บทที่ ๕ | หน้าที่ ๒

คำถามของเจ้าหญิงเป็นสิ่งที่เธอเองก็ยังมิอาจทำให้กระจ่างแจ้งด้วยตนเอง รู้เพียงแต่ว่านิพพานนั้นคือ การละซึ่งตัณหาคือความทะยานอยาก หากยังมีความปรารถนาอยู่ย่อมมิอาจจะบรรลุได้ ทางเดินอันชอบนั้นคือ อริยมรรค* ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง และนำมาเผยแผ่แก่เวไนยสัตว์ที่ยังไม่ล่วงทุกข์โศกให้ได้ล่วงทุกข์ล่วงโศก ดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงพบแล้ว

หากเธอตอบเองเพียงคำเดียวว่าด้วยอริยมรรค ย่อมฟังดูง่าย แต่แผนที่บอกทางเดินไปให้กระจ่างย่อมต้องการคำอธิบายจากผู้รู้ที่เดินไปจนสุดทางแล้ว คิดได้ดังนี้ภาวิณีจึงทูลตอบอย่างถนอมน้ำพระทัย

“เอาไว้ถามพระเถระในวันพรุ่งนี้ดีกว่าไหมเพคะ ข้าพระองค์อธิบายไปอาจจะทำให้พระองค์เข้าพระทัยไขว้เขวไปเปล่าๆ”
“จ้ะ อย่างนั้นก็ได้ ว่าแต่เธอรู้สึกไหมว่าอากาศเวลานี้อบอ้าวเหลือเกิน เวลาเย็นฉันเห็นแม่น้ำอยู่ตรงชายป่าอีกด้านหนึ่งด้วยล่ะ เราไปสนานกายกันสักหน่อยดีไหม”
“สนานกายเวลานี้หรือเพคะ อย่าเลย ข้าพระองค์ไม่เห็นด้วย”
“ไม่อาบด้วยก็ไปส่งฉันหน่อย ฉันร้อนจนคันไปทั่วทั้งตัวแล้ว ถือว่าขอร้องล่ะ”
“ข้าพระบาทอาจจะตามพระทัยเสียจนชิน ขอครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายนะเพคะอนุโลมให้ครั้งเดียวเท่านั้น”
“จ้ะแม่”

จันทราวตีล้อเลียนอย่างขบขันด้วยไม่เห็นว่าจะมีอันตรายใดๆในชายป่าที่สงบสุข ส่วนภาวิณีกังวลไปเสียหลายทาง นึกถึงกำหนดการในวันพรุ่งที่จะมีอีกคาราวานหนึ่งมาสมทบ เวลานี้อาจจะหยุดพักบริเวณชายป่าอีกด้านของฝั่งแม่น้ำแล้วก็ได้ แต่เห็นท่าทีดีพระทัยของพระธิดาก็ไม่กล้าขัด จำลุกขึ้นจุดตะเกียงดวงน้อย แล้วลอบพากันออกจากกองคาราวานในด้านที่ปลอดคน เลาะไปตามชายป่าละเมาะจนถึงลำธารด้านหลัง เสียงน้ำไหลเลาะโขดหินรินเป็นสาย เบื้องล่างคงจะใสสะอาดพอสมควร ผิวน้ำเบื้องบนจึงสะท้อนเงาแสงดาวได้พราวระยับ สองดรุณีทรุดกายลงนั่งริมฝั่งแม่น้ำใต้แสงดาวเกลื่อนนภา…

“ระวังพระองค์ด้วยนะเพคะ ในแม่น้ำไม่รู้จะมีสัตว์น้ำที่เป็นอันตรายใดบ้าง พบเห็นอะไรก็หวีดร้องให้ดังไว้ก่อน ข้าพระองค์จะได้รีบไปช่วย”

ดูเหมือนเพิกเฉยต่อคำเตือนเสียทั้งอย่างนั้น ไม่ทันขาดคำท้าวเธอก็ลงไปแช่น้ำครึ่งขา ชักภูษาขึ้นเหนือน้ำอย่างระมัดระวังแล้วร้องเรียก
“ภาวิณีจ๋า”
“ว่ากระไรเพคะ”
“ฉันถอดภูษาแล้วให้เธอเฝ้าไว้บนฝั่งได้ไหม น้ำเย็นดีจริง ฉันจะลงแช่ทั้งตัว”
“ไม่ได้เพคะ ถึงจะเป็นกลางป่า พระธิดาก็ไม่บังควรเปลือยกายสรงน้ำนะเพคะ”
“แถวนี้มีใครที่ไหนกันเล่า”
“ไม่มีคนก็มีผีสางเทวดา…”
“ผีสางเทวดาไม่เห็นหรอก คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด”

ไม่เพียงตรัสขัดขืน จันทราวตียังรีบถอดภูษาออกเสียโดยไว เหลือเพียงผ้าขาวบางปกปิดร่างกายไว้ ยัดเยียดให้ภาวิณีรับแล้วรีบหนีลงน้ำ เมื่อจนปัญญาจะห้ามปราม ภาวิณีจึงวางตะเกียงไว้คู่กับภูษาของพระธิดาองค์น้อย ครู่หนึ่งได้ยินเสียงใบไม้ไหวกรอบแกรบคล้ายมีคนแอบแหวกม่านเมียงมอง ด้วยเกรงว่าจะมีภัยเธอจึงทิ้งภูษากับตะเกียงไว้แล้วเดินฝ่าความมืดไปดูต้นเสียง

พอเดินออกมาสำรวจบริเวณโดยรอบ จนห่างจะลำธารพอสมควรแล้วเห็นว่าไม่มีอันตรายใดๆค่อยโล่งอก คืนเดือนมืดกับบรรยากาศกลางป่าดูเงียบสงบนัก จึงทำให้เกิดความปีติและยินดีในสมาธิได้โดยง่าย เดินมาถึงโคนไม้ใหญ่ภาวิณีจึงปลงใจนั่งลงหลับตาสงบนิ่งเพื่อแผ่เมตตาให้แก่สรรพชีวิต


อริยมรรค ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ มีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ(เห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ(ดำริชอบ) สัมมาวาจา(เจรจาชอบ)สัมมากัมมันตะ(ทำการชอบ) สัมมาอาชีวะ(เลี้ยงชีพชอบ) สัมมาวายามะ(เพียรชอบ) สัมมาสติ(ระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ(ตั้งจิตมั่นชอบ)


< หน้าก่อนหน้า


หน้าถัดไป >