บทที่ ๓ | หน้าที่ ๑

ล่วงเข้าเวลาสาย ภายในเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน
ณ กรุงราชคฤห์


ในรัชสมัยของพระเจ้าพิมพิสารเมื่อครั้งพุทธกาลนั้นราชธานีของแคว้นมคธตั้งอยู่ ณ นครราชคฤห์ ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่ครั้งพระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระราชบิดาแล้วขึ้นครองราชย์ แล้วเคลื่อนย้ายไพร่พลไปยังเมืองปาฏลีบุตรทางฝั่งใต้ของแม่น้ำคงคา ต่อมาพระโอรสนามว่าอุทัยภัทร ก่อกบฏจับพระเจ้าอชาตศัตรูสำเร็จโทษ แล้วชิงเอาราชสมบัติ ก็ได้ย้ายราชธานีไปตั้งไว้ที่กุสุมาปุระ ขึ้นเป็นที่ประทับบนฝั่งแม่น้ำคงคาห่างจากกรุงปาฏลีบุตรไปไม่ไกล


ในเวลาต่อมาพระเจ้าอุทัยภัทรก็กลับถูกพระโอรสนามว่าอุนุรุทธะปลงพระชนม์ และกษัตริย์พระองค์ใด เสวยราชย์อยู่ไม่ช้า ก็ถูกพระโอรสปลงพระชนม์ซ้ำรอยเดิม เป็นเรื่องกรรมสนองกรรมเรื่อยมา จนไพร่ฟ้าประชาชนให้สมญานามราชวงศ์นี้ว่า ราชวงศ์ปิตุฆาตหรือราชวงศ์ลูกฆ่าพ่อ

เวลาล่วงเลยจนเกือบร้อยปีหลังพุทธปรินิพพาน ในที่สุดประชาชน ทนอยู่ภายใต้การปกครองกษัตริย์วงศ์ปิตุฆาตไม่ไหว ก็พากันปฏิวัติขึ้นจับองค์กษัตริย์สำเร็จโทษ แล้วเชิญอำมาตย์ผู้หนึ่งชื่อ ”สุสูนาค” ขึ้นครองราชสมบัติ วงศ์กษัตริย์สายพระเจ้าพิมพิสารสิ้นสุดลง ในเวลานั้น พระเจ้าสูสุนาคได้ทำการย้ายราชธานีอีกครั้ง ได้ขยายอำนาจของมคธให้แผ่ไปถึงแคว้นโกศล แคว้นวัชชี และแคว้นอวันตี ล้วนตกเป็นเมืองขึ้นของแคว้นมคธทั้งหมด ต่อมาจึงให้การสถาปนา พระโอรสนามว่า “กาฬาโศก” ขึ้นครองราชสมบัติ

พระเจ้ากาฬาโศกกลับให้ย้ายราชธานีไปยังปาฏลีบุตรใหม่ เมืองขึ้นเมืองออกทั้งหลายที่เคยเป็นราชธานี จึงทรงมีพระราชบัญชาให้พระโอรสที่ประสูตจากอัครมเหสีและอัครมเหสีองค์รอง ทั้งสิบพระองค์ แยกย้ายกันไปดูแล

ปราสาทดั้งเดิมในราชคฤห์จึงถูกแปรเป็นพระที่นั่งให้เทวินทร์วรมันต์ราชโอรส ใช้เป็นที่ประทับในยามที่ทรงมีพระประสงค์ และในเช้าวันนี้ แม้ในท้องพระโรงจะยังเต็มไปด้วย อำมาตย์ที่อยู่ให้คำปรึกษาว่าราชการงานแผ่นดิน แต่เจ้าชายผู้เป็นราชโอรสขององค์ประธานในที่ประชุม กลับมาเดินเตร็ดเตร่อยู่ใต้ร่มไม้บริเวณเวฬุวันวิหาร ด้วยความสำราญใจ

ข้างกายเจ้าชายนั้นมีพระสหายในวัยไล่เลี่ยกันอยู่หนึ่งคน หากไม่ต่างกันด้วยฐานันดรศักดิ์ และอาภรณ์ที่สวมใส่ บุรุษหนุ่มทั้งสองที่เดินเคียงกัน ก็ไม่ต่างจากพี่น้องร่วมสายเลือดที่มากอดคอ เล่าสารทุกข์สุขดิบให้กันฟังอยู่ริมศาลามากนัก ภายใต้เงาของป่าไผ่อันร่มเย็น เหล่ากระแตตัวน้อยคุดคู้ อยู่ในโพรงมีเพียงหมู่นกสาลิกาเท่านั้น ที่บินวนเริงร่า มาเกาะบนกิ่งไม้ และเงี่ยหูฟังอย่างสอดรู้สอดเห็น

“ไม่ทรงทราบข่าวนี้เลยหรือพะย่ะค่ะฝ่าบาท”
“อืมม์ เราไม่ได้มาฟังธรรมที่วิหารทุกวันเหมือนเจ้านี่ศรีราม เรื่องที่อยากรู้ก็ไม่ได้รู้ เรื่องที่ไม่อยากรู้แย่งกันทูลเสียให้วุ่น”
“ถ้าเช่นนั้น ทรงจำประวัติศาสตร์เมื่อครั้งปฐมสังคายนาในนครของเราในอดีตได้หรือไม่พะย่ะค่ะ”

“จำได้สิ เรื่องการชำระพระธรรมวินัยอันมีพระมหากัสสปะเถระเป็นองค์ประธาน เวลานั้นมีลูกหลานของท่านอนาถบิณฑิก* เศรษฐี มาช่วยงานและตั้งบ้านเรือน อยู่ในนครราชคฤห์สืบเชื้อสายมาจนถึงรุ่นของเจ้า แล้วเวลานี้มีอะไรเกี่ยวข้อง กับการสังคายนาในครั้งนั้นเล่า เหตุการณ์ผ่านมาร้อยปีเกิดอธิกรณ์ใดขึ้นหรือ เล่าให้เราฟังบ้างเถิด”

“เรื่องเป็นมาอย่างนี้พะย่ะค่ะ…”
ศรีรามทูลเล่ากรณีพิพาท ระหว่างพระภิกษุผู้ตั้งกถาวัตถุ ๑๐ ประการกับพระยสะที่ออกมาคัดค้านในเมืองเวสาลีให้แก่เจ้าชายโดยตลอด…

“ที่ข้าพระองค์ทูลถามย้ำเรื่องการสังคายนาครั้งแรก ไม่ใช่ด้วยเพราะพระราชวงศ์ของฝ่าบาท หรือวงศ์ตระกูลของข้าพระองค์ไปเกี่ยวข้องอะไรด้วยหรอกพระเจ้าข้า แต่เพราะมูลเหตุทั้งหลาย เริ่มต้นมาจากความไม่ลงรอยกันมาแต่การชุมนุมครั้งนั้นแล้วต่างหาก



อนาถบิณฑิก ชื่อมหาอุบาสกคนสำคัญในสมัยพุทธกาล เป็นเศรษฐีอยู่ที่เมืองสาวัตถี เป็นผู้มีศรัทธาแรงกล้า สร้างวัดพระเชตวันถวายแด่พระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ และยังได้สงเคราะห์คนยากไร้อนาถา อย่างมากมายเป็นประจำ จึงได้ชื่อว่าอนาถบิณฑิก ซึ่งแปลว่า ผู้มีก้อนข้าวเพื่อคนอนาถา


< หน้าก่อนหน้า


หน้าถัดไป >