บทที่ ๑๑ | หน้าที่ ๓

“ขอรับ แล้วเหตุการณ์หลังจากนั้นเล่า”
“มีเหตุการณ์อะไรต่อไปอีกหรือเจ้าคะ”
“น้องหญิงคงไม่รู้ ว่าด้วยแรงศรัทธาในการสร้างทานบารมีของท่านเศรษฐี แม้ว่าในบั้นปลายแห่งชีวิตท่านจะยากจนลงจนแทบไม่มีจะกิน แต่ก็ยังอุตส่าห์เอาปลายข้าวต้มถวายใส่บาตรแด่ภิกษุสงฆ์ทุกวัน แม้ทานที่ท่านให้ในภายหลังนั้นจะมีเพียงน้อยและเศร้าหมอง พระพุทธองค์ก็ยังทรงสรรเสริญว่า การให้ทานจะดีประณีตหรือธรรมดาก็ตาม ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ให้ ไม่จำเป็นต้องเป็นของดีประณีตเสมอไป”
“ใช่จ้ะ หากผู้ให้น้อมจิตไปเพื่อกุศลกรรมอันดี ให้ด้วยความเคารพนอบน้อม เปี่ยมด้วยเมตตาหวังเพื่ออนุเคราะห์เผื่อแผ่และเชื่อในผลของกรรม วิบากของการให้ทานนั้นก็ย่อมมีมากมายมหาศาล… ว่าแต่พี่ศรีรามรู้เรื่องราวของท่านอนาถบิณฑิกะละเอียดนัก ทั้งที่อยู่ถึงเมืองราชคฤห์ ได้รู้เรื่องเหล่านี้มาจากไหนเจ้าคะ”

“ท่านอนาถบิณฑกะเศรษฐีเป็นทวดของกระผมเองน่ะขอรับ ที่จริงแล้วกระผมก็มีสายเลือดของชาวเมืองสาวัตถีและมีญาติมิตรอยู่ที่นั่นบ้าง เชื้อสายตระกูลของกระผมคือลูกหลานของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ที่ย้ายไปตั้งรกรากอยู่ที่เมืองราชคฤห์และไปอาสาเป็นผู้ดูแลวิหารเวฬุวันนั่นเอง”
เล่าจบแล้วศรีรามจึงนึกถึงเมื่อยามเล็กที่บิดามารดาเคยพาไปเยี่ยมญาติที่เมืองสาวัตถี ความทรงจำหนึ่งผุดขึ้นมาคลับคล้ายคลับคลาว่า เขาเคยพบหญิงสาวที่มีหน้าตาเหมือนภาวิณีมาก่อน ชายหนุ่มพินิจมองหญิงสาวตรงหน้าที่ยังยิ้มเย็น
“อ้อ… เป็นเช่นนี้เอง พี่ศรีรามจึงอธิบายรายละเอียดได้ชัดเจนนัก”
ภาวิณีกล่าวชมจนศรีรามต้องหัวเราะแก้เก้อ
“กระผมเป็นคนที่เข้าออกวิหารบ่อยครั้งยังรู้เท่านี้ น้องหญิงเสียอีกที่อยู่ในป่าดงพงไพรกลับทราบเกร็ดประวัติของวัดทางพระพุทธศาสนา และเรื่องราวของเหล่าสาวกมากพอสมควรนะขอรับ ดูราวกับเป็นลูกหลานของบุคคลสำคัญในสมัยพุทธกาลคนหนึ่งเหมือนกัน เราน่าจะหาเวลามารู้จักพูดคุยกันให้มากกว่านี้ คงมีสิ่งดีๆมาแลกเปลี่ยนกันได้มาก”
ฟังประโยคนี้แล้วภาวิณีกลับนิ่งอึ้ง รำพึงออกมาอย่างชั่งใจ
“หากฉันไม่ได้ร่วมเดินทางกับพี่จนเสร็จสิ้นงานสังคายนา เมื่อเราได้กลับมาพบกันอีกครั้ง พี่ศรีรามจะจดจำรายละเอียดภายในงานมาเล่าให้ฉันฟังได้หรือไม่”
เป็นคำถามที่สร้างความประหลาดใจให้กับศรีรามยิ่งนัก ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆแล้วกล่าวอย่างเต็มใจ
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะขอรับ แต่น้องหญิงภาวิณีพูดอย่างกับจะจากไปไหน ป่าดงพงไพรอันตรายออกอย่างนี้เดินทางโดยไม่มีการคุ้มกันของขบวนเห็นทีจะลำบาก”

ศรีรามยั่วเย้าเล่นแต่หญิงสาวตรงหน้าหลุบเปลือกตาลงต่ำ อย่างอับจนถ้อยคำใดมาสนทนาต่อ หันหน้ามองทางอื่นไปพลาง ล่วงเลยไปจนถึงหลังขบวนแล้วยังไม่พบว่าวตีอยู่แห่งไหน เมื่อเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าก็เห็นว่าเป็นเวลาพลบค่ำและฝนกำลังตั้งเค้า สังเกตจากกลุ่มเมฆหนาที่ลอยมาทางทิศตะวันตกจึงชวนให้ศรีรามกลับ
“มืดแล้วเจ้าค่ะ กลับกันดีกว่า วตีอาจจะไปรอที่กระโจมแล้วก็ได้”
พูดได้ไม่ทันขาดคำ เมฆฝนที่ทำท่าว่าจะตั้งเค้าก็ปรากฏลอยต่ำและอากาศแปรปรวน ลมกรรโชกแรงขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แล้วฝนก็เทกระหน่ำลงมาก่อนที่ภาวิณีและศรีรามจะไปถึงกระโจมที่พัก หากจะวิ่งรี่ไปให้ถึงกระโจมของคนใดคนหนึ่งมีอันต้องเปียกปอนทั้งคู่
ชายหนุ่มและหญิงสาวจึงจำเป็นต้องหลบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่อยู่แนบชิดใกล้ ด้วยโคนไม้ที่เป็นที่กำบังฝนนั้นมีพื้นที่คับแคบสำหรับคนสองคนจะเข้าไปอยู่ด้วยกัน ศรีรามทรุดตัวนั่งบังอยู่ด้านนอกและถอดผ้าโพกศีรษะขึ้นมากางบัง เพื่อไม่ให้ละอองฝนสาดกระเซ็นมาโดนหญิงสาวที่อยู่เคียงข้าง…



 
< หน้าก่อนหน้า


หน้าถัดไป >