บทที่ ๑๓ | หน้าที่ ๒

“อย่าเสียพระทัยไปเลยเพคะ ข้าพระองค์เข้าพระทัยว่า ที่พระธิดาทรงกังวล มิใช่ด้วยความห่วงในทรัพย์สินที่พึงมี แต่ทรงคำนึงถึงของสำคัญของราชตระกูลต่างหาก เรื่องนั้นเพียงตรัสขอพระราชทานอภัยจากองค์ราชาและองค์ราชินี ก็ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบที่ดีแล้วเพคะ”
“นั่นซีนะ เอาล่ะ ตอนนี้ฉันสบายใจขึ้นมากแล้ว คืนนี้จักทูลความจริงทั้งหมดแก่เสด็จพ่อเสด็จแม่ เธอไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยได้ไหม”
“ได้สิเพคะ”
เจ้าหญิงตรัสแล้วจึงเอื้อมพระหัตถ์จับมือของพระสหายอีกคราอย่างตื้นตันในพระทัย ภาวิณีกระแอมไอทูลว่าไม่ควร เจ้าหญิงก็หาได้ใส่พระทัยไม่ สองดรุณีสนทนากันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย จนลืมใส่ใจในสังวาลที่เดินทางข้ามแคว้นไปปรากฎในพระหัตถ์ของราชบุรุษอีกผู้หนึ่ง ที่ยังคำนึงหาเจ้าของมิรู้หน่าย…
ขึ้นแปดค่ำ เดือนสิบเอ็ด ราชคฤห์นคร

คาราวานธรรมะที่ยาตรากลับมายังนครราชคฤห์ได้รับการต้อนรับจากฝูงชนอย่างล้นหลาม เสียงอนุโมทนาดังแว่วมาแต่ไกลตลอดรายทาง แต่ครั้นกลับถึงราชวังเจ้าชายกลับหลีกเลี่ยงพิธีต้อนรับของเหล่า เสนาอำมาตย์และข้าราชบริพารทั้งหลาย เร่งรุดไปหาศรีรามที่เวฬุวันวิหารเพื่อตามไปปรึกษากับสหาย
“เราได้ข่าวมาอีกเรื่อง”
“ทูลฝ่าบาท มีสิ่งใดให้ข้าพระองค์รับใช้พะย่ะค่ะ”
“เวลานี้ที่ชายแดนของแคว้นอวันตีคิดกระด้างกระเดื่อง เหล่าเสนาอำมาตย์คิดจักคานอำนาจด้วยการออกพระราชโองการให้นำ พระธิดาของราชธานีมาเป็นมเหสีของเราอีกองค์หลังเสร็จงานสถาปนา”
รับฟังความกลัดกลุ้มพระทัยของพระโอรส ศรีรามจึงกลั้นยิ้มแล้วกราบทูล
“เช่นนั้นก็เตรียมพระทัยเถิดพระเจ้าข้า ยิ่งใกล้วันสถาปนา พระองค์จักต้องเตรียมตัวเป็นจักรพรรดิ จะหนีไปงานสังคายนาที่ไหนมิได้อีกแล้ว”
เทวินทร์วรมันต์ฟังคำของสหายแล้วกลับรำพึงไปอีกเรื่องหนึ่ง
“สำคัญนักหรือ ความเป็นจักรพรรดิ”
“สำคัญหรือไม่ ก็มีผู้มุ่งหวังจักแย่งชิงราชบัลลังก์จนเกิดการนองเลือดมาไม่รู้กี่ครั้งแล้วพระเจ้าข้า”
“เช่นนั้นหากเราจัก…”
มิทันได้ตรัสจบประโยค องครักษ์จากราชวังก็มาทูลขอเข้าเฝ้า
“ทูลฝ่าบาท พระโอรสภัทรเสนเชิญเสด็จไปเข้าร่วมพิธีถวายคืนตำแหน่งรัชทายาทพระเจ้าข้า”
เทวินทร์วรมันต์ส่ายพระพักตร์ ศรีรามจึงกระซิบถาม
“ทรงหนีงานราชกิจมาหาข้าพระองค์ดอกหรือพระเจ้าข้า”
“ก็ไม่นานดอก” เจ้าชายตอบศรีรามแล้วหันไปดำรัสกับองครักษ์ “รออีกสักพัก เราจักตามไป”
“พะย่ะค่ะ”
องครักษ์ถวายการคำนับแล้วลุกเดินจากไป ด้วยเหตุบังเอิญในเวลานั้นมีลมกรรโชกแรงปลิวพัด ให้หมวกขององครักษ์ปลิวมาตกที่เท้าศรีราม ชายหนุ่มจึงตามไปเก็บให้ ทันทีที่หยิบหมวกใบนั้นขึ้นมาศรีรามก็รู้สึกร้อนวูบวาบ กระแสจิตรวมลงเป็นนิมิตให้เกิดภาพเรียงลำดับเหตุการณ์ในเวลาอันสั้น ลักษณะท่าทางของศรีรามในเวลานั้นจึงดูเหมือนจะตะลึงงัน เมื่อเห็นใบหน้าขององครักษ์ที่เดินมารับหมวกก่อนจะจากไป
“เจ้าเป็นอะไรศรีราม”
เจ้าชายตรัสถามเมื่อเขากลับไปเข้าเฝ้า
“องครักษ์ผู้นั้นเป็นใครพระเจ้าข้า”
“เขามีชื่อว่าอรชุน มาช่วยเราไว้จากเหตุการณ์ลอบสังหารบนหุบผา ได้ยินว่าเป็นญาติกับท่านอำมาตย์นาหิโย”
“เหตุการณ์ลอบสังหาร? อ้อ…ที่พระโอรสตรัสว่าผู้ปองร้ายเป็นทหารนายหนึ่งของเจ้าชายภัทรเสน”
“ใช่ เรื่องนี้เจ้าอย่าได้บอกผู้ใด เราให้ทหารติดตามสืบดูประวัติของคนร้ายก็กลับไม่ได้ความ เพราะเครือญาติของเขามีเพียงบุตรและภรรยาซึ่งถูกลอบสังหารตายหมดในเวลาใกล้เคียงกัน”
“การฆ่าปิดปาก…เรื่องมันชักไม่ชอบมาพากลแล้วฝ่าบาท”
เห็นศรีรามทำท่าครุ่นคิด เทวินทร์วรมันต์จึงตรัสสำทับ
“เรื่องของคนในมิใช่เรื่องเล็ก ศึกที่ประกาศสงครามระหว่างแคว้นยังเปิดเผยเสียกว่า ไม่ต้องมานั่งคาดเดาว่าผู้ใดเป็นคนร้ายกันแน่”
ศรีรามฟังคำตรัส นึกลำดับภาพที่เขาเห็นเมื่อครู่แล้วเอ่ยถามเจ้าชายอีกครั้ง
“คนร้ายที่ลอบสังหารฝ่าบาท ตายอย่างไรพระเจ้าข้า”
“อรชุนคว้าดาบฟันสะพายแล่ง ตายคาที่”
ด้วยเวลามีไม่มากนัก เทวินทร์วรมันต์จึงมีโอกาสสนทนากับสหายได้อีกไม่นานก็ต้องเสด็จไป เข้าร่วมพิธีถวายคืนตำแหน่งรัชทายาทที่เจ้าชายภัทรเสนจัดให้ในวัง ปล่อยให้ศรีรามนั่งครุ่นคิดอยู่ตามลำพังได้ไม่นาน ลมพัดกรรโชกมาอีกคราหนึ่ง ชายหนุ่มจึงรีบเก็บสำรับลงจากเรือนในทันใด

 

กลับจากเรือนที่พักของสหายหนุ่ม เจ้าชายเทวินทร์วรมันต์ก็เสด็จเข้าที่ประทับ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าพิธีในท้องพระโรง รับสั่งเรียกหานาหิโยผู้เป็นอำมาตย์คนสนิทมาปรึกษาใกล้ชิดถึงในห้อง อำมาตย์ชรามาพร้อมกับนางกำนัลที่ถือสำรับน้ำชาที่จัดเตรียมมาถวายพระโอรส
“ถวายบังคมพะย่ะค่ะ”
“ไม่ได้เจอกันเสียนาน ท่านสบายดีหรือ”
สดับเสียงเรียบเย็นของเจ้าชายต่างจากที่เคยได้สัมผัสมา อำมาตย์ชราให้นึกฉงนในใจ แต่ก็สนองพระดำรัสตอบรับไปตามปรกติพร้อมรินน้ำชาถวาย
“ข้าพระองค์สบายดีพระเจ้าข้า ฝ่าบาทเล่า”
“เราสบายดี ที่เรียกท่านมาในวันนี้ มีเรื่องจักสอบถามและขอคำปรึกษา”
“พะย่ะค่ะ ทรงมีเรื่องอะไรหรือฝ่าบาท”
ทอดพระเนตรมองอำมาตย์ชราที่ถวายความจงรักภักดีมาตั้งแต่พระองค์ยังเล็ก คอยเคี่ยวเข็ญสรรพวิชาอาวุธ และให้ความดูแลมาจนเจริญพระชนม์ได้ยี่สิบกว่าพรรษา หากจะสอบถามหรือขอคำปรึกษาในเรื่องที่เป็นความลับที่สุดก็คงไม่สามารถหาใคร ที่จะทรงวางพระทัยได้มากไปกว่าอำมาตย์ผู้นี้อีกแล้ว
“ช่วงเวลาที่ไปร่วมงานสังคายนา เราถูกลอบปลงพระชนม์ตลอดทางจนกระทั่งถึงเมืองเวสาลี มิรู้ว่าท่านสงสัยผู้ใดบ้าง”
อำมาตย์ชราฟังดำรัสแล้วอ้ำอึ้ง การที่ทหารหรือขุนนางจักกล่าวโทษผู้ใดในราชสำนักว่า คิดเป็นปรปักษ์กับราชวงศ์ย่อมเท่ากับเอาศีรษะไปวางพาดไว้บนเขียง
“ช่างเถิดท่านอำมาตย์ ท่านอยู่ในวังคอยดูแลปรึกษาราชการงานบ้านเมือง จักรู้เห็นความเป็นไปในเรื่องนี้ได้อย่างไร เราเพียงอยากขอร้องท่านว่า หากเรามีอันเป็นไป ก็อยากให้ท่านคอยดูแลภัทรเสนให้เป็นองค์จักรพรรดิที่มีคุณธรรม ดูแลไพร่ฟ้าประชาชนให้อยู่เย็นเป็นสุข ท่านจักรับปากเราได้หรือไม่”
“พระโอรสตรัสกระไรเช่นนั้นพระเจ้าข้า”
“ท่านถวายความจงรักภักดีกับเรามาตั้งแต่เรายังแบเบาะ นอกจากเสด็จพ่อเราก็มิได้เคารพและไว้ใจผู้ใดไปมากกว่าท่านอีก”
ตรัสพลางยกน้ำชาขึ้นมาเสวย อำมาตย์ชราได้ฟังดำรัสแล้วตื้นตันในใจนักถึงกับร้องห้าม
“อย่าเสวยน้ำชาถ้วยนั้นพระเจ้าข้า!”
ไม่ทันการ เจ้าชายเทวินทร์วรมันต์ยกน้ำชาขึ้นเสวยในคราวเดียวจนหมดถ้วย วางถ้วยเปล่าลงบนโต๊ะแล้วสรวลรื่น
“อ้า… ชื่นใจจริง ท่านว่ากระไรนะท่านอำมาตย์”
ตรัสไม่ทันขาดคำก็รู้สึกจุกแน่นในพระอุระ จึงยกพระหัตถ์ขึ้นกุมแล้วไขว่คว้าหาอาวุธแต่กลับทรุดลงอย่างไร้เรี่ยวแรงอยู่กับพื้น อำมาตย์ชรารี่มาประคองด้วยความสำนึกผิด
“โธ่ ฝ่าบาท ข้าพระองค์จักถวายยาถอนพิษ”
“ไม่ทันแล้วท่านลุง!”
เสียงอรชุนดังขึ้นแล้วเจ้าตัวจึงก้าวล่วงเข้ามาในห้อง หากแต่ผู้ที่มาปรากฏกายมิใช่อรชุนในชุดองครักษ์ หากแต่เป็นฉลองพระองค์ของเจ้าชายเทวินทร์วรมันต์ ทั้งใบหน้านั้นก็คล้ายคลึงกับองค์โอรสอย่างชนิดที่เหมือนพี่น้องฝาแฝด ถือดาบเข้ามาอย่างพร้อมจะเงื้ออาวุธสังหารได้ทุกเมื่อ
“พระองค์ด้วยฝ่าบาท เห็นทีจักต้องเสด็จไปครองราชย์ในภพหน้า”
เทวินทร์วรมันต์มองหาทหารและองครักษ์ที่เคยรักษาการณ์อยู่หน้าที่ประทับก็กลับว่างเปล่าไร้ผู้คน



 
< หน้าก่อนหน้า


หน้าถัดไป >