค์มรรคคือสิ่งที่เกิดจากวิปัสสนา มีวิปัสสนาเป็นเหตุให้ถึงสมถ และสมถก็เกื้อหนุนปัญญา เกื้อหนุนวิปัสสนา
        เมื่อจิตมีวิปัสสนากระทำอยู่ จิตย่อมได้รับผลคือสมถ
         เมื่อสมถเจริญก็ชื่อว่าวิปัสสนามีกำลังมาก

 จากคุณ : ปิติ [ 14 ธ.ค. 2545 / 11:46:47 น. ]
     [ IP Address : 203.113.46.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (ศิษย์พระป่า)

ฌานเป็นส่วนประกอบอันหนึ่งในองค์มรรคนั่นใช่  แต่ไม่ได้หมายถึงว่า  ไม่มีฌานนอกองค์มรรค  เพราะมีคนได้ฌานมากมายที่ไม่เคยได้มรรคเลย  เช่นพวกฤาษีต่างๆสมัยก่อนพุทธกาล  บางรายมีอภิญญาด้วยซ้ำ  หรือแม้แต่พระเทวทัตก็ไม่เคยได้มรรคเลย  แต่สามารถมีฤทธิ์ได้  เพราะทำฌานได้นั่นเอง
      ความหมายของการอวตอุตตริมนุสสธรรมในอาบัติปราชิกข้อสี่ของพระนั้น ,  คำว่าอุตริมนุสสธรรมไม่ใช่หมายเฉพาะแค่มรรคผลหรือโลกุตตรธรรมอย่างเดียว  แต่รวมความหมายของการได้ฌานได้สมาธิทั่วๆไปด้วย  แม้กระทั่งได้แค่นิมิต  หรือการบอกเล่าถึงความยินดีในความสงบวิเวกบ่งบอกเป็นนัยอ้อมๆ

 จากคุณ : ศิษย์พระป่า [ 14 ธ.ค. 2545 / 14:03:07 น. ]
     [ IP Address : 216.218.86.200 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (ลุงสุชาติ)

ขออนุโมทนาสำหรับคำตอบของคุณศิษย์พระป่า

 จากคุณ : ลุงสุชาติ [ 14 ธ.ค. 2545 / 16:08:00 น. ]
     [ IP Address : 202.133.160.214 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (ปิติ)

ความหมายถึงของคุณpongckit@ccme.or.th คงหมายถึงส่วนของมรรคอะครับ
แต่ฌานที่ไม่ใช่มรรคก็ไม่ได้กล่าวว่าไม่มีที่ไหนละครับ เพียงแต่เค้ากล่าวถึงแค่ฌานในองค์มรรคเท่านั้น

 จากคุณ : ปิติ [ 14 ธ.ค. 2545 / 21:27:01 น. ]
     [ IP Address : 203.113.46.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (pv)

เรียน ท่านผู้ดูแลลานธรรม
ref : ความคิดเห็นที่ 5 : (คุณ ต่องแต่ง)

๑.   เจตนาในการสนทนาธรรม คือ เพื่อความเจริญทางปัญญา
* อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต อยู่ใน โอวาทปาฏิโมกข์
* เมตตามโนกรรม เมตตาวจีกรรม  อยู่ใน สาราณียธรรม ๖

๒. หากท่านพิจารณาแล้วเห็นว่า การแสดงข้อความนั้น (ความคิดเห็นที่ 1)
เป็นการ "ละเมิด" ท่านผู้ใดผู้หนึ่ง
ผู้ดูแลลานธรรม สมควรที่จะลบข้อความนั้นทิ้งไป

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
_/|\_
ขอให้ทุกท่านมีความเจริญในธรรมของพระพุทธเจ้า

 จากคุณ : pv [ 15 ธ.ค. 2545 / 21:31:11 น. ]
     [ IP Address : 202.183.179.230 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (มุนีเสรี)

เจริญอาณาปานสติ
เป็นได้ทั้ง   สมถะ   และ    วิปัสสนา
เมื่อพิจารณา  เห็นความไม่เที่ยงของลมหายใจ   ก็เห็นความไม่เที่ยง  ไม่ใช่ตัวตน
ในร่างกายนี้   เป็นเหตุทำให้เกิดความเบื่อหน่าย  (นิพพิทาญาณ)
ความยึดมั่นถือมั่น(อุปาทาน)ในกายก็จะไม่มี   นั่นคือผลของการเจริญวิปัสสนา
        การเจริญสติแนวปฏิบัตของหลวงพ่อเทียน
ก็มาจากหลักการปฏิบัตธรรมของหลวงพ่อพระพุทธเจ้านั่นแหละ
       เรียกว่าการเจริญ  กายคตาสติ   คือ  มีสติระลึกรู้ในกาย
ไม่ว่าจะเป็น   อิริยาบท   ใหญ่    นั่ง    นอน    ยืน   เดิน 
                     อิริยาบทย่อย    การไหวติงของร่างกาย   เช่นคู้แขนเข้าคู้แขนออก
ก้าวขาช้ายก้าวขาขวา     เวลารับประทานอาหาร  เวลาดื่มน้ำ    เวลาขับถ่าย
      การเจริญสติด้วยวิธีนี้  ทำได้ทุกที่  ขณะเราทำงานก็กำหนดรู้อยู่ในปัจจุบันขณะนั่นแหละ  ว่าเรากำลังทำอะไร  ถ้าปฏิบัตได้เช่นนี้   จิตจะเป็นสมาธิ  มีความสงบ
ในเบื้องต้น  เรียกว่าสมถะ   ซึ่งเป็นกำลังที่สำคัญในการเกื้อหนุน   วิปัสสนา
ให้เป็นไปอย่างได้ผล
        เมื่อจิตเป็นสมถะ  มีความสงบเบื้องต้นแล้ว   ก็เจริญวิปัสสนา
พิจารณาดูรูปขันธ์   ให้รู้ตามเป็นจริงว่า    มันไม่งาม   มันมีแต่สิ่งโสโครก
มันเป็นรังของพยาธิทั้งหลาย    มันแก่  เจ็บ   ตาย   
พิจารณาอย่างนี้เรียกว่า  กายานุปัสสนา  สติปัฏฐาน   คือ  เห็นกายในกาย
พิจารณาดูนามขันธ์    เมื่อจิตเป็นสมาธิ  จะรู้แจ้งในสภาวะธรรมตามเป็นจริง
ความพอใจ  และไม่พอใจเกิดขึ้นแล้วดับไป   สัญญาอารมณ์ในอดีตเกิดขึ้นแล้วดับไป   มันไม่เที่ยง (อนิจจัง)   มันไม่ใช่ตัวตน(อนัตตา)เมื่อรู้แจ้งตามเป็นจริงเช่นนี้
ความยึดมั่นถือมั่น(อุปาทาน)ก็จะไม่มีในจิต      เมื่อนั้น  จิตอุเบกขา
ธรรมอันเอกผุดขึ้นมาในจิต(ผู้รู้)นั่น   นั่นแหละคือนิพพานธาตุ
นั่นแหละศานติสุขของพระพุทธเจ้า
จิตพ้นจากสังสารวัฏ   คือไม่หมุนเวียนปรุงแต่งไปตามอารมณ์ของโลก
เรียกว่าจิตถึงวิมุตตินั่นเอง
การปฏิบัตธรรมในทางพระพุทธศาสนาเมื่อบรรลุผลสูงสุด   ก็จบหลักสูตร
จิตก็คิดได้เหมือนเดิมไม่ได้สูญหายไปไหน   กิเลสตัณหาอุปาทานเท่านั้นที่สูญหายไปจากจิต      จิตจึงเป็นผู้สงบ (มุนี)  มีอิสระเสรี   ไม่ตกเป็นทาสของกิเลสต่อไป
 
     
       

 จากคุณ : มุนีเสรี [ 16 ธ.ค. 2545 / 00:14:21 น. ]
     [ IP Address : 68.42.154.50 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (ศิษย์พระป่า)

ขอถามคุณดังตฤณ หรือท่านอื่นๆ, ซึ่งได้ค้นคว้าความหมายของคำว่า "ธรรมเอก" มาพอสมควรว่า ... ความหมายของประโยคข้างบนที่ว่า ... "... จิตอุเบกขา
ธรรมอันเอกผุดขึ้นมาในจิต(ผู้รู้)นั่น   นั่นแหละคือนิพพานธาตุ..." ,  ประโยคในเครื่องหมายคำพูดนั้นถูกต้องแค่ไหน?

 จากคุณ : ศิษย์พระป่า [ 16 ธ.ค. 2545 / 01:17:00 น. ]
     [ IP Address : 216.218.88.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (มุนีเสรี)

จิตอุเบกขาต่อสิ่งที่ถูกรู้มากระทบ
รู้สักแต่ว่ารู้เท่านั้น  เวทนาไม่เกิดขึ้นในจิต
สังขารปรุงแต่งอารมณ์ไม่เกิด  จิตอุเบกขา
ขณะนั้นธรรมอันเอกผุดขึ้นมาในจิต(ผู้รู้)นั่นแหละ
นิพพานธาตุ  
ว่าตามพระพุทธเจ้า   และที่ปฏิบัตมาได้สัมผัสของจริง
ก็เป็นอย่างว่านี้    หรือใครมีความเห็นแตกต่างไปจากนี้
ก็ขอให้อธิบายด้วยเถิด  แต่ขอให้บอกด้วยว่าเป็นการ
คาดเดาหรือสัมผัสจริง หรือเอามาจากตำรา

 จากคุณ : มุนีเสรี [ 16 ธ.ค. 2545 / 05:21:40 น. ]
     [ IP Address : 68.42.154.50 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (?)

ผมเข้าใจที่ท่านมุนีเสรีกล่าวนะ
เข้าใจโดยอรรถ(ความหมาย)ของพยัญชนะที่ท่านสื่อมา
แต่ถ้าตีเรื่องของพยัญชนะไปอีกแบบ เช่น  ผู้รู้     แล้วตีความหมายบ่งบอกหมายถึงมีอะไรๆ อยู่อีกก็คงไม่ใช่
แต่ผมเข้าใจความหมายของท่านที่ต้องการสื่อ  ผมก็โอเคนะ ไม่มีอะไรแย้ง นอกจากจะจับผิด  หรือผูกโกรธ
        สาธุท่านมุนีเสรีผู้ตกกระแสธรรม

 จากคุณ : ? [ 16 ธ.ค. 2545 / 08:38:46 น. ]
     [ IP Address : 203.113.46.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (มุนีเสรี)

ขออนุโมทนาในความเห็นที่  ยี่สิบ  ขอจงเจริญในธรรม
เมื่อเวทนาไม่มีในจิตแล้ว   ตัณหาอุปาทานก็ไม่มีที่อาศัย
เพราะหลักปฏิจจสมุปบาทก็บัญญัตไว้ชัดเจน
ผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดมีเวทนา
เวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดมีตัณหา
ตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดมีอุปาทาน
อุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดมีภพ
           เมื่อจิตรู้แจ้งเห็นจริงในเวทนาว่าไม่เที่ยง  ไม่ใช่ตัวตน
           ก็เกิดความเบื่อหน่าย(นิพพิทาญาณ)
        แม้แต่จิตก็เป็นสภาวะที่รับรู้เท่านั้นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
           เมื่อรู้ตามเป็นจริงเช่นนี้อุปาทานในจิต(ผู้รู้)นั่นว่าเป็นตัวตนก็จะไม่มี
           ก็เหลือแต่จิตที่บริสุทธิ     เจตสิกที่บริสุทธิ    รูป(อายตนะของจิต)ที่บริสุทธิ      นิพพานอมตธาตุที่บริสุทธิ
            แม้จะมีความคิดเหมือนคนปรกติทั่วไปแต่ไม่มีความทุกข์กามวิตกไม่มี
          พยาบาทวิตกไม่มี    ตัณหาอุปาทานไม่มีเข้าไปสอดแทรก
           จิตตัดขาดแล้วซึ่งสังสารวัฏไม่หมุนเวียนปรุงแต่งไปตามอารมณ์ของโลก
          จิตถึงวิมุตติ   ซึ่งเป็นโลกุตรธรรม   กฏแห่งไตรลักณ์เอื้อมไม่ถึง
          ศาสนธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัตไม่มีคำว่าโมฆะ  พิสูจณ์ได้ทุกเมื่อ
     

 จากคุณ : มุนีเสรี [ 16 ธ.ค. 2545 / 10:31:26 น. ]
     [ IP Address : 68.42.154.50 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (ศิษย์พระป่า)

คุณดังตฤณยังคงเก็บตัวอยู่ ..คงจะกำลังไปค้นหาคำตอบอยู่, ที่ถามเพราะว่ายังไม่รู้จะไปค้นตรงไหนในพระอภิธรรม  เรื่องความหมายเกี่ยวกับธรรมเอก , ...
     ขอให้เจ้าของความเห็นที่ ๑๙  ขยายความประโยคนี้ให้ชัดๆ หน่อย...
...จิตอุเบกขาต่อสิ่งที่ถูกรู้มากระทบ
รู้สักแต่ว่ารู้เท่านั้น  เวทนาไม่เกิดขึ้นในจิต
สังขารปรุงแต่งอารมณ์ไม่เกิด  . ...
    -- เวทนาไม่เกิดหมายถึงอะไร?  ไม่มีเวทนาเลยหรือ?
    -- สังขารปรุงแต่งอารมณ์ไม่เกิด  หมายถึงแบบไหน  สังขารประเภทไหนที่ไม่เกิด  หรือสังขารทุกอย่างดับหมดเลยหรือ?  หรือสังขารบางอย่างดับ?

 จากคุณ : ศิษย์พระป่า [ 16 ธ.ค. 2545 / 12:29:18 น. ]
     [ IP Address : 216.218.84.125 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (Bo)

ขอบพระคุณทุกท่านค่ะ  

 จากคุณ : Bo [ 17 ธ.ค. 2545 / 00:54:23 น. ]
     [ IP Address : 128.252.237.20 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (มุนีเสรี)

จิตอุเบกขาต่อสิ่งที่ถูกรู้มากระทบคือจิตไม่ปรุงแต่งไปตามอารมณ์นั้น
จิตปล่อยวางในอารมณ์
รู้สักแต่ว่ารู้เท่านั้นคือทั้งผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้  ไม่เที่ยง  ไม่ใช่ตัวตน
เวทนาไม่เกิดคือเมื่อมีสติระลึกรู้เมื่อผัสสะเกิดขึ้นสำรวมระวังอยู่
เวทนาไม่เกิดแต่เวทนาก็ยังมีอยู่เหมือนเดิมเพียงแต่รู้เท่าทัน

ถึงแม้มันจะเกิดก็เกิดแยบเดียวก็ดับไป
สังขารไม่เกิดคือสังขารฝ่ายโลก   เมื่อความพอใจและไม่พอใจไม่มีในจิตแล้ว
จิตอุเบกขาต่อสิ่งที่ถูกรู้มากระทบสังขารปรุงแต่งอารมณ์ไม่เกิด
จิตก็พ้นจากวัฏจักรแห่งอารมณ์โลก  รูป   เสียง  เป็นต้น
เหลือแต่สังขารฝ่ายธรรม  วิตกวิจารณ์  ก็มีเหมือนคนธรรมดาทั่วไป
แต่กามวิตกพยาบาทวิตกไม่มี    ความยึดมั่นว่าเราว่าเขาไม่มี   สภาวะจิต
ที่สงบ  ถึงแม้จะมีความคิดแต่มีความสงบไม่มีความทุกข์ ทำงานไปกับหมู่เพื่อน
จิตก็สงบ  ไม่ใช่ความสงบโดยที่ไม่คิดอะไรนั่งหลับตาตัวแข็งอยู่    นั่นเขาเรียกว่าจิตนิ่ง   แต่พอออกมาสู่อารมณ์แล้ว  เกิดความพอใจและไม่พอใจต่อสิ่งที่มากระทบ   นั่นเพราะจิตยังอ่อนต่อการเจริญวิปัสนา     แต่จิตที่ผ่านวิปัสนารู้แจ้ง
ตามเป็นจริงของขันธ์ห้า   รู้ว่านั่นทุกข์   รู้ว่านั่นเหตุเกิดทุกข์  รู้ความดับทุกข์
รู้หลักการปฏิบัตเพือความไม่มีทุกข์      จิตถ้ารู้อย่างนี้แล้วจิตฉลาดว่างั้น
วิชชาเกิดขึ้นวิมุตติก็บริบูรณ์
ว่าไปแล้วก็ไม่เข้าใจด้วยการฟัง   อุปมาเหมือนเต่าขึ้นบนบกได้ลงน้ำได้ไปเล่าเรื่องบนบกให้ปลาฟัง  ปลาก็ไม่รู้เรื่อง  คนละภูมิว่างั้น  เสียเวลาเปล่าๆ
แต่จะไปตำหนิติติงพวกปลาทั้งหลายคงไม่สมควร  เพราะธรรมชาติของปลา
ก็เป็นอย่างนั้น   ธรรมชาติของคนชั้นปุถุชนจะไปรู้เรื่องธรรมชาติของอริยชนได้อย่างไร    อุปมาคนตาบอดไม่รู้จักสีต่างๆอธิบายไปก็ไร้ผล

 จากคุณ : มุนีเสรี [ 17 ธ.ค. 2545 / 05:52:41 น. ]
     [ IP Address : 68.42.154.50 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (?)

อย่าเอา  ความคิด เวทนา มาเป็นเราเลย  แท้ที่จริงแล้วจิตเราสงบระงับอยู่ต่างหาก
ถ้าไปกล่าวว่ายังมีความคิดแบบคนธรรมดาอยู่จะเป็นการกล่าวตู่ธรรมของพระอรหันต์กันได้
เมื่อปฏิบัติไปถึงจุดนั้นแล้วก็ไม่มีอะไรแล้ว
การกล่าวว่า ความคิดแบบคนธรรมดา เวทนายังมีอยู่ ก็เป็นการเอา ตัวตนเรา กิเลสเรา ไปใส่ให้ท่าน ซึ่งไม่เหมาะไม่ควรเลยครับ เพราะพระอรหันต์นั้น ท่านประมาณมิได้เลย

  ความคิดมิใช่เรา เวทนามิใช่เรา ในเมื่อไม่ใช่เราแล้วจะเสียดายทำไมละครับ
เมื่อมองเห็นความดับ คุณและโทษของมัน มันก็จะอาศัยอยู่ในจิตของเราไม่ได้ เมื่อนั้นก็คงไม่มีอะไรเหลือในจิตเลย     บุคคลแบบนี้ประมาณมิได้ครับ อย่าประมาณท่านโดยกิเลสของเราเลย

 จากคุณ : ? [ 17 ธ.ค. 2545 / 07:37:20 น. ]
     [ IP Address : 203.113.46.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (มุนีเสรี)

ถ้าเข้าใจว่าบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว
ไม่มีวิตกไม่มีวิจารณ์เหมือนคนธรรมดาทั่วไป
พระอรหันต์ก็คิดไม่ได้ พูดไม่ได้เพราะไม่มีความคิด
ก็อธิบายแล้วไง   กามวิตก   พยาบาทวิตกไม่มี
ตัณหาอุปาทานไม่มี  
พระอรหันต์แปลว่าผู้ไกลจากกิเลส 
ท่านก็มีความคิดแต่ไม่คิดปรุงแต่งไปทางกิเลสว่างั้น
จิตจึงไม่มีทุกข์   มีแต่ความสงบสุข
ที่อธิบายมานี่ไม่ใช่ว่าไม่รู้ ๆจึง เอาความจริงมาเปิดเผย

 จากคุณ : มุนีเสรี [ 17 ธ.ค. 2545 / 08:04:50 น. ]
     [ IP Address : 68.42.154.50 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (ประเวศ)

เรียน ผู้ตั้งกระทู้

จากคัมภีร์ ปฏิสัมภิทามรรค
เจริญอานาปานสติอยู่ ทำให้เกิดโพชฌงค์ ๗ และ มรรค ๘ ในขณะนั้น

เมื่อบุคคลเจริญอานาปานสติอยู่ ย่อมทำสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์,
เมื่อมีสติปัฏฐาน ๔ อยู่ ก็มีโพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์,
เมื่อโพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์ ก็มีวิชชาและวิมุตติบริบูรณ์
(จากพระพุทธวจนะ)

กำหนดลมหายใจอยู่ ก็เป็นสติสัมโพชฌงค์
ธัมมวิจยะสัมโพชฌงค์  คือ การสังเกตลมหายใจ ดูผลของลมหายใจ
วิริยะสัมโพชฌงค์ คือ การพยายามเอาจริงเอาจัง ปฏิบัติโดยพากเพียร
ปีติสัมโพชฌงค์ คือ ความพอใจในการปฏิบัติ ความพอใจหล่อเลี้ยงจนชุ่มชื่นไม่เบื่อหน่าย
ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ คือ ทำๆ ไป จนสงบรำงับลง ลมหายใจรำงับลง กายรำงับไป ลมหายใจเข้ารูป ลมหายใจลดลง
สมาธิสัมโพชฌงค์ คือ ทำด้วยสมาธิ แม้แต่ในขณะการลงมือทำ การกำหนดที่ลมหายใจ ก็เรียกว่า บริกรรมสมาธิ เมื่อลมหายใจรำงับ ขั้นปฐมฌาน ก็เป็นสมาธิเต็มตัว
อุเบกขาสัมโพชฌงค์ คือ การรักษาสภาพนั้นไว้ได้สม่ำเสมอไป

การเจริญ อานาปานสติ นี้ก็เป็น โพชฌงค์ ๗  ครบบริบูรณ์ ในขณะกำหนดลมหายใจเข้าออก

หากพิจารณาในแง่มรรค ๘ การเจริญสติปัฏฐาน ๔ ในรูปอนาปานสตินี้ ก็มีมรรคมีองค์ ๘ .. มีองค์แห่งมรรคในที่นั้น .. อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี คือ ยอดแห่งสัมมาทิฏฐิ  .. เห็นความไม่เที่ยงในลมหายใจ
.............
ที่มา
จาก ธรรมานุกรม ธรรมโฆษณ์ ฉบับประมวลธรรม เล่ม ๑
พินิจ รักทองหล่อ .. สวนโมกขพลาราม ไชยา ๒๕๓๘

 จากคุณ : ประเวศ [ 17 ธ.ค. 2545 / 08:51:04 น. ]
     [ IP Address : 202.183.179.166 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (ผู้ดูแล)

http://dharma.school.net.th/cgi-bin/kratoo.pl/000365.htm

 จากคุณ : ผู้ดูแล [ 18 ธ.ค. 2545 / 13:55:51 น. ]
     [ IP Address : 203.113.71.196 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (ดังตฤณ)

ขออภัยนะครับ ช่วงนี้มีโอกาสเข้ามาอ่านน้อยมาก
และยังไม่ได้อ่านรายละเอียดของกระทู้นี้ ไม่ทราบว่าใครให้ความเห็นไว้อย่างไรบ้าง
แต่เห็นวิลาศินีเข้ามาทิ้งลิงก์ไว้เลยตามดู
เห็นคำถามของคุณศิษย์พระป่า อันนี้ขอตอบเฉพาะที่เข้าใจครับ
คือธรรมเอกนั้นเป็นจิตที่เข้าถึงการรวมดวงหนักแน่นระดับอัปปนา
ที่เรียกว่าเป็นธรรมเอกนั้น ตามความเข้าใจคือมีสภาพไม่เคลื่อนจากอัปปนา
ลักษณะจึงเสมือนสภาวะอันปรากฏเพียงหนึ่งเดียว โดดเด่น
ไม่เกี่ยวกับการเสวยเวทนาเป็นอุเบกขาหรือไม่อุเบกขา
เพราะปฐมฌานยังมีปีติสุขได้ท่วมท้น
จะเป็นอุเบกขาจริงๆก็เมื่อถึงฌาน ๔
(ความจริงตติยฌานนั้น พระพุทธเจ้าก็สรรเสริญแล้วว่าเป็นสภาพที่เปี่ยมสติอันเยี่ยม)

 จากคุณ : ดังตฤณ [ 18 ธ.ค. 2545 / 14:19:17 น. ]
     [ IP Address : 202.133.161.244 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (วิลาศินี)

!__!
ความเห็นที่ 28 แปะไว้แทนความเห็นที่ 1 นะคะ
ขออภัยเช่นกันค่ะ ไม่ค่อยได้เข้ามาดูเหมือนกัน

 จากคุณ : วิลาศินี [ 18 ธ.ค. 2545 / 15:24:19 น. ]
     [ IP Address : 203.113.71.196 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (ศิษย์ฯ)

ขอขอบคุณ คุณดังตฤณ,  อย่างนั้นแสดงชัดเจนเลยว่า  ธรรมเอกคือลักษณะของอัปปนาฯ  ไม่ใช่นิพพาน,   ความเข้าใจที่บอกว่าธรรมเอกคือนิพพานในความเห็นที่ ๑๗  ที่ระบุข้างบนจึงคลาดเคลื่อนดังที่ทักท้วงไว้นั้น,  แต่ปัญหาเกิดบ่อยๆที่การทักท้วงกลับก่อให้เกิดความฉุนเฉียวและตอบโต้ด้วยอารมณ์ มุ่งไปที่ตัวบุคคลแทนที่จะมาพิจารณาในเนื้อหาที่ถูกทักท้วงนั้น  มีน้อยคนนักที่จะยอมรับความจริงในความผิดพลาดของตน  แทนที่จะพิจารณากันดีๆด้วยใจเป็นกลาง  จนกว่าจะหาข้อลงเอยได้  ในแต่ละประเด็นไป

 จากคุณ : ศิษย์ฯ [ 18 ธ.ค. 2545 / 16:15:50 น. ]
     [ IP Address : 216.218.86.84 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (?)

ตอบคุณมุนีเสรีนะ
เพราะเมื่อถึงตอนนั้นแล้ว  รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ไม่ใช่ของพระอรหันต์อีกแล้ว  จะเอาความคิดหรืออะไรๆไปใส่ให้ท่านได้ละ
ขันธ์มันไม่ใช่ของท่านแล้ว ท่านบำเพ็ญปรมัตถบารมีสำเร็จแล้ว
จึงไม่ควรกล่าวว่า รูปของท่าน เวทนาของท่าน สัญญาของท่าน สังขารของท่าน วิญญาณของท่าน เพราะท่านไม่มีอีกต่อไปแล้ว แล้วความคิดจะเป็นของท่านได้อย่างไร   พึงเข้าใจอย่างนี้นะครับ จะได้ดำเนินจิตถูกต้องหลังจากเข้าใจแล้ว ถ้ายังหลงความคิดคงอีกนานนะท่าน 

 จากคุณ : ? [ 19 ธ.ค. 2545 / 08:19:27 น. ]
     [ IP Address : 203.113.46.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (มุนีเสรี)

ตอบความเห็นที่32
ใช่  พระอรหันต์ไม่มีในขันธ์ห้า  หากแต่ว่าจิตพระอรหันต์ที่ยังเกี่ยวเนื่องอยู่กับขันธ์
ซึ่งยังไม่แตกดับ   เพียงแต่จิตนั้นไม่มีอุปาทานในขันธ์เท่านั้น  แม้แต่อุปาทานว่าจิตเป็นตนก็ยังไม่มี    จิตคิดก็สักแต่ว่าคิด   ซึ่งเป็นกิริยาจิตเท่านั้นไม่มีอุปาทานใดๆ
จิตนั้นไม่สูญกิเลสเท่านั้นที่สูญไปจากจิต    ตามหลักอภิธรรมก็ยังบัญญัติว่า
จิต   เจตสิก   รูป   นิพพาน  

 จากคุณ : มุนีเสรี [ 19 ธ.ค. 2545 / 08:48:05 น. ]
     [ IP Address : 68.42.154.50 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (?)

ใช่อยู่ท่าน  ถ้าถึงตอนนั้นมันจะมีหรือไม่มีมันอีกเรื่อง
แต่ท่านจะเหลือ อารมณ์และความคิดไว้ไม่ได้ในระหว่างปฏิบัติสูงๆขึ้นไป ท่านต้องรู้เท่าทันให้มันดับไปด้วยปัญญาอันยิ่งของท่าน  ด้วยวิปัสสนาของท่าน
เพราะ สมาธิจะบริบูรณ์ไม่ได้ ถ้าท่านยังเสียดายความคิด เมื่อสมาธิบริบูรณ์ไม่ได้แสดงว่าสิกขาก็บกพร่องแล้วจะเอาอะไรมาตรัสรู้ ขัดแย้งต่อสิกขา3
ส่วนมันจะเหลือหรือไม่เหลือในตอนเราบรรลุธรรมชั้นสูง มันก็เรื่องของมัน มันไม่เกี่ยวกับจิตเรา ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเสียดายความคิดเหลือความคิดไว้ระหว่างปฏิบัติ  ส่วนตามหลักอภิธรรมนั้นเป็นเรื่องของการบัญญัติเท่านั้น
       ผมทำมาอย่างนี้ครับ 
        อีกอย่างถ้าท่านศึกษาอภิธรรมแล้วน้อมมาศึกษาในจิตด้วย
ท่านจะเข้าใจว่าแม้คำว่ากิริยาจิตก็ไม่มีตัวตน เป็นเพียงบัญญัติ
แม้ความคิดก็ไม่มีตัวตน
แต่สิ่งที่ท่านเรียกว่าความคิดมันมีตัวตนปรากฏทางอายตนะทางใจ  น่าจะเรียกว่าธรรมารมณ์ทางใจหรืออาการของสังขารที่ปรากฏทางอายตนะมากกว่าถึงจะถูก เรียกว่าสังขารไม่ได้  เพราะสังขารมันว่างจากตัวตน

 จากคุณ : ? [ 19 ธ.ค. 2545 / 09:08:43 น. ]
     [ IP Address : 203.113.46.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (?)

บางทีเราคิดว่าเราปฏิบัติได้ขนาดนี้ อาจจะมีคนอื่นในที่นี้ปฏิบัติได้มากกว่าเราก็ได้นะท่าน 
           คนอื่นฟังท่าน ท่านจึงควรฟังคนอื่นด้วย
สาธุครับ

 จากคุณ : ? [ 19 ธ.ค. 2545 / 09:10:17 น. ]
     [ IP Address : 203.113.46.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (มุนีเสรี)

ท่านศิษย์พระป่าครับ
ที่ผมใช่คำว่าธรรมเอกนั้น   สื่อถึงสภาวะจิตอุเบกขาขณะที่ว่างจากความพอใจและไม่พอใจในอารมณ์โลก   ขณะนั่นแหละจิตถึงนิพพานธาตุแบบชั่วคราว
ตามคำสอนของท่านพุทธทาส     ถ้าหากจิตฉลาดในอารมณ์  จิตไม่ปรุงแต่งไปตามอารมณ์โลก   จิตก็ถึงนิพพานถาวร    ซึ่งตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า
เรียกว่า  นิพพานังนุสสติ   การระลึกถึงนิพพานเป็นอารมณ์
แต่ถ้าทางปริยัตว่าธรรมเอกคือสภาวะจิตที่แนบแน่นเป็นสมาธิก็ถูกครับ
     ที่ผมใช้เพื่อสื่อความหมายของเอกธาตุนิพพานธาตุเท่านั้นครับ
      ถึงจะอย่างไรก็อธิบายเพื่อความเข้าใจของเจตนาของผู้สื่อก็แล้วกันครับ
ขอบคุณที่ทักท้วงครับ     ไปสนทนากันที่กระทู้จิตอุเบกขาที่ผมโพสต์ไว้นะครับ
เท่าที่มีโอกาสเราสนทนาแบบสร้างสรรค์ครับ

 จากคุณ : มุนีเสรี [ 19 ธ.ค. 2545 / 09:15:07 น. ]
     [ IP Address : 68.42.154.50 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (ศิษย์ฯ)

เฮ้อ... ทำไมถึงว่าอย่างนี้อีกแล้ว...  ประโยคข้างล่างนี้...
     ..." ถ้าหากจิตฉลาดในอารมณ์  จิตไม่ปรุงแต่งไปตามอารมณ์โลก   จิตก็ถึงนิพพานถาวร    ซึ่งตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า " ...
        ไปเอาประโยคนี้มาจากหลักไหนกัน?
         ถ้าว่าตามข้างนั้น  เวลาที่จิตลงภวังค์อย่างสนิท  อย่างกรณีคนหลับสนิท   นั่นก็จิตไม่ได้ปรุงแต่งไปตามอารมณ์โลก ซักกะหน่อย เพราะในขณะนั้นจิตไม่ขึ้นสู่วิถีออกมาปรุงแต่งรับอารมณ์ใดๆเลย(เรียกว่า วิถีมุตตจิต) ก็หมายถึงเป็นนิพานถาวรด้วยละซี?
          พูดออกมาได้อย่างไรแบบนั้น  หืออ??!!...

 จากคุณ : ศิษย์ฯ [ 19 ธ.ค. 2545 / 13:34:06 น. ]
     [ IP Address : 216.218.83.65 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (เคารพ)


ต้องให้ครบทั้ง2องค์ประกอบอันได้แก่ "ฉลาดในอารมณ์"  และ "ไม่ปรุงแต่งไปตามอารมณ์โลก" ถึงจะนิพพานครับ
ภวังคจิตที่คุณศิษย์ว่ามามีแค่องค์ประกอบเดียว คือ "ไม่ปรุงแต่งไปตามอารมณ์โลก"
แต่ภวังคจิตนั้นไม่ฉลาดในอารมณ์ เลยไม่นิพพานครับ

 จากคุณ : เคารพ [ 19 ธ.ค. 2545 / 22:47:32 น. ]
     [ IP Address : 203.113.39.11 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : (ศิษย์ฯ)

คุณมุนีฯ ไม่ยอมมาถกที่ตรงกระทู้นี้ให้เสร็จๆไป   กลับหลีกเลี่ยงไปตั้งประเด็นใหม่ ตั้งกระทู้ใหม่ให้เปลืองเนื้อที่เปล่าๆ...  ก็เลยรู้สึกว่าไม่มีสาระอะไรที่จะไปต่อล้อต่อเถียงกันอีกต่อไป  ,  ทั้งๆที่น่าจะรู้ว่าความเห็นที่เสนอมานั้นผิดชัดๆ  ก็ยังไม่ยอมรับอีก,     แบบนี้น่าเบื่อหน่ายเหมือนกัน (เวลาส่วนตัวที่จะเข้ามาออนไลน์ก็เหลืออีกแค่ ๓-๔ วัน  ขืนยังเป็นแบบนี้คงยากที่จะจบแบบตรงหลักธรรม)

 จากคุณ : ศิษย์ฯ [ 20 ธ.ค. 2545 / 13:17:28 น. ]
     [ IP Address : 216.218.84.127 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : (ในจิตไม่มีอะไรจริงๆ)

พึงทำกิจของท่านให้แจ้งชัดด้วยปัญญาไปอีกเถิดท่าน  ด้วยความเพียรเถิดท่าน อย่าเสียเวลาเลย
การได้เพศที่เหมาะสมเป็นโอกาสแล้ว  ท่านศิษย์พระป่า
สาธุ

 จากคุณ : ในจิตไม่มีอะไรจริงๆ [ 20 ธ.ค. 2545 / 13:56:57 น. ]
     [ IP Address : 203.113.46.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : (pongckit@ccme.or.th)

ขอโทษ เข้าประเด็นอีกครั้ง
      สมถะต่างกับวิปัสสนาอย่างไร มันเกี่ยวกับคำที่ใช้นะครับ ผมไม่ค่อยใช้คำว่าสมถะ ผมมักใช้คำว่าสมาธิมากกว่าดูเป็นพุทธมากกว่านะครับ
       สมาธิกับวิปัสสนาเกี่ยวกันอย่างไร  ผมขอตอบสั้นๆก็แล้วกันว่า
        วิปัสสนา(ปัญญา)มีสมาธิเป็นเหตุใกล้    คราวนี้คงพอเข้าใจอะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผล อย่าไปวุ่นวายหรือรู้อะไรมากนักเลย แค่หยั่งสัมปชัญญะลงไปจิตที่ละเอียดลงไปนะมีสมาธิอยู่ในนั้นแล้ว มันเป็นภูมิตามธรรมชาติของจิตอยู่แล้ว
เรื่องศาสนาเป็นเรื่องวุ่นวาย    บางทีคุณอาจจะต้องกลับไปอ่านเรื่องของคุณกฤษณะมูระติดูบ้างจะได้เข้าใจคำว่าสมาธิดีขึ้น

 จากคุณ : pongckit@ccme.or.th [ 20 ธ.ค. 2545 / 23:54:24 น. ]
     [ IP Address : 210.203.178.124 ]


 ความคิดเห็นที่ 42 : (แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม )

"Meditation is to find out if there is a field which is not already contaminated by the known"
"สมาธิจิตคือ การค้นเข้าไปสู่อาณาบริเวณที่ปลอดจาก"สิ่งรู้"ทั้งหลาย"

...."กฤษณมูรติ" พูดเกี่ยวกับสมาธิจิตไว้ใน Freedom from the knownอีกว่า
"Meditation demands an astonishingly alert mind; meditation is the understanding of the totality of life in which every form of fragmentation has ceased. Meditation is not control of thought, for when thought is controlled it breeds conflict in the mind, but when you understand the structure and origin of thought, which we have already been into, then thought will not interfere. That very understanding of the structure of thinking is its own discipline which is meditation.
Meditation is to be aware of every thought and of every feeling, never to say it is right or wrong but just to watch it and move with it. In that watching you begin to understand the whole movement of thought and feeling. And out of this awareness comes silence. Silence put together by thought is stagnation, is dead, but the silence that comes when thought has understood its own beginning, the nature of itself, understood how all thought is never free but always old —this silence is meditation in which the meditator is entirely absent, for the mind has emptied itself of the past.
If you have read this book for a whole hour attentively, that is meditation. If you have merely taken away a few words and gathered a few ideas to think about later, then it is no longer meditation. Meditation is a state of mind which looks at everything with complete attention, totally, not just parts of it. And no one can teach you how to be attentive. If any system teaches you how to be attentive, then you are attentive to the system and that is not attention. Meditation is one of the greatest arts in life —perhaps the greatest, and one cannot possibly learn it from anybody, that is the beauty of it. It has no technique and therefore no authority. When you learn about yourself, watch yourself, watch the way you walk, how you eat, what you say, the gossip, the hate, the jealousy —if you are aware of all that in yourself, without any choice, that is part of meditation.
So meditation can take place when you are sitting in a bus or walking in the woods full of light and shadows, or listening to the singing of birds or looking at the face of your wife or child.
In the understanding of meditation there is love, and love is not the product of systems, of habits, of following a method. Love cannot be cultivated by thought. Love can perhaps come into being when there is complete silence, a silence in which the meditator is entirely absent; and the mind can be silent only when it understands its own movement as thought and feeling. To understand this movement of thought and feeling there can be no condemnation in observing it. To observe in such a way is the discipline, and that kind of discipline is fluid, free, not the discipline of conformity."

"กฤษณมูรติ"ได้ตอบคำถามเจ้าของกระทู้เกี่ยวกับสมถะและวิปัสสนาได้ชัดเจนมากดังที่ได้ยกมาประกอบข้างบนนี้  ใครมีเวลาจะช่วยแปลไทยไว้ให้ด้วยก็จะเป็นกุศลยิ่ง

 จากคุณ : แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม [ 21 ธ.ค. 2545 / 02:12:24 น. ]
     [ IP Address : 203.113.51.68 ]


 ความคิดเห็นที่ 43 : (แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม)

ทั้งนี้แนวทางปฏิบัติและปฏิปทาของท่านกฤษณมูรติ ท่านโกเอ็นก้า ท่านพระอาจารย์หลวงพ่อเทียนนั้นไม่แตกต่างจากกันเลย คือท่านเน้นให้รู้เท่าทันในสังขาร"thought"ทั้งหลาย โดยความเป็นกลาง โดยสติและสัมปชัญญะ

....observing...awareness....alert...attentively

คือท่านเหล่านี้จะเน้นให้"รู้"ในสมถะและในขณะเดียวกันก็ให้สมถะใน"รู้"เช่นกัน การติดยึดในถ้อยคำ คัมภีร์หรือศาสนาก็เป็นภาระยุ่งยากได้เหมือนดังที่คุณpongckit@ccme.or.th ได้บ่งไว้ การเปิดใจรับใน"สภาวะ"ที่ตรงกันในธรรมสำคัญกว่าทิฏฐิและการยึดถือที่แบ่งแยกใดๆทั้งสิ้น

 จากคุณ : แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม [ 21 ธ.ค. 2545 / 02:35:34 น. ]
     [ IP Address : 203.113.51.68 ]


 ความคิดเห็นที่ 44 : (Vicha)

จงทำการศึกษา อารมณ์ในเอกคตา ในอุคหนิมิต ในอุปจารสามาธิ สมาธิในองค์ฌาน และในอัปปนาสมาธิ ให้ดี นี้เป็นเรื่องสมถะ
จงทำการศึกษา ในวิปัสสนาญาณ อารมณ์วิปัสนาอันเกียวข้องในไตรลักษณ์(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) เพิ่งสังเกต อุทัพยญาณ นิพพิทาญาณ และสังขารุเบกขาญาณ
     ในพระไตรปิฏกมีกล่าวไว้มากแล้ว
   แต่ถือหลักง่ายๆ คือเมื่อ เข้าสู่ สติปัฏฐาน 4 และเริ่มเข้าสู่อารมณ์วิปัสสนา(ปัญญาเริ่มแจ้งใน ไตรลักษ์) นั้นละย่อมเข้าสู่วิปัสสนาตามกำลัง

 จากคุณ : Vicha [ 24 ธ.ค. 2545 / 15:35:07 น. ]
     [ IP Address : 203.118.74.213 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!