ความคิดเห็นที่ 14 : (กลางชล)
สติปัฏฐานปาฐะ (สุตฺต.ที. ๑๐/๒๗๒/๓๒๓)
บทนำ สัมพุทโธ ทิปะทังเสฏโฐ มะหาการุณิโก มุนิ เอกายะนัง มัคคัง นามะ เวเนยยานัง อะเทสะยิ กิลิฏฐะจิตตะสัตตานัง จัตตักเลสะวิสุทธิยา โสกานัง ปะริเทวานัง อะติกกะมายะ สัพพะโส ทุกขานัง โทมะนัสสานัง อัตถังคะมายะ อัฏฐิตัง ญายัสเสวาธิคะมายะ นิพพานัสสาภิปัตติยา สะติปัฏฐานะนาเมนะ วิสสุตัง วิธะ สาสะเน จิตตักเลสะวิสุทธัตถัง ตัง มัคคันตัม ภะณามะ เสฯ
พระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ เป็นมุนีผู้ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ เป็นผู้ให้แสงสว่าง เป็นผู้ประเสริฐที่สุด ได้แสดงทางเดียวเท่านั้น แก่ผู้ต้องการหยั่งรู้ธรรม เพื่อช่วยมวลสัตว์ที่ยังมีจิตที่เกลือกกลั้วด้วยกิเลส ให้บริสุทธิ์จากกิเลส เพื่อดับความโศก ความคร่ำครวญ ดับทุกข์กาย ทุกข์ใจ อย่างสิ้นเชิง เพื่อรู้แจ้งอริยธรรม เพื่อบรรลุนิพพาน พวกเรามาสวดพระสูตรนั้นที่มีชื่อว่า สติปัฏฐาน อันเป็นทางเดียว เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่มีกิเลสครอบงำจิตอยู่เถิด . . .
อัตถิ โข เตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา สัมมาสัมพุทเธนะ เอกายะโน อะยัง มัคโค สัมมะทักขาโต สัตตานัง วิสุทธิยา โสกะปะริเทวานัง สะมะติกกะมายะ ทุกขะโทมะนัสสานัง อัตถังคะมายะ ญายัสสะ อะธิคะมายะ นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ ยะทิทัง จัตตาโร สะติปัฏฐานา. กะตะเม จัตตาโร.
พระพุทธเจ้าผู้ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ พระวิสุทธิคุณ พระปัญญาธิคุณ ได้ตรัสบอกไว้อย่างชัดเจนว่า ทางสายเดียวเท่านั้น ไปด้วยตัวคนเดียว เพื่อความบริสุทธิ์จากกิเลสของเหล่าสัตว์ (รวมทั้งมนุษย์ด้วย) เพื่อล่วงพ้นจากความโศกเศร้าเสียใจ ความคร่ำครวญ รำพัน เพื่อความดับทุกข์กายและใจ เพื่อบรรลุธรรที่ควรรู้ คือ อริยมรรค เพื่อเห็นแจ้งพระนิพพาน ทางสายเอกทางสายเดียวดังกล่าว คือ สติปัฏฐาน ๔ สติปัฏฐาน ๔ คือ อะไรบ้าง? . . .
อิธะ ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง, เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง, จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง, ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
สติปัฏฐาน ๔ คือ เอาสติไปตั้งอยู่ หรือการมีสติกำกับดู กาย เวทนา จิต และ ธรรม ๑. ภิกษุทั้งหลาย ผู้เห็นภัยในการเวียนว่ายตายเกิด ต้องการพ้นทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิด โดยอาศัยหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า เพียรพยายามเผาทำลายกิเลสอยู่เสมอ รู้ตัวว่าถูกกิเลสตัวใดสร้างปัญหา สร้างความทุกข์ ระลึกอยู่ด้วยความระวัง เตือนใจตนเองอยู่เสมอ มิให้มันครอบงำทางกาย มีสติกำกับดูกาย มิให้เกิดความยินดี ยินร้าย มิให้เกิดความรัก ความชัง เพราะกายเป็นเหตุ
๒. เพียรพยายามเผาทำลายกิเลส ทำลายกิเลสอยู่เสมอ มิให้มันครอบงำทางเวทนา (ความรู้สึกเสวยอารมณ์) มีสติกำกับดูเวทนา มิให้เกิดความยินดี ยินร้าย มิให้เกิดความรัก ความชัง เพราะจิตเป็นเหตุ
๓. เพียรพยายามเผาทำลายกิเลสอยู่เสมอ มิให้มันครอบงำทางจิต มีสติกำกับจิต มิให้เกิดความยินดี ยินร้าย มิให้เกิดความรัก ความชัง เพราะจิตเป็นเหตุ
๔. เพียรพยายามเผาทำลายกิเลสอยู่เสมอ มิให้อกุศลครอบงำ มีสติกำกับอยู่เสมอ พิจารณาเห็นธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลที่เกิดขึ้น มิให้เกิดความยินดี ยินร้าย มิให้เกิดความรัก ความชัง เพราะธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลเป็นเหตุ . . .
กะถัญจะ ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ. อิธะ ภิกขุ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสมิง วิหะระติ วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสมิง วิหะระติ สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสมิง วิหะระติ อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ อะนิสสิโต จะ วิหะระติ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ เอวัง โข ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติฯ
(๑) ภิกษุทั้งหลาย ผู้เห็นภัยในการเวียนว่ายตายเกิด ต้องการพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เห็นกายในกาย อย่างไร? ผู้ปฏิบัติตนเพื่อพ้นทุกข์ กำหนดพิจารณาติดตามดูภายในกายของตนบ้าง ติดตามดูกายของผู้อื่นบ้าง ติดตามดูทั้งกายของตนและกายของผู้อื่นบ้าง (ให้เห็นเป็นเช่นเดียวกัน คือ ล้วนแต่ประกอบด้วยธาตุทั้งหลาย มีดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นต้น) พิจารณาเห็นกายมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาบ้าง มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาบ้าง พิจารณาเห็นทั้งความเกิดขึ้นและเสื่อมไปของกายเป็นธรรมดา (เป็นธรรมชาติของกาย มันเป็นอย่างนี้เอง) เอาสติไปตั้งไว้ที่กาย เอาสติกำกับดูกาย ว่ากายเป็นอย่างนี้เอง เพียงแต่กำหนดรู้ ระลึกรู้เท่านั้น สักว่าเอาสติไปตั้งไว้ให้เห็นความเป็นจริงของกาย ไม่ยึดติดกาย ไม่ยึดติดแม้แต่นิดเดียวว่า กายของเรา (คือ ไม่มีอัตตาให้ยึดติดแม้นิดเดียว) นี้แล คือ การพิจารณาเห็นกายในกาย . . .
กะถัญจะ ภิกขุ เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ. อิธะ ภิกขุ อัชฌัตตัง วา เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ พะหิทธา วา เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ อัชฌัตตะพะหิทธา วา เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา เวทะนาสุ วิหะระติ วะยะธัมมานุปัสสี วา เวทะนาสุ วิหระระติ สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา เวทะนาสุ วิหะระติ อัตถิ เวทนาติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ อะนิสสิโต จะ วิหะระติ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ เอวังโข ภิกขุ เวทะนาสุ เวทนานุปัสสี วิหะระติฯ
(๒) ภิกษุทั้งหลาย พิจารณา เห็นเวทนาในเวทนา เป็นอย่างไร? ผู้ปฏิบัติตนเพื่อพ้นทุกข์ กำหนดพิจาณราติดตามดูเวทนาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับตนบ้าง ติดตามดูเวทนาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับผู้อื่นบ้าง ติดตามดูทั้งเวทนาที่เกิดขึ้นกับตนและเวทนาที่เกิดขึ้นกับผู้อื่นบ้าง (ให้เห็นเป็นเช่นเดียวกัน คือ จะเป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ก็มีความรู้สึกเป็นเช่นเดียวกัน) พิจารณาเห็นเวทนาทั้งหลายที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาบ้าง มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาบ้าง พิจารณาเห็นทั้งความเกิดขึ้นและเสื่อมไปของเวทนาเป็นธรรมดา (เป็นธรรมชาติของเวทนา มันเป็นอย่างนี้เอง) เอาสติไปตั้งไว้ที่เวทนา เอาสติกำกับดูเวทนา ว่าเวทนาเป็นอย่างนี้เอง เพียงแต่กำหนดรู้ ระลึกรู้เท่านั้น สักว่าเอาสติไปตั้งไว้ให้เห็นความเป็นจริงของเวทนา ไม่ยึดติดเวทนา ไม่ยึดติดแม้แต่นิดเดียวว่า เวทนาของเรา (คือไม่มีอัตตาให้ยึดติดแม้นิดเดียว) นี้แล คือ การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา . . .
กะถัญจะ ภิกขุ จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ. อิธะ ภิกขุ อัชฌัตตัง วา จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ พะหิทธา วา จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ อัชฌัตตะพะหิทธา วา จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา จิตตัสมิง วิหะระติ วะยะธัมมานุปัสสี วา จิตตัสมิง วิหะระติ สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา จิตตัสมิง วิหะระติ อัตถิ จิตตันติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ อะนิสสิโต จะ วิหะระติ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ เอวังโข ภิกขุ จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติฯ
(๓) ภิกษุทั้งหลาย พิจารณาเห็นจิตในจิต เป็นอย่างไร? ผู้ปฏิบัติตนเพื่อพ้นทุกข์ กำหนดพิจารณาติดตามดูจิตของตนบ้าง ติดตามดูจิตของผู้อื่นบ้าง ติดตามดูทั้งจิตของตนและจิตของผู้อื่นบ้าง (ให้เห็นเป็นเช่นเดียวกัน คือ ผ่องใส ด้วยอำนาจของกุศลธรรมบ้าง เศร้าหมองด้วยอำนาจแห่งอกุศลธรรมบ้าง) พิจารณาเห็นจิตมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาบ้าง มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาบ้าง พิจารณาเห็นทั้งความเกิดขึ้นและเสื่อมไปของจิตเป็นธรรมดา (เป็นธรรมชาติของจิต มันเป็นอย่างนี้เอง) เอาสติไปตั้งไว้ที่จิต เอาสติกำกับดูจิต ว่าจิตเป็นอย่างนี้เอง เพียงแต่กำหนดรู้ ระลึกรู้เท่านั้น สักว่าเอาสติไปตั้งไว้ให้เห็นความเป็นจริงของจิต ไม่ยึดติดจิต ไม่ยึดติดแม้แต่นิดเดียวว่า จิตของเรา (คือ ไม่มีอัตตาให้ยึดติดแม้นิดเดียว) นี้แล คือ การพิจารณาเห็นจิตในจิต . . .
กะถัญจะ ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ. อิธะ ภิกขุ อัชฌัตตัง วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ พะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ อัชฌัตตะพะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ วะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ อัตถิ ธัมมาติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ อะนิสสิโต จะ วิหะระติ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ เอวังโข ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติฯ
(๔) ภิกษุทั้งหลาย พิจารณาเห็นธรรมในธรรม เป็นอย่างไร? ผู้ปฏิบัติตนเพื่อพ้นทุกข์ กำหนดพิจารณาติดตามดูธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลหรืออกุศลที่เกิดขึ้นกับตนบ้าง ติดตามดูธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลหรืออกุศลที่เกิดขึ้นกับผู้อื่นบ้าง ติดตามดูทั้งธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลหรืออกุศลที่เกิดขึ้นกับตนและที่เกิดขึ้นกับผู้อื่นบ้าง (ให้เห็นเป็นเช่นเดียวกัน คือ จะเป็นกุศลธรรมหรืออกุศลธรรมบ้าง ก็มีความรู้สึกเป็นเช่นเดียวกัน) พิจารณาเห็นธรรมทั้งหลายมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาบ้าง มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาบ้าง พิจารณาเห็นทั้งความเกิดขึ้นและเสื่อมไปของธรรมทั้งหลายเป็นธรรมดา (เป็นธรรมชาติของธรรม มันเป็นอย่างนี้เอง) เอาสติไปตั้งไว้ที่ธรรม เอาสติกำกับดูธรรม ว่าธรรมเป็นอย่างนี้เอง เพียงแต่กำหนดรู้ ระลึกรู้เท่านั้น สักว่าเอาสติไปตั้งไว้ให้เห็นความเป็นจริงของธรรม ไม่ยึดติดธรรม (ธรรมเป็นเสมือนแพ สำหรับโดยสารข้ามแม่น้ำ ถ้ายึดติดแพก็ขึ้นฝั่งไม่ได้) ไม่ยึดติดแม้แต่นิดเดียวว่า ธรรมของเรา (คือ ไม่มีอัตตาให้ยึดติดแม้แต่นิดเดียว) นี้แล คือ การพิจารณาเห็นธรรมในธรรม . . .
อะยัง โข เตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา สัมมาสัมพุทเธนะ เอกายะโน มัคโค สัมมะทักขาโต สัตตานัง วิสุทธิยา โสกะปะริเทวานัง สะมะติกกะมายะ ทุกขะโทมะนัสสานัง อัตถังคะมายะ ญายัสสะ อะธิคะมายะ นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ ยะทิทัง จัตตาโร สะติปัฏฐานาติ
นี้แล คือทางเดียวเท่านั้น ไปด้วยตัวคนเดียวเท่านั้น เพื่อความบริสุทธิ์จากกิเลสของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงพ้นจากความโศกเศร้าเสียใจ ความคร่ำครวญ รำพัน เพื่อความดับทุกข์กายและใจ เพื่อบรรลุธรรมที่ควรรู้ คือ อริยมรรค เพื่อเห็นแจ้งพระนิพพาน ที่พระพุทธองค์ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ พระวิสุทธิคุณ และพระปัญญาธิคุณ ได้ตรัสไว้โดยชอบแล้ว . . .
เอกายะนัง ชาติขะยันตะทัสสี มัคคัง ปะชานาติ หิตานุกัมปี เอเตนะ มัคเคนะ ตะริงสุ ปุพเพ ตะริสสะเร เจวะ ตะรันติ โจฆันติฯ
ทางสายเดียวดังกล่าว คือ สติปัฏฐาน ๔ ซึ่งสหัมบดีพรหมได้กล่าวเป็นคาถาไว้ว่า พระพุทธองค์ ผู้ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ ทรงเห็นแจ้งพระนิพพาน อันเป็นที่สุดของความเกิดและความดับ พระองค์ทรงอนุเคราะห์ (มวลสัตว์) ด้วยประโยชน์เกื้อกูลเป็นนิตย์ ทรงรู้แจ้งมรรค เป็นทางเดียวซึ่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้ข้ามห้วงสังสารวัฏไปแล้วในกาลก่อน จักข้ามไป (ในอนาคต) และกำลังข้ามกันอยู่ (ในปัจจุบัน) ก็โดยอาศัยทางนี้ทางเดียว . . .
จบสติปัฏฐานปาฐะ
|