บทที่ ๒ | หน้าที่ ๒

ได้รับรู้ความประพฤติที่ย่อหย่อน และได้เห็นพฤติกรรมการเรี่ยไรเงินพวกอุบาสก ที่มาทำบุญเพื่อเป็นค่าบริขารของพระสงฆ์ พระยสะจึงได้กล่าวติเตียนภิกษุชาววัชชีว่า
การกระทำเช่นนี้ขัดต่อพุทธบัญญัติ เป็นความผิดทั้งผู้รับทั้งผู้ถวาย และเทศนาจนเหล่าทายกทายิกาเข้าใจและเกิดความเลื่อมในตัวท่านเป็นอันมาก เป็นเหตุให้ภิกษุชาววัชชีโกรธคิดจะลงโทษพระยสะโดยการขับไล่ออกเสียจากหมู่คณะ”

“เหตุการณ์วุ่นวายใหญ่เลยสิ”
เจ้าหญิงสดับฟังและเอ่ยถามอย่างสนพระทัย

“เพคะ ในครั้งนั้นภิกษุชาววัชชีถึงกับพากันไปห้อมล้อมกุฏิของพระยสะ แต่ท่านทราบเสียก่อนจึงได้หลบหนีไปยังเมืองอื่นและได้รวบรวมพระภิกษุจาก เมืองปาวาและเมืองอวันตีไปยังสหชาตินคร เพื่อนิมนต์พระเรวตเถระเป็นองค์ประธานในการประชุม

ในครั้งแรกเหล่าภิกษุฝ่ายของพระยสะหรือภิกษุฝ่ายวินัยวาที คิดจะพิจารณาหา ทางระงับอธิกรณ์ที่สหชาตินครนั้น แต่พระเรวตะเสนอว่า อธิกรณ์เกิดขึ้นที่ใดควรไประงับเสียที่นั่น จึงกำหนดสถานที่เป็นวาลิการามที่เมืองเวสาลี ขณะนี้ก็กำลังเป็นเวลารวมตัว ของพระอรหันต์ตามแคว้นต่างๆ เพื่อไปร่วมการประชุมยังเมืองเวสาลีเพคะ”

“เรื่องเป็นมาอย่างนี้นี่เอง เธอจึงคิดจะไปร่วมงานด้วย ดีจริง ฉันขออนุโมทนา”
“ข้าพระองค์ไม่ได้ไปทำอะไรมากหรอกเพคะพระธิดา ที่ประชุมสงฆ์ย่อมไม่ต้องการ ให้ฆราวาสไปวุ่นวายมากนัก เหล่าอุบาสกอุบาสิกาทำได้ก็แต่เพียงจัดสถานที่ให้สะดวกสบายและเตรียมภัตตาหารอยู่เบื้องนอก”

เห็นว่าคู่สนทนารับฟังแล้วนั่งนิ่ง ภาวิณีจึงเอ่ยถาม
“ทรงคิดอะไรอยู่เพคะ”
“ไม่ทราบหรือภาวิณี”
ตรัสถามด้วยพระสุรเสียงกระเซ้าเย้าแหย่บ้าง
“ไม่ทราบหรอกเพคะ ข้าพระองค์ไม่ได้มีเจโตปริยญาณ* เสียหน่อย ไฉนเลยจะล่วงรู้พระทัย ของพระธิดาได้”
“เช่นนั้นเธอจงฟัง ฉันมีแผนการสำคัญที่เพิ่งคิดได้เมื่อครู่ เอียงหูมาใกล้ๆสิ ต่อไปนี้จะเป็นความลับระหว่างเราสองคน”

ว่าแล้วก็ขยับพระวรกายไปแนบชิดพระสหายหญิงคนสนิท กระซิบความอะไรขึ้นมาประโยคหนึ่ง ภาวิณีฟังแล้วขมวดคิ้วมุ่น สองดรุณีปรึกษากันอยู่ชั่วครู่แล้วจึงปลีกตัวออกไปภายนอกวิหาร



เจโตปริยญาณ ปรีชากำหนดรู้ใจผู้อื่นได้, รู้ใจผู้อื่นอ่านความคิดของเขาได้ เช่น รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ใจเขาเศร้าหมองหรือผ่องใส เป็นต้น


< หน้าก่อนหน้า


หน้าถัดไป >