บทที่ ๑๑ | หน้าที่ ๔

ฝนที่เทกระหน่ำลงมาโดยไม่มีสัญญาณบอกล่วงหน้ามาพร้อมกับฟ้าแลบอยู่แปลบปลาบ ผู้คนในขบวนต่างเข้าไปหลบในกระโจมที่ทำจากหนังสัตว์เคลือบด้วยยางไม้ ทำให้สามารถหลบฝนได้ในระหว่างการเดินทาง จันทราวตีรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาด้วยเสียงฟ้าคำรามอยู่ครืนๆก่อนจะผ่าลงมาเสียงดังสนั่น
เปรี้ยงง!!!
เจ้าหญิงหวีดร้องดังในความมืด ผวาตื่นขึ้นมาโผกอดคนที่อยู่ใกล้ๆอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
“ขวัญเอยขวัญมา…”
เสียงปลอบโยนนั้นไพเราะเสนาะหูแต่มิใช่เสียงของผู้ที่เธอควรผวากอดในเวลานี้แน่ แสงจากฟ้าแลบเข้ามาแปลบปลาบทำให้ภายในกระโจมสว่างจ้า จันทราวตีจึงรู้ว่าบุคคลตรงหน้าคือเจ้าชายเทวินทร์วรมันต์ นึกลำดับเหตุการณ์ได้จึงรู้ว่าเธอสลบไปตั้งแต่บนหุบเขาแล้วเจ้าชายพามานอนอยู่ถึงที่ประทับ รู้สึกตัวแล้วจึงกลับผลักพระองค์ออกแล้วกระเถิบตัวถอยหนีในทันทีที่นึกได้
“ขอพระราชทานอภัยเพคะ ขอให้ข้าพระองค์ได้กลับไปพักที่กระโจมของตนเถิด”
แม้จะนึกเสียดายกลิ่นไอละมุนที่ซุกอยู่กับพระอุระเมื่อครู่ เจ้าชายก็เต็มพระทัยจะให้เกียรติแก่หญิงสาวด้วยการถอยผละออกห่าง และลุกไปจุดตะเกียงให้แสงสว่างเรื่อเรืองขึ้นมาในที่ประทับ
“จะกลับได้อย่างไร ข้างนอกฝนตกแรงออกอย่างนั้น พักที่นี่สักครู่เถิด องค์…เอ้อ น้องหญิง”
ดำรัสติดขัดในเบื้องต้น พินิจดูจันทราวตีมีสีหน้าแปลกใจ ด้วยไม่รู้ว่าในยามเผลอสติตนได้ละเมอสิ่งใดออกมาบ้าง เจ้าชายจึงสรวลออกมาได้ก่อนจะตรัส
“เจ้าหลับไปได้สักพัก เวลานี้คงอาการดีขึ้นแล้ว”
“เพคะ ขอบพระทัย”
จันทราวตีรู้สึกสับสนในตัวเองยิ่งนัก ด้วยว่าในเวลาที่นึกได้ว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงก็นึกอิจฉาสาวชาวป่าที่เจ้าชายให้ความเมตตานัก ถึงขนาดออกปากว่าไม่อยากเข้าร่วมพิธีอภิเษกกับเจ้าหญิงแห่งเมืองสาวัตถี… แต่หากยามใดที่ระลึกได้ว่าตนคือสาวชาวบ้านไร้ยศฐาบรรดาศักดิ์ก็กลับกังวลในใจนัก ว่าเจ้าชายจะให้ความสงสารเธอแค่เห็นว่าเป็นดอกไม้ตามรายทางที่นึกจะเด็ดจะขว้างก็คงทำได้ และหากเมื่อท้ายที่สุดเจ้าชายทรงประจักษ์ว่าเจ้าหญิงและสาวชาวบ้านเป็นคนเดียวกัน พระองค์จะทรงรักเธอในฐานะใดกันหนอ ความคิดฟุ้งซ่านกระจัดกระจาย ไปพร้อมกับสายลมที่พัดพาเอาสายฝนเคลื่อนผ่านไปจากขบวนและซาลงช้าๆ
เจ้าชายทอดพระเนตรมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างเย็นพระทัยก่อนตรัสถาม
“ตกลงเรายังไม่รู้เลยว่า เจ้าโกรธเราเรื่องอะไร”
“โกรธเรื่องอะไรเพคะ”
จันทราวตีเรียงลำดับไม่ถูกนัก ใช่ ในคืนก่อนหน้านั้นเธอโกรธเจ้าชายในฐานะเจ้าหญิงที่ทรงดำรัสว่าไม่อยากอภิเษกด้วย แต่เมื่อเย็นที่ผ่านมาเธอเป็นสาวชาวป่าที่เจ้าชายเอาพระทัยใส่และพาไปดูทิวทัศน์ที่ตรึงตรา แล้วจะให้ถือโทษเอาความเจ้าชายอย่างไรได้
“ก็ตอนที่เราไปตามเจ้าด้านหลังขบวน ดูเจ้าอิดออดที่จะไปกับเรานัก นึกว่ามีเรื่องใดข้องใจอยู่”
“แล้วใครบอกพระโอรสเพคะ ว่าข้าพระองค์โกรธ”
“ต้องให้ใครบอกหรือ สบตาเจ้าเราก็อ่านออก”
ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ดวงเนตรหวานช้อนตาขึ้นสบพระเนตรสีเหล็กกล้าแล้วอ่อนระทวย ดวงใจไหววาบด้วยความสับสน ตรึกคิดได้ว่ามีความจริงที่ปิดบังบุรุษตรงหน้าอยู่จึงพลัน หลบตาหันหน้าไปทางอื่นแล้วเอ่ยตัดบท
“หามิได้เพคะ ข้าพระองค์จะโกรธด้วยเรื่องอะไร”
“เช่นนั้นน้อยใจหรือ”
เจ้าชายยังราวีไม่เลิก
“ไม่เพคะ”
จันทราวตีบ่ายเบี่ยง
“เกลียดล่ะ”
“ไม่เพคะ”
“เช่นนั้นก็รัก”
“เพคะ…รัก”


 
< หน้าก่อนหน้า


หน้าถัดไป >