บทที่ ๑๐ | หน้าที่ ๒

ไม่ทันขาดคำก็มีเสียงดังขึ้นมาขัดจังหวะ บุรุษผู้พูดอยู่ในชุดสีดำสนิทและปกคลุมหน้าตาไว้มิดชิดออกมายืนผงาด ลูกน้องที่อยู่ในพุ่มไม้อีกนับสิบนายก็ย่างสามขุมเข้ามาพร้อมอาวุธในมือ บุรุษชุดดำเพียงยกมือขึ้นทำอาณัติ ทุกคนก็หยุดนิ่งรอฟังสัญญาณต่อ
ไม่ต้องถามที่มา ก็พอคาดเดาเจตนาของผู้บุกรุกได้ เจ้าชายขยับประทับบังหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกายให้ไปหลบด้านหลังแลัวรับสั่งแผ่วเบา
“เจ้าจะปลอดภัย แต่อย่าได้อยู่ห่างเราเป็นอันขาด”
แล้วจึงหันไปตรัสกับผู้บุกรุกอย่างพระทัยเย็น
“ประสงค์สิ่งใดก็ว่ามา แต่อย่าแตะต้องน้องหญิงผู้นี้”
จันทราวตีประจักษ์ชัดในน้ำพระทัย เจ้าชายทรงห่วงใยจากก้นบึ้ง

“ข้าพระองค์มิได้ประสงค์สิ่งใดจากฝ่าบาท แต่มีผู้อื่นประสงค์ให้พระองค์เสด็จไปยังปรโลก ลูกน้องทั้งหลาย ลงมือ!”

สิ้นเสียงบัญชา คมดาบของผู้บุกรุกก็กรูกันเข้าจู่โจมเป้าหมาย แต่มิทันได้แตะต้องพระวรกายแม้เพียงปลายดาบ เทวินทร์วรมันต์ตวัดใบดาบขึ้นรับแล้วฟันฟาดอยู่กลางวงล้อม คมดาบนับสิบกระหน่ำลงมาอย่างว่องไวดุเดือด ดาบต่อดาบประสานกันดังกึกก้อง พลดาบคนหนึ่งอยู่นอกวงล้อมเห็นจันทราวตียืนอยู่เพียงผู้เดียวจึงเงื้อดาบหมายฟาดฟัน เทวินทร์วรมันต์พลันเข้าถึงตัวหัวหน้า ลดปลายดาบลงยันดาบของบุรุษชุดดำ แล้วตวัดพระวรกายอ้อมไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพลิกปลายดาบหงาย จรดปลายไว้ที่คอหอยของหัวหน้าผู้บุกรุกพร้อมตวาดให้ลูกน้องทุกคนหยุด
“ทุกคนจงวางอาวุธ!”
แม้คนร้ายที่หมายฆ่าจันทราวตีก็เงื้อดาบค้าง ต่างรีรอมิยอมวางดาบ ทันใดนั้นปรากฏบุรุษผู้สวมชุดองครักษ์จากนครราชคฤห์ติดตามมา พร้อมเหล่าทหารที่พากันออกมาปรากฏกายพร้อมอาวุธครบมือ สถานการณ์พลิกผัน ฝ่ายตกอยู่ในวงล้อมกลับกลายเป็นกลุ่มผู้บุกรุก ลูกน้องที่กรูเข้าไปเมื่อครู่ล่าถอยงุ่นง่าน เหลียวมองทางไหนก็เห็นแต่ทหารรักษาพระองค์อยู่รายรอบ ต่างคนต่างรีบวางอาวุธร้องขอชีวิต

บุรุษชุดดำยอมจำนนอย่างสิ้นท่า เทวินทร์วรมันต์ถอยห่าง แล้วตวัดปลายดาบกระชากผ้าคลุมหน้าออก ใบหน้านั้นคุ้นตาว่าเป็นหนึ่งในนายทหารที่ติดตามองค์อนุชาภัทรเสน หมายจะสอบสวนเอาความให้ได้จากปาก องครักษ์แปลกหน้าก็ตรงเข้ามาคว้าดาบฟันสะพายแล่ง นายทหารชุดดำผู้นั้นเบิกตามองเจ้าชายเทวินทร์วรมันต์เบิ่งค้าง อ้าปากครวญครางอย่างจะพูดอะไรก่อนตายแต่ก็ทรุดลงไปนอนจมกองเลือดแน่นิ่ง
“ไอ้คนชั่วช้า รนหาที่ตายแท้ๆ”
บุรุษแปลกหน้าตวัดดาบเข้าฝักอย่างว่องไวก่อนหันมาถวายบังคมเจ้าชายเทวินทร์วรมันต์
“ทรงปลอดภัยแล้วพะย่ะค่ะฝ่าบาท”
“ใช่ เราปลอดภัย แต่ทำไมต้องฆ่าเขา”
เจ้าชายตรัสถามด้วยความขุ่นข้องพระทัย
“ข้าพระองค์เห็นมันกำอาวุธลับ จึงรีบสังหารเสียก่อนที่มันจะทำร้ายฝ่าบาท”
“เลยไม่ทันได้สอบสวน ว่าใครเป็นผู้บงการ”
เทวินทร์วรมันต์รับสั่งตำหนิ องครักษ์จึงผงะอึ้งแล้วคุกเข่าลงคำนับหัวจรดพื้น
“ข้าพระองค์วู่วาม ขอพระราชทานอภัยพะย่ะค่ะ”
“แล้วเจ้าล่ะเป็นใคร เราไม่คุ้นหน้า”
“ข้าพระองค์มีชื่อว่าอรชุนพะย่ะค่ะ ท่านอำมาตย์นาหิโยผู้เป็นลุงของข้าพระองค์สั่งให้มาอารักขาฝ่าบาท มาถึงขบวนได้เมื่อครู่เห็นฝ่าบาทคล้อยหลังขึ้นมาบนเชิงผา หมายจะมาเข้าเฝ้า ก็เจอเข้ากับโจรร้ายพวกนี้พอดี”
ฟังชื่ออำมาตย์ชราแล้วจึงถอนพระทัยโล่งก่อนดำรัส
“ขอบใจมากที่มาช่วยเราได้ทันเวลา ที่เหลือช่วยจัดการศพฝังให้เรียบร้อยแล้วเอาคนที่เหลืออยู่ไปสอบสวน”

เจ้าชายรับสั่งกับองครักษ์เสร็จสิ้นแล้ว จึงหันไปดูอาการหญิงสาวที่ยืนตัวสั่นเทาอยู่ไม่ห่าง ดวงตาคู่นั้นเหม่อเลยและสีหน้าซีดเผือด ครั้นเทวินทร์วรมันต์เข้าไปประคองก็ทรุดลง สลบซบนึ่งไม่ไหวติงอยู่ในอ้อมพระอุระ


 
< หน้าก่อนหน้า


หน้าถัดไป >