| ทันใดนั้นก็พลันได้ยินเสียงสิ่งมีชีวิตหนึ่งขยับตัวมุ่งตรงเข้ามาหา
เปิดเปลือกตามองปรากฎเป็น ภาพงูจงอางตัวมหึมาแผ่พังพานตั้งท่ารออย่างมุ่งร้าย
แค่ส่วนหัวที่ชูขึ้นมาประจันก็มีขนาดเท่าท่อนไม้ขนาดกลาง ทั้งเกล็ดหนาเป็นมันวาวนั้นก็สะท้อนแสงดาวอยู่แปลบปลาบ
ไม่ใช่นิมิตหรือจิตสร้างภาพเอาเองเป็นแน่
ใจอ่อนวาบเมื่อประจักษ์ว่าการทำสมาธิและแผ่เมตตาเมื่อครู่ไม่เป็นผล
นี่คงจะไปรบกวนที่อยู่เขา ได้แต่ภาวนาว่าอโหสิกรรมเถิด แม้จะต้องตายในวันนี้ก็จะไม่ขอจองเวรอันใดแล้วปิดตารอความตายอย่างสิ้นหวัง
เบื้องหลังพลันมีอีกหนึ่งสิ่งมีชีวิตขยับมาใกล้ อารมณ์หวาดกลัวแล่นเข้ามาจับหัวใจจนเหงื่อกาฬไหลชุ่ม
เปิดตามองเบื้องหน้าก็พร่ามัว การทรงตัวที่แม้จะรู้สึกว่าก่อนหน้านี้ตั้งอยู่เป็นปกติ
ก็หมุนคว้างเหมือนใครจับโยนลงหุบเหว ก่อนสติจะขาดหาย เสียงที่ขยับเข้ามาใกล้
กลับกระทบโสตอย่างอ่อนโยนและปลอดภัย
เขาไปแล้ว...
ภาวิณีรวบรวมสติที่เหลืออยู่หันไปจ้องมองผู้อยู่เบื้องหลัง
ไม่ต้องตกใจ กระผมเป็นมนุษย์ ไม่ใช่สิงสาราสัตว์ คุณผู้หญิงเล่า บ้านช่องอยู่ที่ไหน
ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่
ไม่ทันอ้าปากจะตอบคำถามน้ำตาก็ร่วงพรูลงเป็นสาย เหลียวซ้ายแลขวาอย่างหวาดระแวงว่าจะมีใครมากล้ำกรายอีก
งูจงอางที่โผล่มาเมื่อครู่นั้นหายไปแล้ว แต่เวลานี้ต้องมาเผชิญหน้ากับชายแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก
จะเอ่ยปากขอบคุณก็ใช่ที่ ที่เลื้อยหายไปอาจจะเป็นสมุนของเขาที่ถูกบัญชาให้มาทำร้ายเธอก็เป็นได้
เอ้า สงบสติอารมณ์เสียก่อน กระผมเห็นคุณนั่งจ้องงูจงอางอยู่แต่ท่าทางไม่ใช่เพื่อนเล่นกันแน่
จึงช่วยแผ่เมตตาให้อีกแรง เขารู้ว่าเราไม่ได้มีพิษมีภัยก็กลับไปแล้ว
ค่อยยังชั่วหรือยังขอรับ
ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งใจเอื้อมมือไปพยุงให้ลุกขึ้น
หากแต่หญิงสาวตรงหน้ากลับลุกพรวดเพื่อขยับตัวหนี ไม่ทันตั้งตัวได้ก็ซวนเซ
เห็นว่าจวนจะล้มชายหนุ่มก็ตรงเข้าไปพยุงไว้ รวบต้นแขนนุ่มได้ทั้งสองข้างแล้วแทบล้มไปพร้อมกัน
ตวัดขึ้นมากระชับก็พบว่าเธอหมดสติอยู่ในอ้อมแขนแล้ว ตั้งสติลำดับเหตุการณ์ได้
สองขาก็แทบทรุดร่วง ปากก็ร้องหากึ่งกระซิบ
แล้วพระโอรสไปไหนนี่!
|