ถึงคุณกำลังฟุ้ง เรื่องหลวงพ่อฤาษีลิงดำ...
 เนื้อความ :

ได้ติดตามอ่านกระทู้ เผือกร้อนมาสักพักแล้ว...เห็นว่าร้อนกันมาก ก็เลยเอาเรื่องที่อาจจะลดร้อนของคุณลงได้บ้าง มาฝากไว้...

หลวงพ่อ ท่านสั่งไว้ว่า...
ศพของท่าน ไม่ให้เผา ไม่ให้ฝัง ให้เก็บไว้ในโลงแก้ว
เก็บไว้ใน วิหารแก้ว 100 เมตร วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี...

เหตุผลก็คือ มีคนกำลังถือเผือกร้อนแบบคุณเนี่ย...เยอะมาก ท่านเลยสั่งให้เก็บศพท่านไว้ เผื่อวันใดใครที่เคยปรามาสท่านไว้ จะกลับใจมาขอขมากับศพของท่านได้...
ถ้าฝังหรือเผาเสีย ถึงกลับใจ ก็ไม่มีโอกาส ขอขมาลาโทษกันได้...

ผมเองก็ไม่ได้รู้จักท่านมากนัก เป็นแต่คนที่ติดตามอ่านหนังสือของท่านอยู่ (บ้าง..)
ตอนที่ไปวัดก็เคยไปกราบที่โลงแก้วของท่าน สิ่งหนึ่งที่เห็นและยังจำได้ก็คือ เส้นผมที่แตกตัวเป็นพระธาตุของท่าน...
ซึ่งเท่าที่รู้ ของของท่าน เช่น เส้นผม ชานหมาก หรือ อื่นๆ ก็เกิดเป็นพระธาตุขึ้นมา ตั้งแต่ท่านยังไม่มรณะภาพด้วยซ้ำไป...

ทางพุทธของเรามีความเชื่ออยู่ว่า ผู้ที่ตายแล้วจะมีพระธาตุปรากฎอยู่ ก็คือพระอรหันต์เท่านั้น....

ผมว่าเป็นเรื่องที่น่าคิดทีเดียวนะครับ ว่า เผือกร้อนืชที่คุณถืออยู่และกำลังจะโยนให้ คุณดังตฤณ รับไปนั้น ใครกันแน่ที่ทำให้ร้อน...

อีกเรื่องก็คือ ลูกศิษย์ในสายท่าน ที่เข้าได้มโนมยิทธิ แล้วเข้าฌาณกันบ่อยๆ เวลาตายกระดูกก็กลายเป็นพระธาตุเหมือนกันครับ...

อันนี้ก็น่าคิดอีกเหมือนกันว่า ท่านสอนผิดหรือเปล่า...

------------------------------------------------------------

ส่วนตัวผมแล้ว ชมชอบนิพพานที่ตายแล้วดับสูญไปเลยมากกว่า เพราะเหนื่อยกับการครองชีวิตมาก ....
แต่ก็ไม่มีปัญญา และความกล้า ไปออกความเห็นในวิสัยของผู้ทรงฌาน เหมือนคุณกำลังฟุ้ง...

กระทู้นี้ไม่ได้มีไว้เพื่อเตือนนะครับ แต่ถ้าวันนึงคุณเกิดลังเลขึ้นมาในสิ่งที่ทำไปในวันนี้ อย่างน้อยคุณรู้ว่าจะไปขอโทษท่านที่ไหนเท่านั้นเองครับ....

 จากคุณ : เผือ่ใจไว้หน่อย... [ 21 ม.ค. 2547 / 13:05:32 น. ]
     [ IP Address : 142.161.90.237 ]

 ความคิดเห็นที่ 1 : (เผือ่ใจไว้หน่อย... )

ขออีกนิดครับ...
---------------------------------
อีกเรื่องก็คือ ลูกศิษย์ในสายท่าน ที่เข้าได้มโนมยิทธิ แล้วเข้าฌาณกันบ่อยๆ เวลาตายกระดูกก็กลายเป็นพระธาตุเหมือนกันครับ...
---------------------------------
ลูกศิษย์ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงพระสงฆ์นะครับ เป็นฆราวาสครองเรือนเนี่ยแหละ...

 จากคุณ : เผือ่ใจไว้หน่อย... [ 21 ม.ค. 2547 / 13:49:45 น. ]
     [ IP Address : 142.161.90.237 ]


 ความคิดเห็นที่ 2 : (.........)

    จากที่กระทู้เขาพูดมา   เลยไม่อยากให้ใครได้ปรามาสพระ..........  บางทีด้วยกรรมเก่ามันบังตา ก็ไม่สามารถจะช่วยไรได้ กรรมใครกรรมมัน  แต่ผมไม่อยากให้ใครสร้างกรรมชั่วใหม่  การปรามาสพระโดยความไม่รู้ ก็ส่งผลมาสู่ผู้ปรามาสโดยฉับพลันอยู่แล้ว  ดังนั้นจึงควรกราบขอขมาพระรัตนตรัย อยู่เสมอ  ไม่มีคำว่าสายในพระพุทธศาสนา
        ท่านทั้งหลายผู้มีศีล สมาธิ แล้วนั้น  ย่อมใช้ปัญญา ไตร่ตรองดู ให้มากๆ  จะได้หลุดพ้นจากความคิดที่เป็นมิจฉาทิฐฐิ กันสักที

 จากคุณ : ......... [ 21 ม.ค. 2547 / 14:14:52 น. ]
     [ IP Address : 202.133.170.18 ]


 ความคิดเห็นที่ 3 : (genomic man)

ถึง คุณกำลังฟุ้ง

อยากจะเข้ามาแจงในกรณีที่คุณกล่าวว่า "หลวงพ่อฤาษีลิงดำกล่าวธรรมชอบผมก็สาธุ วิชามโนมยิทธิแบบคนทรงเจ้าเห็นว่านอกพระพุทธศาสนาก็บอกนอกพระพุทธศาสนา "
และ "หึหึ พระฤาษีลิงดำจะเป็นอริยะจริงหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่ผมนั้นบอกตำหนิพระฤาษีลิงดำครั้งเผยแพร่ความเห็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ได้ตำหนิท่านตอนกล่าวธรรมถูกต้อง หึหึวิชามารนอกพระพุทธศาสนาเช่นนี้มีโคและกระบือเดินตามกันเยอะทีเดียว"

ลองหาดูในพระไตรปิฎกนะครับ จะพบหลายแห่งกล่าวเรื่อง มโนมยิทธิญาณไว้
ถ้าหาแล้วไม่เจอจะช่วยบอกให้ว่าหาที่ไหนครับ เช่น
http://www.geocities.com/thaiok1/index.htm  คุณจะเจอหลายแห่ง
จะยกตัวอย่างให้ดูด้วยนะครับเผื่อยังไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้ากล่าถึง มโนมยิทธิญาณไว้

"ผลการค้นหา "มโนมยิทธิ"
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ สุตตันตปิฎกที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
(ตัดตอน)
พระไตรปิฎก เล่มที่ 09
...
...
วิชชา ๘
วิปัสสนาญาณ

ภิกษุนั้นย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสนะ เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แล
มีรูป ประกอบด้วยมหาภูต ๔ เกิดแต่มารดาบิดา เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยง
ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัย
อยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้ ดูกรอัมพัฏฐะ เปรียบเหมือนแก้วไพฑูรย์อันงาม เกิดเองอย่าง
บริสุทธิ์แปดเหลี่ยม นายช่างเจียระไนดีแล้ว สุกใส แวววาว สมส่วนทุกอย่าง มีด้ายเขียว
เหลือง แดง ขาว หรือนวลร้อยอยู่ในนั้น บุรุษมีจักษุจะพึงหยิบแก้วไพฑูรย์นั้น วางไว้ในมือ
แล้วพิจารณาเห็นว่าแก้วไพฑูรย์นี้งาม เกิดเองอย่างบริสุทธิ์ แปดเหลี่ยม นายช่างเจียระไนดีแล้ว
สุกใส แวววาว สมส่วนทุกอย่าง มีด้ายเขียวเหลือง แดง ขาวหรือ นวลร้อยอยู่ในแก้วไพฑูรย์นั้น
ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมน้อมโน้มจิตไปเพื่อญาณทัสนะ เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรา
นี้แล มีรูป ประกอบด้วยมหาภูต ๔ เกิด แต่มารดาบิดา เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด
ไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรา
นี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้ แม้ข้อนี้ก็เป็นวิชชาของเธอประการหนึ่ง.

มโนมยิทธิญาณ

ภิกษุนั้น ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อนิรมิตรูปอันเกิดแต่ใจ คือ นิรมิตกายอื่นจากกายนี้
มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ดูกรอัมพัฏฐะ เปรียบเหมือน
บุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้หญ้าปล้อง นี้ไส้หญ้าปล้อง
อย่างหนึ่ง ไส้อย่างหนึ่ง ก็แต่ไส้ชักออกจากหญ้าปล้องนั่นเอง อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษ
จะพึงชักดาบออกจากฝัก เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้ดาบ นี้ฝัก ดาบอย่างหนึ่ง ฝักอย่างหนึ่ง
ก็แต่ดาบชักออกจากฝักนั่นเอง อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักงูออกจากคราบ เขาจะพึง
คิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้งู นี้คราบ งูอย่างหนึ่ง คราบอย่างหนึ่ง ก็แต่งูชักออกจากคราบนั่นเอง
ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อนิรมิตรูปอันเกิดแต่ใจ คือนิรมิตกายอื่นจาก
กายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง แม้ข้อนี้ก็เป็นวิชชา
ของเธอประการหนึ่ง. 

___________________________
หวังว่าคงไม่หาว่าผมบิดเบือนพุทธพจน์แบบที่กล่าวหาคนอื่นนะครับ
ถ้าไม่เชื่อว่าจริง ช่วยแสดงหลักฐานว่า ไม่มี มโนมยิทธิในคำสอนของพุทธให้ผม
หน่อยนะครับว่ามันไม่มีจริงๆ ถ้าเป็นเช่นนั้นผมก็จะได้พิจรณาอีกครั้ง

 จากคุณ : genomic man [ 21 ม.ค. 2547 / 14:21:27 น. ]
     [ IP Address : 210.238.18.69 ]


 ความคิดเห็นที่ 4 : (ปัญญา)

การปรามาส พระสงฆ์  มันไม่เป็นการสมควรนะครับ  จะเป็นภิกษุแม้จะวันเดียวก็ประเสริฐกว่า ฆราวาสหลายเท่านัก
มันบาปนะครับท่าน จะสอนผิดสอนถูก ก็เรื่องของท่าน เรามีปัญญาเข้าถึงก็ได้ธรรมไป การหวังให้เกิดผลดี  บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องทำดีหรือทำถูกต้องเสมอไป
ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ   เช่น
หากคุณเป็นมะเร็ง ที่ขา  เพื่อรักษาชีวิต  ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่า สิ่งที่ดีงาม
คุณอาจจะต้องตัดขาทิ้ง เพื่อรักษาชีวิต
การตัดขา  นั้นเป็นใครก็ไม่อยากตัด  เพราะนั่นหมายถึงสิ่งที่เจ็บปวด  สิ่งที่ไม่ถูกต้องนัก สิ่งที่ไม่พึงปรารถนา  ใครบ้างครับอยากเสียขาไป  แต่เพื่อให้ได้ชีวิตคืนมา  จำต้องทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง  เจ็บปวด
หากไม่เข้าใจก็ลองนึกถึงตอนที่คุณปกติสิ  แล้วกล้าที่จะตัดขาตัวเองหรือเปล่าครับ

 จากคุณ : ปัญญา [ 21 ม.ค. 2547 / 14:48:07 น. ]
     [ IP Address : 202.133.163.59 ]


 ความคิดเห็นที่ 5 : (._.)

      ผู้เขียนเคยสงสัยปัญหาเรื่องกระดูกเป็นพระธาตุกับการเป็นพระอรหันต์เกี่ยวกันตอนไหนในพระไตรปิฎกก็ยังหาอ่านไม่พบ เคยถามอาจารย์บ่อยๆครั้งก็ยังไม่ได้คำตอบ
      ถ้าสังเกตพระภิกษุหินยานสายกรรมฐานจะพบได้มากที่สุด โดยเฉพาะพระพม่าหรืออุบาสกอุบาสิกาบางคนก็พบได้   ถ้าเช่นนั้นอุบาสก อุบาสิกาบางคนก็คงเป็นพระอรหันต์ แต่ก็คิดไม่ออกอีก เพราะมันดูขัดๆกันยังไงชอบกล พระอรหันต์น่าจะอยู่ในสมณเพศมากกว่านี่  ใครช่วยตอบได้บ้าง? ?

 จากคุณ : ._. [ 21 ม.ค. 2547 / 14:50:04 น. ]
     [ IP Address : 203.113.71.167 ]


 ความคิดเห็นที่ 6 : (สันต์)

ทะเลาะเรื่องอะไรกัน ไม่ทราบได้ แต่เคยได้ยินครูบาอาจารย์สายพระป่า ท่านห้ามปรามาส หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ท่านว่า คนที่ปรามาสหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ลงนรกไปกันเยอะแล้ว

ครูบาอาจารย์ท่านนี้ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับหลวงพ่อฤๅษีลิงดำเลย แต่ท่านได้เห็นเคราะห์กรรมของคนที่เคยปรามาสหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ที่ต้องประสบเมื่อตายไป

 จากคุณ : สันต์ [ 21 ม.ค. 2547 / 16:00:01 น. ]
     [ IP Address : 202.183.253.231 ]


 ความคิดเห็นที่ 7 : (เด็กทุ่ง)

... ตอบความเห็นที่ 5 การที่ฟอกจิตดีแล้ว ธาตุขันท์ที่มาประชุมกัน พลอยบริสุทธิ์ไปด้วย ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและอธิษฐานด้วย  บางองค์ท่านยังสำเร็จได้ไม่นาน ร่างกายของท่านยังไม่เปลี่ยนเป็นพระธาตุก็มี บางทีต้องใช้เวลาเหมือนกัน ส่วนอุบาสกอุบาสิกาสามารถที่จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ ในพระพุทธกาลก็มีตัวอย่าง ถ้าสำเร็จแล้วผ้าไตรจีวรจะลอยมาในอากาศสำเร็จด้วยบุญฤทธิ์ที่เคยถวายผ้าในพระพุทธศาสนาแต่ไม่เคยถวายไว้ก็ไม่เกินหนึ่งวันต้องนิพพานไป บางท่านก็ถูกวัววิ่งมาขวิดตาย เพราะพระอรหันต์ไม่เหมาะที่จะอยู่ในเพศของฆราวาส สมัยนี้คงหาผ้าไตรจีวรไม่ยากเหมือนพุทธกาล ฆราวาสบางท่านสำเร็จเป็นพระอริยเจ้า เบื้องต้นเบื้องกลางพอร่างกายจะแตกดับธาตุที่มาประชุมกันไม่สามัคคี ธาตุไฟแตก ธาตุลม ธาตุดิน ธาตุน้ำ กลับคืนสู่สภาวะเดิม  เกิดทุกข์เวทนาใหญ่ อารมณ์ตัดขันข์5สำเร็จตอนลมหายใจเฮือกสุดท้ายก็มีโอกาสสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้มากเหมือนกัน ขออย่างเดียวตอนนี้อย่าประมาททรงอารมณืพระโสดาบันอย่างน้อยให้ได้ก่อน จิตจะไม่ได้เคลื่อนจากความดีนะครับ 

 จากคุณ : เด็กทุ่ง [ 21 ม.ค. 2547 / 16:05:30 น. ]
     [ IP Address : 203.148.187.136 ]


 ความคิดเห็นที่ 8 : (คนไกล)

    หลวงพ่อฤาษีลิงดำเป็นพระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ รูปหนึ่ง  บารมีระดับพระอัครสาวก  ที่เราปฏิบัติพบท่านภายในหลายครั้ง  พระที่ท่านละธาตุสี่ไป นี่หากปฏิบัติไปถึงท่าน หรือท่านมาสงเคราะห์ ก็พบท่านได้ สามารถศึกษาธรรมะกับท่านเหล่านั้นได้  เช่น หลวงปู่มั่น  หลวงปู่โลกอุดร หลวงปู่สุข(ปากครองมะขามเฒ่า)  หลวงพ่อพุทธ หลวงปู่แหวน  หลวงปู่เกษม  หลวงปู่บุดดา หลวงพ่อคล้าย หลวงปู่ชื้น หลวงปู่ดู่ หลวงปู่หลวง  หลวงพ่อคูณ ฯลฯ ล้วนเป็นพระปฏิบัติดี  ปฏิบัติชอบทั้งนั้น  เราถือว่า ครูบาอาจารย์เหล่านี้เป็นครูอาจารย์ภายในของเราทั้งสิ้น 

     คนที่ชอบปรามาสพระนี่ก็ถือว่าเป็นกรรมนะ  อาจจะยังไม่ศึกษาเรื่องคุณของพระพุทธ พระธรรม พระอรหันต์  ดังนั้น หากพระท่านปฏิบัติอยู่ในผ้าเหลือง ก็ให้พึงระวังไว้  แม้แต่พระที่ไม่ใช่นักกรรมฐาน ฆราวาสก็ต้องสำรวมระวังทั้งสิ้น
   

   

 จากคุณ : คนไกล [ 21 ม.ค. 2547 / 18:49:35 น. ]
     [ IP Address : 203.209.118.74 ]


 ความคิดเห็นที่ 9 : (art2)

ใช่ครับ เมื่ออ่านหนังสือของท่านครั้งแรกเมื่อประมาณปี2532ตอนเรียน ปวช.พักอยู่ใกล้วัด  ก็นึกไม่ดีอยู่ในใจเหมือนกันตอนที่อ่านหนังสือท่านแต่ไม่เคยพูดออกมากับใคร   เรียกว่าอ่านแล้วก็วางไม่สนใจ  ก็คิดปรามาสอยู่นิดๆหน่อย
      ก็ใช้เวลาเกือบ10ปี ที่ได้มีโอกาสพัฒนาความรู้ทางพุทธศาสนามากขึ้นและปฏิบัติ   เมื่อ2ปีที่แล้วผมก็ย้อนนึกถึงท่านกลับไปอ่านพิจารณาคำสอนท่านใหม่ ผมก็ต้องรีบกลับไปกลาบขอ ขมา...  ที่โลงแก้วของท่าน ยอมรับนับถือคำสอนท่าน 
     เรื่องมโนเป็นเรื่องของเก่าแต่ละคน ที่จะชอบ ก็เหมือนที่เราชอบอานาปนะ หรือ
สติปัฏฐาน4 ถ้าไม่เคยทำมาก็ไม่ชอบแค่นั้น  ที่เคยร่วมกันก็จะมีเหตุให้เห็นเอง      
   

 จากคุณ : art2 [ 21 ม.ค. 2547 / 19:53:01 น. ]
     [ IP Address : 203.209.114.113 ]


 ความคิดเห็นที่ 10 : (ดั่งดอกบัว)

   เห็นด้วยกับทุกๆท่าน เราไม่ควรไปปรามาสท่าน เป็นกรรมหนักนัก
ถ้าเราไม่ชอบใจหรือไม่เห็นด้วย เราก็หันไปศึกษาตามแนวอื่นก็ได้
พระพุทธองค์ยังทรงกล่าวเลยว่า พระธรรมที่พระองค์ทรงนำมาสั่งสอน
เปรียบได้กับใบไม้ในกำมือเดียวเท่านั้น ผมไม่อยากเห็นใครทะเลาะกัน
เรื่องนี้เลยจริงๆ เพราะถ้าเราเถียงกันด้วยทิฎฐิ โอกาสที่จะเผลอปรามาส
พระอริยะเจ้าย่อมมีสูงมาก พลาดพลั้งไป ต้องกลับมานับหนึ่งกันใหม่อีก
นับภพนับชาติไม่ถ้วนเชียวนะครับ

 จากคุณ : ดั่งดอกบัว [ 21 ม.ค. 2547 / 20:02:23 น. ]
     [ IP Address : 203.170.151.252 ]


 ความคิดเห็นที่ 11 : (สงสัย)

อะไรนิดอะไรหน่อยก็ตกนรก เป็นกรรมบ้าง สงสัยอะไรไม่ได้ ตั้งคำถามอะไรไม่ได้ศาสนาพุทธสอนให้เข้าใจด้วยเหตุด้วยผลมิใช่หรือ  หากสอนกันอย่างนี้ระวังจะเอาคนรุ่นใหม่ไม่ได้ ก็จบแห่กันเลย

 จากคุณ : สงสัย [ 21 ม.ค. 2547 / 21:39:12 น. ]
     [ IP Address : 202.129.0.164 ]


 ความคิดเห็นที่ 12 : (คนแก่ขอบ่น)

รู้จักลานธรรมมาเกิน 3 ปีแล้ว
แวะมาลานธรรมทีไร เห็นคนปรามาสหลวงพ่อฤาษีและมโนมยิทธิ แล้วเสียใจ
พยายามข่มใจไม่ไปบอกให้คนๆ นั้นหยุดปรามาส ก็ทำได้ยาก
บางทีมาที่ลานธรรมก็ห่อเหี่ยวใจ เพราะข่มใจลำบากเมื่อเจอแบบนี้
เลยไม่อยากเข้ามาเลย ต้องห่างไปนานๆ เพราะใจเรามันเลวเอง
พอเข้ามาก็เจอคนปรามาสองค์ท่านอีกแล้ว ก็ทรมาณใจ
ผมคงป้องกันหรือทำอะไรให้ดีขึ้นไม่ได้
บางทีความแก่อาจจะทำให้ชินกับเรื่องนี้ ยอมรับกับเรื่องนี้ แล้วปล่อยวางได้เอง

เห็นทีต้องอ่านพระพุทธพจน์ดังต่อไปนี้อีกหลาย ๆ รอบ จนทำใจได้

โปราณเมตํ อตุล
เนตํ อชฺชตนามิว
นินฺทนฺติ ตุณฺหิมาสีนํ
นินฺทนฺติ พหุภาณินํ
มิตภาณิมฺปิ นินฺทนฺติ
นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต . . .

อตุลเอย เรื่องอย่างนี้มีมานานแล้ว
มิใช่เพิ่งจะมีในปัจจุบันนี้
อยู่เฉยๆ เขาก็นินทา
พูดมาก เขาก็นินทา
พูดน้อย เขาก็นินทา
ไม่มีใครในโลก ที่ไม่ถูกนินทา



 จากคุณ : คนแก่ขอบ่น [ 21 ม.ค. 2547 / 23:46:47 น. ]
     [ IP Address : 203.113.39.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 13 : (tung+)

เอาคนรุ่นใหม่ไม่ได้ ไม่จบเห่หรอก
คนรุ่นใหม่ตกนรกจึงจะเรียกว่าจบเห่

 จากคุณ : tung+ [ 22 ม.ค. 2547 / 00:22:33 น. ]
     [ IP Address : 203.113.32.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 14 : (ดอกบัว)

ผมขอมายืนยันเรื่องพระธาตุของหลวงพ่อครับ
ที่บ้านผมมี  ชานหมากของหลวงพ่อกลายเป็นพระธาตุมีวรรณะสีแดง  มีพระของหลวงพ่อมีพระธาตุเสด็จเต็มองค์มีทั้งหมด 3 องค์ เป็นพระทุ่งเศรษฐีหนึ่งองค์ พระหางหมากหนึ่งองค์ และพระรุ่นหลังที่หลวงพ่อมรณภาพแล้วเป็นรุ่นครบรอบ 1 ปีมรณภาพอีกหนึ่งองค์  และผมเคยเห็นพระธาตุเสด็จด้วยตาเนื้อแล้วท่านเสด็จแบบอัศจรรย์มากคือค่อยๆผุดเป็นเม็ดๆจากผะอบเหมือนเม็ดเหงื่อผุดขึ้น มีพระธาตุเส้นผมผุดแบบค่อยๆยาวขึ้น จากเดิมที่มีพระธาตุที่เพื่อนแม่ผมให้มาประมาณ 4-5 องค์ตอนนี้มีเป็นร้อยองค์แล้ว พระธาตุเส้นผมมีวรรณะสีขาวๆขุ่นเส้นยาวเหมือนเส้นผมแต่สีไม่ดำ ตอนท่านเสด็จนั้น น้องผม และพี่สาวก็เห็นด้วยเพราะกำลังเปิดผะอบดูพระธาตุกันพอดี
ดังนั้นหลวงพ่อท่านอย่างน้อยก็ไม่ธรรมดาแน่นอนครับพระของท่านโดยเฉพาะพระหางหมากมีกระแสพลังแรงมากขึ้นปุดๆๆขึ้นแบบไม่หยุดด้วย
ดังนั้นไม่ควรปรามาสใครทั้งสิ้นครับแม้กระทั่งหมาขี้เรื้อนอย่าไปเดินข้าม เขาอาจเป็นพระโพธิสัตว์ก็ได้ อย่าว่าแต่พระสงฆ์เลยอย่างน้อยท่านก็มีศีลมากกว่าเราแล้ว

 จากคุณ : ดอกบัว [ 22 ม.ค. 2547 / 00:24:55 น. ]
     [ IP Address : 210.86.193.218 ]


 ความคิดเห็นที่ 15 : (กำลังฟุ้ง)

1. นิพพานเมือนเมืองเป็นมิจฉาทิฏฐิไหม?
2. หลวงพ่อฤาษีลิงดำสอนว่านิพพานเป็นเมืองจริงหรือไม่?
3. วิชามโนมยิทธิแบบที่สอนกันอยู่ในปัจจุบันเป็นพุทธหรือไม่ มีในพระไตรปิฏกหรือไม่? (ในเมื่อพระไตรปิฏกไม่เคยพูดถึงการใส่หน้ากากลงคาถาขอม เอาไฟฉายส่องหน้า เอาไม้อะไรก็ไม่รู้ที่ปลุกเสกโดยพระพุทธเจ้าองค์ปฐมมาเคาะๆ ฯลฯ)

เอาแค่นี้ก่อน เผอิญเผือกร้อนก้อนแรกคุณดังตฤณไม่ยอมรับ เผือกก้อนต่อๆไปเลยไม่ได้โยน อ้อ...เรื่อพระธาตุมีแต่พระอรหันต์เท่านั้นนี่เอามาจากไหน มีอยู่หน้าไหนในพระไตรปิฏก?

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 22 ม.ค. 2547 / 00:50:20 น. ]
     [ IP Address : 203.209.96.75 ]


 ความคิดเห็นที่ 16 : (กำลังฟุ้ง)

อีกเรื่องการตอบว่านิพพานสูญหรือยังอยู่ล้วนแต่นำพาไปสู่ความเห็นผิดทั้งคู่นะครับ...

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 22 ม.ค. 2547 / 00:52:24 น. ]
     [ IP Address : 203.209.96.75 ]


 ความคิดเห็นที่ 17 : (ศิษย์ อ.)


มโนมยิทธิ นี่ไม่ใช่นิพพานนะครับ

ดินแดนพระนิพพาน ก็เป็นอุปสมานุสติกรรมฐานในอนุสติ ๑๐ ครับ

เพื่อให้ได้ ฌาน ๔ จึงจะละสังโยชน์ ๑๐ ได้ครับ

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 22 ม.ค. 2547 / 02:27:56 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.8 ]


 ความคิดเห็นที่ 18 : (สารพัน)

ผมอายุเกือบสี่สิบอาจจะกลางเก่ากลางใหม่...
ตัวสงสัยเต็มพุง เคยขัดข้องเรื่องนรก สวรรค์...
ก็ได้หลวงพ่อนี่แหละ ที่ท้าพิสูจน์เรื่องนรกสวรรค์...
แล้วก็อย่าลืม ท่านเป็นมหาด้วยนะ...
ความรู้ตามตำรา รู้มากพอหรือยัง...
แม้แต่ลูกชาวบ้านห่มเหลือง ยังมิควรปรามาส...
ความรู้หางอึ่ง พาลหาโทษใส่ตัว...
ผมก็อดคอยตามเตือนไม่ได้ เสียดายความดีที่ทำกันมา...
ก็ดีได้ฝึกเจริญอุเบกขา...

 จากคุณ : สารพัน [ 22 ม.ค. 2547 / 09:16:41 น. ]
     [ IP Address : 203.155.120.31 ]


 ความคิดเห็นที่ 19 : (ประสกใต้โพธิ์)

เป็นเมืองหรือไม่เป็นเมือง  ไม่สำคัญเท่ากับกิเลสตัณหาของคุณที่ติดอยู่กับคำว่า "เมือง" นี่แหล่ะ  แล้วทำไมคำว่า "อาหาร" ที่คนไทยพูด  ทำไมฝรั่งไม่พูดเป็นว่า "อาหาร" เหมือนคนไทยหละ  ทำไมเขาจึงเรียกว่า food  คนจีนก็เรียกอย่าง  ญี่ปุ่นก็เรียกอย่าง   ถามหน่อยเถ่อะ  "ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร  เมื่อคุณหิวคุณต้องกินเข้าไปแล้วคุณอิ่มหรือเปล่า "  ถ้าเรียกว่า food  มันไม่เหมือนอิ่ม ไม่หายหิว หายทุกข์ เหมือนต้องพูดคำว่าอาหารใช่มั้ย   คนอื่น ๆ  ต้องเรียกต้องเข้าใจต้องสอนให้เหมือน ๆ กันใช่มั้ย  คุณถึงจะกินอิ่ม คุณถึงจะหายฟุ้ง หายทุกข์   อย่างงี้โลกนี้มันต้องใช้ พจนานุกรมที่ต้องพูดว่า "อาหาร " เล่มเดียวเท่านั้นที่กินอิ่มใช่มั้ย    ถ้าพจนานุกรม (พระไตรปิฎก) เล่มไหนในโลกเรียกผิดไปจากนี้  ก็แสดงว่าเขากินอะไรก็ไม่อิ่มหรืออย่างไร    เขาพูดผิดหรืออย่างไร   เฮ้อ ..คนหนอคน

 จากคุณ : ประสกใต้โพธิ์ [ 22 ม.ค. 2547 / 09:26:12 น. ]
     [ IP Address : 202.133.168.153 ]


 ความคิดเห็นที่ 20 : (.)

คำตอบของคุณประสกใต้โพธิ์ ให้แนวคิดดีจริงๆ ขอบคุณมากครับ พวกอ่านตำรามากไม่ปฎิบัติก็อย่างนี้ เหมือนตาบอดคลำช้าง

 จากคุณ : . [ 22 ม.ค. 2547 / 10:40:26 น. ]
     [ IP Address : 203.147.19.26 ]


 ความคิดเห็นที่ 21 : (omega)

แต่ผมคิดว่าที่จริงแล้วที่คุณกำลังพุ่งไม่ตอบ
คิดว่าน่าจะมาจากคุณไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้มากว่า
เลยไม่กล้าตอบ

ถ้าอย่างนั้นก็ลองอธิบายมาสิ
ว่ามีความเห็นอย่างไรบ้างความเห็นของคุณน่ะ

เหมือนพวกสอบตกเพราะไม่มีความรู้แต่มาแก้เกี้ยวว่า
วิชานั้นไม่ดีวิชานี้ไม่ถูก

 จากคุณ : omega [ 22 ม.ค. 2547 / 11:44:37 น. ]
     [ IP Address : 203.145.8.133 ]


 ความคิดเห็นที่ 22 : (คนที่ไม่รู้อะไรเลย)

ตอบ   คุณกำลังฟุ้ง.........
               เขาว่าคุณมีเผือกร้อน เขาว่าคุณจะต้องตกนรก ผมเองผ่านเข้ามาและได้อ่านแล้ว ก็เห็นว่าคุณไม่ได้ปรามาสใคร แต่ตัวคุณกำลังถูกเขาปรามาส ที่นี้ยังมีอะไรหลายอย่างที่เกินความตั้งใจของคุณ คุณปรารถนาดี แต่ที่นี้เขามีความเชื่อของเขา เมื่อเขาไม่เชื่อก็ต้องปล่อยเขาไป คุณอย่าได้ลดตัวลงมาให้เขาปรามาสดีกว่า  สำหรับคุณแล้วนรกหรือสรรค์ออกห่างคุณไปทุกที คนที่ปรามาสคุณนะซิ  เขากำลังถูกดูดด้วยนรกหรือสวรรค์ 
       ผมไม่เห็นประโยชน์อันใดที่คุณจะต้องลดตัวลงมา ที่นี้ไม่เหมือนอย่างที่คุณคิด เข้ามาหาความรู้ธรรมแบบธรรมดานะได้ แต่จะเอาที่จริงจังละก็ต้องคิดเอาเอง
       หากคุณมี e-mail ทิ้งไว้ด้วย ผมจะ mail ไปคุยด้วย หวังว่าเราคงได้แรกประสบการณ์ทางธรรมกัน หวังว่าเราจะได้เป็นมิตรธรรมที่ดีกัน
       ผู้ติดในความดีความชั่ว นั้นเป็นเรื่องที่คุณน่าจะเห็นเป็นเรื่องธรรมดา ลดตัวลงมาแล้ว พยายามแล้ว เมื่อไม่เกิดประโยชน์ ก็กลับไปซะดีกว่า เขาปรามาสคุณก็จะเป็นกรรมแก่เขาเสียเปล่า คุณเตือนเขา เขาไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร เขากำลังปรามาสคุณแต่เขากลับบอกว่าคุณกำลังปรามาสผู้อื่น คนที่เขารู้จริงเขาเห็นเป็นเรื่องตลก
      เด็กน้อย 100 คน บอกว่ายอดใบไม้สดมีสีแดง  เด็กเขาเชื่อของเขาอย่างนั้น พ่อแม่ ครูเขาสอนมาอย่างนั้น คุณไปบอกว่ายอดใบไม้มีสีเขียว คุณคิดหรือว่าเด็กจะเชื่อคุณ คุณเป็นใครเขาก็ไม่รู้
     ว่าแต่ว่าเผือกในมือคุณผมขอกินด้วยได้มั๊ย
  sabayton@chaiyo.com

 จากคุณ : คนที่ไม่รู้อะไรเลย [ 22 ม.ค. 2547 / 13:51:37 น. ]
     [ IP Address : 202.44.4.24 ]


 ความคิดเห็นที่ 23 : (i)

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร ซึ่งเป็นสหธรรมิกกันกับหลวงพ่อฤาษีลิงดำ เคยกล่าวไว้ว่า "บารมีหลวงพ่อฤาษีลิงดำ เปรียบได้ดั่งโพธิสัตว์ แต่ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ควรลดละเลิกพิธีกรรมต่างๆให้น้อยลง เพื่อมุ่งหน้าเข้าหาพระนิพพานอย่างแท้จริง" ผมเดาเอาว่า หลวงปู่สิม ท่านคงจะตำหนิพิธีกรรมต่างๆที่หลวงพ่อฤาษีจัด เช่น เป่ายันต์เกราะเพชร เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่พิธีทางพุทธศาสนา แต่อย่างไรก็ดี ผมเข้าใจว่า หลวงพ่อฤาษี ท่านคงต้องการดำรงไว้ซึ่งพิธีที่ได้รับสืบทอดมาจากหลวงปู่ปาน อาจารย์ของท่าน ไม่ให้สาปสูญไป ซึ่งเป็นการสนองคุณอาจารย์ทางหนึ่ง
ฉะนั้น ควรพิจารณาเรื่องเหล่านี้ให้ละเอียดนะครับ คิดให้ละเอียดถี่ถ้วน แล้วก็วางเสีย ถ้าไม่เคารพศรัทธาท่านก็ไม่เป็นไรหรอกครับ ไม่บาปหรอก แต่ไม่ควรไปวิพากษ์วิจารณ์พระเลยครับ เพราะคนทุกคนมีกรรมเป็นของของตนอยู่แล้ว มีกรรมช่วยทำหน้าที่ให้อยู่แล้ว ยุติธรรมดีที่สุดครับ

 จากคุณ : i [ 22 ม.ค. 2547 / 18:20:22 น. ]
     [ IP Address : 203.194.37.248 ]


 ความคิดเห็นที่ 24 : (ตชบ)

บ้างก็แบ่งฝ่าย  แบ่งอาจารย์  ที่ตนรักที่ตนพอใจ
บ้างก็ชมชอบอาจารย์ไปทุกสาย  และไม่อยากให้ใครๆ ลบหลู่ของสูง

กลุ่มแรก  เพ่งเป้าไปที่ฝ่ายตรงข้าม
เพราะสัญญาเตือนว่า  ลูกศิษย์ของอีกฝ่ายย่อมเพี้ยนแน่นอน

กลุ่มสอง  เพ่งเป้าไปที่ผู้ปฏิบัติ
เพราะเห็นว่ายังปฏิบัติไม่ได้เท่าไหร่  อย่าไปหลบหลู่ระดับครูบาอาจารย์ดีกว่า
อาจารย์ก็น่ากราบไหว้ทั้งนั้น

แต่อะไรผิดอะไรถูก  ใครจะตอบได้
ที่ได้เห็น  คือความเมตตาที่มีต่อกันขนาดไหน  การพูดจาภาษาธรรมเกิดขึ้นจริงๆ หรือไม่
มีการตั้งใจที่จะกล่าวธรรมให้เกิดความเข้าใจต่อกันแน่หรือ

ผู้คนตามหาแต่พุทธภาวะภายนอก
สิ่งที่ฉันเชื่อถือถูก  อาจารย์ฉันย่อมถูก 
การพูดคุย  จะเกิดประโยชน์หรือเป็นโทษ  ต้องตามตัวเองให้ทัน

 จากคุณ : ตชบ [ 22 ม.ค. 2547 / 19:19:57 น. ]
     [ IP Address : 202.133.168.177 ]


 ความคิดเห็นที่ 25 : (...)

สาธุ กับ เจตนาอันดีของคนที่ตั้งกระทู้จากแคนาดาครับ ที่ท่านเตือนด้วยความหวังดี ส่วนผมที่อยู่ที่เมืองไทยนี้ ก็ไม่ได้รู้จักท่านมาก่อนได้แต่ติดตามดูในกระทู้นี้ มาสักระยะแล้ว..... ได้โปรดอย่าบอกว่าใครมาแบ่งฝ่ายใครอะไรเลยครับ แค่ต่างคนต่างมาแสดงความคิดเห็น เพื่อที่จะเสนอมองมุม ข้อคิด ว่าถ้าเผื่อเป็นแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้น ด้วยเจตนาที่หวังประโยชน์ผู้รับรู้ส่วนหนึ่ง........ผมขอเสนอว่า ถ้าสนทนาก็สุภาพหน่อยครับเช่น ท่านที่ใช้ชื่อว่า"คนที่ไม่รู้อะไรเลย" ความเห็นที่22 ....ดูแล้วไม่สบายใจเลยที่บอกลดตัวอะไรนี่แหละ... ต้องขอขมาท่านด้วยที่ไปแนะนำ.สวัสดี.

 จากคุณ : ... [ 22 ม.ค. 2547 / 20:34:17 น. ]
     [ IP Address : 202.133.132.250 ]


 ความคิดเห็นที่ 26 : (พอ)

ผมมีเพื่อนเป็นคริสต์เขาเชื่อว่าเมื่อทำความดีแล้วจะได้ไปอยู่กับพระเจ้าบนสวรรค์นิรันดร
ด้วยความเชื่อนี้เองทำให้เขาไม่กล้าทำความชั่วทำบาป
แม้แต่กล่าวคำเท็จคำหยาบส่อเสียดให้ร้าย
มีเมตตามักจะทำทานช่วยเหลือผู้คนตลอด

สำหรับเพื่อนผมคนนี้ด้วยความเชื่อเรื่องเมืองสวรรค์นี้เขาก็คงถูกกล่าวหาว่าเป้นมิจฉาทิฐิไปด้วยอย่างแน่นอน
ตามความเข้าใจของคนโง่บางคนในที่แห่งนี้

แต่ผมเชื่อว่าหากพระพุทธองค์ยังอยู่
ท่านคงจะสรรเสริญความประพฤติของเพื่อนผมคนนี้ซึ่งเป็นนอกศาสนา
มากกว่าที่จะสรรเสริญคนโง่ที่นึกว่าตนเองมีสัมมาทิฐิแต่หลงติเตียนพระสงฆ์

 จากคุณ : พอ [ 22 ม.ค. 2547 / 21:42:23 น. ]
     [ IP Address : 169.210.1.229 ]


 ความคิดเห็นที่ 27 : (กำลังฟุ้ง)

จากความคิดเห็นที่ 22 ตามธรรมดาของบอร์ดธรรมะเปิด ย่อมต้องมีการถกเรื่องนี้อยู่แล้วครับ อยู่ที่ว่าจะเริ่มเมื่อไรและใครจะเป็นคนเริ่มเท่านั้น ผมแค่ทำหน้าที่เบิกร่องปัญหาที่พวกเราทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นและปล่อยให้มันกัดกินศาสนาพุทธ ทั้งนี้เพราะเราไม่อยากยุ่งกับเรื่องร้อนๆ ไม่มีใครอยากจะถือเผือกร้อน แต่จะอย่างไรมันจะต้องมีคนเริ่มสักคนจนได้ ถ้าไม่ใช่กำลังฟุ้งคนนี้ ก็คงจะเป็นชาวพุทธท่านอื่นที่อัดอั้นตันใจจนทนไม่ไหวออกมาเคลื่อนไหวเป็นแน่ ปัญหานี้มันเกินกว่าผู้ใดผู้หนึ่งจะเป็นผู้ก่อหรือผู้เก็บ มันเป็นปัญหาที่อยู่ในใจของหลายคน เพียงแต่เพราะความไม่อยากยุ่ง ไม่อยากเคลื่อนไหว จึงปล่อยให้เหล่ามิจฉาทิฏฐิอาศัยลัทธิความเชื่อมาบั่นทอนทำลายหลักธรรมแท้ไป

สำหรับคนโง่ในความเห็นที่ 21 ที่ถามคำถามโง่ๆ หากผมเผลออธิบายไปจะไม่เป็นคนโง่ดุจเดียวกับคนถามหรือ?

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 22 ม.ค. 2547 / 22:59:29 น. ]
     [ IP Address : 203.107.198.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 28 : (กำลังฟุ้ง)

สำหรับความคิดเห็นที่ 26 นิพพานต่างกับสวรรค์ เรื่องทำดีละเว้นชั่วนั้นเป็นเรื่องดีแน่ แต่อย่าเอาเรื่องสวรรค์มาปนกับเรื่องนิพพาน มันคนละอย่างกันทีเดียว ก่อนจะด่วนตีความอะไรลงไปกรุณาทำความเข้าใจอย่างรอบคอบเสียก่อน ประเด็นไม่ใช่เรื่องนรกสวรรค์ ทำดีทำไม่ดี ประเด็นอยู่ที่การสอนว่านิพพานเป็นเมืองเป็นมิจฉาทิฏฐิ

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 22 ม.ค. 2547 / 23:05:00 น. ]
     [ IP Address : 203.107.198.22 ]


 ความคิดเห็นที่ 29 : (คนไกล)

      การสอนว่านิพพานเป็นเมืองแก้ว "ไม่ได้เป็นมิจฉาทิฏฐิ" หรอกนะ  การอธิบายสภาวธรรมภายในนั้นมีนัยยะที่ลึกซึ้ง ยากต่อผู้ที่ไม่ได้สัมผัสถึงตรงนั้นจะเข้าใจได้ตรง  ที่จริงเป็นภาษาของนักปฏิบัติเขา

     ผู้ที่ท่านกล้าชี้เปรี้ยงลงไปว่า นิพพานเป็นเมืองแก้วนี่ เราควรเคารพยกย่อง ในความกล้าหาญของท่าน ที่กล้าจะอธิบายความสภาวธรรมที่คนทั่วไปเข้าใจได้ยาก หากท่านไม่แน่จริงก็คงจะไม่กล้ากล่าวแบบนั้นแน่เพราะหากไม่จริงตามนั้นท่านก็จะเสียศีลเปล่าๆ

     ในแวดวงที่เรานับถือปฏิบัติตามอยู่ ก็มีท่านผู้รู้ระดับพระมหาโพธิสัตว์วิริยะบารมีเต็ม 30 ทัศน์  ท่านก็ยืนยันว่า  "พระนิพพานเป็นเมืองแก้ว" เช่นกัน  เราก็ยังไม่เคยพบเห็นว่ามีพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบรูปไหน  ท่านปรามาสว่าพระมหาโพธิสัตว์ท่านเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้แต่รูปเดียว 

    เราเองก็ไม่รู้ว่านักปฏิบัติแต่ละท่าน สั่งสมบารมีกันมาระดับไหน แต่สิ่งไหนที่ยังไม่รู้ก็ควรปฏิบัติให้รู้เสียก่อนจะติติง หากพระนิพพานเป็นเมืองแก้ว จริงๆจะได้ไม่เป็นผู้ปรามาสสัจจธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าท่าน
     

 จากคุณ : คนไกล [ 23 ม.ค. 2547 / 01:21:38 น. ]
     [ IP Address : 203.209.121.111 ]


 ความคิดเห็นที่ 30 : (ศิษย์ อ.)


พระนิพพานเมืองแก้ว เป็น อุปสมานุสติกรรมฐาน

เทียบเคียงในอนุสติ ๑๐ ได้ครับ

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 23 ม.ค. 2547 / 05:42:05 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.10 ]


 ความคิดเห็นที่ 31 : (eayx@hotmail.com)

กรรมต้องดำเนินต่อไป

 จากคุณ : eayx@hotmail.com [ 23 ม.ค. 2547 / 10:53:05 น. ]
     [ IP Address : 203.155.110.35 ]


 ความคิดเห็นที่ 32 : (บัวครึ่งน้ำ)

ผมไม่ทราบว่ากระทู้นี้คืออะไร แต่อ่านๆไปก็สรุปได้ว่า  คนชื่อกำลังฟุ้งกำลังสงสัยว่าหลักคำสอนของหลวงพ่อฤาษีลิงดำไม่ค่อยจะตรง??
1.ผมก็เป็นคนหนึ่งนะครับที่มาลองศึกษา มโนมยิทธิ แล้วเค้าก็พาไปเที่ยวสวรรค์และแดนนิพพาน นึกแล้วมันยังงงๆ ใช่เหรอ ไปได้ง่ายจัง หรือว่ามันอะไรเนี่ย
2.ผมเป็นศิษย์สายพระป่าที่แทบจะไม่กล่าวถึงสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเทียบกับข้อที่หนึ่งราวหน้ามือกับหลังมือ
3.แต่พอมาดูหลักคำสอนของท่านหลวงพ่อฤาษีนั้น ท่านก็สอนได้ตรง มีหลักให้ยึดคือยึดที่แดนนิพพาน เพื่อที่จะไม่ให้ใจแส่ส่าย หนีออกไปได้ง่ายๆ
4.แต่ผมก็ยังงงๆ หลายๆอย่าง มันรู้สึกขัดใจ มันรู้สึกอัดอั้น ไม่ว่าจะสมเด็จองค์ปฐม พิธีต่างๆ การบวงสรวง  การชำระหนี้สงฆ์ การที่มีเทวดามาเกี่ยวข้องมากมาย การมีเครื่องรางของขลังมากมาย
5.จนบัดนี้ผมก็เข้าๆออกๆ แนวทางของท่าน เพราะผมสนใจวิธีการ แต่พอเข้าไปได้สักพัก ก็เจออุปสรรคดังที่กล่าวมา ก็ออกมาอีก เข้าๆออกๆอย่างนี้หลายครั้ง
6.โดยส่วนตัว ผมชอบท่านนะรับ แต่พอเจอเหตุการณ์หลายๆอย่าง พฤติกรรมลูกศิษย์ มันทำให้ผมก็รู้สึกงงๆ สงสัย การงงๆ สงสัย คงไม่ใช่การปรามาสนะครับ เพราะผมเคารพพระสาวกของพระพุทธเจ้าทุกรูป
  ผมว่าคุณกำลังฟุ้งคงจะมีความคิดเห็นคล้ายๆผม แต่เล่นแรงไปนิดนึงนะครับ
บัวครึ่งน้ำ

 จากคุณ : บัวครึ่งน้ำ [ 25 ม.ค. 2547 / 05:14:02 น. ]
     [ IP Address : 203.150.206.170 ]


 ความคิดเห็นที่ 33 : (ศิษย์ อ.)

ตอบคุณบัวครึ่งน้ำ
                           หลวงพ่อท่านสอนทุกอย่างน่ะครับ อย่างต่ำก็ต้องไม่ให้ตกนรก จึงหาอุบายให้คนทำบุญกัน สำหรับชาวบ้านธรรมดาทั่วไป มีลูกศิษย์จำนวนหนึ่งเท่านั้นครับที่ปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ นอกนั้นก็เหมือนชาวบ้านที่ไปทำบุญตามวัดต่างๆ คือมีทุกระดับ
                             มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนผมบวชอยู่ที่วัดท่าซุง ก็มีคำสั่งจากหลวงพ่อให้พระในวัดทุกรูป ไปลงชื่อเพื่อทำบุญลอยกระทงสะเดาะเคราะห์ต่ออายุ และให้ไปอบสมุนไพรให้ครบ ๑๐ ครั้งก็จะไม่เจ็บ ไข้ ได้ ป่วยอีกเลยตลอดชีวิต
                            แต่ผมมันเป็นคนบ้านิพพาน เลยไม่ไปลงชื่อกับเขา ก็เลยโดนพระรุ่นพี่ว่า เพราะเป็นคำสั่งของหลวงพ่อ ผมคิดว่าผมคงจะอยู่วัดท่าซุงไม่ได้คงต้องถูกทำโทษแน่นอน แต่พองานทางวัดถึงวันสุดท้าย หลวงพ่อท่านเทศน์ในตอนท้ายว่า สำหรับพระที่ไม่มาลอยกระทงสะเดาะเคราะห์ เพราะจิตเข้าถึงความเป็นพระโสดาบัน ด้วยยอมรับกฏของกรรม
                            ตอนหลังผมจึงทราบว่า เป็นอุบายให้คนที่ถูกหลอกไปสะเดาะเคราะห์ที่ต้องเสียเงินกันเป็นหมื่นๆ ให้มาทำบุญที่วัดดีกว่าอย่างมากก็สิบกว่าบาทเท่านั้น เรื่องทั้งหลายแหล่ มีผู้ที่เช้าใจก็เฉพาะนักปฏิบัติเท่านั้นครับ
                            นอกนั้นก็ธรรมดามีทุกชนชั้นครับ จึงดูยากสักหน่อย เพราะท่านสอนทุกระดับ ถ้าจะคุยกับนักปฏิบัติสายนี้จริงๆก็ต้อง รู้จักกันเป็นส่วนตัวครับ แต่ละคน ผมขอบอกได้เลยว่าสุดยอดทั้งนั้นครับ
                                                                    อย่าดูแต่เพียงผิวเผินครับ
                                                            ผมยังคุยได้เฉพาะบางคนเท่านั้นครับ
                                                            นอกนั้นทะเลาะกันครับ
                          

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 25 ม.ค. 2547 / 08:48:22 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 34 : (ศิษย์ อ.)

ขอให้นักปฏิบัติธรรมจงมีเมตตากับชาวบ้านนักแสวงบุญธรรมดาด้วยนะครับ เขาไม่ได้ปฏิบัติธรรมหรอกครับ สำหรับพวกฝึกมโนมยิทธิขั้นต้นที่ยังบ้าฤทธิ์บ้าเดช อย่างน้อยก็ได้ฌานโลกีย์ ขออย่าได้ถือสานำมาเป็นเครื่องวัดเลยนะครับ

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 25 ม.ค. 2547 / 09:23:14 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 35 : (กำลังฟุ้ง)

ผมเล่นแค่ว่าคำสอนว่านิพพานเป็นเมืองเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือไม่?เท่านั้นแหละครับคุณบัวครึ่งน้ำ เพราะในลานธรรมนี้มีมารศาสนาคนหนึ่งอ้างว่าตนเองถอดจิตตัดขันธ์ 5 เป็นพระอรหันต์ แล้วก็เที่ยวตัดต่อพุทธพจน์ตัดข้อความสำคัญทิ้งไป กระทำการบิดเบือนว่าวิชาถอดจิตของตนไปนิพพานได้จริง หาว่าเป็นพุทธดำรัส ทั้งๆที่เจ้าตัวได้ทำการบิดเบือนพุ่ทธดำรัสเห็นๆ  เอาเรื่องหลวงพ่อฤาษีลิงดำมาเทียบ ตอนนี้ลูกศิษย์ของมารศาสนาที่ชื่อว่าศิษย์ อ. ก็เริ่มวิปลาสเห็นผิดว่าตนเองเป็นโสดาบันแล้ว ธรรมของปลอมเริ่มตีธรรมของจริงแล้วละครับ โดยอาศัยคำสอนที่ผิดพลาดว่านิพพานเป็นบ้านเป็นเมืองนี้

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 26 ม.ค. 2547 / 09:00:31 น. ]
     [ IP Address : 203.209.90.223 ]


 ความคิดเห็นที่ 36 : (ศิษย์ อ.)

ยกพุทธดำรัสก็แล้ว อ้างครูบาอาจารย์ก็แล้ว
ถ้ายังไม่เข้าใจอีกก็ช่วยไม่ได้แล้วนะครับ ของแท้ๆทั้งนั้นครับ ไม่มีบิดเบือนครับ

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 26 ม.ค. 2547 / 09:31:09 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 37 : (ให้ดูอีกครั้งนะครับ)

พุทธดำรัส“ ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเราแล้ว พึ่งเราอยู่ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงเป็นผู้มีอาหารน้อย และทรงสรรเสริญความเป็นผู้มีอาหารน้อย อุทายี แต่สาวกทั้งหลายของเรามีอาหารเพียงเท่าโกสะ (จุในผลกระเบา) หนึ่งก็มี เพียงกึ่งโกสะ ก็มีเพียงเท่าเวลุวะ (จะในผลมะตูม) หนึ่งก็มี เพียงกึ่งเวลุวะก็มี ส่วนเราและ บางครั้งบริโภคหารเสมอขอบปากบาตรนี้ก็มี ยิ่งกว่าก็มี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะเคารพ...เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงมีอาหารน้อย... บรรดาสาวกของเราผู้มีอาหารเพียงเท่าโกสะหนึ่งบ้าง..... เพียงกึ่งเวลุวะบ้าง ก็จะไม่เคารพสักการะ... เรา

“ ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงเคารพ สักการะ.......เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้ อุทายี แต่สาวกทั้งหลาย ของเราเป็นผู้ถือผ้าบังสุกุล ทรงจีวรเศร้าหมอง เธอเหล่านั้นเลือกเก็บเอาผ้าเก่าแต่ป่าช้าบ้าง แต่กองหยากเยื่อบ้าง แต่ที่เขาทิ้งไว้ตามที่ต่าง ๆ บ้าง มาทำเป็นสังฆาฎิ ส่วนเราแล บางคราวก็ใช้คหบดีจีวรที่เนื้อแน่น....... ถ้าสาวก
ทั้งหลายจะพึงสักการะเคารพ...เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้ บรรดาสาวกของเราที่ทรงผ้าบังสุกุล..... ก็จะไม่เคารพสักการะ... เรา

“ ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงเคารพ สักการะ.......เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้.... แต่สาวกทั้งหลาย ของเราเป็นผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร คือเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตร....... เธอเหล่านั้น เมื่อเข้าไปถึงละแวกบ้านแล้ว ถึงใครจะนิมนต์ด้วยอาสนะก็ไม่ยินดีมีอยู่ ส่วนเราแล บางครั้งก็ฉันในที่นิมนต์ แต่ล้วนเป็นข้าวสุกแห่งข้าวสาลีที่เขาเก็บเมล็ดดำออกแล้ว มีแกงกับหลายอย่าง ถ้าสาวก
ทั้งหลายจะพึงสักการะเคารพ...เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้ บรรดาสาวกของเราที่ถือบิณฑบาตเป็นวัตร.......ก็จะไม่เคารพสักการะ... เรา

“ ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงเคารพ สักการะ.......เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้ แต่สาวกทั้งหลาย ของเราเป็นผู้ถืออยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร ถืออยู่กลางแจ้งเป็นวัตร เธอเหล่านั้น ไม่เข้าสู่ที่มุงตลอดแปดเดือนมีอยู่ ส่วนเราแล บางครั้งอยู่ในเรือนยอดที่ฉาบทาทั้งข้างในข้างนอก ลมเข้าไม่ได้ มีลิ่มชิดสนิท มีหน้าต่างเปิดปิดได้ ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะเคารพเรา เพราะเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้ บรรดาสาวกของเราที่ถือโคนต้นไม้เป็นวัตร..... ก็จะไม่เคารพสักการะ... เรา

“ ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงเคารพ สักการะ.......เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมเป็นผู้สงัดและทรงสรรเสริญความเป็นผู้สงัด...... แต่สาวกทั้งหลาย ของเราเป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือเสนาสนะอันสงัด ถือป่าชัฏอยู่ เธอเหล่านั้นย่อมมาประชุมในท่ามกลางสงฆ์ เฉพาะเวลาสวดปฏิโมกข์ทุกกึ่งเดือนมีอยู่ ส่วนเราแล บางครั้งก็อยู่เกลื่อนกล่นไปด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราคา เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะเคารพเรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมเป็นผู้สงัดและทรงสรรเสริญความเป็นผู้สงัด...... บรรดาสาวกของเราที่ถืออยู่ป่าเป็นวัตร..... ก็จะไม่เคารพสักการะ... เรา

“ ดูก่อนอุทายี มีธรรม ๕ ประการอย่างอื่นอันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเราสักการะเคารพเรา ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ?

“ ดูก่อนอุทายี สาวกทั้งหลายของเราในธรรมวินัยนี้ ย่อมสรรเสริญในพระอธิศีลว่า พระสมณโคดมเป็นผู้มีศีล ประกอบด้วยศีลขันธ์อย่างยิ่ง.......
.
“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง สาวกทั้งหลายของเรา ย่อมสรรเสริญในเพราะความรู้ความเห็นที่แท้จริงว่า พระสมณโคดมเมื่อทรงรู้เองก็ตรัสว่ารู้ เมื่อทรงเห็นเองก็ตรัสว่าเห็น ทรงแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง มิใช่ทรงแสดงธรรมเพื่อความไม่รู้ยิ่ง ทรงแสดงธรรมมีเหตุ มิใช่ทรงแสดงไม่มีเหตุ ทรงแสดงธรรมมีความอัศจรรย์ มิใช่ทรงแสดงไม่มีความอัศจรรย์......

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง สาวกทั้งหลายของเรา ย่อมสรรเสริญในเพราะปัญญาอันยิ่งว่า พระสมณโคดมทรงมีพระปัญญา ทรงประกอบด้วยปัญญาขันธ์อย่างยิ่ง....

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง สาวกทั้งหลายของเรา ผู้อันทุกข์ท่วมท้นแล้ว..... เธอเหล่านั้นเข้ามาหาเราแล้วถามทถึงทุขอริยสัจ...... ถามถึงทุกขสมุทัยอริยสัจ........ ทุกขนิโรธอริยสัจ.......... ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ..... เราอันเธอเหล่านั้นถาม...... ก็พยากรณ์ให้ยังจิตของเธอให้ยินดีด้วยการพยากรณ์ปัญหา

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญสติปัฏฐานสี่.........

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญสัมมัปปธานสี่....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญอิทธิบาทสี่....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญอินทรีย์ห้า....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญพละห้า....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญโพชฌงค์เจ็ด....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญอริยมรรคมีองค์แปด....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญวิโมกข์แปดสี่....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญอภิภายตนะแปดประการ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญกสิณายตนะสิบประการ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญฌานสี่....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แลมีรูปประกอบด้วยมหาภูตสี่ เกิดแต่บิดามารดา...... มีอันทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้.... เปรียบเหมือนแก้วไพฑูรย์อันงาม...... มีด้ายเขียวเหลือแดงขาวหรือนวล ร้อยอยู่ในนั้น..... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญา ......

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง..... เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง ...... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมได้บรรลุอิทธิวิธีหลายประการ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมได้ยินเสียงสองชนิด คือเสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์....... ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ..... ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก....... ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ..... ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

“ ดูก่อนอุทายี ธรรมห้าประการนี้แล เป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเราสักการะ เคารพ นับถือ บูชาแล้วพึ่งเราอยู่”

มหาสกุลุทายิสูตร ม. ม. (๓๒๕-๓๕๔)
ตบ. ๑๓ : ๓๑๘-๓๔๐ ตท.๑๓ : ๒๖๘-๒๘๖
ตอ. MLS. II : ๒๐๘-๒๒๒

 จากคุณ : ให้ดูอีกครั้งนะครับ [ 26 ม.ค. 2547 / 09:36:28 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.13 ]


 ความคิดเห็นที่ 38 : (.....)

คุณ ศิษย์ อ. เจตนาดี แต่อาจจะมาผิดที่ ที่นี่ส่วนมากเขาไม่กินเค็ม อิอิ  ไปอยู่ส่วนของเราดีกว่านะครับ จะได้ไม่ต้องให้ใครต้องหมองใจ

 จากคุณ : ..... [ 26 ม.ค. 2547 / 20:14:42 น. ]
     [ IP Address : 202.133.176.118 ]


 ความคิดเห็นที่ 39 : (...)

โอ้ย งง ของผม3จุด นี่มี 5จุด ข้างบน9จุด..........ผมว่าผมอยากจะเปลี่ยนชื่อบ้างแล้ว จะได้ไม่สับสน.สวัสดี

 จากคุณ : ... [ 26 ม.ค. 2547 / 21:09:22 น. ]
     [ IP Address : 210.86.198.73 ]


 ความคิดเห็นที่ 40 : (bj)

...เคยได้ยินท่านที่เคารพเปรยๆ... พอสรุปได้ว่า... คำสอนของหลวงพ่อ ไม่อยากให้เผยแพร่ในลักษณะที่ไม่ดูผู้รับ...เพราะถ้าไปเจอคนที่ไม่ใช่พวกที่เคยร่วมบารมีกันมาจะพาทำให้เขาตกนรกเสียเปล่าไม่คุ้มกัน....
...เพราะหลวงพ่อเองก็บอกไว้ว่าลูกหลานท่านๆ จะมีการตามได้หมดทุกคน...ไม่ว่าด้วยลักษณะไหน...
...และก็มีประมาณแสนเศษๆที่ท่านสามารถโปรดได้...ส่วนกลุ่มอื่นถ้าบารมีใกล้เคียงกันก็จะพอศึกษากันได้...
...โดยเฉพาะในนี้แล้วจะมีแค่ไม่กี่คนที่พอจะรับกันได้...
...บอก3ครั้งแล้วถ้ารับไม่ได้อย่าไปซ้ำเติมเขาเลย...
...โดยเฉพาะการเอารูปและคำสอนมาลงแล้วมีผู้คนปรามาส...ครั้งต่อไปก็ไม่ควรจะลง...ทำให้คนๆหนึ่งลงนรก...ก็ไม่ควรจะทำ...
...แม้แต่พระเองท่านก็ไม่ตอบคำถามถ้าคำตอบนั้นทำให้คนถามปรามาสท่านได้...
...

 จากคุณ : bj [ 26 ม.ค. 2547 / 21:47:34 น. ]
     [ IP Address : 202.57.178.44 ]


 ความคิดเห็นที่ 41 : (กำลังฟุ้ง)

บรรพต อ. สร้างความเลวด้วยการบิดเบือนพุทธพจน์ในความเห็นที่ 37 อีกแล้ว การตัดต่อพุทธพจน์จนความหมายผิดเพี๊ยนไปด้วงยความตั้งใจเป็นพฤติกรรมของมารศาสนยา ตอนนี้ไม่น่าเรียกบรรพต อ.ว่ามนุษย์ด้วยซ้ำ น่าเรียกว่าสัตว์นรกมากกว่า

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 27 ม.ค. 2547 / 00:00:43 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.28 ]


 ความคิดเห็นที่ 42 : (กำลังฟุ้ง)

พระไตรปิฏกไม่ใช่สิ่งที่ใครอยากจะบิดเบือนข้อความอย่างไรก็ได้ สัตว์นรกบรรพต อ. จงหยุดพฤติกรรมชั่วๆนั้นเสียเถิด

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 27 ม.ค. 2547 / 00:01:44 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.28 ]


 ความคิดเห็นที่ 43 : (กำลังฟุ้ง)

http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/010709.htm

สัตว์นรกบรรพต อ. จงหยุดย่ำยีพุทธพจน์เสียเถิด

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 27 ม.ค. 2547 / 00:02:53 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.28 ]


 ความคิดเห็นที่ 44 : (ศิษย์ อ.)

http://www.84000.org/true/031.html
ผมไม่มีความเห็นส่วนตัวเลยครับ เป็นพุทธดำรัสแท้ๆครับ ลองคลิกดูนะครับ
ขอให้คุณกำลังฟุ้งจงมีแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรืองนะครับ

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 27 ม.ค. 2547 / 00:11:04 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 45 : (ศิษย์ อ.)


พระธรรมเกษีพุทธะ


หลวงพ่อตอบปัญหา
เรื่องพรหมวิหาร ๔

               พรหมวิหาร 4 เป็นเครื่องวัดจิตใจว่าดีมาก หรือว่าเลวมาก คำว่าพรหมวิหาร 4 วิหาร แปลว่า ที่อยู่ พรหม แปลว่า ประเสริฐ หมายความว่า เอาใจจับอยู่ในอารมณ์แห่งความประเสริฐ หรือเอาใจไปขังไว้ในความดีที่สุด ที่เรียกกันว่าประเสริฐ ประเสริฐ นี่แปลว่า ดีที่สุด

         พรหมวิหาร 4 นี้บรรดาท่านพุทธบริษัททัง้หลาย เป็นพระกรรมฐานกลางจริงๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่า พรหมวิหาร 4 ย่อมเป็นกำลังของฌาน เป็นอาหารของศีล และเป็นอาหารของวิปัสสนาฌาณ ทัง้นี้เพราะว่า พรหมวิหาร 4 เป็นกรรมฐานเย็น คือ ต้นเหตุของพรหมวิหาร4 ก็คือ

                ๑. ความรัก เมื่อเรามีควมรักที่ไหน ต่างคนต่างรักกัน ใจก็เย็น

                ๒.กรุณา มีความสงสาร ถ้าทุกคนต่างคนต่างก็มีความสงสารเกื้อกูลซุ่งกันและกัน สงเคราะห์ซึ่งกันและกันก็เป็นอารมณ์เย็น ความเร่าร้อนก็ไม่มี

                ๓.มุทิตา ไม่อิจฉาริษยาซึ่งกันและกัน มีการเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน และก็มีใจดี คือยินดีในบุคคลอื่นได้ดี เมื่อเห็นใครเขาได้ดีแล้วเรายินดีด้วย ดีใจด้วย พร้อมรับความดีของผู้ที่ทรงความดีแล้วมาปฏิบัติ เพื่อผลของความดีของตน อันนี้อีกประการหน่งเป็นปัจจัยให้มีความเยือกเย็น

                ๔.อุเบกขา อาการวางเฉยต่ออารมณ์ที่เข้ามากระทบใจ หมายความว่า ใครเขาจะด่า ใครเขาจะว่า เขาจะนินทา เราก็เฉย จิตสบาย ใครเขาชม เขาจะสรรเสริฐ เราก็เฉยไม่รู้สึก คำว่าไม่รู้สึกลอยไปตามถ้อยคำของบุคคลนั้น จิตมีความเป็นปกติ ไม่ขึ้นไม่ลง ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ก็เป็นอาการของความสุข รวม ความว่า พรหมวิหาร 4 นี้เป็นอารมณ์เป็นปัจจัยให้เกิดความสุข

            นี่การบำเพ็นบุญในพระพุทธศาสนาเราทำกันเพื่อความสุข คือสุขทั้งที่มีชีวิตอยู่ แล้วก็สุข เมื่อตายไปแล้ว เมื่อเรามีชีวิตอยู่เรามีความสุข ตายไปเกิดที่ไหนก็ตามมันก็มีความสุข ฉะนั้นพรหมวิหาร 4 นี้จึงชื่อว่า เป็นอาหารใหญ่สำหรับใจในด้านของความดี

            คนที่มีพรหมวิหาร 4 สมบูรณ์ ย่อมมีศีลบริสุทธิ์

            คนที่มีพรหมวิหาร 4 สมบูรณ์ ย่อมมีฌานสมาบัติตั้งมั่น

            คนทีมีพรหมวิหาร 4 สมบูรณ์ เพราะอาศัยใจเยือกเย็น ปัญญาก็เกิด

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน


 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 27 ม.ค. 2547 / 00:22:50 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 46 : (ศิษย์ อ.)


พระธรรมเกษีพุทธะ


หลวงพ่อตอบปัญหา
เรื่องอย่าปล่อยให้กิเลสมันล้นจากใจ

       ความรักที่มันเกิด เราเข้าใจว่ามันดี เข้าใจว่ามันสวย เข้าใจว่ามันสะอาดอารมณ์อย่างนี้เป็นอารมณ์ของตัณหา ดึงไปอบายภูมิ มีนรกเป็นต้น
นี่พระทุกองค์ เณรทุกองค์ ฆราวาสทุกท่าน จงดูตัวไว้เสมอว่า เรามีจุดบกพร่องขนาดไหน อย่าปล่อยให้กิเลสมันล้นจากใจ ถ้าจะเลวให้เลวอยู่แค่ในใจ
อย่าให้มันไหลมาทางตา อย่าให้มันไหลมาทางปาก อย่าให้มันไหลมาทางกาย       

จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญญาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม 2
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

    

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 27 ม.ค. 2547 / 00:43:46 น. ]
     [ IP Address : 203.113.36.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 47 : (กำลังฟุ้ง)

หยุดเสียเถิดสัตว์นรกบรรพต อ. อย่ามาสร้างภาพตรงนี้เลย ตราบใดที่สัตว์นรกบรรพต อ. ยังคงทำบาปกรรมแก่พุทธศาสนาด้วยการบิดเบือนพุทธพจน์จนเสียความหมายแล้วนำไปเผยนแพร่ทั้งๆที่รู้ว่าธรรมที่ตนบิดเบือนนั้นทำให้ความหมายในพระสูตรเปลี่ยนไป เราคนนี้ก็จะไม่ปล่อยให้สัตว์นรกบรรพต อ. กระทำชั่วต่อพระศาสนาอีกแล้ว

ทำเป็นพูดดีแต่มันไม่สื่อไปถึงจิตใจที่โสมมของสัตว์นรกบรรพต อ. หรอก หึหึ ตอบกระทู้นี้อย่าง ไปตอบกระทู้อื่นอีกอย่าง เพราะพฤติกรรมของสัตว์นรกบรรพต อ.มันเลวทรามเกินไป ทั้งตัดต่อพุทธพจน์ ทั้งยกตนเป็นพระอรหันต์เที่ยวไปตีธรรมะแท้ และยังหน้าหนาเปลี่ยนชื่อโพสสนับสนุนความคิดตนเอง

ตราบเท่าที่สัตว์นรกบรรพต อ. ยังตัดต่อบิดเบือนพุทธพจน์จนผิดความหมาย สัตว์นรกบรรพต อ.ก็จะได้ชื่อจากเราว่าสัตว์นรกบรรพต อ. เช่นนี้เรื่อยไป

มันเกินระดับมารศาสนาหรือเจ้าลัทธิมิจฉาทิฏฐิเสียแล้ว ณ ตอนนี้บรรพต อ.คือสัตว์นรกสำหรับเรา

 จากคุณ : กำลังฟุ้ง [ 27 ม.ค. 2547 / 00:45:19 น. ]
     [ IP Address : 202.133.162.28 ]


 ความคิดเห็นที่ 48 : (ศิษย์ อ.)


พระธรรมเกษีพุทธะ


หลวงพ่อตอบปัญหา
เรื่อง    ว่างจากกิเลสเพียงวันละหนึ่งขณะจิตเดียว

  ท่านผู้ใดก็ดี อุปสมบทบรรพชาเขามาแล้วในพระพุทธศาสนา วันหนึ่งทำจิตใจ
        ว่างจากกิเลสเพียงวันละหนึ่งขณะจิตเดียว นี้หมายความว่า วันหนึ่งมีเวลา ๒๔ ชั่วโมง เวลา
        นอกนั้นจิตก็ฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์ต่าง ๆ แต่ว่าปฏิบัติพยายามควบคุมกำลังใจไม่พลั้งพลาด
        จากพระธรรมวินัยหรือเวลาใดเวลาหนึ่งก็ตาม ในวันนั้นทำสมาธิจิตให้เกิดขึ้น จะเป็นทรง
        อารมณ์สมาธิก็ตาม หรือจิตผ่องใสทางด้านวิปัสสนาญาณก็ตาม วันหนึ่งเพียงชั่วขณะจิตเดียว
        จิตโปร่งจริง ๆ ขณะนิดเดียว นาทีหนึ่งหรือสองนาทีก็ตาม แต่ว่าทำให้ทุกวัน ไม่จำกัดเวลา
        อย่างนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวว่า ท่านผู้นั้นบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาตั้ง
        ๑๐๐ ปี มีศีลบริสุทธิ์ไม่บกพร่อง แต่ก็ไม่ได้เคยเจริญสมาธิจิต ท่านบอกว่า อานิสังสคุณบุญ-
        ราศรีอันนี้จะคูณด้วยกำลังของแสน นี่ก็หมายความว่า เวลาที่เสวยทิพยสมบัติเป็นเทวดาก็ดี
        เป็นพรหมก็ดี ตามกำหนดย่อมมีเสมอกันคือ ๖๐ กัป หรือบิดามารดาได้คนละ ๓๐ กัป เป็น
        อันว่าความสุขที่จะพึงได้ และแสงสว่างที่จะพึงได้ รัศมีกายที่จะปรากฏความเป็นเทวดาหรือ
        พรหมย่อมมีผลต่างกัน ท่านผู้เจริญสมาธิจิต คือทำจิตว่างจากกิเลสวันหนึ่งชั่วขณะจิตเดียว
        มีอานิสงส์แห่งความสุขดีกว่ารัศมีกายสว่างไสวกว่า

โอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่ม 3
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 27 ม.ค. 2547 / 07:17:01 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 49 : (ศิษย์ อ.)


พระธรรมเกษีพุทธะ


หลวงพ่อตอบปัญหา
เรื่องตัวแทนของพ่อ

ธรรมใดที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พ่อไว้ พ่อถ่ายทอดให้แก่ลูก ทรัพย์สมบัติทั้งหมดนี้ขอลูกจงถือว่านั่นคือ ตัวแทนของพ่อ เพราะว่าชีวิตของพ่อ พ่อไม่แน่ใจนักว่าจะมีอายุยืนยาวอีกสักกี่ปี ขอลูกทั้งหลายจงอย่าถือขันธ์ 5 ของพ่อนี้เป็นสำคัญ ปฏิปทาใดที่เป็นที่พอใจ ไม่เกินวิสัยลูก ขอลูกจงทำ และจงรักษาอภิญญาสมาบัติไว้ ขณะใดที่ใจของลูกยังรักษาอภิญญาสมาบัติไว้ รักษาปฏิปทาสาธารณะประโยชน์ ขณะนั้นลูกจงภูมิใจว่า พ่ออยู่กับลูกตลอดเวลา ถึงแม้ว่าร่างกายกายาของพ่อจะสลายไป แต่ใจของพ่อยังอยู่กับใจของลูก ลูกจะไปไหนก็ชื่อว่า พ่อไปด้วย ช่วยลูกทุกประการ
จากพ่อสอนลูก
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 27 ม.ค. 2547 / 07:42:05 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 50 : (ศิษย์ อ.)


พระธรรมเกษีพุทธะ


เรื่องจิตตานุปัสสนา


               ต่อจากนี้ไปก็ว่ากันถึงจิตตานุปัสสนา   หมาสติปัฏฐาน     ข้อนี้มีความสำคัญมากนะ   เวทนานุปัสสนามหาสติปัฏฐานนี่   ท่านให้เอาจิตไปพิจารณาเวทนานี่    เพื่ออาศัยความคล่องของจิต    พวกท่านที่หวังดีในการเจริญสมณธรรม  จะเป็นพระก็ดี  ฆราวาสก็ดี   ทุกคนต้องการความสุข   ต้องพยายามควบคุมเวทนา   คือความรู้สึกของอารมณ์ด้วยสติสัมปชัญญะอย่างหนัก   ต้องใช้ให้มาก   เพราะความไวของสติสัมปชัญญะ     มันจะได้มีเวทนานุปัสสนานี่เป็นการซ้อม   ซ้อมใจเราจริง ๆ  จำไว้ให้ดีนะ   นักปฏิบัติที่พยายามเข้าถึงความดี   เขาควบคุมอารมณ์ตรงนี้   ตรงนี้เอากันหนักหน่อยเพราะอารมณ์ของใจมีสภาพไวยิ่งกว่าลิง    ลิงว่าไว  มันไวกว่า    บางทีนั่งพูดอยู่นี่   บางทีใจย่องไปคิดถึงเรื่องอะไรต่ออะไรแล้ว   เยอะแยะนอกรีตนอกรอย   ทั้งนี้เพราะอะไร   เพราะอารมณ์ใจมันเร็ว   มันเร็วมาก   ควบคุมยาก

          ฉะนั้นก่อนที่จะพิจารณาอารมณ์ที่มันจะเกิดกับจิต     องค์สมเด็จพระธรรมสามิสรจึงให้พิจารณาอารมณ์  ใจไว้เสียก่อนว่ากันถึงเรื่องความสุข  ความทุกข์  กับความไม่สุข  ไม่ทุกข์  ๓  ตัวนี้เท่านั้น   ความจริงไม่มีอะไรมามาก    เวลาเรารู้สึกตัวขึ้นมานึก  เอ้อ  เวลานี้เราสุขหรือทุกข์  สุขหรือทุกข์เพราะเรื่องอะไร    หรือว่าเราไม่สุขไม่ทุกข์เพราะเรื่องอะไร   หาเหตุหาผลเข้าไว้   ถ้ารู้ว่าสุขหรือทุกข์    หรือรู้ว่าไม่สุขไม่ทุกข์    ก็นึกว่าไม่เป็นเรื่อง     เราจะไม่สนใจกับมันเพียงใดก็รู้ว่าไม่เป็นเรื่อง      เรื่องความสุขความทุกข์หรือความไม่สุขไม่ทุกข์นี่ไม่เป็นเรื่อง   ไม่ช้าเราก็ตาย   ตายแล้วก็หมดเรื่องกัน    อารมณ์ทั้งหลายใด ๆ ที่เราจะเข้าไปยึดถือไม่มีหาความดีอะไรไม่ได้   เป็นอันว่าเลยไม่ยึดถืออารมณ์ใด ๆ ทั้งหมด    ต้องการอย่างเดียวคือพระนิพพาน  ว่าเลยไปนิดละมั้ง  ว่าถึงนิพพาน   ไอ้ตัวธรรมดาน่ะคือตัวนิพพานจำไว้นะ

          นี่พระพุทธเจ้าบอกว่าย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา      คือการตั้งขึ้น     ความเกิดขึ้นหรือความเสื่อมไปของอารมณ์  ใช่ไหม   หมายความว่านี่มันสุขแล้ว   พอสุขไปสุขมา  ทุกข์เสียอีกแล้ว   นี่เราสุขแล้วทุกข์ไปทำไม   ไอ้ตัวสุขนี่คือใจมันสบาย   ความสุขเสื่อมไป   ความทุกข์ก็มาใหม่   ใจมันลงทุกข์นี่เราไม่ชอบ  ถือว่ามันต่ำ     อันนี้ท่านก็เลยบอกว่าถือเป็นตัว

ธรรมดา      ทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมลง       ตัวธรรมดานี่เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์เขา    พระอรหันต์ที่มีความสุขที่ไม่อิงอามิสได้ก็เพราะอาศัยธรรมดา   ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา    ทีนี้กฎของธรรมดาก็เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์   อารมณ์ของพระอรหันต์    ก็คืออารมณ์ของพระนิพพานนั่นเอง    ถ้าใครเขาพูดกันถึงเรื่องว่า   ใช้คำว่าธรรมดานี่    ต้องมีความเข้าใจเลยว่าเราหมายถึงพระนิพพาน     นี่เราพูดกันด้านธรรมะนะ   อย่านึกว่านี่เรามีลูกเป็นธรรมดา   มีเมียเป็นธรรมดา    มีผัวเป็นธรรมดา   อย่างนี้ไม่ใช่นิพพานแล้ว   ไปหัวสะพานแล้ว   ดีไม่ดีกลายเป็นอันธพาลขึ้นมา   ทะเลาะกับผัว  ทะเลาะกับเมีย   ตีกับลูก   นี่กลายเป็นอันธพาลไปไม่ใช่นิพพาน

          ทีนี้เรามาว่ากันถึงเรื่องจิตตัวนี้สำคัญนะ    ตัวจิตนี่สำคัญมาก     จิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐานนี่     ท่านให้ฝึกรักษาอารมณ์    ยึดถืออารมณ์ว่าจะเอาจิตเข้ามาควบคุมจิต    ตัวนี้สำคัญมาก   กรรมฐาน  ๒  จุด นี่สำคัญที่สุด       คือนักปฏิบัติที่ปฏิบัติได้ดีทุกข์องค์เข้าถึงจุดนี้ไปถามเถอะ    ท่านคล่อง  ๒   ตัวนี้    คล่องมาก    ถือว่าเป็นปกติของอารมณ์เลย     เพราะว่าทำจนชิน     อย่านึกว่ามันยาก   ความจริงถ้าเราทำจนชินมันก็ไม่ยาก     ไม่ว่าอะไรทั้งหมดน่ะ  ถ้าเราทำทำไป  ตอนใหม่ ๆ มันก็ลำบาก    แล้วต่อมาถ้าอารมณ์เกิดความชินเข้าแล้ว    มันก็หาความยากไม่ได้    ทีนี้เรามาดูถึงพระบาลีกันต่อว่า   กถญฺจ  ภิกฺข   เว  ภิกฺขุ  จิตฺเต  จิตฺตานุปสฺสี   วิหรติ     ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเนือง ๆ    เมื่อกี้นี้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา   อันนี้เห็นกายในกายมาแล้วนะ    แล้วมาล่อเวทนาในเวทนา    ทีนี้มาล่อจิตในจิตเข้าอีกแล้ว    มันเกิดเป็นจิตซ้อนจิต   จิตนี้ก็คือความคิด     ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ภิกษุในพระธรรมวินัย   จิตมีราคะ   ก็รู้อยู่ว่าจิตมีราคะ   จิตไม่มีราคะ   ก็รู้อยู่ว่าจิตไม่มีราคะ   จิตมีโทสะก็รู้อยู่ว่าจิตมีโทสะ   จิตไม่มีโทสะ   ก็รู้ชัดว่าจิตไม่มีโทสะ   จิตมีโมหะก็รู้ชัดว่าจิตมีโมหะ   จิตไม่มีโมหะก็รู้ชัดว่าจิตไม่มีโมหะ   ว่าแค่นี้ก่อน    ว่ายาว ๆ ไปเดี๋ยวไม่รู้   จิตมีราคะ   ไอ้รา ๆ มันก็คละกันอยู่    คำว่าราคะแปลว่ารักสวยรักงาม      เวลานี้จิตของเรามันมีอุเบกขารมณ์  มีความสบาย   หรือว่ารักสิ่งสวย ๆ งาม ๆ อย่างคนชอบสีสวย   ขอบผิวสวย   แต่หมามันชอบสีสวยใช่ไหม   หรือใครว่าไม่ใช่   หมาเห็นก้อนขี้ไม่ได้   แต่ไปเจอะเอาอุตพิตเข้านึกว่าขี้  หยุดกึก    เขาเรียกว่าไอ้ดอกหมาหยุด      จิตนี่เราชอบสวยชอบงาม รึเปล่า   ให้นั่งพิจารณาให้รู้ว่าเวลานี้อารมณ์จิตของเราเป็นอย่างไร   ถ้าจิตเราชอบของสวยของงาม

  อะไรก็ตามถ้าปรารถนาเรื่องสวยเรื่องงาม   ไม่ใช่อาการสักการะอย่างเช่นเราเห็นพระพุทธรูป   เขาบอกนี่พระพุทธรูป    ถ้าจิตเราสบายยกมือไหว้ใช้ได้ทันที   ว่าเป็นพระพุทธรูปปฏิมากรเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าแต่บางคนไม่ใช่อย่างนั้น   พอดูพระพุทธรูป  เอ๊ะ   นี่สมัยไหนหว่านี่   สมัยเชียงแสนหรือสุโขทัย  หรืออู่ทอง   หรืออยุธยา   หรือรัตนโกสินทร์   ถ้าเชียงแสน  สุโขทัย  ยุคต้นนี่ราคาแพง   นี่จิตจัญไรมาแล้ว   จิตมีราคะ   พระนี่ลักษณะถูกต้องไหมนี่   หน้าตักแค่นี้   หน้าอกมันต้องแค่นั้น    พระเศียรต้องแค่นี้  เอ๊ะ  พระองค์นี้ไม่เป็นเรื่อง   ปั้นไม่ถูกลักษณะ   อันนี้เรียกว่า  จิตประกอบไปด้วยราคะ   หรือไม่มีราคะ  จิตปรารถนาความสวย   ความงามเป็นสำคัญ   ถ้าจิตมีอารมณ์อย่างนี้ก็ถือได้ทันทีว่าจิตเลว    ถ้าจิตปรารถนาความสวย   ความงาม  ดูมันเลยว่าเลว   เพราะที่มันสวยจริงมีไหมในโลกนี้  มีน่ะสดใสอยู่ชั่วขณะเดียว   เดี๋ยวมันก็มัวหมอง   ไอ้คนเราเป็นหนุ่มเป็นสาวก็เดี๋ยวเดียว   ความคร่ำคร่ามันก็ตาม  อะไร  สิ่งอะไรในโลกที่สวยจริง ๆ มันมีที่ไหน   ทิ้งมันเสีย

          ทีนี้จิตไม่มีราคะ   ก็รู้อยู่ว่าจิตไม่มีราคะ   ก็หมายความว่า   ถ้าเห็นพระพุทธรูปจะเป็นสมัยไหนก็ตาม   หรือว่าจะเป็นพระพุทธรูปแบบไหนก็ตาม เก่า  ใหม่  สีอะไรก็ช่าง   ถ้าเป็นรูปพระละฉันไหว้ได้สบาย    เพราะนี่เป็นรูปแทนองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา     เราไหว้รูปนี้ก็เหมือนเราไหว้พระพุทธเจ้า      เพราะใจเรานึกถึงพระพุทธเจ้า    นี่ถ้าอารมณ์เราเกิดแบบนี้ถือว่าไม่มีราคะ       หรือว่าเห็นของสวยของงามก็คิดว่ามันจะสวยมันจะงามไปได้สักแค่ไหน   ประเดี๋ยวมันก็เหลาเหย่   ใช้อะไรไม่ได้   ความเก่าแก่  ความคร่ำคร่ามันมีมา  ความทรุดโทรมมันก็มา   ประเดี๋ยวมันก็สลายตัว

          ต่อไปที่ว่าจิตมีโทสะก็รู้ชัดว่าจิตมีโทสะ   จิตไม่มีโทสะ   ก็รู้ชัดอยู่ว่าจิตไม่มีโทสะ   ไอ้โทสะนี่เราก็รู้แล้ว   อารมณ์ที่ไม่ชอบใจ   ถ้ามันเกิดขึ้นมาอย่าปล่อยให้มันเลยไป   ถ้ามันเกิดมีโทสะยับยั้งใจ  บอกนี่ ๆ ปกติ   แกบ้าพอแล้วนะ    ไม่ต้องมาสะสมความบ้าขึ้นมาอีกหรอกที่แกต้องมาเกิดนี่แกบ้า    ทุกข์พอแล้วนะ   ทำไมจะมาเสริมกันต่อไปอีกรึ     คนไม่ต้องไปฆ่าเขา   สัตว์ไม่ต้องไปฆ่า   มันตายทุกคน    ความจริงเราก็เป็นคนใหญ่คนโตในโลกมีวาจาศักดิ์สิทธิ์ใช่ไหม    คนในโลกสั่งมันตายหมดทุกคนได้ทันที     แต่ไม่ใช่เวลานี้ต่อไปมันตายเอง   เราแช่งคนหมดทุกคนในโลก    ใครก็ตามที่เกิดมามันต้องตาย    ตลอดจนตัวเราด้วย

  เราก็ตาย   เราไม่ได้แช่งตัวเราหรอก    เราแช่งเขาหนัก ๆ เข้า     ไอ้คำแช่งมันก็ตรงมาที่ตัวเรา  เราก็ตาย  เพราะอะไร   เพราะมันต้องตายอยู่แล้ว   ไม่ต้องมาตีมัน   ไม่ต้องไปคิดไปฆ่า   ไปด่าไปตี   ให้อารมณ์เสียเปล่า ๆ ถ้าหากว่าจิตมีโทสะก็ยับยั้งด้วยอำนาจของเมตตารมณ์   ให้รู้ว่านี่จิตมันเลวเสียแล้ว      ใช้ไม่ได้   ไม่เป็นเรื่อง  ถ้าจิตไม่มีโทสะ    จิตมีอารมณ์สบาย   มีจิตให้อภัย  ช่างมัน  ใครทำเท่าไร  ก็ช่างมัน   อย่างนี้ก็รู้  รู้ทำไม   รู้เพื่อเป็นการวัดอารมณ์ว่าใจเราดีหรือใจเราเลว  อามรณ์ใจนะ   ถ้าได้จิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐานเมื่อไหร่   ได้เป็นเอกัคคตารมณ์ละ  เอาดินสอพอง  หมายหัวไว้ได้เลย

          นี่เป็นอันว่า      เราต้องรู้ใจของเราว่าไอ้ใจของเราถ้ามันเกิดโทสะขึ้นมานี่มันความเลวนี่  มันตัวจัญไร  ทำให้เราลงนรก   เรายังไม่ทันลงนรกมันก็เผาผลาญความเร่าร้อนให้เกิด  คนที่มีโทสะจัดนี่มันแก่เร็ว    อารมณ์โทสะถ้ามันเกิดขึ้นเมื่อไรก็มีแต่ความโง่   คุณสังเกตให้ดี  อารมณ์ของโทสะมันสร้างความโง่ให้เกิด    สร้างความเร่าร้อน    ถ้าจะทำอะไรก็มีแต่เสียท่าเขาข้างเดียว  ถ้าบังเอิญอารมณ์ของเราไม่มีโทสะเราก็ควรจะภูมิใจ   อารมณ์ที่ไม่มีโทสะอาศัยอะไรเป็นปัจจัย    แล้วก็รู้เลยถ้าโทสะมันไม่เกิดเมื่อไร   แสดงว่าจิตเราประกอบไปด้วยเมตตา   ถ้าจิตมีราคะจิตมีโทสะกำจัดมันทันทีว่าเอ็งเลวแล้ว    ถ้าไม่มีราคะ   ไม่หลงอยู่ในความสดสวยงดงาม  ไม่มีโทสะ  ไม่มีความโกรธ  ชมมันไว้ว่าเอ็งดี ๆ  แล้วพยายามหล่อเลี้ยงอารมณ์เหล่านี้ไว้อย่าให้ราคะกับโทสะเกิด   แต่มันอดเกิดไม่ได้    ถ้าเรายังไม่ถึงพระอรหันต์นะ   แล้วเราก็ต้องยับยั้งใจของเราไว้

          ถ้าอารมณ์มีโมหะ   รู้อยู่ว่าอารมณ์มีโมหะ   ถ้าอารมณ์ไม่มีโมหะ  ก็รู้อยู่ว่าอารมณ์ไม่มีโทหะ  ไอ้โมหะนี่แปลว่า  ความหลง  แต่ไอ้โมหะกับอวิชชานี่ผมชอบแปลเหมือนกัน  แปลว่าความโง่    คุณอย่าไปแปลอย่างคนอื่นเขา    ถ้าคนมันไม่โง่แล้วมันจะหลงได้อย่างไง    ถ้าคนไม่โง่มันก็ต้องไม่หลง     นี่หลงว่าร่างกายของเรามันจะไม่แก่    ร่างกายของเราจะไม่เจ็บ   ร่างกายของเราจะไม่ตาย   ของที่รักจะมาอยู่กับเราตลอดกาลตลอดสมัย    มันจะไม่จากเราไป   นี่เป็นความระยำของจิต   คือความโง่   ไอ้ตัวนี้เกิดขึ้นมาแล้วจงตั้งหน้าตั้งตาด่ามันจัดการกับมัน   เพราะนี่ความโง่เกิดแล้วเข้าให้พบ    ถ้าอารมณ์อย่างนี้   อารมณ์ยึดถืออย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นก็ดี  จงรู้ตัวว่านี่ความระยำของจิตเกิดขึ้น  หาเหตุหาผล  ไอ้ของสวยของคงทนถาวรที่เราคิดว่ามันจะอยู่ตลอดกาลมันจริงไหม    อย่างเรามีเครื่องบันทึกเสียงสักเครื่อง      ซื้อมา

  แล้วคิดว่ามันจะไม่เสียแล้วก็ไปดูของชาวบ้านที่มันเสียมีไหม    มีก็ถือว่านี่เป็นเรื่องธรรมดาห้ามปรามมันไม่ได้   จิตใจมันสบาย   อย่างนี้เรียกว่า  ไม่มีโมหะ   เครื่องจักรกลต่าง ๆ  เกิดเสียขึ้นมา  แล้วใจไม่สบาย   อย่างนี้เรียกว่าโมหะ

          เจ้าราคะ   โทสะ   โมหะ   ทั้ง  ๓  ตัวนี้นะ   นี่พระพุทธเจ้าท่านสอนแบบสุกขวิปัสสโก   ถ้าหากเป็นฝ่ายเตวิชโช  ฝ่ายวิชชาสาม   นี่เขาใช้เจโตปริยญาณ      ดูว่าเวลานี้จิตของเรามีอารมณ์เป็นอย่างไร   ถ้าจิตมีราคะมีสีแดง   ถ้าโทสะสีมันคล้าย ๆ น้ำซาวข้าว   ถ้าโมหะสีมันดำ   เขาใช้จิตดูจิต    เพราะเราเรียนสายของสุกขวิปัสสโก  ถ้าสายของฉฬภิญโญ  เตวิชโช  ปฏิสัมภิทัปปัตโต        นี่เขาใช้ญาณเป็นเครื่องดูจิตทุกเวลาตื่นเช้าขึ้นมาก็ดูจิตของเรา   ผ่องใสไหม    ถ้ามีสีอะไรนิดเดียวเขาก็จะติเลยว่าเราเลวแล้วฝึกจิตทันที    เอาสมถะที่เป็นข้าศึกอารมณ์อย่างนั้นเข้าประหัตประหารทันที   แล้วใช้วิปัสสนาญาณ   ควบตีให้แหลกไป    ถ้าอารมณ์จิตไม่ผ่องใสเพียงใด   เขาจะไม่ยอมเลิก     นี่เขาได้เปรียบเราตรงนี้   พวกเราเป็นฝ่ายสุกขวิปัสสโก  ก็นั่งพิจารณาจิตเอา   ค่อย ๆ คิดพิจารณาไป    ถ้าควบคุมอย่างนี้ทุก ๆ วัน     ไม่ช้าหรอกจิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน     อย่าทิ้งเชียวนะ   ถ้าใครเขาบอกว่า   เขาได้ดี   แต่ไม่มีการควบคุมจิต   ไม่มีการควบคุมเวทนาอย่าไปเชื่อมันเลย    ไอ้นั่นมันพวกเทวทัต   เทวทัตบางทีจะเลวก็เทียบเทวทัต    เลวกว่าก็เป็นจิญจมาณวิกา   ท่านได้อภิญญา  ไม่ได้อะไรเลย   ลงอเวจีเหมือนกัน

          ท่านกล่าวต่อว่า   จิตหดหู่ก็รู้ชัดว่าจิตหดหู่   จิตฟุ้งซ่านก็รู้ชัดว่าจิตฟุ้งซ่าน    นี่ตัวนี้สำคัญ      จิตหดหู่ก็หมายความว่า     อารมณ์มันไม่ร่าเริง   ไม่ร่าเริงเพราะอะไร   เพราะไม่ถูกใจ   ไม่สบอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งจึงไม่ร่าเริง    พอมีความรู้สึกอย่างนี้    ก็บอกเอ็งระยำแล้ว    จะไปสนใจกับมันทำไมสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นอนิจจัง   หาความเที่ยงไม่ได้   แม้แต่เป็นวัตถุก็เหมือนกัน    ถ้าอารมณ์ใจมันหดหู่ก็บอกว่านี่เป็นเรื่องธรรมดา   อย่าไปยุ่งกับมันเลย   ไม่ช้าเอ็งก็หมดความรู้สึกจะหดหู่หรือดีใจแล้ว   ถ้าจิตมันฟุ้งซ่านอารมณ์ไม่ตั้งอยู่   ก็รู้อยู่ว่านี่ไม่ดีอารมณ์ฟุ้งซ่านเกิดขึ้น   ถ้าอารมณ์ฟุ้งซ่านเกิดขึ้น ก็จับอานาปานุสสติกรรมฐาน      จับลมหายใจเข้าออกเพื่อทรงจิตอยู่

        ข้อต่อไปท่านบอกว่า  จิตเป็นมหรคต   คือความถึงความเป็นใหญ่   หมายเอาจิตที่เป็นญาณ  หรือเป็นอัปปนา   หรือพรหมวิหาร   ก็รู้ชัดว่าจิตเป็นมหรคต   เป็นอันว่าจิตของเรามีสมาธิดีหรือเปล่า   ถ้าจิตมีอารมณ์ตั้งมั่นทรงอยู่ในอารมณ์ของสมาธิ     เราก็รู้อยู่ว่าเวลานี้จิตทรงอยู่ในอารมณ์สมาธิ    ที่ท่านบอกว่าจิตฟุ้งซ่านก็รู้อยู่ว่าจิตฟุ้งซ่าน   ถ้ามันหายฟุ้งซ่านจับอยู่ในเฉพาะอารมณ์ที่เป็นกุศล   อย่างใดอย่างหนึ่งอย่างนี้เราเรียกว่าจิตมีสมาธิ   เป็นฌานแล้วศัพท์บาลีท่านบอกมหรคต   ต่อไปท่านบอกจิตที่ไม่มีมหรคต  คือจิตที่ไม่เป็นฌานสมาบัติแต่ก็รู้อยู่ว่าจิตนี่เรายังไม่ถึงฌานนะ   ไอ้ตัวฌานลักษณะเป็นอน่างไร   ก็บอกไว้แล้ว   ถ้าสงสัยก็ไปดูอย่างนั้น   พิจารณาดูว่านี่เป็นฌานหรือไม่เป็น    ถ้าไม่เป็นฌานนี่ใช้ไม่ได้นะ   ถึงแค่เป็นฌานเขายังหาว่าเอาดีไม่ได้เลยเพราะฌานโลกีย์มันเสื่อม

          จิตมีอุตสาหะ   คือจิตเย็นหรือจิตขี้เกียจ  ว่ากันง่าย ๆ  จิตเป็นอนุตตระหรือกามาวจรจิตไม่มีจิตอื่นที่ยิ่งไปกว่า   หมายถึง   อุปจารสมาธิหมายความว่าจิตไม่ถึงฌาน    แต่ว่าเข้าถึงอุปจารสมาธิ  หรือจิตตั้งมั่นเพราะว่าจิตตั้งมั่นจะต้องเป็นอารมณ์ฌาน  หรือว่าจิตไม่ตั้งมั่นก็รู้ชัดว่าจิตตั้งมั่นหรือไม่ตั้งมั่น   เรียกว่าตามรู้จิต   ตานี้มาจิตถึงวิมุตติ  คือว่าหลุดพ้นหรือเปล่า คือว่าเป็นวิปัสสนาญาณแล้ว   ไอ้ตัวถึงตั้งมั่น  ตัวฌานเป็นอารมณ์ของสมถะ  ทีแรกท่านดูจิตเลวหรือจิตไม่เลว   จิตมีราคะ   จิตไม่มีราคะ   จิตมีโทสะ  จิตมีโมหะ   จิตฟุ้งซ่าน   นี่ว่ากันถึงอารมณ์ธรรมดาต่อมาพิจารณาดูว่า   จิตเราเข้าถึงฌานสมาบัติไหม    ถึงอุปจารสมาธิไหม   ถ้าถึงอุปจารสมาธินึกว่าเออ   พอหลีกนรกได้นิดหนึ่ง   เดินห่างนรกอยู่ครึ่งนิ้วนะ   ถ้าได้ฌานสมาบัติอันนี้ก็ดูว่าจิตของเราหลุดพ้น  หรือว่าจิตไม่หลุดพ้น  หลุดพ้นอะไร   หลุดพ้นจากกิเลส  คือเรามีราคะ ความรักในความสวยสดงดงามไหม   มีความโลภ  ตะเกียกตะกายเกินพอดี   หรือจัดว่าเป็นอบายภูมิหรือเปล่า   คือยื้อแย่งเขา   มีความโกรธคิดประทุษร้ายหรือผูกพยาบาทรึเปล่า     และมีความหลงคิดว่าเราจะไม่ตาย   อารมณ์อย่างนี้มีไหม     ถ้ามีก็แสดงว่าจิตของเรายังไม่หลุดพ้น   ถ้าจิตของเราหลุดพ้น       ก็ต้องคิดว่ามันหลุดพ้นเป็นระยะ ๆ  คือหลุดพ้นกันแค่พระโสดา  สกิทาคาหรืออนาคามี  หรืออรหันต์   แต่อยู่ ๆ เราโดดไปหลุดพ้นอรหันต์เลยไม่ได้นะ   เป็นอรหันต์เลยเดี๋ยวผมชักเสียก่อนแต่ก็ไม่ได้นะ     ไปดูผิดกันไม่ได้   พวกท่านดีไม่ดีถ้าพบพระพุทธเจ้าเข้าเมื่อไหร่    หากว่าท่านเทศน์ตรงอัธยาศัยปั้บเดียว   แค่โจรฆ่าคนมาเป็นหมื่น
หรืออย่างองคุลิมาล  ฆ่าคนมาแล้วเท่าไหร่  ฟังได้หนเดียวเป็นอรหันตผล  ธัมมิกโจรฟังเทศน์จากพระสารีบุตรกัณฑ์เดียว   ได้เป็นพระโสดาบัน   นี่เอาแน่กันไม่ได้   ดูถูกกันไม่ได้

          ทีนี้มาว่ากันว่า      จิตหลุดพ้นรึไม่หลุดพ้นก็มานั่งดู     ว่าจิตเราเกาะกายเกินไปไหม   ความรู้สึกว่าเราจะตายเราจะแก่  เราจะเจ็บ   เรามีความรู้สึกหรือเปล่า   ไอ้ความรักสวยรักงาม  รักดี  รักชั่ว   รักความมีระเบียบยังมีอยู่   แต่ว่าเรารู้ว่าเราจะตาย   เวลาอยู่มันต้องสะอาด  มันต้องสวย   แต่เวลาตายก็ช่างมัน   ความเชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัย  ว่าเราตายแน่    แต่ก่อนที่เราจะตายต้องหาทางกันอบายภูมิไว้นั่น   คือถือศีล  ๕  บริบูรณ์     จิตเราเพิ่มพูนด้วยกฎของธรรมดา   นึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์    อย่างนี้เป็นพระโสดาบัน   เรียกว่าจิตหลุดพ้นขั้นต้นไม่ยากนะง่ายนิดเดียว   ไม่เห็นมันยาก

          หรือว่าเราจิตเราหลุดพ้นขั้นระยะกลาง  เมื่อตัด  ๓  ตัว  นี่ได้แล้วก็ไปตัดกามราคะ   คนเรานี่มันสกปรกทั้งตัว   อยากจะไปรักอยากจะไปเป็นผัวเป็นเมียกันเพื่อนประโยชน์อะไร   ไอ้ความโกรธความพยาบาทมันไม่มีความหมาย    สร้างความทุกข์ใจให้เกิด    จิตหลุดพ้นกามราคะ   สิ้นไปเหือดแห้งทันที   ความรู้สึกทางเพศไม่มี   ความโกรธไม่ปรากฏ   ความพยาบาทไม่ปรากฏ  เลิกโกรธ  เลิกพยาบาท  เลิกรัก  เลิกใคร่ใคร  ในฐานะกามารมณ์  ผู้หญิงจับผู้ชาย  ผู้ชายจับผู้หญิง  มีความรู้สึกเหมือนกับวัตถุธรรมดา   อย่างนี้เรียกว่าพระอนาคามี   ความรู้สึกทางเพศไม่มี   ชนกันเท่าไหร่ก็ตามไม่มีความรู้สึกทางเพศ

          แล้วต่อไปถ้าจิตหลุดพ้นก็ดีไปกว่านั้น     คือไม่เมาในรูปฌาน   เราต้องการรูปฌานเป็นแต่เพียงว่าเป็นกำลังสำหรับวิปัสสนาญาณ     เราต้องการอรูปฌานมีอาการเหมือนกับรูปฌาน  เป็นกำลัง   เราไม่ถือตัวถือตนว่าเราดีกว่าเขา   เราเลวกว่าเขา   เราเสมอเขา   ถือว่าคนทุกคนเกิดมา  มีความแก่   ความเจ็บ   ความตายเหมือนกัน   ธรรมดาเรื่องการถือตัวไม่มีแม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ไม่รังเกียจ        การอารมณ์ฟุ้งซ่านน้อมไปในส่วนของอกุศลก็ไม่มี   มีจิตคิดอย่างเดียวในด้านกุศล    ต้องการพระนิพพานโดยเฉพาะ    มีอารมณ์เยือกเย็น  ตัดความโง่คืออวิชชา   มีจิตคิดว่าโลกทั้ง  ๓  คือ  พรหมโลก   เทวโลก   มนุษยโลกไม่มีความสวยสดงดงามเป็นที่ต้องการของเรา  ฉันทะ  ความพอใจในมนุษยโลก  เทวโลก  พรหมโลก  ไม่มีสำหรับเรา   ตัดฉันทะและราคะในโลกทั้ง  ๓  เสียได้   เป็นอรหัตผล    การเป็น

พระอรหันต์ไม่เห็นยาก       คือตัดฉันทะความพอใจในโลกทั้ง  ๓  มนุษยโลก  เทวโลก  พรหมโลก   ตัดราคะ   ความเห็นว่า  มนุษยโลกสวย  เทวโลกสวย  พรหมโลกสวย   โลกทั้ง  ๓   ไม่มีความหมายสำหรับเรา   เราไม่ต้องการ  สิ่งที่เราต้องการคือพระนิพพาน   มีความเยือกเย็นเป็นปกติไม่เห็นอะไรเป็นเราเป็นของเรา     ทุกสิ่งทุกอย่างที่กระทบ     ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา    มีขนตกอยู่เป็นปกติ   คือว่าไม่มีการสะดุ้งหวาดหวั่นอันใด   นี่เป็นอันว่าจิตใจของเราเข้าถึงการหลุดพ้น   จบจิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐานแต่เพียงเท่านี้.

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน




 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 27 ม.ค. 2547 / 08:41:57 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 51 : (............)

คุณศิษย์ อ. ก็ให้เขาด่าทออยู่ได้ ออกมาเถอะครับ  ถ้าคนไหนเป็นลูกหลานท่านพ่อมา  ก็จะเข้าไปศึกษาคำสอนเอง  การเผยแพร่แบบที่คุณทำอยู่ มีผลเสียมากกว่าผลดี จะทำให้จิตหมองเศร้าไปเปล่าๆ

 จากคุณ : ............ [ 27 ม.ค. 2547 / 13:33:37 น. ]
     [ IP Address : 202.133.169.32 ]


 ความคิดเห็นที่ 52 : (ศิษย์ อ.)


คุรั ม่ด้มีจุระค์ จะร่ คำพ่

พื่จะห้ ที่ม่ช่ลูลาพ่ หัมานัถืพ่นะรั

ทำพื่ส่น่ะ!รั ท่าย่าฝาไว้

ถ้าธุระแล้ ก็จะลัไปเล่าให้ฟักัที่ว็สาลูศิย์พ่รั

ทั้เรื่รา พิดาต่า ก้นาราณ์

ที่ไม่เคเปิเผที่ไหมาก่ด้วยรั

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 28 ม.ค. 2547 / 09:18:29 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.9 ]


 ความคิดเห็นที่ 53 : (ศิษย์ อ.)

ถึงคุณกำลังฟุ้ง
                  พอดีอาจารย์บรรพต อ. ลงจากเขามาธุระเลยฝากบอกมาว่า ไม่ถือสาและยกโทษให้คุณกำลังฟุ้งทุกอย่าง และยังอนุญาติให้ด่าได้ตลอดกาลโดยไม่มีความผิดใดๆทั้งสิ้น อโหสิให้ เพราะถือว่าชาติก่อนๆเคยเป็นพ่อจึงไม่โกรธ เจริญธรรม
                          ศิษย์ อ. กับ บรรพต อ. คนละคนกัน
                          เดี๋ยวจะเข้าใจผิดกันยาวนะครับ

 จากคุณ : ศิษย์ อ. [ 28 ม.ค. 2547 / 11:02:38 น. ]
     [ IP Address : 203.113.37.13 ]




จบกระทู้บริบูรณ์



Click Here!