บทที่ ๑๐ | หน้าที่ ๑

ผ่านไปอีกหลายวัน ขบวนของนครราชคฤห์ยาตรามาจนพ้นเขตแดนอรัญญประเทศของแคว้นวัชชี เพื่อมุ่งตรงไปยังนครหลวงคือเมืองเวสาลี ก่อนจะพลบค่ำ คาราวานธรรมก็หยุดพักอีกครั้ง เพื่อแปรขบวนสำหรับข้ามเชิงเขาที่มีลักษณะเป็นหินผา หากพ้นเชิงเขานี้ไป เดินเท้าอีกเพียงสัปดาห์เดียวก็ถึงนครหลวง และหากส่งพระภิกษุถึงวิหารที่ทำการประชุมแล้ว เหล่าฆราวาสก็จะได้แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย

ศรีรามไปควบคุมคนงานถากถางป่าอยู่เบื้องหน้า ข้าราชบริพารที่ทำหน้าที่จัดเตรียมที่ประทับสำหรับพระโอรสถูกจัดให้ไปจัดหาอาสนะให้พระภิกษุ ส่วนเทวินทร์วรมันต์ดำริจะปลีกวิเวกไปประทับตามลำพัง ในเวลาโพล้เพล้จึงสั่งห้ามไม่ให้ผู้ใดติดตามและเสด็จเพียงลำพังไปเยี่ยมชมหลังขบวน

เหล่าอุบาสิกากำลังสาละวนอยู่กับการหุงหาอาหารด้วยการก่อกองไฟ และต้มส่วนผสมหม้อใหญ่สำหรับกวนข้าวมธุปายาส* ถวายพระเถระและผู้ติดตามขบวนในวันรุ่งขึ้น จันทราวตีหยิบคนโทเดินออกมาหมายจะไปตักน้ำริมลำธาร เจ้าชายดักรออยู่ใต้ร่มไม้คว้าสไบไว้ พอหญิงสาวเดินสะดุดจึงเข้าไปประคอง

“ทำอะไรเพคะ”
จันทราวตีปัดป้องร้องเสียงขุ่น
“มาทางนี้กับเราหน่อย”
เจ้าชายขยับกายออกห่างแต่ยังไม่ยอมปล่อยพระหัตถ์ หญิงสาวสะบัดเบี่ยงไม่หลุดแต่ก็ไม่ยอมก้าวเท้าตาม

“หลังจากที่เราเสี่ยงตายไปช่วยเจ้าแล้วปล่อยเสือเข้าป่าไป ก็แทบไม่ได้เห็นหน้าเจ้าอีกเลย วันนี้เรามองหาเจ้าทั้งวันก็ไม่รู้ไปอยู่ไหน ทำไมต้องคอยหลบเลี่ยงเราด้วย”
จันทราวตีเบือนหน้าหนีไม่ยอมสบพระพักตร์ เจ้าชายยิ่งชักสงสัย
“ตอบมา ไม่เช่นนั้นเราก็จะดึงตัวเจ้าไว้ไม่ยอมปล่อย”
“ทรงเข้าพระทัยผิดแล้วเพคะ ข้าพระองค์เดินช้า จึงไปรั้งท้ายอยู่ปลายขบวน มิได้หลบเลี่ยงไปไหน”
น้ำเสียงนั้นเครือแว่วและหมางเมิน เทวินทร์วรมันต์ได้ยินแล้วอ่อนพระทัย
“ปล่อยมือข้าพระองค์เถิดเพคะฝ่าบาท ทรงล่วงเกินมากไปแล้ว”
“ก็ได้ ถ้าเจ้ารับปากว่าจะตามเราไป ไม่ต้องให้ลากจูง”

ถือเป็นข้อต่อรอง สาวชาวบ้านส่ายหน้าระอาใจ เจ้าชายจึงรวบรัดเอาว่าเป็นคำตอบตกลง ยินยอมปล่อยพระหัตถ์แล้วเสด็จดำเนินนำไปทางเชิงผาอีกด้าน ฝ่ายเจ้าหญิงเหลียวมองหาภาวิณีไม่รู้ไปอยู่ไหน จำใจเดินตามเจ้าชายไปตามชะง่อนผา ลัดเลาะผ่านซอกหินและปีนไหล่เขาขึ้นไปบนหน้าผาสูงชัน ผ่านถ้ำขนาดใหญ่ ภายในมีหินงอกหินย้อยประดับประดาสวยงาม แต่เจ้าชายพาเดินผ่านหน้าปากถ้ำลัดเลาะไปตามซอกผา กระทั่งออกมาถึงลานกว้างสุดขอบเป็นหน้าผา เบื้องหน้าเป็นภาพตรึงใจอย่างไม่รู้ประมาณ เมื่อมองออกไปเห็นทิวทัศน์สวยงามตระการตา จันทราวตีเหม่อมองภูมิทัศน์เบื้องหน้าอย่างตะลึงลาน

“มองจากตรงนี้จะเห็นเทือกเขาเบญจคีรีทั้งห้าลูก”
พระโอรสชี้ไปทางเทือกเขาฝั่งตรงข้ามที่ทอดทิวยาวซ้อนเหลื่อมกัน
“อิสิคิรี บัณฑวะ คิชกูฏ เวภาระ และเวปลละ ล้อมรอบนครราชคฤห์ที่เราจากมา”
จันทราวตีทอดสายตามองตามอย่างตื่นเต้น
“ส่วนลำน้ำที่ทอดยาวอยู่เบื้องล่างคือคงคามหานทีที่หล่อเลี้ยงชมพูทวีปมานานนับ แตกแขนงเป็นลำธารน้อยใหญ่ไหลเรื่อยไปตามป่าเขาลำเนาไพร บางทีตรงทิศนั้นอาจจะเป็นลำธารที่เรากับเจ้าพบกันครั้งแรก…”
เจ้าชายตรัสในตอนท้ายอย่างอ่อนโยน
“ถือเป็นของกำนัลที่เจ้าช่วยชีวิตเราไว้ พระคุณของเจ้าเราจะจดจำไม่รู้ลืม และเราก็อยากให้เจ้าจดจำภาพที่เห็นในวันนี้ไว้ตลอดไปเช่นกัน”
“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท”
จันทราวตีน้อมรับอย่างตื้นตันใจ…พระโอรสคล้ายลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงตรัส
“หากเสร็จงานครั้งนี้แล้วกลับนคร เราอาจ…”

“มิอาจกลับไปได้แล้วพะย่ะค่ะ!”



มธุปายาส ข้าวสุกที่หุงด้วยนมโค บางครั้งอาจมีน้ำผึ้งและเนยเป็นส่วนผสม


< หน้าก่อนหน้า


หน้าถัดไป >