หลวงปู่เทพโลกอุดร
 เนื้อความ :

หลวงปู่เทพโลกอุดร

วัดสันป่ายาหลวง อ.เมือง จ.ลำพูน ท่านเป็นพระกรรมฐานที่เชี่ยวชาญทั้งด้านสมถะและวิปัสสนา ปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษฏ์ เดินธุดงค์ไปยังภาคต่างๆของไทย อนุเคราะห์สหธรรมิกด้วยอุบายธรรมต่างๆ และเป็นที่พึ่งทางใจของประชาชนทั่วไป

ชาติกาล เดือน 7 ปีมะโรง พ.ศ.1834
ชาติภูมิ บ้านสันมหาพน อ.เมือง จ.ลำพูน
อุปสมบท เมื่ออายุได้ 25 ปี โดยมีพระครูบาธรรมเสนา เป็นพระอุปัชฌาย์
มรณภาพ พ.ศ.1924
สิริรวมอายุได้ 86 ปี

ธรรมปฏิปทา ของ หลวงปู่เทพโลกอุดร

ย้อนอดีต
ครูบาบุญทา จังทวังโส หรือ หลวงปู่เทพโลกอุดร มีนามเดิมว่า บุญทา บิดามีนามว่า หนานคำฝั้น มารดามีนามว่า คำขยาย

ศึกษามูลกัจจายน์
เมื่ออายุได้ 10 ขวบ ครูบาบุญทาได้ไปศึกษาเล่าเรียนมูลกัจจายน์ธรรมวินัย กับครูบาญาณวีระ เจ้าอาวาสวัดสันป่ายางหลวง ( อาพัทธาราม ป่าไม้ยาง )

บรรพชา
เมื่อมีบุญกุศลหนุนนำ เพื่อศึกษาเล่าเรียนต่อไป ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุได้ 12 ขวบ โดยมีครูบาธรรมเสนา วัดอรัญญิการาม เป็นอุปัชฌาย์

อุปสมบท
เมื่ออายุได้ 25 ปี พ.ศ.1859 ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ มีฉายาว่า จันทวังโส โดยมีครูบาธรรมเสนาเป็นพระอุปัชฌาย์ ครูบาญาณวุฒิและครูบาอินโท สุมังคโล เป็นพระกรรมวาจาจารย์

ฝึกฝนสมถะและวิปัสสนา
ครั้งเป็นพระภิกษุแล้ว ก็ฝึกฝนวิธีการเจริญสมถะ และวิปัสสนากรรมฐาน ควบคู่กันไป จากนั้นก็ออกธุดงควัตร ไปยังสถานที่ต่างๆ เช่น ลำปาง ศรีสัชนาลัย ตาก กำแพงเพชรและที่อื่นๆ นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาคัมภีร์ต่างๆ อันเป็นข้อมูลแห่งการปฏิบัติกรรมฐาน จนชำนาญแล้วก็ได้เขียนแต่งคัมภีร์ธรรมสำหรับปฏิบัติกรรมฐาน

ศาสนกิจ
นอกจากการกำจัดขัดเกลากิเลสให้ออกไปจากจิตใจ เพื่อบรรลุถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายแล้ว หลวงปู่เทพโลกอุดร ยังเดินทางไปสถานที่ต่างๆ ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ตามป่าแถวเชียงใหม่ ลำพูน ปฏิบัติศาสนกิจและสั่งสอนลูกศิษย์ ให้ตั้งอยู่ในศีลธรรม มีอนุสติ 10 เป็นต้น

คำขออธิษฐานจากหลวงปู่เทพโลกอุดร
เกิดมาเป็นคนนั้น มีแต่ความทุกข์ และได้เห็นคนได้รับความเจ็บปวดทนทุกข์ทรมานมาก เกิดมาในภพใดชาติใดก็ขอให้เกิดมาเป็นหมอ เพื่อรักษาคนเอาบุญเอากุศลก่อน ก่อนที่จะได้ไปเกิดเป็นพระภิกษุตามวัฏสงสาร

อิทธิบาท 4
อิทธิบาท คือคุณเครื่องสำเร็จสมประสงค์ มี 4 คือ
1.ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
2.วิริยะ ความพยายามธรรมในสิ่งนั้น
3.จิตตะ ความเอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้น
4.วิมังสา ความพิจารณาใคร่ครวญหาเหตุในสิ่งนั้น

ผู้เจริญอิทธิบาท
ตามข้อความในพุทธประวัติว่า " ผู้เจริญอิทธิบาท 4 ประการ จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เป็นอายุกัป* "

สิ่งที่จะปรากฏขึ้น
แท้จริง ความมีเหตุมีผลความเป็นจริงก็จะปรากฏขึ้นมาในโอกาสข้างหน้าแน่นอน เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมแล้วที่ว่าเวลาอันเหมาะสมนั้น หมายถึง เมื่อชาวพุทธบริษัทอันมีพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา มีการปฏิบัติดีปฏิบัติตรงตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งมีความเชื่อมั่นต่อพระรัตนตรัยอย่างแน่นแฟ้นแล้ว เวลานั้นแหละหลวงปู่เทพโลกอุดรก็จะปรากฏออกมาให้เราชาวพุทธได้เห็นและสัมผัส ด้วยจักษุทันที แล้วท่านก็จะทราบเองว่าหลวงปู่เทพโลกอุดร เป็นเทวดา พรหม หรือเป็นมนุษย์ที่มีกายเป็นเหมือนกับเรา เพียงแต่ได้เจริญอิทธิบาท 4 ประการตามที่กล่าวแล้ว ขอให้ทุกท่านหมั่นเจริญอิทธิบาท 4 ให้ถึงจุดหมายเถิด

พบได้ที่ใจตนเอง
ผู้ที่ศรัทธาในหลวงปู่เทพโลกอุดร มีความปรารถนาจะได้พบ ก็นมัสการองค์ท่าน ด้วยการปฏิบัติธรรมตามแนวทางของท่าน อย่าได้ไปไขว่คว้าจากผู้อื่น แต่จงไขว่คว้าเอาที่จิตใจของตนเองจึงจะสมปรารถนา

สมเจตนารมณ์
จากการค้นคว้าเรื่องราวของหลวงปู่ ทำให้แน่ใจว่าการปฏิบัติตามหลวงปู่ ทำให้ศีลบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิ์ จึงจะได้พบเห็นท่าน หากใครมีศรัทธาแท้จริง ก็ต้องปฏิบัติจริงจึงจะสมเจตนารมณ์

วิธีการนั่งกรรมฐาน
วิธีปฏิบัติกรรมฐานนั้น โดยนั่งตัวตรง ดำรงสติให้มั่นคง สตินั้นให้กำหนดอยู่ที่ฐานใดฐานหนึ่ง เช่น ที่ปลายจมูกที่ลมเข้าออกหรือที่หน้าผาก ระหว่างคิ้วก็ได้ คำบริกรรมนั้น ท่านให้เลือกเอาตามสะดวก เช่น พุทโธ ท่านให้ใช้ปลายลิ้นกดเพดานเบาๆ เพื่อให้เสียงว่า พุทโธ เป็นการนึกอยู่แต่ในใจ หรือจะใช้กำหนดลมเข้าออกก็ได้ คือให้รู้ว่าเข้า และรู้ว่าออกเท่านั้น ไม่ต้องส่งจิตตามว่าเข้าถึงไหนออกถึงไหน กำหนออยู่แค่เข้าและออกเท่านั้น เมื่อมีสติรู้อยู่ว่า จิตเป็นหนึ่งเดียว คือเป็นเอกัคคาตาแล้ว หรือ เข้าสู่อุเบกขาว่างวางเฉยไม่มีอารมณ์กิเลสวิ่งเข้าวิ่งออกแล้ว ก็ให้ใช้สติมองดูต่อไป เมื่อเห็นว่างจริงแล้วอธิษฐานจิตถึงหลวงปู่เทพฯ ก็ได้ถ้าวาระจิตได้จังหวะพอดี ก็จะเห็นได้ แต่การปฏิบัติจริงต้องใช้เวลาพากเพียรพยายามมากพอสมควร แท้จริง ความมุ่งหมายของการทำสมาธินั้น ก็เพื่อทำจิตใจเป็นอิสระมีความว่างเป็นกลางอยู่ให้ได้เท่านั้น ท่านไม่ให้อยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อยากเห็นส่งนั้นสิ่งนี้ เช่น เห็นนิมิตต่างๆ เพราะความอยากจะไม่ทำให้เราสมความปรารถนา ต้องใช้จิตเป็นกลาง ว่างไม่เห็นอะไรเลย จึงจะเป็นการทำสมาธิที่ถูกต้อง ส่วนปัญญานั้น ก็จะเกิดขึ้นมาเอง เป็นตัวปัญญาที่ได้จากการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานโดยตรงไม่ต้องไปหาจากสิ่งภายนอกมาใส่เข้าไปแทน ดังนั้น การทำวิปัสสนากรรมฐานให้เกิดปัญญาขึ้นนั้น ก็จะเป็นการดีสำหรับผู้ปฏิบัติที่ชี้แนะให้สร้างนิมิต หรืออุปทานขึ้นมาเป็นเครื่องล่อ ครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติตรงท่านจึงบอกว่า ปัญญาจะเกิดขึ้นมาเอง

ปฏิบัติอย่าให้ขาดตอน
แนวการปฏิบัติของหลวงปู่เทพฯ ท่านมุ่งหมายอย่างนี้ อาศัยศีลบริสุทธิ์เป็นเบื้องต้น แล้วทำจิตให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้วก่อน การอธิษฐานที่จะเห็นหลวงปู่ฯ หรือจะเห็นนิมิตอย่างอื่นก็ตาม เป็นเรื่องตามมาภายหลังข้อสำคัญต้องปฏิบัติให้ต่อเนื่องกันไป

จิตไม่บริสุทธิ์
ถ้าจิตยังไม่บริสุทธิ์ ยังไม่ว่างวางเป็นกลางจริงๆแล้ว ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะอธิษฐาน และจะไม่ประสบผลสำเร็จ

ฝึกให้ชำนาญก่อน
ท่านที่มีตบะมั่นคงได้นั้น ต้องฝึกฝนให้คล่องแคล่วชำนาญในกรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน เช่น กสิณ อนุสติ เป็นต้น จึงจะอธิษฐานให้นิมิตเกิดขึ้นได้ตามต้องการ ฉะนั้น การปฏิบัติกรรมฐานจึงต้องค่อยๆทำไปอย่างใจเย็น ที่ละขั้นตอน เพื่อชำระจิตให้สะอาด สว่าง และสงบ

ตามรอยบาทพระศาสดา
หลวงปู่เทพโลกอุดร ท่านได้เร่งบำเพ็ญเพียรตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างเคร่งครัด

กลับสู่มาตุภูมิ
เมื่อหลวงปู่มีอายุได้ 80 ปี หลังจากที่ได้ธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ แล้ววัยชราก็เข้ามาเยือนจึงได้กลับไปยังวัดสันป่ายางหลวง เมืองลำพูนตามเดิม

คงเหลืออยู่แต่คุณธรรม
ในช่วงนั้น ก็มีสามเณรน้อยอายุ 7 ขวบ ได้เข้ามาปรนนิบัติหลวงปู่ ท่านก็ได้พร่ำสอนธรรมะ โดยให้หมั่นเจริญภาวนามองเห็นภัยในวัฏสงสาร และเมื่อ พ.ศ. 1920  ระหว่างที่หลวงปู่เทพโลกอุดรมีอายุได้ 86 ปี ก็ได้ละอัตภาพวางภาระไว้คงเหลือแต่คุณธรรมเท่านั้น

คัดลอกจากหนังสือ เรียนธรรมะบูชาพระสุปฏิปันโน หลวงปู่เทพโลกอุดร
ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรม

 จากคุณ : ณัฏฐ์ วสุวงศ์สรณ์ [ 6 ม.ค. 2546 / 22:39:47 น. ]
     [ IP Address : 202.133.159.19 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (Apollon)

ขออนุโมทนาสาธุครับ

 จากคุณ : Apollon [ 7 ม.ค. 2546 / 04:13:10 น. ]
     [ IP Address : 192.146.136.129 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (ใครกัน?)

อืมม..แปลกดี  พ่อขุนรามคำแหงเพิ่งจะคิดประดิษฐ์อักษรไทย เมื่อ พ.ศ. ๑๘๒๖  และในยุคนั้นก็ยังไม่มีการพิมพ์หรือมีกระดาษใช้ในเมืองไทย  การศึกษาภาษาไทยใหม่นี้ก็ยังไม่แพร่หลาย  นอกจากมีการใช้ใบลานจารึกคัมภีร์ทางธรรมะในรูปอักษรขอม หรือการประพันธ์ตำราทางธรรมต่างๆ ในระดับนักปราชญ์ทำกันบ้างเท่านั้น ยังไม่มีการแปลงอักษรบาลีเป็นอักษรไทย  การแปลงอักษรบาลีในรูปอักษรขอมมาเป็นอักษรไทย  มาเริ่มในสมัย ร. ๕ นี่เอง,  แล้วทำไมถึงมีการบันทึกประวัติส่วนบุคคลละเอียดขนาดนั้นเลยหรือ ระบบการบันทึกแบบนั้นกลับมาเหมือนกับการบันทึกประวัติครูบาอาจารย์สมัยนี้ยังกับแกะ   ถ้าเป็นการบันทึกในปูมพงศาวดารระดับพระมหากษัตริย์ก็ไม่น่าสงสัยหรอกนะ   ช่างพิลึกพิศดารดีแต้ๆ

 จากคุณ : ใครกัน? [ 7 ม.ค. 2546 / 10:22:00 น. ]
     [ IP Address : 68.43.188.91 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (Surachaporn.)


สวัสดีทุกท่าน.

อืมม ..อ่านครั้งแรก ก็คิดเหมือนคุณ ใครกัน? เหมือนกันจ๊ะ..

ไม่ทราบว่า ท่านเจ้าของกระทู้ อาจจะใช้ เป็นปี คริสศักราช หรือเปล่า ไม่ทราบ?

อย่างไร ก็ตาม ข้าพเจ้า เข้าใจว่า เจตนา ของเจ้าของกระทู้ ก็เพื่อ สร้างสม บุญกุศลแด่ ตัวเอง และอยาก เผื่อแผ่ โดยทั่วไป..ด้วยน่ะ..

 จากคุณ : Surachaporn. [ 7 ม.ค. 2546 / 11:18:34 น. ]
     [ IP Address : 67.225.119.216 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (ใครตั้ง)

ท่านณัฏฐ์ วสุวงศ์สรณ์   ครับ  ไม่ทราบใครตั้งนามให้ท่านครับ "เทพโลกอุดร"  ฟังดูเหมือนไม่ใช่ปุถุชน  คนเคยเดินดิน  มองมุมดีเหมือนเทพจุติ  มองมุมร้าย เหมือนพวกที่ทรงเจ้าเข้าผีทั้งหลายชอบใช้กัน หมายถึงตั้งชื่อให้สำนักของท่านๆ 

ที่ถามมานี้มิได้มีเจตนาจะลบหลู่ หลวงปู่ท่านนะครับ  แต่สงสัยจริงๆครับ

 จากคุณ : ใครตั้ง [ 7 ม.ค. 2546 / 22:29:44 น. ]
     [ IP Address : 203.107.203.47 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (คนผ่านมา)

1.หลวงปู่เทพโลกอุดรยังไม่มรณะภาพ
2.หลวงปู่เทพโลกอุดรไม่ได้มีองค์เดียว
3.อะไรที่ไม่เคยเห็นก็อย่าสรุปว่าไม่มี

 จากคุณ : คนผ่านมา [ 8 ม.ค. 2546 / 03:24:25 น. ]
     [ IP Address : 203.113.34.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (ปุกปุย)

ดูสนุกสนานดีค่ะ  ตอบอีกซิคะ  คงมีธรรมะแฝง

 จากคุณ : ปุกปุย [ 8 ม.ค. 2546 / 17:10:33 น. ]
     [ IP Address : 203.113.67.70 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (กะปอม)

อันนี้ก็น่าคิดนะครับ คนในไทยเราชื่อซ้ำกันก็เยอะ ผมไปเจอนายเอกเป็นคนเก่งมีไหวพริบดีบ้านอยู่ทุ่งสง อีกเดือนเจอนายเอกบ้านอยู่อุทัยธานีเป็นคนเก่งมีไหวพริบดีเช่นกันแต่รูปร่างต่างกัน และอีกอย่างโลกอุดร คือแดนพ้นทุกข์ ดังคำกล่าวที่ว่า " เป็นทางดำเนินดุจคลอง ให้ล่วงลุปอง ยังโลกอุดรโดยตรง " ก็อาจเป็นท่านใดก็ได้ที่อยู่ที่โลกอุดร น่าจะใช่นะครับ....รึเปล่าว
การพบเจอและจะคุยกันได้ก็ต้องเป็นคนเคยรู้จักกันมา ไม่งั้นอยู่ๆเราก็คงโทรไปต่างประเทศหาใครสักคนด้วยเบอร์โทรมั่วๆได้มั้ง ดังนั้นท่านๆนั้นก็คงมีสัมพันธ์หรือเนื่องอะไรกันมาในกาลก่อน คือพอรู้จักกัน ถึงมาเกื้อกูลสงเคราะห์คนจนๆอย่างเราๆ น่าจะใช่นะครับ....รึเปล่าว....แบบไม่มีตัวตน ..มาแบบวิญญานหรือภาษาถิ่นเรียกว่า " ผี "
อีกระณี พระที่แอบอ้างก็มีถมไป แบบประโคมข่าวน่ะครับ สร้างกระแส แบบปั่นหุ้น หรือกะจะเก็งกำไรน่ะครับ คือว่าง่ายๆแบบพลอยฟ้าพลอยฝน ไปด้วยก็ยังดี
หรืออีกอย่าง พระที่อยู่ในป่าลึกผมว่ามีอยู่แบบที่มีในตำราอย่าง " พระอุปคุต " น่ะครับ และตั้งแต่อดีต จน ปัจจุบัน คงมีเกิน 1 แล้วล่ะครับ เพราะตั้ง 2546 ปีแล้วน่ะ
เอ๋....หรือว่าจะเป็นพวกเทพจำแลง แบบมาลองเราน่ะตามภาษาที่พวกปฏิบัติกรรมฐานชอบพูดกันระงมในบางกลุ่ม
โอ้....ชักจะปวดหัว
แต่ผมว่าน่าจะมีอีกแบบ เอาแบบอุตริสุดๆก็ประมาณว่า ".......... มนุษย์ต่างดาวแปลงร่างมา " ..............ขอโทษครับๆคงเพ้อไปไม่ตั้งใจนะครับ
จึงขอลาด้วยคำที่ว่า " อนิจจัง วตะสังขารา .. ขอพระนิพพานจงปรากฏแก่ท่านๆที่อ่านในชาติปัจจุบันด้วยเทอญ "

 จากคุณ : กะปอม [ 8 ม.ค. 2546 / 20:20:23 น. ]
     [ IP Address : 203.107.244.114 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!