บทที่ ๑๒ | หน้าที่ ๒

แล้วเสร็จจากการคุยธุระกับเจ้าชายในที่ประทับ ศรีรามจึงกลับเข้าที่พักของตนบ้าง เมื่อล้มตัวลงนอนอย่างอ่อนแรงไปจนถึงรุ่งเช้า แสงแดดอ่อนๆสาดส่องเข้ามากระทบ กับเสียงนกพิราบกระพือปีกบินมา ศรีรามจึงลืมตาขึ้นดูจึงเห็นนกพิราบขาวตัวหนึ่งบินมาเกาะอยู่บนราวแขวนผ้า ปากคาบธนูลูกหนึ่ง ส่วนตรงขาของมันมีแผ่นหนังชิ้นเล็กๆมัดติดอยู่

เมื่อศรีรามหันมองมันก็ไม่บินหนีไปไหน ผงกหัวอยู่ปะหลกๆคล้ายเชื้อเชิญให้มาหยิบเอาลูกธนูออกจากปาก กับแกะแผ่นหนังจากขามันเสียก่อนแล้วค่อยบินจากไป แต่เหลนชายของอนาถบิณฑิกะฉลาดพอที่จะหยิบลูกธนูและแกะแผ่นหนังออกมา แล้วก็กลับจับตัวนกพิราบเอาไว้ ผูกติดไว้กับขื่อในกระโจมของตนนั่นเอง

“อยู่ด้วยกันก่อนเจ้านกน้อย กระผมสังหรณ์ใจว่าถ้าปล่อยให้เจ้าบินจากไปแล้วจะไปลับ ไม่อาจติดตามหาผู้ที่ส่งข่าวมาให้กระผมได้”

แผ่นหนังจารึกเนื้อความไว้ไม่กี่ประโยค ศรีรามอ่านรวดเดียวแล้วลุกพรวด วิ่งออกจากกระโจมแล้วมองไปรอบกองคาราวาน อย่างเคว้งคว้างก่อนทอดถอนใจด้วยความอาลัย
“ตามไปเวลานี้ก็มิทัน ไปแจ้งองค์เทวินทร์วรมันต์ก่อนดีกว่า”

เนื้อความในสาส์นนั้นเป็นข้อความอำลาด้วยความจำเป็นที่จะต้องจากไปทำธุระ ขออย่าให้เจ้าชายและผู้คนในขบวนเป็นกังวล ส่วนลูกธนูที่นกพิราบคาบมาให้นั้น เป็นของผู้ติดตามที่มาลอบช่วยเหลือจันทราวตีไว้ในคราวที่เจอเสือป่า ขอให้เจ้าชายทรงระวังอันตรายรอบด้านให้จงหนัก แม้องครักษ์จากในวังก็มิอาจไว้พระทัยได้ ปิดท้ายด้วยคำอำลาและหวังว่าจะได้พบกันใหม่ เจ้าชายอ่านแล้วกลับพอพระทัยและขอบใจศรีรามที่นำข่าวสารมาส่งให้
“อันตรายมีอยู่รอบด้าน ให้นางกลับไปรอท่าที่สาวัตถีก็ดีเหมือนกัน”
“พระองค์ตรัสราวกับว่าไม่ทรงกังวลที่ต้องแยกจากองค์หญิงเลยพระเจ้าข้า”
“จะกังวลไปใย ในเมื่อเรากลับไปก็ต้องไปเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับนางอยู่แล้ว เจ้าสิศรีราม หักห้ามใจไม่ให้คิดถึงภาวิณีได้หรือ”
เหมือนตอกซ้ำลงในความหวั่นไหว เมื่อเทวินทร์วรมันต์ตรัสย้ำถึงคำว่า ’ภาวิณี’ ขึ้นมาครั้งใด จิตใจของศรีรามก็ไหวเอนออกไปนอกทางเสียแทบทุกครั้ง แท้จริงแล้วศรีรามก็มีเยื่อใยกับภาวิณีอยู่มาก หากแต่พยายามระลึกได้หน้าที่ย่อมสำคัญกว่า หากเป็นเนื้อคู่กันด้วยบุพเพสันนิวาส อยู่ห่างจากกันเพียงใดย่อมไม่แคล้วคลาดและกลับมาหากันจนได้ในวันหนึ่ง ชายหนุ่มจึงกราบทูลอย่างมั่นใจ
“ได้ พะย่ะค่ะ”


ชั่วระยะเวลาข้ามคืนและข้ามวัน เหล่าองครักษ์ติดตามรักษาความปลอดภัยแก่เจ้าหญิงและภาวิณีอย่างใกล้ชิด กระทั่งถึงนครหลวงก็เสด็จเข้าประตูเมืองและเดินทางไปยังพระราชวังอย่างสามัญชนทั่วไป โดยที่ไพร่ฟ้าประชาชนก็มิได้สังเกต พระราชาและพระราชินีมารอรับที่อุทยานด้านหลังของราชวัง ในเวลาพลบค่ำของวันเพ็ญเดือนเก้า เจ้าหญิงน้อยนิวัติกลับพระนครโดยสวัสดิภาพ ยังความปลื้มปีติและโล่งพระทัยมาให้แก่พระบิดามารดาทั้งสองพระองค์เป็นล้นพ้น

นำส่งพระธิดากลับพระราชวังแล้ว ภาวิณีก็หันหลังกลับไปยังเรือนเล็กหลังวิหารบุพพาราม แม้จันทราวตีจะตรัสขอร้องอ้อนวอนให้รับตำแหน่งพระสหายคนสนิท มีเรือนพักรับรองใหญ่โตมโหฬาร ภายในรั้วพระราชวังทั้งรับรองฐานะความเป็นอยู่มิให้บกพร่อง อย่างที่เคยพากันไปตกระกำลำบาก ภาวิณีก็เพียงรับฟังอย่างนิ่งเย็นและเป็นสุขอยู่ด้วยความพอใจในสิ่งที่ตนมี เมื่อพระธิดาตรัสจบจึงปฏิเสธอย่างนิ่มนวลและอดไม่ได้ที่จะต้องสั่งเสีย

“พระธิดาเรียกหาข้าพระองค์ที่วิหารบุพพารามได้ทุกเวลาเพคะ หากมิใช่เรื่องวุ่นวายอย่างที่เกิดในคราวนี้อีก”

จันทราวตีร้องครางอย่างขัดใจ แต่ไม่อาจเอ่ยความใดได้ต่อ ด้วยเห็นว่าเสด็จพ่อและเสด็จแม่ยังรอท่า ได้เวลาเจ้าหญิงเสด็จเข้าที่ประทับภาวิณีจึงทูลลา และปลีกตัวกลับไปยังเรือนของตนในเวลารุ่งสาง


 
< หน้าก่อนหน้า


หน้าถัดไป >