บทสวดมนต์
 เนื้อความ :

ขอความกรุณาท่านผู้รู้ทั้งหลาย ช่วยแนะนำแหล่งค้นหา(บนเนต)บทสวดมนต์เหล่านี้
-  ธัมมะจักรกัปปะวัตนะสูตร
-  อนันตะลักขะณะสูตร
-  อาทิตตะปะริยายะสุตตะ
-  ธัมมะนิยามะคาถา
-  สะติปัฎฐานะปาฐะ
  กราบขออภัยการใช้ภาษา  และขอบพระคุณมากๆๆๆๆๆ

 จากคุณ : 20640 [ 17 ส.ค. 2546 / 09:39:36 น. ]
     [ IP Address : 66.44.104.108 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (ปางบุญ)

ยินดีที่มีผู้คิดจะสวดมนต์ โดยเฉพาะบทยาว ๆ ของธัมมะจักร
ตั้งใจว่าพรรษานี้จะฝึกเอาให้ได้

สำหรับการค้นหา เข้าไปใน เวบ กูเกิ้ล แล้วพิมพ์คำว่าสวดมนต์ บทสวดมนต์ หรือเวบ 84000. ในนั้นจะมีให้แทบทั้งหมด แต่เดี๋ยวคงมีน้อง ๆ มาทำลิงค์ให้ค่ะ

อนุโมทนา

 จากคุณ : ปางบุญ [ 17 ส.ค. 2546 / 19:46:59 น. ]
     [ IP Address : 203.144.214.115 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (20640)

กราบขอบพระคุณ คุณปางบุญ  เข้าไปค้นใน 84000  มาแล้ว มีบทธัมมะจักรบทเดียวเอง  (*y*)   ขอบพระคุณๆๆๆๆๆๆๆ

 จากคุณ : 20640 [ 17 ส.ค. 2546 / 20:36:50 น. ]
     [ IP Address : 66.44.105.53 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (ปางบุญ)

หาได้แล้วหรือยังค่ะ

ถ้าหาทางเนตไม่ได้ มีบทสวดในหนังสือ จะสำเนาส่งไปให้ดีไหมค่ะ

 จากคุณ : ปางบุญ [ 19 ส.ค. 2546 / 18:11:19 น. ]
     [ IP Address : 192.168.1.4 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (000)

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร




เริ่มธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

อนุตฺตรํ อภิสมฺโพธึ สมฺพุชฺฌิตฺวา ตถาคโต
พระตถาคตเจ้า ได้ตรัสรู้ซึ่งพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว
ป มํ ยํ อเทเสสิ ธมฺมจกฺกํ อนุตฺตรํ สมฺมเทว ปวตฺเตนฺโต โลเก อปฺปฏิวตฺติยํ
เมื่อจะทรงประกาศธรรมที่ใครๆ ยังมิได้ให้เป็นไปแล้วในโลก ให้เป็นไปโดยชอบแท้ ได้ทรงแสดง พระอนุตตรธรรมจักรใดก่อน
ยตฺถากฺขาตา อุโภ อนฺตา ปฏิปตฺติ จ มชฺฌิมา จตูสฺวาริยสจฺเจสุ วิสุทฺธํ าณทสฺสนํ
คือในธรรมจักรใด พระองค์ตรัสซึ่งที่สุด สองประการ และข้อปฏิบัติเป็นกลาง และปัญญาอันรู้เห็นอันหมดจดแล้วในอริยสัจทั้งสี่
เทสิตํ ธมฺราเชน สมฺมาสมฺโพธิกิตฺตนํ นาเมน วิสฺสุตํ สุตฺตํ ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนํ เวยฺยากรณปาเ น สงฺคีตนฺตมฺภณาม เส
เราทั้งหลาย จงสวดธรรมจักรนั้น ที่พระองค์ผู้พระธรรมราชาทรงแสดงแล้ว ปรากฏโดยชื่อว่า ธัมมจักรกัปปวัตตนสูตร เป็นสูตรประกาศ พระสัมมาสัมโพธิญาณ อันพระสังคีติกาจารย์ ร้อยกรองไว้โดยเวยยกรณปา ะ เทอญ

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

เอวมฺเม สุตํ
อันข้าพเจ้า(คือพระอานนทเถระ) ได้สดับมาแล้วอย่างนี้
เอกํ สมยํ ภควา
สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
พาราณสิยํ วิหรติ อิสิปตเน มิคทาเย
เสด็จประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี
ตตฺร โข ภควา ปญฺจวคฺคิเย ภิกฺขู อามนฺเตสิ
ในกาลนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเตือน พระภิกษุปัญจวัคคียว่า
เทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย (การกระทำ)ที่สุดสองอย่างนี้
ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา
อันบรรพชิตไม่ควรเสพ (ไม่ควรข้องแวะเลย)
โย จายํ กาเมสุ กามสุขลฺลิกานุโยโค
คือการประกอบตนให้พัวพันด้วย (ความใคร่ใน)กาม ในกาม(สุข) ทั้งหลายนี้ใด
หีโน
เป็นธรรมอันเลว เป็นของต่ำทราม
คมฺโม
เป็นของชาวบ้าน เป็นเหตุให้ตั้งบ้านเรือน
โปถุชฺชนิโก
เป็นของชั้นปุถุชน เป็นของคนมีกิเลสหนา
อนริโย
ไม่ใช่ข้อปฏิบัติของพระอริยเจ้า ไม่ใช่ไปจากข้าศึกคือกิเลส
อนตฺถสญฺหิโต
ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ อย่างหนึ่ง
โย จายํ อตฺตกิลมถานุโยโค
คือการประกอบความเหน็ดเหนื่อยด้วยตน การทรมานตนให้ลำบาก เหล่านี้ใด
ทุกฺโข
เป็นสิ่งนำมาซึ่งทุกข์ ให้เกิดทุกข์แก่ผู้ประกอบ
อนริโย
ไม่ใช่ข้อปฏิบัติของพระอริยเจ้า ไม่ใช่ไปจากข้าศึกคือกิเลส
อนตฺถสญฺหิโต
ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ อย่างหนึ่ง
เอเต เต ภิกฺขเว อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม มชฺฌิมา ปฏิปทา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลางไม่เข้าไปใกล้(การกระทำ)ที่สุด สองอย่างนั่นนั้น
ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา
ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง
จกฺขุกรณี
ทำดวงตาให้เกิด
าณกรณี
ทำญาณเครื่องรู้
อุปสมาย
ย่อมเป็นไปเพื่อความเข้าไปสงบ ระงับ
อภิญฺ าย
เพื่อความรู้ยิ่ง
สมฺโพธาย
เพื่อความรู้พร้อม เพื่อความรู้ดี
นิพฺพานาย สํวตฺตติ
เพื่อความดับ เพื่อนิพพาน
กตมา จ สา ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฏิปทา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อปฏิบัติซึ่งเป็นทางสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้(การกระทำ)ที่สุด สองอย่างนั่น นั้นเป็นไฉน
ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา
ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง
จกฺขุกรณี
ทำดวงตาให้เกิด
าณกรณี
ทำญาณเครื่องรู้
อุปสมาย
ย่อมเป็นไปเพื่อความเข้าไปสงบ ระงับ
อภิ าย
เพื่อความรู้ยิ่ง
สมฺโพธาย
เพื่อความรู้พร้อม เพื่อความรู้ดี
นิพฺพานาย สํวตฺตติ
เพื่อความดับ เพื่อนิพพาน
อยเมว อริโย อฏฺ งฺคิโก มคฺโค
ทางมีองค์แปด เครื่องไปจากข้าศึก คือกิเลสนี้เอง
เสยฺยถีทํ
กล่าวคือ
(๑) สมฺมาทิฏฺ ิ
ปัญญาอันเห็นชอบ
(๒) สมฺมาสงฺกปฺโป
ความดำริชอบ
(๓) สมฺมาวาจา
การพูดจาชอบ
(๔) สมฺมากมฺมนฺโต
การทำการงานชอบ
(๕) สมฺมาอาชีโว
ความเลี้ยงชีวิตชอบ
(๖) สมมาวายาโม
ความพากเพียรชอบ
(๗) สมฺมาสติ
ความระลึกชอบ
(๘) สมฺมาสมาธิ
ความตั้งจิตมั่นชอบ
อยํ โข สา ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฏิปทา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้แล ข้อปฏิบัติชึ่งเป็นกลางนั้น
ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา
ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง
จกฺขุกรณี
ทำดวงตาให้เกิด
าณกรณี
ทำญาณเครื่องรู้
อุปสมาย
ย่อมเป็นไปเพื่อความเข้าไปสงบ ระงับ
อภิญฺ าย
เพื่อความรู้ยิ่ง
สมฺโพธาย
เพื่อความรู้พร้อม เพื่อความรู้ดี
นิพฺพานาย สํวตฺตติ
เพื่อความดับ เพื่อนิพพาน
อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขํ อริยสจฺจํ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็นี้แล เป็นทุกข์อย่างแท้จริง คือ
ชาติปิ ทุกฺขา
ความเกิดก็เป็นทุกข์
ชราปิ ทุกฺขา
ความแก่ก็เป็นทุกข์
มรณมฺปิ ทุกฺขํ
ความตายก็เป็นทุกข์
โสก ปริเทว ทุกฺข โทมนสฺ สุปายาสาปิ ทุกฺขา
ความโศก ความรำไรรำพัน ความทุกข์(ความไม่สบายกาย) โทมนัส(ความไม่สบายใจ) และความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์
อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข
ความประสบด้วยสิ่งที่ ไม่เป็นที่รักที่พอใจทั้งหลาย ก็เป็นทุกข์
ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข
ความพลัดพราก จากสิ่งที่รัก ที่พอใจทั้งหลาย ก็เป็นทุกข์
ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ
ปรารถนาอยู่ย่อมไม่ได้ แม้อันใด แม้อันนั้น ก็เป็นทุกข์
สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา
โดยย่อแล้ว อุปาทานขันข์ทั้งห้า เป็นตัวทุกข์
อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็นี้แล เป็นเหตุให้ทุกข์ เกิดขึ้นอย่างแท้จริง คือ
ยายํ ตนฺหา
ความทะยานอยาก(ของจิต)นี้อันใด
โปโนพฺภวิกา
ทำให้มีภพอีก อันเป็นเครื่องทำให้มีการเกิดอีก
นนฺทิราค สหคตา
เป็นไปกับด้วย(อันประกอบอยู่ด้วย)ความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิน
ตตฺรตตฺราภินนฺทินี
มีปกติเพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้นๆ (ตัณหามักเพลิดเพลินในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น ชื่อว่าในที่นั้นๆ)
เสยฺยถีทํ
ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ
กามตณฺหา
คือ ความทยานอยากในกาม ความทะยานอยากในอารมณ์ที่รัก ใคร่
ภวตณฺหา
คือ ความทะยานอยากในความมี ความเป็น
วิภวตณฺหา
คือ ความทะยานอยากในความไม่มี ไม่เป็น
อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็นี้แล เป็นความดับทุกข์อย่างแท้จริง คือ
โย ตสฺสาเยว ตณฺหาย อเสสวิราคานิโรโธ
ความดับสนิทเพราะจางไป โดยสิ้นความกำหนัด โดยไม่เหลือ แห่งตัณหานั้นนั่นเทียวอันใด
จาโค
ความสละเสียตัณหานั้น
ปฏินิสฺสคฺโค
ความวาง ความสละคืน ความสละได้ขาด ตัณหานั้น
มุตฺติ
ความปล่อย ความพ้น ความหลุดพ้น ตัณหานั้น
อนาลโย
ความไม่พัวพัน ไม่กังวล ไม่อาลัยในตัณหานั้น(เป็นความทำไม่ให้มีที่อาศัยซึ่งตัณหานั้น)
อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขนิโรธคามิ ปฏิปทา อริยสจฺจํ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็นี้แล เป็นข้อปฏิบัติ ให้ถึงความดับทุกข์อย่างแท้จริง คือ
อยเมว อริโย อฏฺ งฺคิโก มคฺโค
ทางมีองค์แปด เครื่องไปจากข้าศึก คือกิเลส นี้เอง
เสยฺยถีทํ
ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ
(๑) สมฺมาทิฏฺ ิ
ปัญญาอันเห็นชอบ
(๒) สมฺมาสงฺกปฺโป
ความดำริชอบ
(๓) สมฺมาวาจา
การพูดจาชอบ
(๔) สมฺมากมฺมนฺโต
การทำการงานชอบ
(๕) สมฺมาอาชีโว
ความเลี้ยงชีวิตชอบ
(๖) สมฺมาวายาโม
ความพากเพียรชอบ
(๗) สมฺมาสติ
ความระลึกชอบ
(๘) สมฺมาสมาธิ
ความตั้งจิตมั่นชอบ
อิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุง อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปญฺ า อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยใด้ฟังแล้วในกาลก่อนว่านี้เป็น ทุกขอริยสัจ
ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเ ยฺยนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุง อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปญฺ า อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้น แล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยใด้ฟังแล้วในกาลก่อนว่า ก็ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้
ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺ าตนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุง อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปญฺ า อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้น แล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยใด้ฟังแล้วในกาลก่อนว่า ก็ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล อันเราได้กำหนดรู้แล้ว
อิทํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุง อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปญฺ า อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้น แล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยใด้ฟังแล้ว ในกาลก่อนว่านี้ ทุกขสมุทัยอริยสัจ
ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุง อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปญฺ า อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้น แล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยใด้ฟังแล้วในกาลก่อนว่า ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล ควรละเสีย
ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหีนนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุธมฺเมสุ จกฺขุง อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปญฺ า อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้น แล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยใด้ฟังแล้วในกาลก่อนว่า ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้ นั้นแล อันเราได้ละแล้ว
อิทํ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุง อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปญฺ า อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยใด้ ฟังแล้ว ในกาลก่อนว่านี้เป็น ทุกขนิโรธ อริยสัจ
ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุง อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปญฺ า อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยใด้ ฟังแล้วในกาลก่อนว่า ก็ทุกขนิโรธอริยสัจนี้ นั้นแล ควรทำใหัแจ้ง
ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกตนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุง อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปญฺ า อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยใด้ ฟังแล้วในกาลก่อนว่า ก็ทุกขนิโรธอริยสัจนี้ นั้นแล อันเราได้ทำใหัแจ้งแล้ว
อิทํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุง อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปญฺ า อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้น แล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยใด้ฟังแล้ว ในกาลก่อนว่านี้ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุง อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปญฺ า อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้น แล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยใด้ฟังแล้วในกาลก่อนว่า ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้ นั้นแล ควรให้เจริญ
ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาวิตนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุง อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปญฺ า อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้น แล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยใด้ ฟังแล้วในกาลก่อนว่า ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิ ปทาอริยสัจนี้ นั้นแล อันเราเจริญแล้ว
ยาวกีวญฺจ เม ภิกฺขเว อิเมสุ จตูสุ อริยสจฺเจสุ เอวนฺติปริวฏฺฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ าณทสฺสนํ น สุวิสุทธํ อโหสิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงแล้วอย่างไร ในอริยสัจสี่เหล่านี้ของเรา ซึ่งมีรอบสาม มีอาการสิบสองอย่างนี้ ยังไม่หมดจดเพียงใดแล้ว
เนว ตาวาหํ ภิกฺขเว สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธ ปจฺจญฺ าสึ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราได้ยืนยันตนว่า เป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งปัญญาเครื่องตรัสรู้ชอบ ไม่มีความตรัสรู้อื่นจะยิ่งกว่าในโลก เป็นไปกับด้วยเทพดา มาร พรหม ในหมู่สัตว์ ทั้งสมณพราหมณ์ เทพดา มนุษย์ ไม่ได้เพียงนั้น
ยโต จ โข เม ภิกฺขเว อิเมสุ จตูสุ อริยสจฺเจสุ เอวนฺติปริวฏฺฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ าณทสฺสนํ สุวิสุทธํ อโหสิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงแล้วอย่างไร ในอริยสัจสี่ เหล่านี้ของเรา ซึ่งมีรอบสาม มีอาการสิบสองอย่างนี้ หมดจดดีแล้ว
อถาหํ ภิกฺขเว สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธ ปจฺจญฺ าสึ
เมื่อนั้น เราจึงได้ยืนยันตนว่าเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งปัญญาเครื่องตรัสรู้ชอบ ไม่มีความตรัสรู้อื่นจะยิ่งกว่าในโลก เป็นไปกับด้วย เทพดา มาร พรหม ในหมู่สัตว์ ทั้งสมณพราหมณ์ เทพดา มนุษย์
าณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ
ก็แล ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
อกุปฺปา เม วิมุตติ อยมนฺติมา ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ
ว่าความพ้นพิเศษของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นที่สุดแล้ว บัดนี้ไม่มีภพอีก
อิทมโวจ ภควา
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสธรรมปริยายนี้แล้ว
อตฺตมนา ปญฺจวคฺคิยา ภิกฺขู
ภิกษุปัญจวัคคีย์ก็มีใจยินดี
ภควโค ภาสิตํ อภินนฺทุง
เพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า
อิมสฺมิญฺจ ปน เวยฺยากรณสฺมึภญฺ มาเน
ก็แลเมื่อเวยยากรณ์นี้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอยู่
อายสฺมโต โกณฺฑญฺ สฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุง อุทปาทิ
จักษุในธรรม อันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแล้ว แก่พระผู้มีอายุโกณฑัญญะ
ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ
ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีอันเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งปวงนั้น มีอันดับไปเป็นธรรมดา
ปวตฺติเต จ ภควตา ธมฺมจักเก
ก็ครั้นเมื่อธรรมจักร อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้เป็นไปแล้ว
ภุมฺมา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุง
เหล่าภุมมเทพดา ก็ยังเสียงให้บันลือลั่น
เอตมฺภควตา พาราณสิยํ อิสิปตเน มิคทาเย อนุตตรํ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺติตํ อปฺปฏิวตฺติยํ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมินฺติ
ว่านั้นจักร คือธรรม ไม่มีจักรอื่นสู้ได้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้เป็นไปแล้ว ที่ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี อันสมณพราหมณ์ เทพดา มาร พรหม และใครๆ ในโลกยังให้เป็นไปไม่ได้ ดังนี้
ภุมฺมานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา จาตุมฺมหาราชิกา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุง
เทพเจ้าเหล่าชั้นจาตุมหาราช ได้ฟังเสียงของเทพเจ้า เหล่าภุมมเทพดาแล้ว ก็ยังเสียงให้บันลือลั่น
จาตุมฺมหาราชิกานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา ตาวตึสา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุง
เทพเจ้าเหล่าชั้นดาวดึงส์ ได้ฟังเสียงของเทพเจ้า เหล่าชั้นจาตุมหาราชแล้ว ก็ยังเสียงให้บันลือลั่น
ตาวตึสานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา ยามา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุง
เทพเจ้าเหล่าชั้นยามะ ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นดาวดึงส์แล้ว ก็ยังเสียงให้บันลือลั่น
ยามานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา ตุสิตา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุง
เทพเจ้าเหล่าชั้นดุสิต ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นยามะแล้ว ก็ยังเสียงให้บันลือลั่น
ตุสิตานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา นิมฺมานรตี เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุง
เทพเจ้าเหล่าชั้นนิมมานรดี ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นดุสิตแล้ว ก็ยังเสียงให้บันลือลั่น
นิมฺมานรตีนํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา ปรนิมฺมิตวสวตฺตี เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุง
เทพเจ้าเหล่าชั้นปรนิมมิตวสวัดดี ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นนิมมานรดีแล้ว ก็ยังเสียงให้บันลือลั่น
ปรนิมฺมิตวสวสฺตีนํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา พฺรหฺมกายิกา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุง
เทพเจ้าเหล่าที่เกิดในหมู่พรหม ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นปรนิมมิตวสวัดดีแล้ว ก็ยังเสียงให้บันลือลั่น
เอตมฺภควตา พาราณสิยํ อิสิปตเน มิคทาเย อนุตตรํ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺติตํ อปฺปฏิวตฺติยํ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมินฺติ
ว่านั้นจักร คือธรรม ไม่มีจักรอื่นสู้ได้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้เป็นไปแล้ว ที่ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี อันสมณพราหมณ์ เทพดา มาร พรหม และใครๆ ในโลกยังให้เป็นไปไม่ได้ ดังนี้
อิติห เตน ขเณน เตน มุหุตฺเตน ยาว พฺรหฺมโลกา สทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉิ
โดยขณะครู่เดียวนั้น เสียงขึ้นไปถึงพรหมโลก ด้วยประการฉะนี้
อยญฺจ ทสสหสฺสี โลกธาตุ
ทั้งหมื่นโลกธาตุ
สงฺกมฺปิ สมฺปกมฺปิ สมฺปเวธิ
ได้หวั่นไหวสะเทือนสะท้านลั่นไป
อปฺปมาโณ จ โอฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุรโหสิ
ทั้งแสงสว่างอันยิ่งไม่มีประมาณ ได้ปรากฏ แล้วในโลก
อติกฺกมฺเมว เทวานํ เทวานุภาวํ
ล่วงเทวานุภาพของเทพดาทั้งหลายเสียหมด
อถโข ภควา อุทานํ อุทาเนสิ
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงเปล่งอุทานว่า
อญฺ าสิ วต โภ โกณฺฑญฺโ อญฺ าสิ วต โภ โกณฺฑญฺโ ติ
ว่าโกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ผู้เจริญ
อิติหิทํ อายสฺมโต โกณฺฑญฺ สฺส อญฺ าโกณฺฑญฺโ เตฺวว นามํ อาโหสีติ.
เพระเหตุนั้น นามว่า อัญญาโกณฑัญญะนี้นั่นเทียว ได้มีแล้วแก่พระผู้มีอายุโกณฑัญญะ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

 จากคุณ : 000 [ 21 ส.ค. 2546 / 06:15:05 น. ]
     [ IP Address : 139.132.83.185 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (sw)

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร   กระทู้ ที่ 008518
อนัตตลักขณสูตร            กระทู้ ที่ 009240
ออกพรรษา ผมจะ เอา อาทิตตปริยายสูตร แปลไทย มา post

 จากคุณ : sw [ 21 ส.ค. 2546 / 09:28:29 น. ]
     [ IP Address : 12.249.51.24 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (000)


อาทิตตปริยายสูตร
http://www.dhammakaya.org/article/tesna/tesna_lpho03.htm

 จากคุณ : 000 [ 21 ส.ค. 2546 / 10:24:45 น. ]
     [ IP Address : 139.132.83.185 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (20604)

กราบขอบพระคุณทุกท่าน  หลังจากโพส เพิ่งเข้ามาอ่านวันนี้  ตกลงได้สามบทแล้ว  ที่ต้องรบกวนเพราะมีเพื่อนกลุ่มปฎิบัติธรรมด้วยกัน ก็ประมาณสิบกว่าท่าน(หญิง(แก่)ล้วน)ต้องการสวด  ที่วัดก็ไม่มี วัดที่ใกล้บ้าน ห่าง 12 ไมล์  อีกวัดห่าง 60 ไมล์ พระท่านแนะนำให้หาบนเนต  เราพรินแล้วcopyไปแจก ทำได้บทธัมมจักบทเดียวหมึกหมดเลย   ต้องรอให้ลูกไปซื้อหมึกให้ก่อน  เฮ้อ  กว่าจะพิมพ์ได้ยาวขนาดนี้ เล่นเอาเหนื่อย    ขอบคุณๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 จากคุณ : 20604 [ 22 ส.ค. 2546 / 06:20:20 น. ]
     [ IP Address : 66.44.116.135 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (sw)

คุณ 20604 กรุณา e-mail มาหาผมที่ ratcha23@hotmail.com ผมจะ ส่ง file หนังสือ  มนต์พิธี  ฉบับสำนักเรียน  วัดราษฎร์บำรุง จังหวัด
ชลบุรี  ซึ่งรวบรวมจัดทำขึ้น  โดย  พระครูสมุห์เอี่ยม  สิริวณฺโณ ไปให้ (ซึ่งได้มาจาก www.learntripitaka.com)

 จากคุณ : sw [ 22 ส.ค. 2546 / 08:57:26 น. ]
     [ IP Address : 12.249.51.24 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (20640)

เรียนคุณsw
         ต้องขอขอบคุณในความกรุณา ที่จริงไม่อยากรบกวนให้ต้องสิ้นเปลือง  พรินเอาจากบนเนตก็ได้ง่ายดี  อยู่ที่นี่ไม่มีแหล่งข้อมูลให้ค้นหาได้มากนัก พอมีเนตก็เริ่มสะดวกขึ้น  แต่ก็อย่างว่า คนแก่จะทำอะไรก็ไม่ค่อยสะดวกรวดเร็ว ใช้เนตก็ไม่ค่อยเป็น   ต้องขอประทานโทษเจ้าของเวป ที่นำเรื่องไม่เป็นเรื่องมาลง  ขอกราบขอบพระคุณทุกๆท่านที่มีน้ำใจช่วยเหลือ  ขอให้เจริญในธรรมทุกๆท่าน

 จากคุณ : 20640 [ 22 ส.ค. 2546 / 16:58:39 น. ]
     [ IP Address : 66.44.104.35 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (กลางชล)

คัดบทสวดมนต์ที่คุณเจ้าของกระทู้ต้องการมาจาก
หนังสือ "ธรรมะในบทสวดมนต์" มาฝากด้านล่างนี้นะคะ
พอดีเตรียมไว้หลายวันแล้ว แต่ด้วยติดภาะงานที่ค่อนข้างเยอะ
เลยเพิ่งมีโอกาสได้จัดหน้าและแวะเข้ามาโพสต์วันนี้เอง
บางบทอาจจะโพสต์ซ้ำกับที่โพสต์ไปแล้วข้างต้นบ้าง หรือมีแล้วบ้าง
แต่ไหน ๆ ก็พิมพ์ไว้แล้ว ก็ขออนุญาตโพสต์ให้ทุกบทเลยแล้วกันนะคะ :-)
แต่ต้องขอบอกว่า เท่าที่อ่านแล้ว คำแปลของบทแปลข้างต้น
ดูจะแปลไว้ละเอียดกว่าค่ะ แต่ด้านล่างนี้ก็ได้ใจความโดยรวมเหมือนกัน
และเผื่อว่าถ้าต้องการจะปริ้นท์ ก็ ดาวน์โหลดที่นี่ ได้นะคะ

อีกอย่างนึงคือ สิ่งที่คุณ ๒๐๖๔๐ ขอมาไม่ใช่ "เรื่องไม่เป็นเรื่อง" เลยค่ะ
อย่าคิดอย่างนั้นเลยค่ะ ที่จริงแล้ว เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีอันหนึ่งเลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระสูตรทั้ง ๕ นี้ เป็นธรรมอันสำคัญยิ่งของพระพุทธศาสนา
หากผู้สวดนำบทเหล่านี้มาศึกษาความหมาย และสวดด้วยความเข้าใจจริง ๆ
ก็จะเป็นประโยชน์ในการเสริมสร้างศรัทธา สมาธิ และปัญญาได้ด้วยค่ะ

บทนำคำอธิบายอย่างย่อ เกี่ยวกับพระสูตรทั้งห้า
จากหนังสือ "ธรรมะในบทสวดมนต์" กล่าวไว้อย่างนี้ค่ะ

- - -
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เปิดเผยถึง "ธรรม" ที่พระพุทธองค์ค้นพบ
จนเป็นเหตุให้เกิดมีพระอริยสงฆ์เป็นพยานในการตรัสรู้ของพระพุทธองค์

อนัตตลักขณสูตร เป็นการอธิบาย หลักไตรลักษณ์
คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้แจ่มแจ้ง
เมื่อแสดงทุกขลักษณะในธัมมจักกัปปวัตนสูตร เบญจวัคคีย์ที่ยังยึดมั่นในอัตตา
ที่ลัทธิพราหมณ์ยึดถือกันว่า มีสภาวะเป็นสิ่งอมตะจริงแท้ เป็นสภาวะที่รู้ทุกสิ่ง
และมีแต่ความสุขความเพลิดเพลิน พระพุทธองค์จึงได้แยกแยะให้เห็น
ความเป็นจริงของอัตตาอย่างแจ่มแจ้งว่า มันมีแต่ความเปลี่ยนแปลง มีแต่ความทุกข์
และไม่มีสาระอะไร พระสูตรนี้ ทำให้เกิดพระอรหันต์ขึ้นในโลก

อาทิตตปริยายสูตร เป็นการอธิบายให้ทราบถึงโทษภัยของตัณหา
หรือ ราคะ โทสะ โมหะ มันร้ายแรง มันเผาให้ร้อน มันเท่ากับความร้อนของพระอาทิตย์
มิใช่เผาให้ร้อนในชาตินี้เท่านั้น มันตามไปเผาทุกชาติที่เกิด

ธัมมนิยามสูตร เป็นการอธิบายให้เห็นไตรลักษณ์ เป็นกระบวนการต่อเนื่อง
ธัมมจักกัปปวัตตสูตร ยก ทุกขลักษณะ ขึ้นมาแสดงนำ
อนัตตลักขณสูตร ยก อนัตตลักษณะ ขึ้นมาแสดงนำ
ส่วน ธรรมนิยามสูตร ยก อนิจจลักษณะ ขึ้นมาแสดงนำ

สติปัฏฐาน คือ หลักในการฝึกปฏิบัติอย่างละเอียด คำว่า "สติ" คืออะไร
พระพุทธองค์ตรัสนิยามไว้อย่างชัดเจนในมหาสติปัฏฐานสูตร
ในหนังสือเล่มนี้ได้ใช้บทย่อมหาสติปัฏฐานมาเป็นบทสวด
หากเข้าใจ ก็สามารถใช้เป็นกุญแจเปิดทำความเข้าใจ
มหาสติปัฏฐานสูตรได้เป็นอย่างดี"
- - -

ยังไงก็โมทนากับคุณเจ้าของกระทู้และคุณป้าทางโน้นด้วยนะคะ
รวมทั้งทุกท่านที่ช่วยกันหาด้วยค่ะ :-)

 จากคุณ : กลางชล [ 23 ส.ค. 2546 / 00:18:52 น. ]
     [ IP Address : 203.156.27.131 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (กลางชล)

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

(วินย. ๔/๑๓/๑๒)


บทนำ

           อนุตตะรัง อะภิสัมโพธิง        สัมพุชฌิตวา ตะถาคะโต
ปะฐะมัง ยัง อะเทเสสิ                      ธัมมะจักกัง อะนุตตะรัง
สัมมะเทวะ ปะวัตเตนโต                  โลเก อัปปะฏิวัตติยัง
ยัตถากขาตา อุโภ อันตา                 ปะฎิปัตติ จะ มัชฌิมา
จะตูสวาริยะสัจเจสุ                          วิสุทธัง ญาณะทัสสะนัง
เทสิตัง ธัมมะราเชนะ                       สัมมาสัมโพธิกิตตะนัง
นาเมนะ วิสสุตัง                              ธัมมะจักกัปปะวัตตะนัง
เวยยากะระณะปาเฐนะ                    สังคีตันตัมภะณามะ เสฯ


           พระตถาคต คือ พระพุทธเจ้า ครั้นได้ตรัสรู้ธรรม ได้แก่ อริยสัจ ๔ ซึ่งเป็นธรรมอันสูงสุด ไม่มีธรรมใดที่สูงไปกว่า ได้ทรงแสดงให้เห็นเป็นจักร คือ วงล้อ ประกอบด้วยซี่ ๘ ซี่ คือธรรมอันเป็ฯทางสายกลาง ๘ ประการ ซึ่งเป็นทางที่หลีกเว้นการปฏิบัติตนแบบสุดโต่ง ๒ คือ หมกหมุ่นในกามคุณ และ ทรมานตนด้วยวิธีการต่างๆเป็นข้อ ปฏิบัติเป็นกลาง ให้เกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริง ให้บริสุทธิ์จากกิเลส, พวกเราทั้งหลาย จงร่วมกันสวดพระธรรมจักรนั้น ที่พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นธรรมราช ทรงแสดงไว้แล้ว มีชื่อปรากฏว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นพระสูตรที่ประกาศให้ทราบถึงการที่พระองค์ ได้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ซึ่งพระสงฆ์ผู้ทรงไว้ซึ่งความรู้ทั้งหลาย ได้ร้อยกรองไว้โดยทำเป็นบทสวดมนต์ที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ เทอญฯ
. . .

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

          เอวัมเม สุตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิยัง วิหะระติ อิสิปะตะเน มิคะทาเยฯ ตัตระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิฯ

          ข้าพเจ้า (คือพระอานนท์) ได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าผู้ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ เสด็จประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ในเวลานั้น พระองค์ได้ตรัสเตือนพระภิกษุเบญจวัคคีย์ว่า
. . .


      เทวเม ภิกขะเว อันตา ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา โย จายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโค หีโน คัมโม โปถุชชะนิโก อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโต โย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโค ทุกโข อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโตฯ

          ภิกษุทั้งหลาย ผู้ออกบวชแสวงหาความหลุดพ้น ไม่ควรปฎิบัติตน ๒ ประการ คือ (๑) การแสวงหาความสุขทางกามคุณ แบบสุดโต่ง ซึ่งทำให้จิตใจต่ำทราม เป็นเรื่องของชาวบ้านที่มีความใคร่ เป็นเรื่องของคนมีกิเลสหนาไม่ใช่เป็นสิ่งประเสริฐ คือ มีแต่จะก่อให้เกิดข้าศึกคือกิเลส ไม่มีสาระประโยชน์อันใด (๒) การปฏิบัติตนแบบก่อให้เกิดความทุกข์ทรมาน เป็นสภาวะที่ทนได้ยาก ไม่ใช่สิ่งประเสริฐ คือ มีแต่จะก่อให้เกิดข้าศึก คือ กิเลสไม่มีสาระประโยชน์อันใดฯ
. . .


          เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะ มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติฯ

          กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติฯ

          อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโคฯ เสยยะถีทังฯ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิฯ


          ภิกษุทั้งหลาย หลักปฏิบัติอันเป็น ทางสายกลาง หลีกเลี่ยงจากการปฏิบัติแบบสุดโต่ง ซึ่งเราตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยวดยิ่ง เห็นได้ด้วยตาใน รู้ด้วยญาณภายใน เป็นไปเพื่อความสงบกิเลส เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้อย่างทั่วถึง เพื่อความดับกิเลสและกองทุกข์ ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ (๑) ความเห็นชอบ (๒) ความดำริชอบ (๓) วาจาชอบ (๔) การงานชอบ (๕) เลี้ยงชีวิตชอบ (๖) ความเพียรชอบ (๗) ความระลึกชอบ (๘) ความตั้งจิตชอบ
. . .


          อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติฯ

          อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยัะสัจจัง ชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิทุกขัง สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา


          ภิกษุทั้งหลาย ทุกขอริยสัจ คือ ความจริงที่ช่วยมนุษย์ให้เป็นผู้ประเสริฐเกี่ยวกับการพิจารณาเห็นทุกข์ เป็นอย่างนี้ คือ การเข้าใจว่า "เกิด แก่ เจ็บ ตาย" ล้วนแต่ เป็นทุกข์ แม้แต่ความโศรกเศร้าเสียใจ ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กายทุกข์ใจ ทั้งความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ ประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ พลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปราถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ว่าโดยย่อ การยึดมั่นแบบฝังใจ ว่า เบญจขันธ์ (คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ว่าเป็น อัตตา เป็นตัวเรา เป็นเหตุทำให้เกิดความทุกข์แท้จริง
. . .


          อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจังฯ ยายัง ตัณหา โปโนพภะวิกา นันทิราคะสะหะคะตา ตัตระ ตัตราภินันทินีฯ เสยยะถีทังฯ กามะตัณหา ภะวะตัณหา วิภะวะตัณหาฯ


          ภิกษุทั้งหลาย เหตุทำให้เกิดความทุกข์ (สมุหทัย) มีอย่างนี้ คือ ความอยากเกินควร ที่เรียกว่า ทะยานอยาก ทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิด เป็นไปด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน มัวเพลิดเพลินอย่างหลงระเริงในสิ่งที่ก่อให้เกิดความกำหนัดรักใคร่นั้นๆ ได้แก่
          (๑) ความทะยานอยากในสิ่งที่ก่อให้เกิดความใคร่
          (๒) ความทะยานอยากในความอยากเป็นนั่นอยากเป็นนี่
          (๓) ความทะยานอยากในความที่จะพ้นจากภาวะที่ไม่อยากเป็น
                เช่น ไม่อยากจะเป็นคนไร้เกียรติ ไร้ยศ เป็นต้น อยากจะดับสูญไปเลย
                ถ้าไม่ได้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้
. . .


          อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจังฯ โย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ จาโค ปะฏินิสสัคโค มุตติ อะนาละโยฯ

          ภิกษุทั้งหลาย นิโรธ คือ ความดับทุกข์อย่างแท้จริง คือ ดับความกำหนัดอย่างสิ้นเชิง มิให้ตัณหาเหลือยู่ สละตัณหา ปล่อยวางตัณหาข้ามพ้นจากตัณหา ไม่มีเยื่อใยในตัณหา
. . .


          อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจังฯ

          อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโคฯ เสยยะถีทังฯ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจาสัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิฯ


          ภิกษุทั้งหลาย ทุกขโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์อย่างแท้จริง คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่ (๑) ความเห็นชอบ (๒) ความดำริชอบ (๓) วาจาชอบ (๔) การงานชอบ (๕) เลี้ยงชีวิตชอบ (๖) ความเพียรชอบ (๗) ความระลึกชอบ (๘) ความตั้งจิตมั่นชอบ
. . .


          อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

          ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญานัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

          ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญญาตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ


          ภิกษุทั้งหลาย ดวงตาเห็นธรรม ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง อย่างแจ่มแจ้งในธรรมทั้งหลาย ที่เรายังไม่ได้เคยรับฟังมาในกาลก่อน ว่านี้ เป็นทุกขอริยสัจจ เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ ภิกษุทั้งหลาย (บัดนี้) เราได้ดวงตาเห็นธรรม เกิดญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง อย่างแจ่มแจ้งในธรรมทั้งหลายที่เรายังไม่ได้เคยรับฟังมาในกาลก่อน ว่านี้เป็นทุกขอริยสัจ เราได้กำหนดรู้แล้ว
. . .


          อิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

          ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทมะโย อะริยะสัจจัง ปะหาตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

          ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหีนันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ
ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ


          ภิกษุทั้งหลาย ดวงตาเห็นธรรม ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง อย่างแจ่มแจ้งในธรรมทั้งหลาย ที่เรายังไม่ได้เคยรับฟังมาในกาลก่อน ว่านี้เป็นทุกสมุทัยอริยสัจ เป็นสิ่งที่ควรละ ภิกษุทั้งหลาย (บัดนี้) เราได้ดวงตาเห็นธรรม เกิดญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง อย่างแจ่มแจ้งในธรรมทั้งหลาย ที่เรายังไม่ได้เคยรับฟังมาในกาลก่อน ว่านี้เป็นทุกขสมุทัยอริยสัจเราละได้แล้ว
. . .


          อิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิฯ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

          ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกาตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

          ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกะตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ


          ภิกษุทั้งหลาย ดวงตาเห็นธรรม ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง อย่างแจ่มแจ้งในธรรมทั้งหลาย ที่เรายังไม่ได้เคยรับฟังมาในกาลก่อน ว่านี้เป็น ทุกขนิโรธอริยสัจ เป็นสิ่งที่ควรทำให้แจ้ง ภิกษุทั้งหลาย (บัดนี้) เราได้ดวงตาเห็นธรรม เกิดญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง อย่างแจ่มแจ้งในธรรมทั้งหลาย ที่เรายังไม่ได้เคยรับฟังมาในกาลก่อน ว่าเป็น ทุกขนิโรธอริยสัจ เราได้ทำให้แจ้งแล้ว
. . .


          อิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

          ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาเวตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ

          ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาวิตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ


          ภิกษุทั้งหลาย ดวงตาเห็นธรรม ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง อย่างแจ่มแจ้งในธรรมทั้งหลาย ที่เรายังไม่ได้เคยรับฟังมาในกาลก่อน ว่านี้เป็น ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ เป็นสิ่งที่ควรทำให้เกิดขึ้น ภิกษุทั้งหลาย (บัดนี้) เราได้ดวงตาเห็นธรรม เกิดญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง อย่างแจ่มแจ้งในธรรมทั้งหลาย ที่เรายังไม่ได้เคยรับฟังมาในกาลก่อน ว่าเป็น ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ เราได้ทำให้เกิดขึ้นแล้ว
. . .


          ยาวะกีวัญจะ เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวันติปะริวัฏฏัง ทวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง นะ สุวิสุทธัง อะโหสิฯ

          ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดการหยั่งรู้ การเห็นตามความเป็นจริง ว่าอริยสัจ ๔ มี ๓ รอบ มีอาการ ๑๒ (ได้แก่ ๑. หยั่งรู้อริยสัจ แต่ละอย่างตามความเป็นจริง ๒. หยั่งรู้กิจของอริยสัจ ๓. หยั่งรู้กิจอันได้ทำแล้ว ในอริยสัจ) ยังไม่หมดจดเพียงใด
. . .


          เนวะ ตาวาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิงฯ

          ภิกษุทั้งหลาย เราไม่ยืนยันตนว่า เป็นผู้ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง ไม่มีใครจะเทียบได้ ไม่ว่าจะเป็นเทวดา มาร พรหม แม้มวลมนุษย์ ทั้งที่เป็นสมณะเป็นพราหมณ์ ก็เทียบเท่ามิได้เพียงนั้น
. . .


          ยะโต จะ โข เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวันติปะริวัฏฏัง ทวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง สุวิสุทธัง อะโหสิฯ

          อะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิงฯ


          ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดการหยั่งรู้ การเห็นตามความเป็นจริงดังกล่าวมาหมดจดดีแล้ว เมื่อนั้นเราได้ยืนยันตนเป็นผู้ตรัสรู้ชอบดังกล่าวแล้ว เช่นนั้น
. . .


          ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิ อะกุปปา เม วิมุตติ อะยะมันติมา ชาติ นัตถิทานิ ปุ นัพภะโวติฯ

          การหยั่งรู้ การเห็นตามความเป็นจริงได้เกิดขึ้นแก่เราแล้วว่า ความหลุดพ้นของเราไม่มีการกลับกำเริบอีกแล้ว ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแล้ว ไม่ต้องมีการเวียนว่ายตายเกิดอีก
. . .


          อิทะมะโว จะ ภะคะวาฯ อัตตะมะนา ปัญจะวัคคิยา ภิขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุงฯ

          ครั้นพระพุทธองค์ ผู้ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณได้แสดงธรรมโดยปริยายดังกล่าวมา เหล่าภิกษูเบญจวัคคีย์ ก็ได้มีใจยินดีเพลินในการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า
. . .


          อิมัสมิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัสมิ ภัญญะมาเน อายัสมะโต โกณฑัญญัสสะ วิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะจักขุง อุทะปาทิ ยังกิญจิ สุมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติฯ

          ก็แลเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสแสดงธรรมอย่างแจ่มแจ้งอย่างมีหลัก ท่านโกณทัญญะ ผู้ทรงไว้ซึ่งอาวุโส ได้เกิดธรรมจักษุ คือ ได้รู้แจ้งเห็นจริงซึ่งพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง กำจัดธุลี กำจัดมลทินเสียได้ มีความเข้าใจตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา เพราะสิ้นเหตุปัจจัย
. . .


          ปะวัตติเต จะ ภะคะวะตา ธัมมะจักเก ภุมมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัสมินติฯ

          ครั้นพระพุทธองค์ ผู้ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ ได้แสดงธรรมจักร คือ หมุนวงล้อแห่งธรรมที่ประกอบด้วย ๘ ซี่ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ เหล่าภุมเทวดา ก็เปล่งเสียงสาธุการบันลือลั่นว่า วงล้อแห่งธรรม ไม่มีวงล้ออื่นใดจะหมุนสู้ได้ ได้รับการหมุนไปโดยพระพุทธเจ้า ผู้ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ซึ่งไม่มีใครทำได้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม
. . .


          ภุมมานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

          จาตุมมะหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
          จาตุมมะหาราชิกานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

          ตาวะติงสา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง
          ตาวะติงสานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

          ยามา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
          ยามานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

          ตุสิตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
          ตุสิตานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

          นิมมานะระตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
          นิมมานะระตีนัง เทวานัง สัททัง สุตวา

          ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
          ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีนัง เทวานัง สัททัง สุตวา

          พรัหมะปาริสัชชา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
          พรัหมะปะริสัชชานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

          พรัหมะปะโรหิตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
          พรัหมะปะโรหิตานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

          มะหาพรัหมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
          มะหาพรัหมานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

          ปะริตตาภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
          ปะริตตาภานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

          อัปปะมาณาภา เทวา สัททะมะนุสสา เวสุงฯ
          อัปปะมาณาภานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

          อาภัสสะรา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
          อาภัสสะรานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

          ปะริตตะสุภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
          ปะริตตะสุภานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

          อัปปะมาณะสุภา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
          อัปปะมาณะสุภานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

          สุภะกิณหะกา เทวา สัททะ มะนุสสาเวสุงฯ
          สุภะกิณหะกานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

          เวหัปผะลา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
          เวหัปผะลานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

          อะวิหา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
          อะวิหานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

          อะตัปปา เทวา สัททะมะนุสสา เวสุงฯ
          อะตัปปานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

          สุทัสสา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
          สุทัสสานัง เทวานัง สัททัง สุตวา

          สุทัสสี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
          สุทัสสีนัง เทวานัง สัททัง สุตวา

          อะกะนิฏฐะกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ

          เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตังอัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัสมินติฯ


          เหล่าเทพเจ้าชั้นจาตุมมหาราชิกา ครั้นได้ยินเสียงเหล่าเทพภุมเทวดาต่างก็ส่งเสียงสาธุการ บันลือลั่นสืบต่อไปจนถึงเทพเจ้าชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามะ ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี จนกระทั่งถึงชั้นพรหม ตั้งแต่พรหมปาริสัชชา พรหมปโรหิตา มหาพรหม ปริตตาภาพรหม อัปมาณาภาพรหม อาภัสสราพรหม ปริตตสุภาพรหม อัปปมาณสุภาพรหม สุภกิณหกาพรหม เวหัปผลาพรหม อวิหาพรหม อตัปปาพรหม สุทัสสาพรหม สุทัสสีพรหม จนกระทั่งถึงอกนิฎฐกาพรหมเป็นที่สุด ก็ส่งเสียงสาธุการบันลือลั่น เพียงครู่เดียว เสียงได้บันลือไปทั่วพรหมโลก
. . .


          อิติหะ เตนะ ขะเณนะ เตนะ มุหุตเตนะ ยาวะ พรัหมะโลกา สัทโท อัพภุคคัจฉิฯ อะยันจะ ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุ สังกัมปิ สัมปะกัมปิ สัมปะเวธิฯ อัปปะมาโณ จะ โอฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุระโหสิ อะติกกัมเมวะ เทวานัง เทวานุภาวังฯ

          ทั้งหมื่นโลกธาตุได้หวั่นไหว สะเทือนสะท้าน เสียงดังสนั่นลั่นไป ทั้งแสงสว่างอันหาประมาณมิได้ ได้ปรากฏขึ้นในโลก เหนือกว่าอานุภาพของเหล่าพรหม
. . .


          อะถะโข ภะคะวา อุทานัง อุทาเนสิ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญติฯ อิติหิทัง อายัสมะโต โกณฑัญญัสสะ อัญญาโกณฑัญโญเตววะ นามัง อะโหสีติฯ

          ต่อจากนั้นพระพุทธองค์ ผู้ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ ได้ทรงเปล่งอุทานออกมาว่า "โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ผู้เจริญทั้งหลาย โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ ผู้เจริญทั้งหลาย" เพราะเหตุนี้ ท่านโกณฑัญญะจึงได้นามว่าอัญญาโกณฑัญญะ
. . .


จบ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

 จากคุณ : กลางชล [ 23 ส.ค. 2546 / 00:19:23 น. ]
     [ IP Address : 203.156.27.131 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (กลางชล)

อนัตตลักขณสูตร

(วินย. ๔/๒๐/๑๗)

บทนำ

          ยันตัง สัตเตหิ ทุกเขนะ       เญยยัง อะนัตตะลักขะณัง
อัตตะวาทาตตะสัญญานัง             สัมมะเทวะ วิโมจะนัง
สัมพุทโธ ตัง ปะกาเสสิ                 ทิฏฐะสัจจานะ โยคินัง
อุตตะริง ปะฏิเวธายะ                    ภาเวตุง ญาณะมุตตะมัง
ยันเตสัง ทิฎฐะธัมมานัง                ญาเณนุปะปะริกขะตัง
สัพพาสะเวหิ จิตตานิ                    วิมุจจิงสุ อะเสสะโต
ตะถา ญาณานุสาเรนะ                  สาสะนัง กาตุมิจฉะตัง
สาธูนัง อัตถะสิทธัตถัง                  ตัง สุตตันตัง ภะณามะ เสฯ


          สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงประกาศ อนัตตลักขณะ (แสดงถึงความไม่มีตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวร ทั้งไม่มีสาระ) เป็นสิ่งที่รู้ได้ยาก เป็นธรรมที่ช่วยขจัดอัตตวาทุปาทาน การยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวตน และการเข้าใจผิดว่ามีตัวตน แก่เหล่าเบญจวัคคีย์ผู้บำเพ็ญตนเป็นโยคี ที่เห็นคล้อยตามอริยสัจที่พระพุทธองค์ได้ทรงค้นพบ เพื่อให้เกิดญาณอันสูงสุด ช่วยให้บรรลุธรรมอันยอดเยี่ยม จิตของเหล่าเบญจวัคคีย์เหล่านั้น ผู้ได้ดวงตาเห็นธรรม ใคร่ครวญแล้วด้วยญาณ ข้ามพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีเหลือให้ชำระอีกด้วยพระสูตรอันใด พวกเราทั้งหลายทั้งปวงจงพากันสวดพระสูตรนั้น เพื่อสำเร็จประโยชน์แก่คนดีทั้งหลาย ผู้ปรารถนาจะปฏิบัติตามคำสอน ตามสมควรแก่ญาณของตนเองเพียงนั้น เทอญ
. . .


อนัตตลักขณสูตร

          เอวัมเม สุตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิยัง วิหะระติ อิสิปะตะเน มิคะทาเยฯ ตัตระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิฯ

          ข้าพเจ้า (คือพระอานนท์เถระ) ได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระพุทธองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระกรุณาธิคุณ เสด็จประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ในขณะนั้นแลพระองค์ได้ตรรัสเตือนพระภิกษุเบญจวัคคีย์ว่า
. . .


          รูปัง ภิกขะเว อะนัตตาฯ รูปัญจะหิทัง ภิกขะเว อัตตา อะภะวิสสะ นะยิทัง รูปัง อาพาธายะ สังวัตเตยยะ ลัพเภถะ จะ รูเป เอวัง เม รูปัง โหตุ วัง เม รูปัง มา อะโหสีติฯ ยัสมา จะ โข ภิกขะเว รูปัง อะนัตตา ตัสมา รูปัง อาพาธายะ สังวัตตะติ นะ จะ ลัพภะติ รูเป เอวัง เม รูปัง โหตุ เอวัง เม รูปัง มา อะโหสีติฯ

          ภิกษุทั้งหลาย รูป (คือร่างกาย) เป็นอนัตตา (มิใช่มีตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวรมิใช่มีความรู้ในตัวมัน มิใช่สิ่งที่มีความแต่ความสุขความเพลิดเพลิน) หากรูปเป็นอัตตาแล้วไซร้ รูปนี้ก็ไม่พึงเป็นไปเพื่อความเจ็บป่วย (อาพาธ) อนึ่งพึงได้รูปตามใจปรารถนาว่า รูปของเรา จงเป็นอย่างนี่เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ก็เพราะเหตุที่รูปเป็นอนัตตา รูปจึงเป็นไปเพื่อความเจ็บป่วย (อาพาธ) ย่อมไม่ได้รูปตามใจปรารถนาว่า รูปของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิดรูปของเราอย่าเป็นอย่างนั้นเลย
. . .


          เวทะนา อะนัตตาฯ เวทะนา จะ หิทัง ภิกขะเว
อัตตา อะภะวิสสะ นะยิทัง เวทะนา อาพาธายะ สังวัตเตยยะ
ลัพเภถะ จะ เวทะนายะ เอวัง เม เวทะนา โหตุ
วัง เม เวทะนา มา อะโหสีติฯ ยัสมา จะ โข ภิกขะเว เวทะนา อะนัตตา
ตัสมา เวทะนา อาพาธายะ สังวัตตะติ
นะ จะ ลัพภะติ เวทะนายะ เอวัง เม เวทะนา โหตุ
เอวัง เม เวทะนา มา อะโหสีติฯ

          สัญญา อะนัตตาฯ สัญญา จะ หิทัง ภิกขะเว
อัตตา อะภะวิสสะ นะยิทัง สัญญา อาพาธายะ สังวัตเตยยะ
ลัพเภถะ จะ สัญญายะ เอวัง เม สัญญา โหตุ
วัง เม สัญญา มา อะโหสีติฯ ยัสมา จะ โข ภิกขะเว สัญญา อะนัตตา
ตัสมา สัญญา อาพาธายะ สังวัตตะติ
นะ จะ ลัพภะติ สัญญายะ เอวัง เม สัญญา โหตุ
เอวัง เม สัญญา มา อะโหสีติฯ

          สังขารา อะนัตตาฯ สังขารา จะ หิทัง ภิกขะเว
อัตตา อะภะวิสสังสุ นะยิทัง สังขารา อาพาธายะ สังวัตเตยยุง
ลัพเภถะ จะ สังขาเรสุ เอวัง เม สังขารา โหนตุ
เอวัง เม สังขารา มาอะเหสุนติฯ ยัสมา จะ โข ภิกขะเว สังขารา อะนัตตา
ตัสมา สังขารา อาพาธายะ สังวัตตันติ
นะ จะ ลัพภะติ สังขาเรสุ เอวัง เม สังขารา โหนตุ
เอวัง เม สังขารา มา อะเหสุนติฯ

          วิญญาณัง อะนัตตาฯ วิญญาณัญจะ หิทัง ภิกขะเว
อัตตา อะภะวิสสะ นะยิทัง วิญญาณัง อาพาธายะ สังวัตเตยยะ
ลัพเภถะ จะ วิญญาเณ เอวัง เม วิญญาณัง โหตุ
เอวัง เม วิญญาณัง มา อะโหสีติฯ ยัสมา จะ โข ภิกขะเว วิญญาณัง อะนัตตา
ตัสมา วิญญาณัง อาพาธายะ สังวัตตะติ
นะ จะ ลัพภะติ วิญญาเณ เอวัง เม วัญญาณัง
โหตุ เอวัง เม วิญญาณัง มา อะโหสีติฯ


          เวทนา (ความรู้สึกในเวลาเกิดการสัมผัส อาจเป็นสุขหรือทุกข์หรือเฉยๆ ) สัญญา (ความจำ) สังขาร (ความคิดที่เราปรุงแต่ง) วิญญาณ (ความรับรู้) ก็เป็นเช่นเดียวกับรูป
. . .


          ตัง กิง มัญญะถะ ภิกขะเว รูปัง นิจจัง วา อะนิจจัง วาติฯ
อะนิจจัง ภันเตฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วา ตัง สุขัง วาติฯ ทุกขัง ภันเตฯ
ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วิปะริณามะธัมมัง กัลลัง นุตัง สะมะนุปัสสิตุง
เอตัง มะมะ เอโสหะมัสมิ เอโส เม อัตตาติฯ โน เหตัง ภันเตฯ

          ตัง กิง มัญญะถะ ภิกขะเว เวทนา นิจจา วา อะนิจจา วาติฯ
อะนิจจา ภันเตฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วา ตัง สุขัง วาติฯ ทุกขัง ภันเตฯ
ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วิปะริณามะธัมมัง กัลลัง นุ ตัง สะมะนุปัสสิตุง
เอตัง มะมะ เอโสหะมัสมิ เอโส เม อัตตาติฯ โน เหตัง ภันเตฯ

          ตัง กิง มัญญะถะ ภิกขะเว สัญญา นิจจา วา อะนิจจา วาติฯ
อะนิจจา ภันเตฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วา ตัง สุขัง วาติฯ ทุกขัง ภันเตฯ
ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วิปะริณามะธัมมัง กัลลัง นุ ตัง สะมะนุปัสสิตุง
เอตัง มะมะ เอโสหะมัสมิ เอโส เม อัตตาติฯ โน เหตัง ภันเตฯ
         
          ตัง กิง มัญญะถะ ภิกขะเว สังขารา นิจจา วา อะนิจจา วาติฯ
อะนิจจา ภันเตฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วา ตัง สุขัง วาติฯ ทุกขัง ภันเตฯ
ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วิปะริณามะธัมมัง กัลลัง นุ ตัง สะมะนุปัสสิตุง
เอตัง มะมะ เอโสหะมัสมิ เอโส เม อัตตาติฯ โน เหตัง ภันเตฯ

          ตัง กิง มัญญะถะ ภิกขะเว วิญญานัง นิจจัง วา อะนิจจัง วาติฯ
อะนิจจัง ภันเตฯ ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วา ตัง สุขัง วาติฯ ทุกขัง ภันเตฯ
ยัมปะนานิจจัง ทุกขัง วิปะริณามะธัมมัง กัลลัง นุ ตัง สะมะนุปัสสิตุง
เอตัง มะมะ เอโสหะมัสมิ เอโส เม อัตตาติฯ โน เหตัง ภันเตฯ


          ภิกษุทั้งหลาย พวกท่านมีความเข้าใจเป็นไฉน รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง
          "ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า"
          "เมื่อมันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า"
          "สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรม ควรหรือที่จะยืนยันสิ่งนั้นว่า นั่นเป็นของเรา เราเป็นนั่นเป็นนี่ นั่นเป็นตนของเรา"
          "ไม่เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า"
          เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็เป็นเช่นเดียวกันกับรูป คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา เช่นเดียวกับรูป
. . .


          ตัสมาติหะ ภิกขะเว ยังกิญจิ รูปัง อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนัง
อัชฌัตตัง วา พะหิทธา วา โอฬาริกัง วา สุขุมัง วา หีนัง วา ปะณีตัง วา ยันทูเร
สันติเก วา สัพพัง รูปัง เนตัง มะมะ เนโสหะมัสมิ นะ เมโส อัตตาติฯ
เอวะเมตัง ยะถาภูตัง สัมมัปปัญญายะ ทัฏฐัพพังฯ

          ยา กาจิ เวทะนา อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนา
อัชฌัตตา วา พะหิทธา วา โอฬาริกา วา สุขุมา วา หีนา วา ปะณีตา วา ยาทูเร
สันติเก วา สัพพา เวทนา เนตัง มะมะ เนโสหะมัสมิ นะ เมโส อัตตาติฯ
เอวะเมตัง ยะถาภูตัง สัมมัปปัญญายะ ทัฏฐัพพังฯ

          ยา กาจิ สัญญา อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนา
อัชฌัตตา วา พะหิทธา วา โอฬาริกา วา สุขุมา วา หีนา วา ปะณีตา วา ยาทูเร
สันติเก วา สัพพา สัญญา เนตัง มะมะ เนโสหะมัสมิ นะ เมโส อัตตาติฯ
เอวะเมตัง ยะถาภูตัง สัมมัปปัญญายะ ทัฏฐัพพังฯ

          ยา เกจิ สังขารา อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนา
อัชฌัตตา วา พะหิทธา วา โอฬาริกา วา สุขุมา วา หีนา วา ปะณีตา วา ยาทูเร
สันติเก วา สัพพา สังขารา เนตัง มะมะ เนโสหะมัสมิ นะ เมโส อัตตาติฯ
เอวะเมตัง ยะถาภูตัง สัมมัปปัญญายะ ทัฏฐัพพังฯ

          ยัง กิญจิ วิญญาณัง อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนัง
อัชฌัตตัง วา พะหิทธา วา โอฬาริกัง วา สุขุมัง วา หีนา วา ปะณีตัง วา ยาทูเร
สันติเก วา สัพพา วิญญาณัง เนตัง มะมะ เนโสหะมัสมิ นะ เมโส อัตตาติฯ
เอวะเมตัง ยะถาภูตัง สัมมัปปัญญายะ ทัฏฐัพพังฯ


          ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าอดีต อนาคต ปัจจุบัน ไม่ว่าหยาบ ละเอียด เลว ประณีต อยู่ไกล อยู่ใกล้ สักว่าเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่นเป็นนี้ นั่นไม่ใช่ตนของเรา พวกเธอทั้งหลายพึงเห็นมันตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาชอบ ตามที่กล่าวมานี้
. . .


          เอวัง ปัสสัง ภิกขะเว สุตวา อะริยะสาวะโก รูปัสมิงปินิพพินทะติ เวทะนายะปี นิพพินทะติ สัญญายะปิ นิพพินทะติ สังขาเรสุปิ นิพพินทะติ วิญญาณัสมิงปิ นิพพินทะติฯ นิพพินทัง วิรัชชะติฯ วิราคา วิมุจจะติฯ วิมุตตัสมิง วิมุตตะมีติ ญาณัง โหติ ขีณา ชาติ วุสิตัง พรัหมะจะริยัง กะตัง กะระณียัง นาปะรัง อิตถัตตายาติ ปะชานาตีติฯ

          ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกได้รับฟังแล้ว เข้าใจอย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายความติดใจเพราะคลายความติดใจ จิตก็หลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้น ก็เกิดการหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้วดังนี้ ย่อมเป็นที่ทราบว่า จะไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกแล้ว การประพฤติปฏิบัติเพื่อความบริสุทธิ์จบสิ้นแล้ว กิจที่ควรทำก็ได้สำเร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นที่จะทำเพื่อความบริสุทธิ์อีกแล้ว
. . .


          อิทะมะโวจะ ภะคะวาฯ อัตตะมะนา ปัญจะวัคคิยา ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุงฯ อิมัสมิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัสมิง ภัญญะมาเน ปัญจะวัคคิยานัง ภิกขูนัง อะนุปาทายะ อาสะเวหิ จิตตานิ วิมุจจิงสูติฯ

          พระพุทธองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ ได้ตรัส อนัตตลักขณสูตร จบลงเหล่าพระภิกษุเบญจวัคคีย์ได้มีใจยินดี เพลิดเพลินไปกับการตรัสแสดงธรรมของพระพุทธองค์ ครั้นเมื่อพระพุทธองค์ตรัสแสดงอยู่ จิตของพระเบญจวัคคีย์ก็ได้หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย ไม่มีความยึดมั่น ถือมั่นในอัตตาอีกต่อไป
. . .


จบ อนัตตลักขณสูตร
- - -

อธิบายความ
อนัตตลักขณสูตร


อนัตตลักขณสูตร เป็นเทศนากัณฑ์ที่สอง ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่เบญจวัคคีย์ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ที่เรียกว่า อัตตาหรือตัวตนที่แท้ คือ ขันธ์ ๕ ประกอบกันเข้าแล้ว ทำงานสัมพันธ์กัน ตากอยู่ในลักษณะ 3 คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา (อนิจจลักษณะ ทุกขลักษณะ และอนัตตลักษณะ)

ขันธ์ ๕ ที่เราสมมติกันว่าตัวตน เรา เขา เปลี่ยนแปลงเสมอ ไม่เที่ยง ไม่คงสภาพอยู่แม้ชั่วขณะหนึ่ง ไม่ว่าสัตว์ บุคคล ก็มีสภาพที่เกิดขึ้น เจริญเติบโต แล้วก็ตายไป หรือเป็นที่รู้กันว่า สิ่งที่มีอยู่ในโลกนี้มีวิญญาณ หรือไม่มีวิญญาณก็ตาม เกิดขึ้น (อุปปาทะ) ตั้งอยู่ (ฐิติ) แล้วก็เสื่อมไป (ภังคะ) การเกิดขึ้น ดำรงอยู่ (มีชีวิต) แล้วก็ดับไป เป็นสภาวะที่แท้จริงของสิ่งทั้งหลาย ดังนั้น ไม่มีสิ่งใดเลยเกิดขึ้นแล้วจะไม่เปลี่ยนแปลง ความเปลี่ยนแปลง ไม่เที่ยงแท้ถาวร เรียกว่า อนิจจลักษณะ ซึ่งใช้อีกความหมายหนึ่งว่า "มีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา"

ดังนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสไว้ว่า "สังขารทั้งหลาย (สิ่งที่ประกอบกันเข้า มีวิญญาณหรือไม่มีวิญญาณก็ตาม) มีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา การเข้าไปสงบ (ดับ) สังขารทั้งหลายเสียได้ เป็นสุขแท้"

ทุกขลักษณะ หมายถึง ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า "เมื่อว่าโดยย่อ การยึดมั่นถือมั่น ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์" การที่คนเรามีชีวิตอยู่เต็มไปด้วยความทุกข์ ที่แท้ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้เอง ซึ่งปรากฏในรูปต่างๆ

อนัตตลักษณะ เป็นสิ่งที่ควรแก่การศึกษา ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ขันธ์ ๕ เปลี่ยนแปลงเสมอ แต่คนเราถูกอวิชชา (ความไม่รู้) ครอบงำ จึงยึดถือขันธ์ ๕ เป็นสิ่งที่คงอยู่อย่างนั้น ไม่เปลี่ยนแปลง ถือว่าเป็นตัวเป็นตนแล้ว ก็เกิดความยึดมั่นถือมั่นว่า "นี้คือฉัน" "นี้คือของฉัน" "นี้คือตัวตน" คำว่าตัวตนหรืออัตตานี้ พวกนับถือศาสนาอื่น เช่น พราหมณ์ ถือว่าเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ถาวร เป็นอมตะ คงอยู่อย่างนั้นตามปรารถนาตลอดกาล ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อาตมัน คำว่า อัตตา ตามคัมภีร์ อภิธานัปปทีปิกา ได้แก่ "จิต กาย สภาวะ อัตตา และปรมัตตา" คำว่า "ปรมัตตา" หรือ ปรมาตมัน หมายถึง พระพรหม ซึ่งถือกันว่า เป็นผู้สร้าง ผู้บงการมนุษย์และสัตว์ พระพุทธองค์ปฏิเสธอัตตาหรือปรมัตตาดังกล่าว จึงตรัสสอนอนัตตลักขณสูตร เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า ตามความเป็นจริงไม่มีอัตตา หรือตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวร ที่เป็นอมตะ ที่คงอยู่อย่างนั้นตามปรารถนาตลอดกาลเลย มีแต่ความเป็นอนัตตาเท่านั้น
- - -

 จากคุณ : กลางชล [ 23 ส.ค. 2546 / 00:20:12 น. ]
     [ IP Address : 203.156.27.131 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (กลางชล)

อาทิตตปริยายสูตร

(วินย. ๔/๕๕/๔๒)


บทนำ

          เวเนยยะทะมะโนปาเย         สัพพะโส ปาระมิง คะโต
อะโมฆะวะจะโน พุทโธ                  อะภิญญายานุสาสะโก
จิณณานุรูปะโต จาปิ                     ธัมเมนะ วินะยัง ปะชัง
จิณณาคคิปาริจะริยานัง                สัมโพชฌาระหะโยคินัง
ยะมาทิตตะปะริยายัง                    เทสะยันโต มะโนหะรัง
เต โสตาโร วิโมเจสิ                       อะเสกขายะ วิมุตติยา
ตะเถโวปะปะริกขายะ                    วิญญูนัง โสตุมิจฉะตัง
ทุกขะตาลักขะโณปายัง                 ตัง สุตตันตัง ภะณามะ เสฯ


          พระพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญบารมีเต็มเปี่ยมแล้วโดยประการทั้งปวง ในการใช้อุบายฝึกผู้ที่ควรแก่การรู้แจ้งธรรม มีพระวาจาที่ไม่เปล่าประโยชน์ ทรงสั่งสอนสรรพสัตว์เพื่อความรู้ยิ่ง เห็นจริง ทรงแนะนำหมู่สัตว์ โดยใช้ธรรมที่เหมาะสมกับอุปนิสัยที่ ได้สะสมมา ได้ทรงแสดง อาทิตตปริยายสูตร เป็นเครื่องฝึกจิตพวกชฏิล ผู้ควรที่จะรู้แจ้งเห็นจริง ขณะที่บำเพ็ญตนเป็นโยคีบูชาไฟ ได้ทรงโปรดให้เหล่าโยคีผู้ตั้งใจฟังธรรม ได้หลุดพ้นจากกิเลส เป็นพระอรหันต์แล้ว พวกเราทั้งหลาย จงสวด อาทิตตปริยายสูตร นั้น ใช้อุบายวิธีกำหนดรู้ทุกข์ เพื่อผู้ใฝ่รู้ทั้งหลาย จะได้ตั้งใจฟัง ด้วยความใคร่ครวญเทอญ
. . .


อาทิตตปริยายสูตร

          เอวัมเม สุตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา คะยายัง วิหะระติ คะยาสีเส สัทธิง ภิกขุสะหัสเสนะฯ ตัตระ โข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิฯ สัพพัง ภิขะเว อาทิตตังฯ กิญจะ ภิกขะเว สัพพัง อาทิตตังฯ

          ข้าพเจ้า (คือพระอานนทเถระ) ได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้า ผู้ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ เสด็จประทับอยู่ที่คยาสีสะ ใกล้แม่น้ำคยา พร้อมด้วยพระภิกษุหนึ่งพันรูป  ในครั้งนั้นแล พระพุทธองค์ได้ตรัสเตือนพระภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย สรรพสิ่งเป็นของร้อน ภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่าเป็นของร้อน”
. . .


          จักขุง ภิกขะเว อาทิตตัง รูปา อาทิตตา จักขุวิญญานัง อาทิตตัง จักขุสัมผัสโส อาทิตโต ยิมปิทัง จักขุสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัมปิ อาทิตตังฯ เกนะ อาทิตตังฯ อาทิตตัง ราคัคคินา โทสัคคินา โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิฯ

          ภิกษุทั้งหลาย ตาเป็นของร้อน รูปทั้งหลายก็เป็นของร้อน ความรู้แจ้งอารมณ์อาศัย ตา ก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร? ร้อนเพราะไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด แก่ และความตาย ร้อนเพราะความโศกเศร้าเสียใจ ความร่ำไร รำพัน เพราะความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ร้อนเพราะความคับแค้นใจ เราจึงกล่าวว่า สรรพสิ่งเป็นของร้อน
. . .


          โสตัง อาทิตตัง สัททา อาทิตตา โสตะวิญญานัง อาทิตตัง
โสตะสัมผัสโส อาทิตโต ยัมปิทัง โสตะสัมผัสสะปัจจะยา
อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา
ตัมปิ อาทิตตังฯ เกนะ อาทิตตังฯ
อาทิตตัง ราคัคคินา โทสัคคินา โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ
โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิฯ
         
          ฆานัง อาทิตตัง คันธา อาทิตตา ฆานะวิญญานัง อาทิตตัง
ฆานะสัมผัสโส อาทิตโต ยัมปิทัง ฆานะสัมผัสสะปัจจะยา
อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา
ตัมปิ อาทิตตังฯ เกนะ อาทิตตังฯ
อาทิตตัง ราคัคคินา โทสัคคินา โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ
โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิฯ
         
          ชิวหา อาทิตตา ระสา อาทิตตา ชิวหาวิญญานัง อาทิตตัง
ชิวหาสัมผัสโส อาทิตโต ยัมปิทัง ชิวหาสัมผัสสะปัจจะยา
อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา
ตัมปิ อาทิตตังฯ เกนะ อาทิตตังฯ
อาทิตตัง ราคัคคินา โทสัคคินา โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ
โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิฯ

          กาโย อาทิตตา โผฏฐัพพา อาทิตตา กายะวิญญานัง อาทิตตัง
กายะสัมผัสโส อาทิตโต ยัมปิทัง กายสัมผัสสะปัจจะยา
อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา
ตัมปิ อาทิตตังฯ เกนะ อาทิตตังฯ
อาทิตตัง ราคัคคินา โทสัคคินา โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ
โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิฯ

          มะโน อาทิตโต ธัมมา อาทิตตา มะโนวิญญาณัง อาทิตตัง
มะโนสัมผัสโส อาทิตโต ยัมปิทัง มะโนสัมผัสสะปัจจะยา
อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา
ตัมปิ อาทิตตังฯ เกนะ อาทิตตังฯ
อาทิตตัง ราคัคคินา โทสัคคินา โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ
โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิฯ

         
          หู  กับ  เสียง
          จมูก  กับ  กลิ่น
          ลิ้น  กับ  รส
          กาย  กับ  สิ่งที่ถูกต้องทางกาย
          ใจ  กับ  ธัมมารมณ์ (สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยใจ)

          ก็ล้วนแต่เป็นของร้อน เมื่อเกิดการสัมผัส เช่นเดียวกันกับตาสัมผัสกับรูป ความรู้แจ้งอารมณ์ สัมผัสและความรู้สึกที่อาศัยหู จมูก ลิ้น กาย และใจ เกิดขึ้น ก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะไฟคือราคะ โทสะ และโมหะ ร้อนเพราะความเกิด แก่ และความตาย ความโศกเศร้าเสียใจ ความร่ำไร รำพัน ร้อนเพราะความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ เช่นเดียวกันกับตาและรูป
. . .


          เอวัง ปัสสัง ภิกขะเว สุตวา อะริยะสาวะโก
          จักขุสมิงปิ นิพพินทะติ รูเปสุปิ นิพพินทะติ จักขุวิญญาเณปิ นิพพนิทะติ จักขุสัมผัสเสปิ นิพพินทะติ ยัมปิทัง จักขุสัมผัสสะปัจจะยา อุปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัสมังปิ นิพพินทะติฯ


          ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกได้รับฟังมาแล้ว เข้าใจดังกล่าวมาแล้วนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งตา ทั้งรูป ทั้งความรู้แจ้งอารมณ์ที่อาศัยตา เบื่อหน่ายสัมผัสที่อาศัยตา ย่อมเบื่อหน่ายทั้งความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัสทางตา ไม่ว่าจะให้เกิดความสุข หรือให้เกิดความทุกข์ หรือว่าทั้งไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สุข ก็เบื่อหน่าย
. . .


          โสตัสมิงปิ นิพพินทะติ สัทเทสุปิ นิพพินทะติ
โสตะวิญญาเณปิ นิพพินทะติ โสตะสัมผัสเสปิ นิพพินทะติ
ยัมปิทัง โสตะสัมผัสสะปัจจะยา
อุปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา
ตัสมังปิ นิพพินทะติฯ

          ฆานัสมิงปิ นิพพินทะติ คันเธสุปิ นิพพินทะติ
ฆานะวิญญาเณปิ นิพพินทะติ ฆานะสัมผัสเสปิ นิพพินทะติ
ยัมปิทัง ฆานะสัมผัสสะปัจจะยา
อุปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา
ตัสมังปิ นิพพินทะติฯ

          ชิวหายะปิ นิพพินทะติ ระเสสุปิ นิพพินทะติ
ชิวหาวิญญาเณปิ นิพพินทะติ ชิวหาสัมผัสเสปิ นิพพินทะติ
ยัมปิทัง ชิวหาสัมผัสสะปัจจะยา
อุปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา
ตัสมังปิ นิพพินทะติฯ

          กายัสมิงปิ นิพพินทะติ โผฏฐัพเพสุปิ นิพพินทะติ
กายวิญญาเณปิ นิพพินทะติ กายะสัมผัสเสปิ นิพพินทะติ
ยัมปิทัง กายะสัมผัสสะปัจจะยา
อุปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา
ตัสมังปิ นิพพินทะติฯ

          มะนัสมิงปิ นิพพินทะติ ธัมเมสุปิ นิพพินทะติ
มะโนวิญญาเณปิ นิพพินทะติ มะโนสัมผัสเสปิ นิพพินทะติ
ยัมปิทัง มะโนสัมผัสสะปัจจะยา
อุปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา
ตัสมังปิ นิพพินทะติฯ

         
          หู  กับ  เสียง
          จมูก  กับ  กลิ่น
          ลิ้น  กับ  รส
          กาย  กับ  สิ่งที่ถูกต้องทางกาย
          ใจ  กับ  ธัมมารมณ์ (สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยใจ)

          ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่าย เช่นเดียวกับการเบื่อหน่าย ดังได้กล่าวมาแล้วเกี่ยวกับ ตากับรูป ทั้งความรู้แจ้งอารมณ์ สัมผัสและความรู้สึกที่อาศัยหู จมูก ลิ้น กาย และใจเกิดขึ้น ก็ล้วนแต่น่าเบื่อหน่าย

          หู  กับ  เสียง
          จมูก  กับ  กลิ่น
          ลิ้น  กับ  รส
          กาย  กับ  สิ่งที่ถูกต้องทางกาย
          ใจ  กับ  ธัมมารมณ์ (สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยใจ)
. . .


          นิพพินทัง วิรัชชะติฯ วิราคา วิมุจจะติฯ วิมุตตัสมิง วิมุตตะมีติ ญาณัง โหติ ขีณา ชาติ วุสิตัง พรัหมะจะริยัง กะตัง กะระณียัง นาปะรัง อิตถัตตายาติ ปะชานาตีติฯ

          เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายความติดใจ เพราะความความติดใจ จิตก็หลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้น ก็เกิดการหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว ดังนี้ ย่อมเป็นที่ทราบว่า จะไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกแล้ว การประพฤติปฏิบัติเพื่อความบริสุทธิ์จบสิ้นแล้ว กิจที่ควรทำก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นที่จะทำเพื่อความบริสุทธิ์อีกแล้ว
. . .


          อิทะมะโวจะ ภะคะวาฯ อัตตะมะนา เต ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุงฯ อิมัสมิญจะ ปะนะ เวยยากระระณัสมิง ภัณณะมาเน ตัสสะ ภิกขุสะหัสสัสสะ อะนุปาทายะ อาสะเวหิ จิตตานิ วิมุจจิงสูติฯ

          พระพุทธองค์ ผู้ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ ได้ตรัส อาทิตตปริยายสูตร จบลง ภิกษุเหล่านั้น ได้มีใจยินดี เพลิดเพลินไปกับการตรัสแสดงธรรมของพระพุทธองค์ ครั้งเมื่อพระพุทธองค์ ตรัสแสดงอยู่ จิตของเหล่าภิกษุทั้งหนึ่งพันรูป ก็ได้หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย ไม่มีความยึดมั่นในอัตตาอีกต่อไป
. . .


จบอาทิตตปริยายสูตร

 จากคุณ : กลางชล [ 23 ส.ค. 2546 / 00:20:49 น. ]
     [ IP Address : 203.156.27.131 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (กลางชล)

สติปัฏฐานปาฐะ

(สุตฺต.ที. ๑๐/๒๗๒/๓๒๓)

บทนำ

          สัมพุทโธ ทิปะทังเสฏโฐ          มะหาการุณิโก มุนิ
เอกายะนัง มัคคัง นามะ                    เวเนยยานัง อะเทสะยิ
กิลิฏฐะจิตตะสัตตานัง                      จัตตักเลสะวิสุทธิยา
โสกานัง ปะริเทวานัง                        อะติกกะมายะ สัพพะโส
ทุกขานัง โทมะนัสสานัง                    อัตถังคะมายะ อัฏฐิตัง
ญายัสเสวาธิคะมายะ                        นิพพานัสสาภิปัตติยา
สะติปัฏฐานะนาเมนะ                        วิสสุตัง วิธะ สาสะเน
จิตตักเลสะวิสุทธัตถัง                        ตัง มัคคันตัม ภะณามะ เสฯ


          พระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ เป็นมุนีผู้ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ เป็นผู้ให้แสงสว่าง เป็นผู้ประเสริฐที่สุด ได้แสดงทางเดียวเท่านั้น แก่ผู้ต้องการหยั่งรู้ธรรม เพื่อช่วยมวลสัตว์ที่ยังมีจิตที่เกลือกกลั้วด้วยกิเลส ให้บริสุทธิ์จากกิเลส เพื่อดับความโศก ความคร่ำครวญ ดับทุกข์กาย ทุกข์ใจ อย่างสิ้นเชิง เพื่อรู้แจ้งอริยธรรม เพื่อบรรลุนิพพาน พวกเรามาสวดพระสูตรนั้นที่มีชื่อว่า สติปัฏฐาน อันเป็นทางเดียว เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่มีกิเลสครอบงำจิตอยู่เถิด
. . .


          อัตถิ โข เตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา สัมมาสัมพุทเธนะ เอกายะโน อะยัง มัคโค สัมมะทักขาโต สัตตานัง วิสุทธิยา โสกะปะริเทวานัง สะมะติกกะมายะ ทุกขะโทมะนัสสานัง อัตถังคะมายะ ญายัสสะ อะธิคะมายะ นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ ยะทิทัง จัตตาโร สะติปัฏฐานา. กะตะเม จัตตาโร.

          พระพุทธเจ้าผู้ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ พระวิสุทธิคุณ พระปัญญาธิคุณ ได้ตรัสบอกไว้อย่างชัดเจนว่า ทางสายเดียวเท่านั้น ไปด้วยตัวคนเดียว เพื่อความบริสุทธิ์จากกิเลสของเหล่าสัตว์ (รวมทั้งมนุษย์ด้วย) เพื่อล่วงพ้นจากความโศกเศร้าเสียใจ ความคร่ำครวญ รำพัน เพื่อความดับทุกข์กายและใจ เพื่อบรรลุธรรที่ควรรู้ คือ อริยมรรค เพื่อเห็นแจ้งพระนิพพาน ทางสายเอกทางสายเดียวดังกล่าว คือ
สติปัฏฐาน ๔
         
          สติปัฏฐาน ๔ คือ อะไรบ้าง?

. . .


          อิธะ ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง, เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง, จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง, ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง

          สติปัฏฐาน ๔ คือ เอาสติไปตั้งอยู่ หรือการมีสติกำกับดู กาย เวทนา จิต และ ธรรม
        
          ๑. ภิกษุทั้งหลาย ผู้เห็นภัยในการเวียนว่ายตายเกิด ต้องการพ้นทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิด โดยอาศัยหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า เพียรพยายามเผาทำลายกิเลสอยู่เสมอ รู้ตัวว่าถูกกิเลสตัวใดสร้างปัญหา สร้างความทุกข์ ระลึกอยู่ด้วยความระวัง เตือนใจตนเองอยู่เสมอ มิให้มันครอบงำทางกาย มีสติกำกับดูกาย มิให้เกิดความยินดี ยินร้าย มิให้เกิดความรัก ความชัง เพราะกายเป็นเหตุ

          ๒. เพียรพยายามเผาทำลายกิเลส ทำลายกิเลสอยู่เสมอ มิให้มันครอบงำทางเวทนา (ความรู้สึกเสวยอารมณ์) มีสติกำกับดูเวทนา มิให้เกิดความยินดี ยินร้าย มิให้เกิดความรัก ความชัง เพราะจิตเป็นเหตุ

          ๓. เพียรพยายามเผาทำลายกิเลสอยู่เสมอ มิให้มันครอบงำทางจิต มีสติกำกับจิต มิให้เกิดความยินดี ยินร้าย มิให้เกิดความรัก ความชัง เพราะจิตเป็นเหตุ

          ๔. เพียรพยายามเผาทำลายกิเลสอยู่เสมอ มิให้อกุศลครอบงำ มีสติกำกับอยู่เสมอ พิจารณาเห็นธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลที่เกิดขึ้น มิให้เกิดความยินดี ยินร้าย มิให้เกิดความรัก ความชัง เพราะธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลเป็นเหตุ
. . .


          กะถัญจะ ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ.
อิธะ ภิกขุ อัชฌัตตัง วา กาเย กายานุปัสสี
วิหะระติ พะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
อัชฌัตตะพะหิทธา วา กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสมิง วิหะระติ
วะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสมิง วิหะระติ
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา กายัสมิง วิหะระติ
อัตถิ กาโยติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ
เอวัง โข ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติฯ


          (๑) ภิกษุทั้งหลาย ผู้เห็นภัยในการเวียนว่ายตายเกิด ต้องการพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เห็นกายในกาย อย่างไร?
          ผู้ปฏิบัติตนเพื่อพ้นทุกข์ กำหนดพิจารณาติดตามดูภายในกายของตนบ้าง ติดตามดูกายของผู้อื่นบ้าง ติดตามดูทั้งกายของตนและกายของผู้อื่นบ้าง (ให้เห็นเป็นเช่นเดียวกัน คือ ล้วนแต่ประกอบด้วยธาตุทั้งหลาย มีดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นต้น) พิจารณาเห็นกายมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาบ้าง มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาบ้าง พิจารณาเห็นทั้งความเกิดขึ้นและเสื่อมไปของกายเป็นธรรมดา (เป็นธรรมชาติของกาย มันเป็นอย่างนี้เอง)
          เอาสติไปตั้งไว้ที่กาย เอาสติกำกับดูกาย ว่ากายเป็นอย่างนี้เอง เพียงแต่กำหนดรู้ ระลึกรู้เท่านั้น สักว่าเอาสติไปตั้งไว้ให้เห็นความเป็นจริงของกาย ไม่ยึดติดกาย ไม่ยึดติดแม้แต่นิดเดียวว่า กายของเรา (คือ ไม่มีอัตตาให้ยึดติดแม้นิดเดียว) นี้แล คือ การพิจารณาเห็นกายในกาย
. . .


          กะถัญจะ ภิกขุ เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ.
อิธะ ภิกขุ อัชฌัตตัง วา เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ
พะหิทธา วา เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ
อัชฌัตตะพะหิทธา วา เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา เวทะนาสุ วิหะระติ
วะยะธัมมานุปัสสี วา เวทะนาสุ วิหระระติ
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา เวทะนาสุ วิหะระติ
อัตถิ เวทนาติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ
เอวังโข ภิกขุ เวทะนาสุ เวทนานุปัสสี วิหะระติฯ


          (๒) ภิกษุทั้งหลาย พิจารณา เห็นเวทนาในเวทนา เป็นอย่างไร?
          ผู้ปฏิบัติตนเพื่อพ้นทุกข์ กำหนดพิจาณราติดตามดูเวทนาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับตนบ้าง ติดตามดูเวทนาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับผู้อื่นบ้าง ติดตามดูทั้งเวทนาที่เกิดขึ้นกับตนและเวทนาที่เกิดขึ้นกับผู้อื่นบ้าง (ให้เห็นเป็นเช่นเดียวกัน คือ จะเป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ก็มีความรู้สึกเป็นเช่นเดียวกัน) พิจารณาเห็นเวทนาทั้งหลายที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาบ้าง มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาบ้าง พิจารณาเห็นทั้งความเกิดขึ้นและเสื่อมไปของเวทนาเป็นธรรมดา (เป็นธรรมชาติของเวทนา มันเป็นอย่างนี้เอง)
          เอาสติไปตั้งไว้ที่เวทนา เอาสติกำกับดูเวทนา ว่าเวทนาเป็นอย่างนี้เอง เพียงแต่กำหนดรู้ ระลึกรู้เท่านั้น สักว่าเอาสติไปตั้งไว้ให้เห็นความเป็นจริงของเวทนา ไม่ยึดติดเวทนา ไม่ยึดติดแม้แต่นิดเดียวว่า เวทนาของเรา (คือไม่มีอัตตาให้ยึดติดแม้นิดเดียว) นี้แล คือ การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา
. . .


          กะถัญจะ ภิกขุ จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ.
อิธะ ภิกขุ อัชฌัตตัง วา จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ
พะหิทธา วา จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ
อัชฌัตตะพะหิทธา วา จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา จิตตัสมิง วิหะระติ
วะยะธัมมานุปัสสี วา จิตตัสมิง วิหะระติ
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา จิตตัสมิง วิหะระติ
อัตถิ จิตตันติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ
เอวังโข ภิกขุ จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติฯ


          (๓) ภิกษุทั้งหลาย พิจารณาเห็นจิตในจิต เป็นอย่างไร?
          ผู้ปฏิบัติตนเพื่อพ้นทุกข์ กำหนดพิจารณาติดตามดูจิตของตนบ้าง ติดตามดูจิตของผู้อื่นบ้าง ติดตามดูทั้งจิตของตนและจิตของผู้อื่นบ้าง (ให้เห็นเป็นเช่นเดียวกัน คือ ผ่องใส ด้วยอำนาจของกุศลธรรมบ้าง เศร้าหมองด้วยอำนาจแห่งอกุศลธรรมบ้าง) พิจารณาเห็นจิตมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาบ้าง มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาบ้าง พิจารณาเห็นทั้งความเกิดขึ้นและเสื่อมไปของจิตเป็นธรรมดา (เป็นธรรมชาติของจิต มันเป็นอย่างนี้เอง)
          เอาสติไปตั้งไว้ที่จิต เอาสติกำกับดูจิต ว่าจิตเป็นอย่างนี้เอง เพียงแต่กำหนดรู้ ระลึกรู้เท่านั้น สักว่าเอาสติไปตั้งไว้ให้เห็นความเป็นจริงของจิต ไม่ยึดติดจิต ไม่ยึดติดแม้แต่นิดเดียวว่า จิตของเรา (คือ ไม่มีอัตตาให้ยึดติดแม้นิดเดียว) นี้แล คือ การพิจารณาเห็นจิตในจิต
. . .


          กะถัญจะ ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ.
อิธะ ภิกขุ อัชฌัตตัง วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ
พะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ
อัชฌัตตะพะหิทธา วา ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ
สะมุทะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ
วะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ
สะมุทะยะวะยะธัมมานุปัสสี วา ธัมเมสุ วิหะระติ
อัตถิ ธัมมาติ วา ปะนัสสะ สะติ ปัจจุปัฏฐิตา โหติ
ยาวะเทวะ ญาณะมัตตายะ ปะฏิสสะติมัตตายะ
อะนิสสิโต จะ วิหะระติ นะ จะ กิญจิ โลเก อุปาทิยะติ
เอวังโข ภิกขุ ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติฯ


          (๔) ภิกษุทั้งหลาย พิจารณาเห็นธรรมในธรรม เป็นอย่างไร?
          ผู้ปฏิบัติตนเพื่อพ้นทุกข์ กำหนดพิจารณาติดตามดูธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลหรืออกุศลที่เกิดขึ้นกับตนบ้าง ติดตามดูธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลหรืออกุศลที่เกิดขึ้นกับผู้อื่นบ้าง ติดตามดูทั้งธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลหรืออกุศลที่เกิดขึ้นกับตนและที่เกิดขึ้นกับผู้อื่นบ้าง (ให้เห็นเป็นเช่นเดียวกัน คือ จะเป็นกุศลธรรมหรืออกุศลธรรมบ้าง ก็มีความรู้สึกเป็นเช่นเดียวกัน) พิจารณาเห็นธรรมทั้งหลายมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาบ้าง มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาบ้าง พิจารณาเห็นทั้งความเกิดขึ้นและเสื่อมไปของธรรมทั้งหลายเป็นธรรมดา (เป็นธรรมชาติของธรรม มันเป็นอย่างนี้เอง)
          เอาสติไปตั้งไว้ที่ธรรม เอาสติกำกับดูธรรม ว่าธรรมเป็นอย่างนี้เอง เพียงแต่กำหนดรู้ ระลึกรู้เท่านั้น สักว่าเอาสติไปตั้งไว้ให้เห็นความเป็นจริงของธรรม ไม่ยึดติดธรรม (ธรรมเป็นเสมือนแพ สำหรับโดยสารข้ามแม่น้ำ ถ้ายึดติดแพก็ขึ้นฝั่งไม่ได้) ไม่ยึดติดแม้แต่นิดเดียวว่า ธรรมของเรา (คือ ไม่มีอัตตาให้ยึดติดแม้แต่นิดเดียว) นี้แล คือ การพิจารณาเห็นธรรมในธรรม
. . .


          อะยัง โข เตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา สัมมาสัมพุทเธนะ เอกายะโน มัคโค สัมมะทักขาโต สัตตานัง วิสุทธิยา โสกะปะริเทวานัง สะมะติกกะมายะ ทุกขะโทมะนัสสานัง อัตถังคะมายะ ญายัสสะ อะธิคะมายะ นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ ยะทิทัง จัตตาโร สะติปัฏฐานาติ

        นี้แล คือทางเดียวเท่านั้น ไปด้วยตัวคนเดียวเท่านั้น เพื่อความบริสุทธิ์จากกิเลสของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงพ้นจากความโศกเศร้าเสียใจ ความคร่ำครวญ รำพัน เพื่อความดับทุกข์กายและใจ เพื่อบรรลุธรรมที่ควรรู้ คือ อริยมรรค เพื่อเห็นแจ้งพระนิพพาน ที่พระพุทธองค์ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ พระวิสุทธิคุณ และพระปัญญาธิคุณ ได้ตรัสไว้โดยชอบแล้ว
. . .


          เอกายะนัง ชาติขะยันตะทัสสี
          มัคคัง ปะชานาติ หิตานุกัมปี
          เอเตนะ มัคเคนะ ตะริงสุ ปุพเพ
          ตะริสสะเร เจวะ ตะรันติ โจฆันติฯ


          ทางสายเดียวดังกล่าว คือ สติปัฏฐาน ๔ ซึ่งสหัมบดีพรหมได้กล่าวเป็นคาถาไว้ว่า พระพุทธองค์ ผู้ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ ทรงเห็นแจ้งพระนิพพาน อันเป็นที่สุดของความเกิดและความดับ พระองค์ทรงอนุเคราะห์ (มวลสัตว์) ด้วยประโยชน์เกื้อกูลเป็นนิตย์ ทรงรู้แจ้งมรรค เป็นทางเดียวซึ่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้ข้ามห้วงสังสารวัฏไปแล้วในกาลก่อน จักข้ามไป (ในอนาคต) และกำลังข้ามกันอยู่ (ในปัจจุบัน) ก็โดยอาศัยทางนี้ทางเดียว
. . .


จบสติปัฏฐานปาฐะ

 จากคุณ : กลางชล [ 23 ส.ค. 2546 / 00:21:33 น. ]
     [ IP Address : 203.156.27.131 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (กลางชล)

ธัมมนิยามสูตร

(สุตฺต.อง. ๒๐/๕๗๖/๓๖๘)


บทนำ

          ยัง เว นิพพานะญาณัสสะ      ญานัง ปพเพ ปะวัตตะเต
ตัสเสวะ วิสะยีภูตา                          ยายัง ธัมมะนิยามะตา
อะนิจจะตา ทุกขะตะ จะ                  สัพเพสัง จะ อะนัตตะตา
ตัสสา ปะกาสะกัง สุตตังยัง              สัมพุทเธนะ ภาสิตัง
สาธูนัง ญาณะจาเรนะ                     ยะถา พุทเธนะ เทสิตัง
โยนิโส ปะฏิปัตยัตถัง ตัง                 สุตตันตัง ภะณามะเส ฯ


          กฎธรรมชาติที่กำหนดแน่นอน สำหรับสรรพสัตว์ที่ว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เป็นวิสัยแห่งผู้ได้ญาณหยั่งรู้พระนิพพาน ที่มีมาแล้วในกาลก่อน พวกเราทั้งหลายจงร่วมกันสวดพระสูตรนี้ อันประกาศสิ่งที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงไว้ซึ่งญาณอันพิเศษแก่เหล่าสาธุชน เพื่อประโยชน์ในการที่จะนำไปปฏิบัติ โดยอุบายอันแยบคายต่อไปเทอญ
. . .


          เอวัมเม สุตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ อาราเมฯ ตัตระ โข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ ภิกขะโวติฯ ภะทันเตติ เต ภิกขู ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุงฯ ภะคะวา เอตะทะโวจะ

          ข้าพเจ้า (พระอานนท์เถระ) ได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ผู้ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ ประทับอยู่ที่พระอารามสร้างถวายโดยอนาถปิณฑิกมหาเศรษฐี ชื่อเชตวัน ครั้งนั้น พระพุทธองค์ตรัสเรียกพระภิกษุทั้งหลายมาเข้าเฝ้า เมื่อภิกษุทั้งหลายรับทราบ ได้เข้าเฝ้า พระพุทธองค์ได้ตรัสธรรมนิยาม ดังต่อไปนี้
. . .


          อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา ธัมมะนิยามะตา สัพเพ สังขารา อะนิจจาติฯ ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา อาจิกขะติ เทเสติปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ วิวะระติ วิภะชะติ อุตตานีกะโรติ สัพเพ สังขารา อะนิจจาติฯ

          อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา ธัมมะนิยามะตา สัพเพ สังขารา ทุกขาติฯ ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา อาจิกขะติ เทเสติปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ วิวะระติ วิภะชะติ อุตตานีกะโรติ สัพเพ สังขารา ทุกขาติฯ
         
          อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา ธัมมะนิยามะตา สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติฯ ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา อาจิกขะติ เทเสติปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ วิวะระติ วิภะชะติ อุตตานีกะโรติ สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติฯ


          ภิกษุทั้งหลาย ทั้งที่พระตถาคต คือ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จักเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ธาตุคือสิ่งทรงตัวเองอยู่ได้อันนั้น ดำรงอยู่ได้โดยธรรมดาของมันอย่างนั้น สิ่งที่ถูกกำหนดมาตามธรรมดาของมันว่า จะเป็นอย่างนั้น พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นตถาคต ตรัสรู้ธาตุนั้น ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่ง เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา

          ครั้นได้ตรัสรู้แล้ว ได้หยั่งรู้แล้ว จึงนำมาบอกกล่าว นำมาแสดง บัญญัติตั้งไว้ เปิดเผยให้ทราบ จำแนกแยกแยะ ทำให้เข้าใจง่ายว่า “สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา”
. . .


          อิทะมะโว จะ ภะคะวาฯ อัตตะมะนา เต ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง
อะภินันทุนติฯ


          ครั้งพระพุทธองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ ได้ตรัสแสดงดังกล่าวมานี้ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นมีความซาบซึ้ง ยินดีเพลิดเพลินพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง
. . .


จบ ธัมมนิยามสูตร

 จากคุณ : กลางชล [ 23 ส.ค. 2546 / 00:22:13 น. ]
     [ IP Address : 203.156.27.131 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (กลางชล)

แหะ ๆ ... ขออภัยนะคะ ขอแก้ไขนิดนึงค่ะ ลืมแก้ก่อนโพสต์
"อาทิตตปริยายสูตร" (ความคิดเห็นที่ ๑๓)
ส่วนของคำแปลที่เป็นชุด หู กับเสียง จมูก กับ กลิ่น ลิ้น กับ รส ฯลฯ
ตรงชุดที่ ๓ นี่แปะเกินมาชุดนึงค่ะ (ก่อน "นิพพินทัง วิรัชชะติฯ วิราคา วิมุจจะติฯ")
ต้องตัดออกนะคะ ขออภัยค่ะ

 จากคุณ : กลางชล [ 23 ส.ค. 2546 / 00:28:54 น. ]
     [ IP Address : 203.156.27.131 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (sw)

ขอบคุณ คุณกลางชล มากๆ มีคำแปลที่น่าสนใจมาก
ซาบซึ้งในน้ำใจและความพยายามให้ธรรมแก่ทุกคน
ขอให้เจริญในธรรมครับ

 จากคุณ : sw [ 23 ส.ค. 2546 / 09:56:51 น. ]
     [ IP Address : 12.249.51.24 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (20640)

ขอบพระคุณ  คุณกลางชลและทุกๆท่าน นี่แหละผู้มีธรรมในหัวใจ การให้ธรรมเป็นทานประเสริฐสุด  ยังไม่ทันได้สวดใจยังเบิกบานขนาดนี้  ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป   สาธุ  อนุโมทนา

 จากคุณ : 20640 [ 23 ส.ค. 2546 / 18:55:08 น. ]
     [ IP Address : 66.44.104.239 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (ปางบุญ)

สาธุ สาธุ สาธุ
น้องกลางชล

 จากคุณ : ปางบุญ [ 23 ส.ค. 2546 / 19:47:42 น. ]
     [ IP Address : 203.147.24.159 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!