บทที่ ๑๒ | หน้าที่ ๑

เมื่อฝนซาเจ้าชายทรงนำจันทราวตีกลับเข้ากระโจมที่พัก ในเวลาเดียวกับที่ศรีรามเดินตัวเปียกปอนมาส่งภาวิณีที่หน้ากระโจม เจ้าหญิงและภาวิณีได้พบกันก็โล่งใจ จันทราวตีมีเรื่องตื้นตันในอก อยากระบายและขอคำปรึกษาจากภาวิณีนัก ขณะที่เจ้าชายเสด็จกลับไปในกระโจมที่ประทับพร้อมรับสั่งเรียกศรีรามตามไปด้วย
“เป็นอย่างไรสหาย ไปตกน้ำตกท่าที่ไหนมา”
“ข้าพระองค์ยืนบังฝนให้ภาวิณีพระเจ้าข้า ระหว่างที่พาเธอออกตามหาน้องหญิงวตี”
ศรีรามทูลตอบเสียงสั่นด้วยความหนาว
“เจ้าก็รู้นี่ ว่านางอยู่กับเรา”
“พะย่ะค่ะ รู้ด้วยว่าเวลานั้นพระโอรสคงไม่อยากให้มีใครไปรบกวน”
ฟังประโยคนี้ของศรีราม เทวินทร์วรมันต์จึงทรงอุทานด้วยความชอบพระทัย
“ดีมากสหาย เจ้าช่างรู้ใจเรานัก…อยู่กับภาวิณี เกิดอะไรขึ้นบ้าง”
“มิได้เกิดอะไรเลยพะย่ะค่ะ ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันเราสนทนาแต่เรื่องของธรรมะ และแม้ว่าจะหลบฝนอยู่ชิดใกล้ นางก็นั่งหันหลังให้ข้าพระองค์และไม่พูดอะไรจนกระทั่งฝนหยุดตก”
“ส่วนเจ้าก็ได้แต่ยืนบังฝน ไม่สนใจจะทำอะไรนางเลยกระนั้นหรือ”
เทวินทร์วรมันต์ยั่วเย้าประสาชาย ศรีรามรู้ว่าเจ้าชายมีพระทัยแค่เพียงจะหยอกเขาเล่น แต่ชายหนุ่มนิ่งคิดเป็นจริงเป็นจังแล้วจึงเอ่ย
“ไม่พะย่ะค่ะ ตลอดเวลาที่หลบฝนอยู่ด้วยกัน ข้าพระองค์ได้คิดทบทวนดูแล้ว ความรู้สึกที่ข้าพระองค์มีต่อนาง หากจะเรียกว่าความรัก ก็ขอให้เป็นรักด้วยความผูกพันอย่างคนที่เป็นมิตร และอยากเกื้อกูลช่วยเหลือให้ได้ดีในทางธรรมด้วยกันมากกว่าพะย่ะค่ะฝ่าบาท เรื่องจะล่วงเกินนางในเวลานั้นย่อมไม่ใช่เรื่องบังควรเป็นแน่”
เทวินทร์วรมันต์ฟังจบแล้วนึกทึ่งในพระทัย แม้อยู่ในยามที่บรรยากาศเป็นใจ ก็มิได้ทำให้ศรีรามหวั่นไหวไปกับอารมณ์ทางโลก ต่างจากตนเองยิ่งนัก ที่คอยคิดแต่จะฉวยโอกาสกับจันทราวตีอยู่ตลอดเวลา
“ดีแล้วล่ะ คิดได้เช่นนี้เราก็ขออนุโมทนากับเจ้าด้วย”
“แล้วฝ่าบาทเล่าพระเจ้าข้า”
“เรามีเรื่องต้องการคำปรึกษา ถึงได้เรียกเจ้ามาเดินอยู่ด้วยกันนี่อย่างไร”
เจ้าชายเทวินทร์วรมันต์เล่าเรื่องต่างๆให้ศรีรามฟังทั้งหมด ทั้งเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์ที่ทรงเห็นหน้าว่าผู้ปองร้ายเป็นนายทหารของภัทรเสน องครักษ์ที่ตามมาให้ความช่วยเหลือคือหลานของอำมาตย์นาหิโย รวมถึงเรื่องที่ทรงได้รู้ว่าจันทราวตีที่แท้ปลอมตัวมาจากนครสาวัตถี ศรีรามได้ฟังชื่อพระธิดาจันทราวตีแล้วอดหวนคิดไปถึงภาวิณีไม่ได้ ว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นใครกันหนอ อย่างน้อยก็น่าจะเป็นคนหนึ่งที่มีความสำคัญในนครสาวัตถีอยู่บ้าง เจ้าชายเล่าจบแล้วเกรงว่าศรีรามจะฟุ้งซ่านไปไกลจึงตรัสตัดบทเพื่อเข้าประเด็น

“ช่วยเราคิดก่อนศรีราม ต่อไปนี้เป็นปริศนา ที่เราจะต้องรีบสะสางให้ทันก่อนงานสถาปนาจะเริ่มขึ้น…”



แม้ทุกคนที่มาจากนครสาวัตถีจะล่วงรู้ถึงการเลื่อนพิธีอภิเษก แต่ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามกำหนดการที่นัดหมาย กำหนดกลับไว้วันใดก็ต้องให้เป็นไปตามนั้น เมื่อเจ้าหญิงจันทราวตีและภาวิณีมาถึงที่พักเหล่าองครักษ์ ก็มารอท่าทูลเสด็จเพื่อนำทางกลับแคว้นโกศล ก่อนเดินทางนั้นจันทราวตีทรงรู้สึกวุ่นวายในพระทัย ที่จะต้องทรงหนีออกไปโดยมิได้บอกกล่าว เมื่อรับสั่งกับเพื่อนหญิงภาวิณีจึงเรียกหัวหน้าองครักษ์วิภูทะมาไหว้วานธุระอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกลับมาทูลพระธิดาว่าขอให้ทรงวางพระทัยได้ จากนั้นทั้งหมดจึงออกเดินทางออกห่างจากขบวนอย่างเงียบเชียบ ระหว่างทางนั้นจันทราวตีประทับนั่งอยู่บนหลังม้า จึงมิได้ตรัสปรึกษากับภาวิณีแต่ประการใด ได้แต่วุ่นวายในพระทัยอยู่ผู้เดียวอย่างเงียบเหงา
“เจ้าชายจะเป็นห่วงเราไหมหนอ…”
ดำริแล้วว้าวุ่นในพระทัยกับคำถามที่เจ้าชายตรัสเมื่อไม่กี่ชั่วยามที่ผ่าน…หากเจ้าเลือกได้ เจ้าจะเลือกเป็นแบบไหน คนไร้ยศฐาบรรดาศักดิ์หรือเจ้าหญิงที่มีพร้อมทุกสิ่ง…เจ้าหญิงเงยหน้ามองจันทราแล้วรำพึงอย่างหม่นหมอง
“ข้าแต่จันทรา หากข้าเลือกจะเป็นอะไรก็ตามที่ขอเพียงได้อยู่เคียงข้างกับเทวินทร์วรมันต์ เช่นนั้นจะผิดไหม”
ดวงจันทรายังคงทอประกายสุกใสให้แสงสว่างนำทางดุจเดิมแต่ไร้ซึ่งคำตอบ ปล่อยให้เจ้าหญิงตั้งคำถามอยู่เพียงลำพังกระทั่งเข้าใกล้ชายแดนแห่งแคว้นโกศลจนไปถึงนครสาวัตถี…


 
< หน้าก่อนหน้า


หน้าถัดไป >