บทที่ ๑๑ | หน้าที่ ๒

ระหว่างที่เดินสำรวจขบวน ศรีรามเดินเอื่อยอย่างใจเย็น หาเรื่องชมนกชมไม้และเล่าเหตุการณ์ที่พบระหว่างการเดินขบวนมากมาย ขณะที่ภาวิณีนิ่งฟังแล้วส่ายหน้า เอียงคอสงสัย
“มีอะไรหรือขอรับ”
“จ้ะ ฉันกำลังฉงนใจว่า เมื่อครู่ท่านรู้ได้อย่างไร ว่าฉันตามหาวตีอยู่ โดยที่ฉันยังไม่เอ่ยปาก”

เป็นเรื่องที่ภาวิณีสงสัยและแปลกใจมานาน ด้วยความคิดในจิตใจของเธอแต่ละครั้ง มักจะถูกศรีรามอ่านออกเสมอ เมื่อต้องการสิ่งใดบางครั้งมิต้องเอ่ยปากพูด ศรีรามก็นำมาหยิบยื่นให้ในทันใด และแม้ครั้งนี้ก็มิได้ต่างกันนัก ศรีรามเอ่ยปากทักตั้งแต่เธอเดินเข้าไปหา
หากคู่สนทนาจะตอบว่าเขามีญาณวิเศษที่รู้สภาวะธรรมในจิตใจ ของผู้อื่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนัก ด้วยว่าแม้พระพุทธองค์จะปรินิพพานไปกว่าร้อยปี แต่ก็ยังมีพระเถระเถรีและอุบาสกอุบาสิกาที่มีฤทธิ์ และถ่ายทอดแนวทางการปฏิบัติทั้งด้านสมถะและวิปัสสนาจนได้ญาณกันอยู่มากหลาย แต่ผู้ใดมีก็ไม่มีความจำเป็นต้องเอามาโอ้อวด ด้วยสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นผลพลอยได้ หาใช่ทางสายกลางที่นำไปสู่การหลุดพ้นไม่
แต่ภาวิณีต้องการจะถามเพื่อรับรู้ไว้เพื่อเป็นการหยั่งเชิงว่า ถ้าศรีรามมีญาณพิเศษชนิดนั้นเธอย่อมต้องระวังให้มาก ก่อนจะหลุดคำพูดหรือความคิดใดๆให้ชายหนุ่มสงสัย

ศรีรามชะงักอึ้งแล้วพินิจมองสตรีตรงหน้า เธอถามราวกับอยากรู้ว่าเขามีเจโตปริยญาณหรือไม่ แต่จะเป็นไปได้อย่างไรที่หญิงสาวชาวบ้านจะรู้จักคำๆนั้น ทั้งญาณวิเศษที่เขามีก็มิใช่ของเล่นที่จะหยิบยกมาอวดใครได้พร่ำเพรื่อ ด้วยขอบเขตความสามารถในการควบคุมยังมีเพียงจำกัด เปิดรับเฉพาะคนที่ใกล้ชิดและมีจิตผูกพันกันมาก่อนหน้า หรืออาจต้องมาอยู่ใกล้รัศมีกันพอสมควร

สิ่งที่ศรีรามสัมผัสได้ชัดเจนคือ เมื่อใดจิตใจของอีกฝ่ายขุ่นมัว กระแสพลังจะเหนี่ยวรั้งให้ใจเขาสั่นไหวและร้อนรุม เมื่อใดจิตใจของอีกฝ่ายผ่องใส ก็จะเหมือนได้รับกระแสลมชื่นเย็นของยามรุ่งอรุณพัดผ่าน เช่นเดียวกับเมื่ออยู่ใกล้หญิงสาวในยามนี้ ก็รู้สึกถึงความเป็นมิตรที่ฉ่ำเย็นจนคิดจะเปิดใจ หากแต่ด้วยได้รับการกำชับจากพระเถราจารย์มาก่อนหน้า ที่ห้ามมิให้เปิดเผยเรื่องญาณวิเศษกับผู้ใดโดยไม่จำเป็น เห็นภาวิณีสงสัยจึงได้แต่ยิ้มอย่างถนอมน้ำใจก่อนกล่าว

“ก็ทุกคราวกระผมเห็นน้องหญิงทั้งสองอยู่ด้วยกันตลอดนี่ขอรับ วันนี้เห็นน้องหญิงภาวิณีมาผู้เดียวและเหมือนมองหาใครอยู่ จึงเดาดูเท่านั้นขอรับ”
“อ๋อ… เจ้าค่ะ”
ภาวิณีรับคำและนิ่งไป…คงเป็นการคาดเดาอย่างที่เขาว่า ตัดความสงสัยออกไปแล้วเหลียวมองหาเพื่อนหญิงทางทิศอื่นต่อ ศรีรามชำเลืองมองแล้วหาเรื่องมาสนทนาแก้ขัด

“คราวก่อนน้องหญิงถามถึงเวฬุวันวิหาร กระผมยังมิได้เล่าเรื่องพิศดารยิ่งกว่านั้นเลยขอรับ”
อย่างคิดจะดึงเธอไว้ให้การสนทนายาวนานขึ้น จึงเกริ่นถึงเรื่องที่อีกฝ่ายน่าจะสนใจและดูทีว่าจะได้ผล
“เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ”
“มีอีกวัดหนึ่งที่สร้างขึ้นมาต่อจากเวฬุวันวิหารและไปตั้งอยู่ที่เมืองสาวัตถี น้องหญิงทราบหรือไม่ขอรับ ว่าเป็นวัดใด”
ศรีรามตั้งปุจฉาแล้วก็พบว่าผิดความคาดหมาย เมื่อภาวิณีวิสัชนากลับไปอย่างคล่องแคล่ว
“ทราบจ้ะ เชตวันมหาวิหารใช่หรือไม่”
“ใช่ขอรับ ดูท่ากระผมจะเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนเสียแล้ว”
ศรีรามบ่นอุบอิบ ภาวิณีจึงหัวเราะต่ำๆก่อนเอ่ยคำปลอบใจ
“เล่ามาเถิดจ้ะ ฉันรอฟังอยู่”

เมื่อเธอเปิดโอกาส ศรีรามจึงวางมาดผู้รู้แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนเล่านิทานเรื่องยาวให้หญิงสาวฟังอีกครั้ง
“เมื่อเวฬุวันวิหารสร้างแล้วเสร็จ และพระบรมศาสดาเสด็จเข้าประทับ ในระหว่างพรรษาที่สามของการเผยแผ่พระศาสนา ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีพ่อค้าผู้มั่งคั่งแห่งเมืองสาวัตถี ได้เดินทางไปยังเมืองราชคฤห์และมีโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธองค์พร้อมรับฟังพระธรรมเทศนา ก็เกิดความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธองค์อย่างล้นพ้น จึงเข้าไปกราบทูลเชิญเสด็จโปรดชาวเมืองสาวัตถีบ้าง เมื่อพระบรมศาสดาทรงรับคำทูลเชิญ ท่านอนาถบิณฑิกะเษรษฐีจึงได้เตรียมหาซื้อที่ดินเพื่อจัดสร้างวัดถวาย เป็นที่พักแด่พระศาสดาและภิกษุสงฆ์ดังวิหารเวฬุวันบ้าง”
ศรีรามชำเลืองมองสตรีที่เดินเคียงข้าง ริมฝีปากบางกลับปรากฏรอยแย้มยิ้ม ชายหนุ่มจึงเอ่ยถาม
“เรื่องนี้ก็รู้แล้วหรือขอรับ”
“จ้ะ”

ภาวิณีพยักหน้า เห็นว่าศรีรามเลิกคิ้วเขม่นตาทำท่าสงสัย เธอจึงเป็นฝ่ายเล่าบ้าง

“เมื่อราวร้อยปีกว่าก่อนในกรุงสาวัตถี มีเศรษฐีผู้หนึ่งชื่อ สุทัตตะ เป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คนยากจน ได้ตั้งโรงทานให้อาหารคนอนาถาทุกวัน จึงได้ชื่อว่า อนาถบิณฑิกะ แปลว่า มีก้อนข้าวเพื่อคนอนาถา เป็นชื่อที่เรียกกันมาจนติดปาก ในคราวที่ท่านเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระบรมศาสดาอย่างแรงกล้า และคิดจะสร้างวัดถวาย ก็ได้ไปขอซื้อที่ดินจากราชาที่ดิน ชื่อพระเจ้าเชตุ

จะด้วยพระเจ้าเชตุหวงแหนที่ดินหรือต้องการเงินทองมากมายอย่างไรก็ไม่รู้ได้ จึงประกาศว่า หากใครเอาเหรียญทองคำมาปูให้ทั่วบริเวณที่ดินได้เมื่อไรละก็จะขายให้ ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีจึงให้คนใช้เอาเหรียญทองบรรทุกเกวียน มาวางเรียงรายเกลี่ยลงบนที่ดินนั้นจนเกือบเต็มหมดทั่วบริเวณ พระเจ้าเชตุจึงยอมตกลงขาย เมื่อท่านเศรษฐีได้ที่ดินมาจึงทำการสร้างวัดที่มีชื่อว่า “เชตวันมหาวิหาร” และทูลอัญเชิญพระบรมศาสดามาจำพรรษา เป็นเรื่องที่เล่าขานกันมานานแล้ว”


 
< หน้าก่อนหน้า


หน้าถัดไป >