บทที่ ๑๓ | หน้าที่ ๓

“เหล่าทหารไปเตรียมอารักขาความปลอดภัยภายในท้องพระโรงแล้วพระเจ้าข้า ด้วยว่าเวลานี้ฝ่าบาทอยู่กับอำมาตย์คนสำคัญที่ทรงไว้พระทัย ทั้งยังได้เวลาองครักษ์ผลัดเปลี่ยนเวรยาม นับว่าเป็นนาทีทองของการลอบปลงพระชนม์โดยแท้”
อรชุนในชุดฉลองพระองค์ของเจ้าชายชักดาบออกจากฝัก มันเพียงดัดใบหน้าและจัดทรงผมใหม่ก็กลายเป็นเทวินทร์วรมันต์ ที่มีจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตได้ในเวลาเพียงชั่วครู่
“เมื่อสังหารพระองค์ด้วยดาบเล่มนี้แล้ว ข้าก็จักกลับไปเข้าพิธีถวายคืนตำแหน่งรัชทายาทแล้วสั่งประหารภัทรเสน ข้อหาส่งคนไปลอบปลงพระชนม์เมื่อครั้งเดินทางไปเวสาลี!”
อรชุนพูดจบแล้วหัวเราะร่า เทวินทร์วรมันต์ที่หมดเรี่ยวแรงประทับนั่งอยู่กับพื้นจึงตรัสถาม
“แผนการเป็นเช่นนี้เอง เจ้าเป็นใครกันแน่ เหตุใดจึงคิดแค้นอยากได้บัลลังก์และตามลอบสังหารเรามาตั้งแต่ต้น”
“ค่อยไปถามยมบาลในปรโลกเถิดองค์เทวินทร์”
พูดจบก็เงื้อดาบหมายจะฟันฟาดเจ้าชายที่ไร้ซึ่งอาวุธ ทันใดนั้นกลับมีเหล่าองครักษ์โผนทะยานเข้ามาอย่างว่องไวและใช้ดาบปัดป้องกันไว้ได้อย่างทันเวลา ที่แท้เป็นศรีรามตามมาให้การอารักขาและเรียกหาองครักษ์มาดักซุ่มสังเกตการณ์ไว้คอยท่าอยู่นานแล้ว คมดาบนับสิบกรูมาจี้ที่หลังของอรชุนส่วนผู้ติดตามทั้งสองก็ถูกจ่อคอไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อน
“จับได้ง่ายดายกว่าที่คิด เหตุการณ์ตั้งแต่ครั้งที่เราถูกลอบยิง กระทั่งเย็นวันที่ป้ายความผิดให้ทหารของภัทรเสน ล้วนเป็นฝีมือเจ้าใช่หรือไม่”
“ใช่ ไม่ผิด”
อรชุนตอบเสียงลอดไรฟันด้วยความอาฆาตแค้นแล้วหันไปตวาดกับอำมาตย์
“ท่านลุงใช้ยาพิษอะไร เหตุใดองค์เทวินทร์ได้รับอันตรายเพียงเท่านั้น”
“เราไม่ได้ดื่มน้ำชาน่ะสิ ที่เรายกเป็นถ้วยเปล่า”
เทวินทร์วรมันต์ตรัสตอบแทน ลุกขึ้นมาประทับยืนด้วยพระอาการปรกติ เมื่ออำมาตย์ชราหันไปมองก็พบถ้วยน้ำชาอยู่สองถ้วย ถ้วยที่เขารินให้เจ้าชายยังมีน้ำชาอยู่เต็มจอก ส่วนอีกถ้วยหนึ่งที่ตั้งอยู่ว่างเปล่าไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการเติมน้ำ ด้วยเวลานั้นเขามัวแต่ก้มหน้าด้วยคิดว่าเจ้าชายเสวยน้ำชาลงไปแน่แท้แล้ว
“แล้วเหตุการณ์ทั้งหมด มันผู้ใดทรยศ ให้เราถูกซ้อนแผน”
อรชุนกัดฟันกรอดแล้วสบถอย่างครุ่นแค้น ศรีรามที่ยืนควบคุมเหตุการณ์อยู่มิได้กล่าวอันใด ทั้งที่นิมิตที่เขาเห็นในเวลาเย็นชัดเจนนัก ภาพหญิงสาวที่ทรงเครื่องอาภรณ์ของราชธิดาอุ้มลูกน้อยไปฝากกับท่านอำมาตย์ การเติบใหญขึ้นมาแล้วเรียนรู้ศิลปอาวุธ และมาถึงตอนเริ่มต้นที่เขาเองก็อยู่ในเหตุการณ์ คือการต้องศรของเจ้าชายอยู่ริมลำธาร ไล่เรียงไปถึงการจับลูกเสือป่าไปปล่อยไว้ในขบวน จนกระทั่งจับเอาเมียของนายทหารติดตามองค์ภัทรเสน ไปขู่บังคับให้ไปลอบสังหารเจ้าชายเทวินทร์วรมันต์ ล้วนผ่านม่านตาของบุรุษผู้นี้มาทั้งสิ้น
หากแต่การอ้างอิงเพียงนิมิต ย่อมไม่ใช่หลักฐานที่จักนำมาผูกมัด ทั้งศรีรามไม่อาจหาแรงจูงใจให้คนร้ายเป็นองครักษ์ผู้เป็นหลานของอำมาตย์นาหิโยได้ จึงได้แต่ทูลเจ้าชายระวังพระองค์แล้วเขากับองครักษ์คนอื่นคอยติดตามดูห่างๆ แล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่คาดหมาย
“พอจักให้คำอธิบายได้ไหมท่านอำมาตย์”
เจ้าชายหันไปตรัสกับเสนาธิการที่เคยไว้พระทัย เหตุการณ์ไม่คาดฝันอำมาตย์ชราลุกพรวดแล้วคว้าน้ำชาที่เต็มถ้วยมากรอกล่วงลำคอจนหมดเกลี้ยง พริบตาเดียวก็สำลักออกมาเป็นเลือดและทรุดลงกับพื้นในทันที เจ้าชายตกพระทัยปรี่เข้าไปประคองอำมาตย์ชราแล้วรีบรับสั่งให้คนมาช่วย
“อย่าฝ่าบาท…อย่าเรียกผู้ใดมา ได้โปรดฟังคำของคนใกล้ตายที่จักทูลถวายแต่ความจริงก่อน”
“ว่ามาท่านอำมาตย์ ท่านทำเช่นนี้ด้วยเหตุใด เราไม่คิดจะเอาผิดท่านอยู่แล้ว”
เจ้าชายดำรัสเสียงเครือสั่น
“ข้าพระองค์ยินดีตายชดใช้ความผิด… แต่ได้โปรดเถิดฝ่าบาท…ไว้ชีวิตอรชุน”
อำมาตย์ชราพูดออกมาแต่ละคำด้วยเสียงแผ่วหวิว
“เขาเป็นพระนัดดาของพระเจ้านาคทาสกะ ผู้มิอาจได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระอัยกา เนื่องด้วยราชวงศ์ปิตุฆาตต้องถูกสังหารทั้งตระกูล เพื่อให้ราชวงศ์สุสูนาคขึ้นครองราชย์แทนเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน...”
นาหิโยเล่าถึงวันที่เขายังเป็นองครักษ์ตำแหน่งเล็กๆในราชสำนัก ตั้งแต่ครั้งถวายการรับใช้พระเจ้านาคทาสกะ ที่สืบเชื้อสายมาโดยตรงจากพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นปฐมวงศ์ของแคว้นมคธ แต่ราชวงศ์นั้นได้ทำการปิตุฆาตคือพระโอรสสังหารพระราชบิดาเรื่อยมาจนประชาชนอดทนไม่ไหว และได้ลุกฮือขึ้นมาปฏิวัติและจับพระเจ้านาคทาสกะสำเร็จโทษ แล้วเชิญอำมาตย์ผู้หนึ่งชื่อ “สุสูนาค” ขึ้นครองราชสมบัติ เดิมทีนั้นพระเจ้าสุสูนาคมีเชื้อสายเป็นเจ้าในวงศ์ลิจฉวีแห่งวัชชี มีมารดาเป็นหญิงงามเมือง แต่ด้วยความที่เป็น คนมีความสามารถและมีความประพฤติตนดี จึงถูกเลื่อนขึ้นมาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน และประกอบคุณงามความดีสมกับเป็นพระมหากษัตริย์ ก่อนหน้านั้นเหล่าผู้จงรักแบ่งออกเป็นฝักฝ่าย หากผู้ใดยังมีทีท่าจงรักภักดีต่อราชวงศ์ปิตุฆาต ก็จะถูกกลุ่มปฏิวัติเอาไปประหาร
ในเวลานั้นนาหิโยเป็นผู้น้อยและไม่มีบทบาทมากนักและไม่มีผู้ใดระแวงสงสัย พระราชธิดาของพระเจ้านาคทาสกะทรงหนีการจับกุมมาพร้อมกับพระโอรสที่เพิ่งประสูตินำมาฝากให้เขาเลี้ยงดู และสั่งเขาให้เสี้ยมสอนพระโอรสให้แก้แค้นแทนพระอัยกาให้ได้ ก่อนที่พระนางจะออกไปตามหาพระสวามีจนถูกลงโทษด้วยการประหารชีวิต ทีแรกนั้นนาหิโยปิดเรื่องเงียบและไม่ยอมบอกกับอรชุน เพื่อให้เขาเติบโตขึ้นมาโดยลืมความหลังทั้งหมด จนในวันหนึ่งได้เขาได้พบเครื่องประดับของพระมารดาที่นาหิโยเก็บซ่อนไว้ อรชุนคาดคั้นจนได้ความจริงและคิดแผนการลอบปลงพระชนม์อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก
นาหิโยจึงได้รับมอบหมายหน้าที่อยู่สองทาง ทางหนึ่งคือได้รับความไว้วางพระทัยจากพระเจ้ากาฬาโศกให้ช่วยเลี้ยงดูพระโอรสเทวินทร์วรมันต์ อีกทางคือให้การปกป้องคุ้มครองเจ้าชายอรชุนผู้อาภัพทั้งพระราชบิดาและพระราชมารดา ทั้งสองพระองค์เติบโตมาพร้อมๆกันด้วยลักษณะรูปร่างหน้าตาที่ละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด แต่น้ำพระทัยนั้นแตกต่างกันนัก นาหิโยทั้งรักทั้งสงสารอรชุนจึงพยายามดัดแปลงหน้าตาของเขาให้ผิดแผกแตกต่าง แต่อรชุนกลับคิดใช้โอกาสนี้หมายสังหารเทวินทร์วรมันต์และขึ้นครองราชย์แทน
“ไม่รู้ว่าผีห่าซาตานตนใดสิงสู่ใจข้าพระองค์นั่นแล้ว… จึงได้ให้การสนับสนุนอรชุนด้วยการวางยาพิษปลงพระชนม์ฝ่าบาท ข้าพระองค์จึงสมควรตายแล้วพระเจ้าข้า แต่อย่าลงโทษอรชุนถึงกับชีวิตเลยพะย่ะค่ะ”
แต่ละประโยคที่พูดออกมาด้วยความทรมาน นาหิโยกระอักเลือดอีกครั้ง ครานี้สีโลหิตที่ทะลักออกมาเปลี่ยนเป็นสีดำเป็นสัญญาณบอกว่าใกล้สิ้นใจเต็มทน
“รับปากสิพะย่ะค่ะ… ฝ่าบาท”
เจ้าชายขบพระทนต์นิ่ง ทอดพระเนตรมองอำมาตย์ชราด้วยความสังเวช และรันทด โทษของการคิดขบถนั้นหนักหนา ต้องตายแบบเสียบหัวประจานสถานเดียวเท่านั้นจึงจะสาสม หากแต่การเข้าร่วมงานสังคายนาที่ทรงได้พบปะกับผู้คนที่สละแล้วทางโลก ต่างก็มีน้ำใจให้อภัยซึ่งกันและกันเมื่อยามที่ผู้ใดผู้หนึ่งทำผิดพลาด เทวินทร์วรมันต์จึงรับสั่งต่ออำมาตย์ก่อนลมหายใจสุดท้ายจะสิ้นสุด
“ได้ เรารับปาก”
ดังคำอวยพรจากสวรรค์ สิ้นกระแสรับสั่งอำมาตย์ชราจึงหลับตาพริ้มและสิ้นใจตายในทันที อรชุนตะโกนร้องชื่อท่านลุงนาหิโยโหยหวน แต่ก็ถูกควบคุมตัวไว้ไม่อาจไปเข้าใกล้ร่างที่ไร้วิญญาณของชายชราได้ เจ้าชายเทวินทร์วรมันต์งดเว้นโทษประหารและรับสั่งนำตัวขบถทั้งสามไปจำคุกใต้ดินที่หนาแน่นที่สุด
เมื่อปริศนาทุกอย่างกระจ่างแจ้ง เทวินทร์วรมันต์ทรงประจักษ์ชัดว่าภัทรเสนมิได้มีส่วนรู้เห็นในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด เจ้าชายวางศพอำมาตย์ชราลงกับพื้นแล้วปลงพระทัย แล้วจึงหันไปขอบใจสหายคนสนิทก่อนเสด็จเข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลอง ในท้องพระโรงอย่างสมพระเกียรติ


 
< หน้าก่อนหน้า


หน้าถัดไป >