เข้าเรื่องการสังคายนากันต่อดีกว่าขอรับ
ที่ประชุมได้ยกพระสัพพกามีมหาเถระศิษย์ของพระอานนท์เถระเจ้า ซึ่งมีพรรษาอายุกาล
๑๒๐ ปี สูงกว่าภิกษุทุกรูป ณ ที่นั้นเป็นประธาน และมีพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ที่สำคัญคือ
พระเรวตะ พระสาฬหะ พระสาณสัมภูต พระยศ พระอุชชโสภิตะ ทั้ง ๕ รูปนี้ก็เป็นศิษย์ของพระอานนท์เถรเจ้าดุจกัน
พระวาสภคามิ พระสุมนะเป็นศิษย์ขอพระอนุรุทธเถระเจ้า ที่ประชุมมีการคัดเลือกพระอรหันตสาวกเข้าร่วมประชุมอยู่
๗๐๐ รูปเพื่อทำการสังคายนาโดยพร้อมเพรียงกัน
เวลาผ่านมา ๘ เดือนนับแต่วันแรกที่พระเจ้ากาฬาโศกทรงอนุญาตให้มีการชุมนุมที่เวลุการามวิหาร
การสังคายนาพระไตรปิฎกจึงแล้วเสร็จ ผลการสังคายนาถือเอาคติตามแบบแผนตามมติของพระอรหันตเจ้าครั้งปฐมสังคายนา
และพยายามที่จะรักษาจารีตเก่าตามที่ได้ตกลงกันไว้แต่คราวที่มีการสังคายนาในครั้งแรก
โดยไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆเลย การสังคายนาครั้งนี้จึงเป็นการซักซ้อมความเข้าใจกันให้หนักแน่นในการธำรงรักษาพระธรรมวินัย
โดยปราศจากข้อเปลี่ยนแปลงใดๆในหมู่สงฆ์หมู่หนึ่ง
ทั้งนี้ กระผมยังไม่มั่นใจนักว่าเหตุการณ์จักสงบเรียบร้อยเสียทีเดียว
เนื่องจากยังมีภิกษุชาววัชชีบุตรกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมการสังคายนา
ในช่วงระยะเวลาแปดเดือนนั้น กระผมได้ข่าวมาว่าภิกษุกลุ่มนี้ ได้เที่ยวชักชวนคณะภิกษุต่างๆ
ที่มีความคิดเห็นในทางลดหย่อนสิกขาบท และที่มีความเห็นประสงค์จะดัดแปลงแก้ไขพระธรรมเข้าเป็นพวกด้วยจำนวนหมื่น
เหมือนดังว่าจะเตรียมการทำอะไรสักอย่าง
ประการใดก็ตาม กระผมก็ยังเชื่อว่า พระสัทธรรมจักยังคงไม่เสื่อมสลาย หากยังมีพุทธบริษัทสี่ที่คอยเกื้อกูลกันด้วยใจ
ที่มุ่งหวังจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ให้สืบทอดยืนยาวไปตราบจนชั่วลูกชั่วหลาน
ขอน้องหญิงภาวิณีโปรดวางใจ
หวังว่าคงสบายดีนะขอรับ กระผมจักตามเสด็จพระโอรสไปรับเจ้าหญิงแห่งสาวัตถีไปเข้าพิธีอภิเษกในเดือนหน้า
หวังว่าคงจักมีบุญได้พบน้องหญิงที่นั่นอีกสักครั้ง
อ้อ เกือบลืมแน่ะขอรับ ครั้งหน้าหากจะส่งจดหมายมา ใช้ภาษาโกศลก็ได้นะขอรับ
ทีแรกกระผมอ่านลายมือที่เป็นภาษาสิงหลแล้วเดาไม่ถูกว่าน้องหญิงมาจากแคว้นไหน
รู้ได้อีกทีก็เมื่อสังเกตดูลักษณะของเจ้านกพิราบ ที่มีลวดลายและสีขนเป็นลักษณะ
เฉพาะของนกพิราบที่เลี้ยงในนครสาวัตถีจึงเดาได้ ส่วนน้องวตีแท้จริงเป็นเจ้าหญิงและน้องภาวิณีเป็นเหลนสาวของวิสาขามิคารมาตา
กระผมเดาเอาทั้งสิ้น เดือนหน้าจักมาขอคำเฉลยจากปากของน้องหญิงเองนะขอรับ
บุญรักษา
ศรีราม.
ความปีติยินดีเกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่าอยู่ภายในใจ ภาวิณีอ่านทวนซ้ำเนื้อความในจดหมายอีกหลายรอบราวกับจะจารจำทุกถ้อยคำในจดหมาย
เผลอไผลทอดจินตนาการไปถึงเหตุการณ์ภายในวิหารเวลุการามว่า คงจะคราคร่ำไปด้วยพุทธบริษัทอยู่เป็นจำนวนมาก
ศรีรามอาจจะนั่งอยู่ตรงไหนสักตำแหน่งของพระวิหารแล้วจดจำเรื่องราวต่างๆ
มาบันทึกไว้ในเวลาที่ว่างเว้นจากภาระ
น้องหญิงภาวิณีคงจักพอคาดเดาได้ว่า เจ้าชายต้องใช้สมาธิมากเพียงใด เพื่อมิให้จิตใจล่องลอยไปหาหญิงสาวชาวบ้าน
ที่ช่วยเหลือพระองค์ไว้ในกลางป่า
แล้วสมาธิของคนเขียนเองเล่า มิได้บรรยายบอก ความคิดคำนึงต่างๆล่องลอยออกไปเป็นหมอกหนาทึบปิดบัง
ความผ่องใสที่เคยบังเกิดเป็นปกติอยู่ภายในจิตใจ ภาวิณีระลึกได้เองตามปกติวิสัยของผู้ที่คอยสังเกตจิตใจของตนเองอยู่เสมอ
ครั้นใกล้เที่ยง ถึงเวลาที่ต้องไปตรวจสอบดูแลความเรียบร้อยของมหาวิหารบุพพาราม
หญิงสาวพับแผ่นหนังแล้วทอดสายตาผ่านหน้าต่างมองดูพระวิหาร อันเป็นสถานที่ที่ตนผูกพันมาตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่
ร่มฉัตรบนยอดชายคาของมหาวิหารเบื้องหน้าสะท้อนแดดเป็นประกายระยับจับตา
ตัวอารามทอดเงาครึ้มนำความสงบร่มเย็นแก่สรรพชีวิตถ้วนหน้า ต้นโพธิ์ระบัดใบเมื่อต้องลมส่งภาษาคล้ายถามไถ่
ใยจักคิดพึ่งพาร่มเงาหรือไออุ่นจากผู้ใดอีกเล่า
หญิงสาววางจดหมาย จัดเก็บรวมในข้าวของที่มีอยู่น้อยชิ้นภายในเรือนอย่างเป็นระเบียบ
นิ่งอยู่สักพักจึงเก็บสำรับและลงจากเรือน
|