บทที่ ๕ | หน้าที่ ๓

ทันใดนั้นก็พลันได้ยินเสียงสิ่งมีชีวิตหนึ่งขยับตัวมุ่งตรงเข้ามาหา เปิดเปลือกตามองปรากฎเป็น ภาพงูจงอางตัวมหึมาแผ่พังพานตั้งท่ารออย่างมุ่งร้าย แค่ส่วนหัวที่ชูขึ้นมาประจันก็มีขนาดเท่าท่อนไม้ขนาดกลาง ทั้งเกล็ดหนาเป็นมันวาวนั้นก็สะท้อนแสงดาวอยู่แปลบปลาบ ไม่ใช่นิมิตหรือจิตสร้างภาพเอาเองเป็นแน่

ใจอ่อนวาบเมื่อประจักษ์ว่าการทำสมาธิและแผ่เมตตาเมื่อครู่ไม่เป็นผล นี่คงจะไปรบกวนที่อยู่เขา ได้แต่ภาวนาว่าอโหสิกรรมเถิด แม้จะต้องตายในวันนี้ก็จะไม่ขอจองเวรอันใดแล้วปิดตารอความตายอย่างสิ้นหวัง เบื้องหลังพลันมีอีกหนึ่งสิ่งมีชีวิตขยับมาใกล้ อารมณ์หวาดกลัวแล่นเข้ามาจับหัวใจจนเหงื่อกาฬไหลชุ่ม เปิดตามองเบื้องหน้าก็พร่ามัว การทรงตัวที่แม้จะรู้สึกว่าก่อนหน้านี้ตั้งอยู่เป็นปกติ ก็หมุนคว้างเหมือนใครจับโยนลงหุบเหว ก่อนสติจะขาดหาย เสียงที่ขยับเข้ามาใกล้ กลับกระทบโสตอย่างอ่อนโยนและปลอดภัย
“เขาไปแล้ว...”

ภาวิณีรวบรวมสติที่เหลืออยู่หันไปจ้องมองผู้อยู่เบื้องหลัง
“ไม่ต้องตกใจ กระผมเป็นมนุษย์ ไม่ใช่สิงสาราสัตว์ คุณผู้หญิงเล่า บ้านช่องอยู่ที่ไหน ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่”

ไม่ทันอ้าปากจะตอบคำถามน้ำตาก็ร่วงพรูลงเป็นสาย เหลียวซ้ายแลขวาอย่างหวาดระแวงว่าจะมีใครมากล้ำกรายอีก งูจงอางที่โผล่มาเมื่อครู่นั้นหายไปแล้ว แต่เวลานี้ต้องมาเผชิญหน้ากับชายแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก จะเอ่ยปากขอบคุณก็ใช่ที่ ที่เลื้อยหายไปอาจจะเป็นสมุนของเขาที่ถูกบัญชาให้มาทำร้ายเธอก็เป็นได้

“เอ้า สงบสติอารมณ์เสียก่อน กระผมเห็นคุณนั่งจ้องงูจงอางอยู่แต่ท่าทางไม่ใช่เพื่อนเล่นกันแน่ จึงช่วยแผ่เมตตาให้อีกแรง เขารู้ว่าเราไม่ได้มีพิษมีภัยก็กลับไปแล้ว ค่อยยังชั่วหรือยังขอรับ”

ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งใจเอื้อมมือไปพยุงให้ลุกขึ้น หากแต่หญิงสาวตรงหน้ากลับลุกพรวดเพื่อขยับตัวหนี ไม่ทันตั้งตัวได้ก็ซวนเซ เห็นว่าจวนจะล้มชายหนุ่มก็ตรงเข้าไปพยุงไว้ รวบต้นแขนนุ่มได้ทั้งสองข้างแล้วแทบล้มไปพร้อมกัน ตวัดขึ้นมากระชับก็พบว่าเธอหมดสติอยู่ในอ้อมแขนแล้ว ตั้งสติลำดับเหตุการณ์ได้ สองขาก็แทบทรุดร่วง ปากก็ร้องหากึ่งกระซิบ
“แล้วพระโอรสไปไหนนี่!”



 
< หน้าก่อนหน้า


หน้าถัดไป >