ทำอย่างไรจึงละ "สักกายทิฏฐิ" ได้?
 เนื้อความ :

   ทำอย่างไรจึงละ "สักกายทิฏฐิ" ได้คะ  และคนที่ละสักกายทิฏฐิได้จะมีพฤติกรรมอย่างไร?

 จากคุณ : CU86 [ 26 ก.ย. 2546 / 14:31:47 น. ]
     [ IP Address : 161.200.255.162 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (หนอน/thawath2002@chaiyo.com)

คำถามสร้างสรรค์ เข้าทางพอดี ตอบว่า
ว่าด้วยการละอาสวะได้เพราะการเห็น
[๑๒]...อริยสาวกนั้น ย่อมมนสิการโดยแยบคายว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์
นี้ปฏิปทาให้ถึงความดับทุกข์ เมื่ออริยสาวกนั้นมนสิการอยู่โดยแยบคายอย่างนี้ สังโยชน์ ๓ คือ
สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ย่อมเสื่อมสิ้นไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่านี้
เรากล่าวว่า จะพึงละได้เพราะการเห็น
พระไตรปิฏก เล่มที่ ๑๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔
มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์

และ
ว่าด้วยเหตุจะไม่มีสักกายทิฏฐิ
        [๑๘๙] ภิกษุนั้น ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า
แล้วได้ทูลถามปัญหาที่ยิ่งขึ้นไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สักกายทิฏฐิย่อมไม่มีได้อย่างไร?
        พ. ดูกรภิกษุ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ผู้ได้สดับแล้ว เป็นผู้ได้เห็นพระอริยเจ้า
ฉลาดในอริยธรรม ได้รับแนะนำแล้วเป็นอย่างดีในอริยธรรม เป็นผู้ได้เห็นสัตบุรุษ ฉลาดใน
สัปปุริสธรรม ได้รับแนะนำแล้วเป็นอย่างดีในสัปปุริสธรรม ย่อมไม่เห็นรูป โดยความเป็นตน
ไม่เห็นตนมีรูป ไม่เห็นรูปในตน หรือไม่เห็นตนในรูป ย่อมไม่เห็นเวทนา โดยความเป็นตน
ไม่เห็นตนมีเวทนา ไม่เห็นเวทนาในตน หรือไม่เห็นตนในเวทนา ย่อมไม่เห็นสัญญา โดยความ
เป็นตน ไม่เห็นตนมีสัญญา ไม่เห็นสัญญาในตน หรือไม่เห็นตนในสัญญา ย่อมไม่เห็นสังขาร
โดยความเป็นตน ไม่เห็นตนมีสังขาร ไม่เห็นสังขารมีในตน หรือไม่เห็นตนในสังขาร ย่อมไม่
เห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ไม่เห็นตนมีวิญญาณ ไม่เห็นวิญญาณในตน หรือไม่เห็นตนใน
วิญญาณ. ดูกรภิกษุ สักกายทิฏฐิ ย่อมไม่มีด้วยอาการเช่นนี้แล.
พระไตรปิฏก เล่มที่ ๑๗  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙
สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค
++++++++++++++++++++++++++++++++
สรุป เห็น ว่าขันธ์  5 ไม่ใช่ตนนั่นแหละ

พฤติกรรม ไม่แน่ใจ เมื่อเห็น ขันธ์ 5 ไม่ใช่ตนแล้ว
จะไปพยากรณ์ พฤติกรรมอื่นๆ คงลำบากมันเป็น อนาคต
แต่ที่แน่ๆ จะเห็นว่าขันธ์ 5 ไม่ใช่ตน ไม่เนื่องด้วยตนนั่นแหละ อยู่ตลอดเป็นอัตโนมัติ
ไม่ต้องนึกให้เมื่อย เพราะมันก็รู้เห็นแบบนั้นเป็นประจำอยู่แล้ว

 จากคุณ : หนอน/thawath2002@chaiyo.com [ 26 ก.ย. 2546 / 15:03:17 น. ]
     [ IP Address : 203.150.206.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (pat)

_/|\_ สาธุค่ะ คุณหนอน

 จากคุณ : pat [ 26 ก.ย. 2546 / 15:12:36 น. ]
     [ IP Address : 202.183.176.163 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (ปางบุญ)

ยินดีที่เด็กสมัยนี้ สนใจในธรรมะ และหนทางสิ้นทุกข์

ขอเรียนว่า ถ้ามีบุญและความเพียรพอแล้ว สามารถละทุกอย่างได้จริง ๆ
แต่การละสักกาย..นั้น ไม่น่าจะเกิดจากการอ่าน หรือการคิด

ก่อนอื่นต้องเกิดจากบุญที่สะสมมามากพอ ที่จะกระตุ้นให้เราเกิดความอยากละแน่จริงหรือเปล่า
จากนั้น ต้องเกิดจากเราจะพบเพื่อน กัลยาณมิตร และครูบาอาจารย์สายตรง ที่สะกิดให้เราเกิดปัญญาที่แท้จริงหรือเปล่า

จากนั้น เรามีบุญพอที่จะมีศรัทธาเต็มเปี่ยมที่จะปฏิบัติจริง อย่างปราศจากข้อสงสัยใด ๆ หรือเปล่า

หลังจากนั้น เรามีบุญพอที่จะปฏิบัติได้ดังที่ครูบาอาจารย์ชี้แนะหรือเปล่า

เมื่อครบกระบวนการทั้งหมดแล้ว เรามีบุญและความพากเพียรเพียงพอหรือเปล่า
ถ้าผู้ที่มีบุญเต็มอิ่มแล้ว การปฏิบัติก็ดูจะง่าย ผู้ที่มีบุญสะสมมาจากชาติก่อน เพียงน้อมอะไร ไม่มากเท่าไรก็ดูจะทำลายกายได้หมดสิ้นได้ไม่นานนัก

การปฏิบัตินั้น ใช้พิจารณา กาย เวทนา จิต และธรรม ตามตำรา แต่ ถ้าอ่านให้เข้าใจและทำได้ ก็คงเป็นบุญ เหมือนฝรั่งนั่งทำแกงมัสหมั่นตามตำรา ถ้าเขาไม่เคยกินแกงมัสหมั่น ไม่เคยเห็นแม้แต่หน้าตา ต่อให้กางตำราที่ละเอียดที่สุด ก็ไม่แน่ว่าจะเหมือนหรือเปล่า

ดังนั้น เราจึงต้องอิงผู้ที่ท่านทำมาแล้ว เคยกินแล้ว ...

เริ่มจาก ทาน ศีล และภาวนา
คำว่าภาวนา หมายรวมทั้งสมาธิ และวิปัสสนา คือนั่งสมาธิหรือเดินจงกรม จนจิตนิ่ง จิตรวม แล้วถอยจิตออกมาในระดับที่พอจะพิจารณาสิ่งโน้นสิ่งนี้ได้

พูดสั้น ๆ เพียงสองสามประโยคข้างบนนี้ บางคนทำทั้งชีวิตก็ยังไม่ได้
เมื่อจิตนิ่งแหลมคมพอแล้ว ก็ชำแหละกาย (พิจารณา) ในสายป่า ออกจะดุเดือด บางท่านแนะนำให้กำหนดมีดโกนกรีดเนื้อลอกหนัง มากองแล้วกำหนดทำลาย
ทำซ้ำ ทำซ้ำ ทำซ้ำ
บางท่าน ใช้มีดหั่นแขน ขา ออกมาเป็นชิ้น ๆ กองไว้ต่อหน้า แล้วกำหนดไฟขึ้นเผา เผาแล้วกำหนดขึ้นใหม่..ทำซ้ำทำซ้ำ
บางท่าน จ่อระเบิดเข้าใส่ แล้วกดระเบิด หมดสิ้นแล้วทำซ้ำ ทำซ้ำ ๆๆๆๆ
บางท่าน กำหนด มือ แขน ขา มองหนังให้ยุ่ย มองเนื้อให้เปื่อย มองกระดูกให้หลุดร่อนออกเป็นท่อน ๆ ทำซ้ำ ทำซ้ำ ทำซ้ำ .....
การทำซ้ำนี้ ทำในช่วงที่จิตเป็นสมาธิ จิตที่เป็นสมาธิ เป็นจิตที่เหมาะสมแก่การทำงาน เหมือนมีดที่คม เหมือนเลนส์ที่เราเอาไป กรองแสงแดดเพื่อหาจุดที่จะติดไฟได้
จิตอันเป็นปกติ ของปุถุชน ยังเป็นจิตที่ไม่คม ไม่น่าแก่การทำการงาน ประหารกิเลส

การทำซ้ำ ทำซ้ำ ทำซ้ำ นี้ มักจะเป็นช่วงที่เร่งรัดความเพียร ในช่วงนั้น ถ้าจุดติด ธรรมะ จะชนะกิเลส เหมือนเราหมุนเครื่องปั่นไฟ พอเครื่องติดแล้ว ก็ติดเลย ห้ำหั่นกันจน..สุดท้าย กายแตกทำลายด้วยตัวมันเอง บางท่านระเบิดพรึ่บ บางท่านเปื่อยยุ่ยหายไปต่อหน้าต่อตา กำหนดอะไรสิ่งใด ไม่ได้อีก

ภาษาพระป่าเรียก กายพัง กายแตก ...มองลงไปจุดใด ก็เปือยยุ่ยหายพรึ่บไปหมด ไม่มีกายหลงเหลืออีกแล้ว

ไม่เห็นตนเป็นกาย ไม่เห็นกายเป็นตน
ไม่เห็นตนมีในกาย ไม่เห็นกายมีในตน
ไม่เห็นตนเป็นเวทนา ไม่เห็นเวทนาเป็นตน
.........แฮ่ แฮ่..จำไม่ได้แล้ว

เมื่อผ่านสภาวะนี้ไปแล้ว โลกจะเป็นอัศจรรย์
เบากายเบาใจ
ที่มีทิฐิมานะก็ลดไป ที่ดื้อสุด ๆ ก็น้อมลง ที่เคยโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงก็ดูเบาลง เย็นลง รู้อะไรเห็นอะไร น้อมเข้าใส่ตนทั้งหมด
จะโกรธใครเกลียดใคร เพียงแป๊บเดียว ก็น้อมลงใส่ตน สู่ความไม่เที่ยง
มีพระพุทธองค์แนบอยู่กับจิต ศรัทธาในพระองค์และคำสอน ไม่มีทางจะหนีหายไปในหนทางไหน
ภาษาธรรมเรียกว่า ผู้ที่หลุดเข้าสู่กระแส นิพพาน..ต่อให้สมบัติมากองเท่าลำเรือ จิตก็ไม่กระเพื่อม ถึงกระเพื่อม ก็วูบวาบอยู่แป๊บเดียว ก็จับเจ้าจิตเจ้ากิเลส มาตีตูด ฐาน ..นอกออกนอกใจ

กิเลส จะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ในเวลา ไม่นาน

ถ้ามีบุญ..จะห้ำหั่นกับกิเลสตัวต่อไปเรื่อย ๆ ..ผ่านสภาวะธรรม ต่าง ๆ ไปเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่ง...

ซึ่งจะต้องมีครูผู้ที่ท่าน ทำแกงมัสหมั่นเชี่ยวชาญมาแล้ว เป็นผู้ประกบอยู่ใกล้ ๆ ...
สาธุ ขอให้เจริญในธรรม

พี่ปางเป็นไข้ค่ะ ปากขม มือไม้สั่น แต่ทำไมจึงอยากตอบกระทู้นี้ก็ไม่ทราบ ผิดพลาดอย่างไร ขออภัยด้วยค่ะ

 จากคุณ : ปางบุญ [ 26 ก.ย. 2546 / 16:13:33 น. ]
     [ IP Address : 202.183.180.151 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (หนิงหน่อง)

พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้จึงได้เห็นว่าบุญคุณพ่อแม่สูงสุดในโลก ท่านจึงได้จารึกว่าบุคคลที่จะทดแทนบุญคุณพ่อแม่มีทางเดียวเท่านั้นคือออกบวชแล้วปฏิบัติสมถภาวนา วิปัสสนาภาวนา จนชนะกรรมได้คือเรียกว่าเป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ทำฌาณ ทำสมาธิจนหลุดพ้นจากการเกิดอีกต่อไป การไม่เกิดอีกต่อไปนั่นแหละคือการทนแทนบุญคุณพ่อแม่ที่จบสิ้น จะไม่มีแม่ผู้เป็นหนี้เป็นสิน จะไม่มีพ่อผู้เป็นเจ้าหนี้เก่าอีกต่อไป เพราะพ่อกับแม่คือเจ้าหนี้เก่า ลูกคือลูกหนี้ใหม่ ที่จะต้องชดใช้ค่าน้ำนมของพ่อแม่ ค่าเลี้ยงดูของพ่อแม่

 จากคุณ : หนิงหน่อง [ 26 ก.ย. 2546 / 16:45:37 น. ]
     [ IP Address : 161.200.152.31 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (ไม่รู้)

สักกายทิฏฐิ คืออะไร

 จากคุณ : ไม่รู้ [ 26 ก.ย. 2546 / 16:53:22 น. ]
     [ IP Address : 61.19.208.136 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (ปิ่น)

สักกายทิฏฐิ คือ 1 สังโยชน์ เป็น กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์,ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ มี ๑๐ อย่าง คือ
ก.โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ๕ ได้แก่
๑. สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน
๒. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย
๓. สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต
๔. กามราคะ ความติดใจในกามคุณ
๕. ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ

         ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง ๕ ได้แก่
๖. รูปราคะ ความติดใจในรูปธรรมอันประณีต
๗. อรูปราคะความติดใจในอรูปธรรม
๘. มานะ ความถือว่าตัวเป็นนั่นเป็นนี่
๙. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน
๑๐. อวิชชาความไม่รู้จริง,
( พระโสดาบัน ละสังโยชน์ ๓ ข้อต้นได้, พระสกิทาคามี ทำสังโยชน์ข้อ ๔ และ ๕ ให้เบาบางลงด้วย, พระอนาคามี ละสังโยชน์๕ ข้อต้นได้หมด, พระอรหันต์ละ
สังโยชน์ทั้ง ๑๐ ข้อ )

 จากคุณ : ปิ่น [ 26 ก.ย. 2546 / 17:57:21 น. ]
     [ IP Address : 10.44.3.207 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (จัตตาโร)

ขออนุญาต ขอโอกาส
   ละขันธ์ห้า  ให้ได้
ก่อนที่จะละได้   ก็ต้องรู้จักก่อนว่าขันธ์ 5 คือ อะไร
รู้จักทาง ปริยัติ  ว่า  ขันธ์ 5  คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน
จากนั้น  ก็ฝึกปฏิบัติ   หาให้เจอจริงๆว่า  ขันธ์5 เขา เกิดขึ้น  ตั้งอยู่ ดับไป  อย่างไร
ตา  กระทบรูป    เช่น เห็นคนๆหนึ่ง
สัญญา คือ contract แปลว่า ตกลงกันไว้  ว่า  สิ่งนี้ ตกลงกันว่า เป็น คน เป็น human ตามแต่ จะตกลง สร้างเป็นภาษา เป็น สมมุติ
สังขาร  คือ สัญญาที่ขึ้นมาซ้อนๆๆๆ  หลังจากเกิดสัญญา โดยขึ้นแล้ว  ทำให้ จิตเกิดอาการ ( วิญญาน คือ  จิต นั่นเอง) 
เช่น สังขาร  ผุดขึ้นมา  (ความคิดขาจร) ว่า คนๆนี้  เราเกลียด  คนๆนี้ คบไม่ได้  คนๆนี้เคยด่าเรา  คนๆนี้เราจะไม่รู้ไม่ชี้ด้วย  ฯลฯ  (ที่ผุดขึ้นมา เพราะ เราสร้างอาหารให้กิเลส เอาไว้มากมาย   ดูแต่หนังโหด  คบแต่คนวาจา ใจ ไม่ดี   ฟังธรรมะน้อยไป  )
สังขาร ปรุงแต่ง  จนจิตเกิด (ใจเกิดอาการ )   นี่แหละ ทุกข์   เกิดขึ้นที่ จิต ที่ใจแล้ว

พอเราเกิดทุกขเวทนา   เราก็ไม่รู้ จะแก้ หรือ ดับทุกข์อย่างไรดี
คนที่ แก้ทุกข์ไม่เป็น   ก็อาจจะทำอะไร  ประหลาดๆ แก้ทุกข์ไม่เป็น   เช่น   ด่ากลับไป   เพื่อระบายความคับข้องใจ   ก่อเวรก่อกรรม   หรือ  งอน ลาออก ไม่เข้ามาร่วมเสวนาอีก หรือ กินเหล้า หรือ ไปทำอย่างอื่น
คนที่แก้ทุกข์เป็น  พอคับข้องใจ   เขารีบดูจิต  ดูกายของเขาว่า คับข้องแถวไหน อึดอัดอย่างไร   เขาจะ"ตบ" จิตให้สงบ   
พอรู้ (มีสติ) ว่าจิตเกิด  ก็มี  ทางเลือก ที่จะตบจิตให้สงบ 2 อย่าง ตามแต่จะถนัด คือ  1  รู้  แล้ว ตบ  2  รู้ แล้ว ดู
รู้ แล้ว ตบ
การตบจิตให้สงบ เช่น  ใช้สมถะ  ทำจิตให้เป็นสมาธิ  ปล่อยวาง   อาจจะเรียกว่า รู้ แล้ว วาง  ก็ได้  ( คำว่า ตบ มันอาจจะดู แรงไป  แต่ กิเลสมันแรง  ใช้คำเบา ตบกิเลสไม่ตาย)  
คนที่ ฟังธรรมะตามกาล  คบบัณฑิต (พระอริยเจ้า)   ทำดี คิดดี ฯลฯ ย่อม ปลงได้เร็วได้ไว   สังขาร ที่เป็นความคิดจร  ที่ผุดขึ้นมา  ก็ดีๆ
รู้ แล้ว ตามดู
การรู้แล้วดู  คือ  ตามดู  การทำงาน ของ ขันธ์ 5   ดู  กาย ดูเวทนา ดูจิต  ดูธรรม (ที่เกิดขึ้นที่ใจ) 
ปฏิบัติ   จนแยกขันธ์ห้าได้ เมื่อไร ละก็   (ปฏิเวธแล้ว  ละสักกายทิฏฐิเป็นแล้ว)    พบหนทางดับทุกข์แล้ว  .....  อย่าไปดับทุกข์แบบอื่นเลย
อย่าให้ จิต  หวั่นไหว ไปกับขันธ์ห้า 
ขันธ์ห้า  เป็น กรรมเก่า   เมื่อเขามาหาเรา  เราก็รู้   รู้แล้ววาง  จิตก็เข้าไปร่วม  จิตก็สงบ

อุปมา ขันธ์ห้า  เป็น ลม   จิต เป็น เจดีย์แข็งแรง
ลม ผ่านมา  เจดีย์   ก็ไม่หวั่นไหว
เรา จะหลบ ลม ห้ามลม  ก็ คงจะยาก  หนีกรรมเก่ายาก   แต่ ถ้าเราทำกรรมใหม่ ( จิตเกิด หรือ อาการของใจ) ให้ดีๆ ได้     ทำบ่อยๆ  ก็พ้นทุกข์


 จากคุณ : จัตตาโร [ 26 ก.ย. 2546 / 20:40:04 น. ]
     [ IP Address : 203.155.225.94 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (คนโง่)

อ่านอย่างไรก็ไม่เข้าใจ อธิบายเป็นภาษาไทยธรรมดาๆ เป็นมั๊ย
ประเภทอ่านแล้วปิ๊งเลยมีมั๊ย
อ่านแล้ว อะไรก็ไม่รู้ 
รอคำตอบอยู่

 จากคุณ : คนโง่ [ 26 ก.ย. 2546 / 20:47:40 น. ]
     [ IP Address : 203.155.183.28 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (ตี๋)

มองให้เห็นว่าสิ่งที่เป็นตัวตนนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตนของเรา  ไม่ไปยึดมั่นถือมั่น สภาวะแบบนี้ความคิดเห็นแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราได้บรรลุขั้นโสดาบันแล้วคับ  เพราะพระโสดาบันสามารถละสังโยชน์ได้ 3 ข้อ คือ
๑. สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน
๒. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย
๓. สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต
เป็นการละสังโยชน 3 ข้อแรก์ได้ถาวรเลยคับ  การที่จะบรรลุถึงโสดาบันได้ก็ต้องปฏิบัติสมถะและวิปัสสนาคับ ตอนนี้ก็ลองไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดโดยให้มีสมาธิตั้งมั่นและมีสติแน่วแน่ดูคับ แต่คงละไม่ได้ถาวร อาจละได้ชั่วคราว เพราะเมื่อไม่ได้พิจารณาธรรมแล้ว แน่นอน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และธรรมารมณ์ ย่อมเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจทำให้เกิดความมีตัวตนขึ้นอีกครั้งหรือเกิดอุปาทานขึ้นอีกคับ ถ้าต้องการละสักกายทฏิฐิให้ได้จริงๆ ก็ต้องเข้าถึงขั้นโสดาบันคับ

 จากคุณ : ตี๋ [ 26 ก.ย. 2546 / 21:06:08 น. ]
     [ IP Address : 210.203.190.154 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (ฐานาฐานะ)

        สาธุ  คุณ หนอน/thawath2002@chaiyo.com ความคิดเห็นที่ 1 

        ที่นำเนื้อความในพระไตรปิฎก พระสูตรชื่อ สัพพาสวสังวรสูตร  และ ปุณณมสูตร มาแสดง ครับ.

------------------------------
แนะนำ :-
        พระไตรปิฏก เล่มที่ ๑๗  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙
        สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขัชชนิยวรรคที่ ๓ มัชฌิมปัณณาสก์ ขัชชนิยวรรค
        ปุณณมสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=17&A=2228&Z=2356

        พระไตรปิฏก เล่มที่ ๑๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔
        มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
        สัพพาสวสังวรสูตร  ว่าด้วยการสังวรในอาสวะทั้งปวง
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=12&A=238&Z=384

 จากคุณ : ฐานาฐานะ [ 27 ก.ย. 2546 / 02:13:56 น. ]
     [ IP Address : 203.118.74.131 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (ฐานาฐานะ)

        ตอบ คุณ ไม่รู้  ความคิดเห็นที่ 5 : (ไม่รู้)

                สักกายทิฏฐิ คืออะไร

ว่าด้วยเหตุเกิดสักกายทิฏฐิ
        [๑๘๘] ภิกษุนั้น ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ดีแล้ว พระเจ้าข้า แล้วได้ทูลถามปัญหาที่ยิ่งขึ้นไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สักกายทิฏฐิมีได้อย่างใดหนอ?
        พ. ดูกรภิกษุ ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ยังมิได้สดับ เป็นผู้ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดในอริยธรรม ไม่ได้รับแนะนำในอริยธรรม เป็นผู้ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในสัปปุริสธรรม ไม่ได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม
        ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตน ย่อมเห็นตนมีรูป ย่อมเห็นรูปในตน ย่อมเห็นตนในรูป
        ย่อมเห็นเวทนา โดยความเป็นตน ย่อมเห็นตนมีเวทนา ย่อมเห็นเวทนาในตน ย่อมเห็นตนในเวทนา
        ย่อมเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ย่อมเห็นตนมีสัญญา ย่อมเห็นสัญญาในตน ย่อมเห็นตนในสัญญา
        ย่อมเห็นสังขาร โดยความเป็นตน ย่อมเห็นตนมีสังขาร ย่อมเห็นสังขารในตน ย่อมเห็นตนในสังขาร
        ย่อมเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ย่อมเห็นตนมีวิญญาณ ย่อมเห็นวิญญาณในตน ย่อมเห็นตนในวิญญาณ.
        ดูกรภิกษุ สักกายทิฏฐิมีได้ด้วยอาการเช่นนี้แล.

-----------------------------------------
 
ที่มา :-
        พระไตรปิฏก เล่มที่ ๑๗  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙
        สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขัชชนิยวรรคที่ ๓ มัชฌิมปัณณาสก์ ขัชชนิยวรรค
        ปุณณมสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=17&A=2228&Z=2356

        สักกายทิฏฐิ เป็นไฉน?
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/r.php?B=34&A=5834&w=สักกายทิฏฐิ%20เป็นไฉน?

 จากคุณ : ฐานาฐานะ [ 27 ก.ย. 2546 / 02:14:27 น. ]
     [ IP Address : 203.118.74.131 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (ฐานาฐานะ)

        ตอบ คุณ คนโง่  ความคิดเห็นที่ 8

        การตอบนั้น  บางครั้งอาจจำเป็นต้องใช้คำเฉพาะจริงๆ  คุณ คนโง่ ควรอดทนอ่าน หากสงสัยข้อใด อย่างไร ขอให้ถามเป็นข้อๆ ครับ
        อีกอย่างหนึ่ง คือ หากศัพท์บางคำ ไม่สามารถเข้าใจความหมาย สามารถค้นหาได้จาก

                1. พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก
http://dharma.school.net.th/buddhism/dict.htm

                หรือ พิมพ์คำที่ต้องการ ค้นหาใน ช่องค้นหาที่หนึ่ง
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/

 จากคุณ : ฐานาฐานะ [ 27 ก.ย. 2546 / 02:15:07 น. ]
     [ IP Address : 203.118.74.131 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (ฐานาฐานะ)

        ตอบ คุณ  CU86  เจ้าของกระทู้

               
และคนที่ละสักกายทิฏฐิได้จะมีพฤติกรรมอย่างไร?

        ลองเทียงเคียงพฤติกรรมบางส่วนได้จาก พหุธาตุกสูตร  ในช่วงข้อ [๒๔๕] ครับ.

แนะนำ :-
        พระไตรปิฏก เล่มที่ ๑๔  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖
        มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
        พหุธาตุกสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=14&A=3432&Z=3646

 จากคุณ : ฐานาฐานะ [ 27 ก.ย. 2546 / 02:15:30 น. ]
     [ IP Address : 203.118.74.131 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (บรรพต อ.)

ก่อนที่จะละสักกายทิฎฐิ ต้องละมิจฉาทิฎฐิเสียก่อน
การจะละมิจฉาทิฎฐิ ก็ต้องเชื่อพระพุทธเจ้าเสียก่อน
องค์สมเด็จพระผู้ทรงสวัสดิโสภาคย์เจ้าทรงตรัสว่า
เมื่อเห็นว่าขันธ์ ๕ไม่เที่ยงจริงๆได้เมื่อใด ก็จะละมิจฉาทิฎฐิได้
ถ้าจิตเห็นว่าขันธ์ ๕ เป็นภาระจริงๆมันหนักไม่อยากอยู่กับมันอีกแล้ว
ทำไมมันทุกข์แบบนี้ ก็จะละสักกายทิฎฐิ ลงเสียได้

 จากคุณ : บรรพต อ. [ 27 ก.ย. 2546 / 08:23:50 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (โป)


   เหมือนการสั่งสมบุญไปหลายๆชาติ
   เมื่อสมควรแก่กาลแล้ว   ก็จะเป็นไปเอง
   ขั้นแรกมาตั้งแต่...ศีล
   จากนั้นสมาธิ.....อาจจะเป็นแบบให้มีกำลัง
  แล้วพิจารณา   จนเกิดสังเวช
   บางคนอาจจะใช้เจริญสติ การเคลื่อนไหว
   จนแยกอารมณ์ จากใจตนเองได้
  
   ทำไปเรื่อยๆจนใจถอดถอน คายออกมา
   จนเบาลง เบาลง   ถึงตอนนั้นผู้ปฏิบัติก็มองเห็นทางไปแล้วครับ
   ว่าจะไปอย่างไร         แต่ผมไม่แน่ใจนักว่า
   ตอนที่เราตัดขาดกับสักกายทิฎฐิได้
   ต้องมีปรากฏการณ์อะไรเกิดขึ้น
   เนื่องด้วยผมยังไปไม่ถึง

   อากับกิริยาของผู้ที่ขาดไปแล้ว 
    ก็คนปกติเรานี้ละครับ
    มีอาศัยปัจจัยสี่ ในการดำรงชีพ
    ต่างกันเพียง  ในใจท่านเหล่านี้
    ไม่เกิดทุกข์มาก มีทุกข์ไม่นาน
    และไม่ติดกับอะไร
    ฟังดูอาจไม่เข้าใจนะครับ
    และคงไม่เข้าใจว่าจะทำไปเพื่ออะไร
    เพียงแต่ทำในสิ่งที่เราเห็นว่าดี
    ทำไป  แม้จะทำทานแบบยึดทาน
     ก็ทำไป  สิ่งที่ได้จะพัฒนาจิตใจเรา
     สั่งสมไปเรื่อยๆ
     วันหนึ่งน้ำก็เต็มตุ่มเอง  เหมือนต้นไม้ของเราเริ่มออกผล

 จากคุณ : โป [ 27 ก.ย. 2546 / 17:41:54 น. ]
     [ IP Address : 202.57.187.15 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (อยากตอบจ๊ะ)

สั้นๆ ง่ายๆ สำหรับคำถามที่8

ถ้าสักกายทิฐิของคุณ หรือใครๆมีจริง

คุณต้องบังคับมันไม่ให้ แก่(หนังย่น น่าเกียจ) เจ็บ(ไม่อยากทรมาน) ตาย(ร่างมันจะเน่า) ได้นะ

ลองบังคับดูนะ อีก 100 ปีค่อยมาแจ้งผลก็ได้จ๊ะ

 จากคุณ : อยากตอบจ๊ะ [ 29 ก.ย. 2546 / 14:57:21 น. ]
     [ IP Address : 203.107.205.102 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (จุ๊)

ขอลองแลกเปลี่ยนความเห็นกับคุณคนโง่นะครับ พยายามจะเขียนให้ง่ายสุดเท่าที่ผมเข้าใจ (เท่าที่จำได้) แต่คงไม่ทีเดียวปิ๊งแน่ๆ

จากที่ผมศึกษามา ผมเข้าใจว่าจุดใหญ่ที่เป็นสาเหตุแห่งทุกข์อย่างหนึ่งคือ ความเชื่อมั่นว่ากายใจนี้เป็นตัวเรา (สักกายทิฏฐิ) ซึ่งไม่ใช่ความจริงตามธรรมชาติ เป็นสิ่งที่เราเชื่อไปเอง ลองสังเกตดูตัวเราเอง ว่าเมื่อมีใครมาหักล้างความคิดที่เราเสนอ เราก็ไม่พอใจ เพราะเรายึดถือความคิดนั้นเป็น "ตัวเรา"

การละความเห็นผิดความจริงของธรรมชาตินี้ ไม่สามารถละได้ด้วยการคิดไตร่ตรอง ยกตัวอย่างเช่นผมเอง ที่ไตร่ตรองตามเหตุผลจนพูดว่าเชื่อแล้ว ว่าตัวผมไม่มี ทุกสิ่งเป็นอนัตตา แต่ความเชื่อระดับไตร่ตรองนี้ไม่สามารถ ทำให้ผมละสักกายทิฏฐิได้ เพราะผู้ที่มีสักกายทิฏฐินี้ไม่ใช่ผม แต่เป็น "จิต" ที่ประกอบขึ้นเป็นตัวผม (นี่ก็แสดงอนัตตาอย่างหนึ่ง) ดังนั้นจึงต้องให้ จิต ได้เรียนรู้ความเป็นจริงด้วยตนเองเท่านั้น จนประจักษ์ต่อความจริงอย่างชัดเจน ว่ากายใจนี้ไม่ใช่ตัวตนของใคร เป็นเพียงกระแสของเหตุและผล เมื่อนั้น จิต จึงยอมคลายความเชื่อผิดๆ นั้นออกไป ปลดสายโซ่แห่งวัฏสงสารเส้นใหญ่เส้นหนึ่งออกไปได้

ดังนั้นวิธีละสักกายทิฏฐิก็คือ ทำจิตให้พร้อมที่จะเรียนรู้ ด้วยการฝึกจิตเป็นทาน พร้อมจะเป็นฝ่ายให้ ฝ่ายเสียสละ ฝ่ายละ ด้วยการฝึกจิตเป็นศีลจิต ไม่เบียดเบียนผู้อื่นและตนเอง และด้วยการฝึกสติสัมปชัญญะ ให้จิตตื่นขึ้นเห็นความจริงตามธรรมชาติ ที่จิตไม่เคยมอง เอาแต่มองแล้วปรุงแต่งธรรมชาติไปตามความอยากในจิต เอาแต่ฝันทั้งที่กำลังตื่นลืมตา

เมื่อจิตเบา ใส อ่อนควรต่องาน ด้วยการฝึกทานจิต ศีลจิต จนเกิดสมาธิจิต แล้วเราส่งเสริมให้จิตมีสติสัมปชัญญะด้วยความเพียร จิตจะตื่นขึ้นเห็นความจริงตามที่เป็นจริง สะสมจากทีละเล็กละน้อย จนก้าวกระโดดเห็นอนิจจสัญญา อนัตตสัญญา เข้าใจความจริงอย่างที่เป็นจริง ว่าสักกายทิฏฐิ ความเชื่อว่าเรามีตัวตนนี้ เป็นความโง่ที่หาทุกข์ใส่ตัวแท้ๆ เทียว

จึงเสนอมาเพื่อลองพิจารณา

 จากคุณ : จุ๊ [ 29 ก.ย. 2546 / 16:27:25 น. ]
     [ IP Address : 203.144.163.170 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (บรรพต อ.)

คุณจุ๊ นี่ก็ไม่เบานะครับ มาคุยเรื่องสักกายทิฎฐิ แสดงว่าปฎิบัติมานาน
โมทนาด้วยครับ
ความจริงการละสักกายทิฎฐิ เพียงเห็นว่า ร่างกายเรานี่มันทุกข์เหลือเกินก็ละได้แล้วครับ ถ้าพิจารณาเป็นอนัตตา ก็จะละอัตตานุทิฎฐิ คือ อวิชชาได้

 จากคุณ : บรรพต อ. [ 29 ก.ย. 2546 / 17:23:06 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (คลำๆดูตามคำบอก ไม่เห็นด้วยตน)

กายคืออะไร มันมีโทษเช่นไร อะไรควรละ ทำไมจึงควรละ ละอย่างไร ระวังอย่างไร เห็นแล้วอย่างไร ซึ่งกายทั้งหลายในภายในและภายนอก เห็นธาตุ อายตนะ อาการฯลฯ แล้วจะเริ่มตรงไหนดีเอ่ย

 จากคุณ : คลำๆดูตามคำบอก ไม่เห็นด้วยตน [ 30 ก.ย. 2546 / 16:07:25 น. ]
     [ IP Address : 172.17.20.165 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (เจ้าของกระทู้)

   ขอบคุณทุกท่านมากนะคะที่เข้ามาตอบกระทู้และให้คำแนะนำดีๆ  โดยเฉพาะพี่หนอน,คุณปางบุญ, คุณปิ่น, คุณจัตตาโร, คุณตี๋, คุณฐานาฐานะ, คุณบรรพต อ.,คุณโปและคุณจุ๊

 จากคุณ : เจ้าของกระทู้ [ 1 ต.ค. 2546 / 11:29:08 น. ]
     [ IP Address : 161.200.69.155 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (สาราวัด)

อืมใช่ คุณคนโง่ ที่ว่ากันมาเข้าใจยากจริงๆไปก๊อบมาบ้าง ลอกเขามาไม่รู้ว่าจะเข้าใจกันจริงอ่ะเปล่า จะสอนเข้าก็สอนให้เขาเข้าใจสิ ปวดหัวจริงๆ ผมเข้าหลายกระทู้แล้วเหมือนกันหมด...บอกให้คิดง่ายๆนะคุณคนโง่ คิดถึงว่าถ้าตายแล้วกลัวไหมยังห่วงร่างกายนี้ไหม คิดยังงี้ทุกๆวัน..เดี๋ยวเห็นธรรมเอง...สักกายทิฏฐิ เป็นตัวพื้นฐานต้นของธรรมพระอริยะเจ้า..เชื่อเถอะเดี๋ยวเห็นรู้เอง ไม่ต้นแบกตำราเป็นหาบๆ..ถ้ายังกลัวตายอยู่ละจบครับ....ไม่ก้าวหน้า...ลองทำดูนะผมไม่ใช่ให้ลองท่องดู...เวลาใครถามได้บอกเขาถูก....ธรรมะมาจากธรรมชาติทั้งนั้นในโลกนี้ คิดง่ายโน้มมาใส่จิตแล้วทำเลยไม่ต้องประดิษฐให้เลิศหรู..งงครับงง

 จากคุณ : สาราวัด [ 2 ต.ค. 2546 / 15:59:25 น. ]
     [ IP Address : 203.107.231.115 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (คนไม่เอาไหน)

ขออธิบายสั้นๆ นะครับ........การละสักกายทิฏฐินั้นก็คือ การเห็นว่าร่างกายนั้นไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา แต่นี่มันเป็นอารมณ์ที่หนัก เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์ท่าน อย่างเราๆ ผมว่าควรทำอารมณ์เบาๆ นะครับ อย่างอารมณ์ของพระโสดาบันก็คือ คิดไว้ว่า เราจะต้องตาย อาจตายเช้า ตายเย็น ตายวันนี้ ตายพรุ่งนี้ อะไรแบบนี้ครับ เมื่อเรารู้ว่าเราต้องตาย เราก็จะค่อยๆ ปล่อยวางบางเรื่อง อยู่ในศีลในธรรมมากขึ้น อย่างน้อยก็อยู่ในกรอบของศีล5 ครับ.....

 จากคุณ : คนไม่เอาไหน [ 4 ต.ค. 2546 / 09:48:42 น. ]
     [ IP Address : 203.113.71.106 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (บรรพต อ.)

คิดว่าคงไม่มีใครแสดงความเห็นแล้วนะครับ ขอสรูปเลยครับ
พุทธพจน์
              ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเห็น ตา.........ใจ ว่าเป็นทุกข์
              จึงละ สักกายะทิฎฐิ ได้
              ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้เห็น ตา.........ใจ ว่าเป็นอนัตตา
              จึงละ อัตตานุทิฎฐิได้
                                                        มิจฉาทิฎฐิสูตร

 จากคุณ : บรรพต อ. [ 7 ต.ค. 2546 / 09:04:32 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!