| คำถามของเจ้าหญิงเป็นสิ่งที่เธอเองก็ยังมิอาจทำให้กระจ่างแจ้งด้วยตนเอง
รู้เพียงแต่ว่านิพพานนั้นคือ การละซึ่งตัณหาคือความทะยานอยาก หากยังมีความปรารถนาอยู่ย่อมมิอาจจะบรรลุได้
ทางเดินอันชอบนั้นคือ อริยมรรค*
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง และนำมาเผยแผ่แก่เวไนยสัตว์ที่ยังไม่ล่วงทุกข์โศกให้ได้ล่วงทุกข์ล่วงโศก
ดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงพบแล้ว
หากเธอตอบเองเพียงคำเดียวว่าด้วยอริยมรรค ย่อมฟังดูง่าย แต่แผนที่บอกทางเดินไปให้กระจ่างย่อมต้องการคำอธิบายจากผู้รู้ที่เดินไปจนสุดทางแล้ว
คิดได้ดังนี้ภาวิณีจึงทูลตอบอย่างถนอมน้ำพระทัย
เอาไว้ถามพระเถระในวันพรุ่งนี้ดีกว่าไหมเพคะ ข้าพระองค์อธิบายไปอาจจะทำให้พระองค์เข้าพระทัยไขว้เขวไปเปล่าๆ
จ้ะ อย่างนั้นก็ได้ ว่าแต่เธอรู้สึกไหมว่าอากาศเวลานี้อบอ้าวเหลือเกิน
เวลาเย็นฉันเห็นแม่น้ำอยู่ตรงชายป่าอีกด้านหนึ่งด้วยล่ะ เราไปสนานกายกันสักหน่อยดีไหม
สนานกายเวลานี้หรือเพคะ อย่าเลย ข้าพระองค์ไม่เห็นด้วย
ไม่อาบด้วยก็ไปส่งฉันหน่อย ฉันร้อนจนคันไปทั่วทั้งตัวแล้ว ถือว่าขอร้องล่ะ
ข้าพระบาทอาจจะตามพระทัยเสียจนชิน ขอครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายนะเพคะอนุโลมให้ครั้งเดียวเท่านั้น
จ้ะแม่
จันทราวตีล้อเลียนอย่างขบขันด้วยไม่เห็นว่าจะมีอันตรายใดๆในชายป่าที่สงบสุข
ส่วนภาวิณีกังวลไปเสียหลายทาง นึกถึงกำหนดการในวันพรุ่งที่จะมีอีกคาราวานหนึ่งมาสมทบ
เวลานี้อาจจะหยุดพักบริเวณชายป่าอีกด้านของฝั่งแม่น้ำแล้วก็ได้ แต่เห็นท่าทีดีพระทัยของพระธิดาก็ไม่กล้าขัด
จำลุกขึ้นจุดตะเกียงดวงน้อย แล้วลอบพากันออกจากกองคาราวานในด้านที่ปลอดคน
เลาะไปตามชายป่าละเมาะจนถึงลำธารด้านหลัง เสียงน้ำไหลเลาะโขดหินรินเป็นสาย
เบื้องล่างคงจะใสสะอาดพอสมควร ผิวน้ำเบื้องบนจึงสะท้อนเงาแสงดาวได้พราวระยับ
สองดรุณีทรุดกายลงนั่งริมฝั่งแม่น้ำใต้แสงดาวเกลื่อนนภา
ระวังพระองค์ด้วยนะเพคะ ในแม่น้ำไม่รู้จะมีสัตว์น้ำที่เป็นอันตรายใดบ้าง
พบเห็นอะไรก็หวีดร้องให้ดังไว้ก่อน ข้าพระองค์จะได้รีบไปช่วย
ดูเหมือนเพิกเฉยต่อคำเตือนเสียทั้งอย่างนั้น ไม่ทันขาดคำท้าวเธอก็ลงไปแช่น้ำครึ่งขา
ชักภูษาขึ้นเหนือน้ำอย่างระมัดระวังแล้วร้องเรียก
ภาวิณีจ๋า
ว่ากระไรเพคะ
ฉันถอดภูษาแล้วให้เธอเฝ้าไว้บนฝั่งได้ไหม น้ำเย็นดีจริง ฉันจะลงแช่ทั้งตัว
ไม่ได้เพคะ ถึงจะเป็นกลางป่า พระธิดาก็ไม่บังควรเปลือยกายสรงน้ำนะเพคะ
แถวนี้มีใครที่ไหนกันเล่า
ไม่มีคนก็มีผีสางเทวดา
ผีสางเทวดาไม่เห็นหรอก คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด
ไม่เพียงตรัสขัดขืน จันทราวตียังรีบถอดภูษาออกเสียโดยไว เหลือเพียงผ้าขาวบางปกปิดร่างกายไว้
ยัดเยียดให้ภาวิณีรับแล้วรีบหนีลงน้ำ เมื่อจนปัญญาจะห้ามปราม ภาวิณีจึงวางตะเกียงไว้คู่กับภูษาของพระธิดาองค์น้อย
ครู่หนึ่งได้ยินเสียงใบไม้ไหวกรอบแกรบคล้ายมีคนแอบแหวกม่านเมียงมอง
ด้วยเกรงว่าจะมีภัยเธอจึงทิ้งภูษากับตะเกียงไว้แล้วเดินฝ่าความมืดไปดูต้นเสียง
พอเดินออกมาสำรวจบริเวณโดยรอบ จนห่างจะลำธารพอสมควรแล้วเห็นว่าไม่มีอันตรายใดๆค่อยโล่งอก
คืนเดือนมืดกับบรรยากาศกลางป่าดูเงียบสงบนัก จึงทำให้เกิดความปีติและยินดีในสมาธิได้โดยง่าย
เดินมาถึงโคนไม้ใหญ่ภาวิณีจึงปลงใจนั่งลงหลับตาสงบนิ่งเพื่อแผ่เมตตาให้แก่สรรพชีวิต
|