บทที่ ๖ | หน้าที่ ๑

อีกด้านหนึ่งคือลำธาราใสเย็น กลางราตรีมืดมิดนั้นมีเพียงแสงดาวที่กระจ่างอยู่กลางฟ้า ท่ามกลางภูเขาลำเนาไพรดังประหนึ่งว่าอยู่คนละขอบเขตโลก กับปราสาทราชวังที่แสนอึกกระทึกครึกโครมและวุ่นวาย ราชโอรสเทวินทร์วรมันต์และเหล่าทหารเดินทางรอนแรมร่วมกับขบวนคารวาน ของนครราชคฤห์ไปยังนครเวลาสีและรอเวลานัดหมายที่ขบวนของสาวัตถีจะตามไปสมทบ จวบจนพลบค่ำเจ้าชายและสหายจึงปลีกวิเวกออกมาเดินเล่นบริเวณชายป่า ศรีรามมองหาโคนไม้ แต่เจ้าชายกลับเดินเอื่อยไปตามเสียงลำธาร หมายจะหาน้ำล้างหน้าล้างตาเสียให้ชุ่มชื่น

มิทันก้าวล่วงถึงขอบฝั่งลำธาร แสงตะเกียงดวงน้อยกระพริบพราวต้องตาต้องใจอยู่ไม่ไกลนัก แต่ที่ตื่นตาตระการใจกว่านั้นคือนางงามที่สระสรงอยู่กลางลำน้ำ ผิวพรรณผุดผ่องพรรณราย ที่ต้องแสงตะเกียงยามนั้น เฉิดฉายดังรัศมีของจันทรามาทอดเงาลงบนผืนน้ำ เกศาดำสนิทกลมกลืนไปกับความมืดของราตรีระบายยาวถึงกลางหลัง นางฟ้านางสวรรค์มาลงสรงในลำธารกลางป่าหรือก็มิน่าใช่ เพราะเครื่องแต่งกายที่วางอยู่ก็เป็นเพียงอาภรณ์พื้นๆของคนธรรมดาสามัญ…

เทวินทร์วรมันต์ตะลึงงันกับภาพที่ปรากฏตรงหน้าจนลืมตัวไปชั่วขณะ เมื่อระลึกได้ว่ามิบังควรจะยืนอยู่ให้นานนักจึงเหลียวหลังกลับ เดินออกมาไม่นานนักกลับมีลูกธนูลึกลับจากพุ่มไม้ดีดผึงตรงเข้ามา แม้จะหลบได้ทันก็โดนลูกศรเฉี่ยวต้นแขนจนเลือดทะลักถึงกับทรุดฮวบ…

จันทราวตีวักน้ำล้างหน้าลูบเกศาอยู่กลางลำน้ำ ได้ยินเสียงประหลาดและรู้สึกถึงบรรยากาศรอบตัวที่ผิดปรกติไปจึงว่ายกลับฝั่ง เห็นภูษาวางกองไว้บนโขดหินข้างตะเกียงแต่กลับไม่มีคนเฝ้า เจ้าหญิงจึงขึ้นฝั่งแล้วรีบเปลี่ยนฉลองพระองค์แต่โดยไว มองหาที่มาของเสียงประหลาด ก็พบร่างหนึ่งทรุดตัวลงจมกองเลือดอยู่ตรงนั้น แม้ลักษณะรูปร่างจะไม่ใช่เพื่อนหญิงของเธอแน่ แต่คงจะเป็นคนเจ็บที่ต้องการความช่วยเหลือ รีบรุดสวมใส่อาภรณ์แล้วนำตะเกียงส่องไปดูอาการของคนแปลกหน้า

“นั่นคนบาดเจ็บหรืออย่างไร เหตุใดจึงมาล้มเจ็บอยู่ที่ตรงนี้”
ส่งเสียงร้องทักทั้งกลัวทั้งกล้า
“ช่วยด้วย… เราต้องศรบาดเจ็บ”
เสียงขานรับดูหนักหนาสาหัสจริง จันทราวตีจึงขยับเข้าไปใกล้จนประชิดตัว วางตะเกียงลงข้างคนเจ็บแล้วรีบตรวจดูบาดแผล
“เช่นนั้นอยู่นิ่งๆ เจ็บก็ทนเอา เราจะช่วย”
ตะเกียงดวงน้อยยังทำหน้าที่ให้แสงสว่างคงที่ดุจเดิม แต่ที่ผิดประหลาดไปคือเสียงหัวใจเต้นระรัวเมื่อเห็นโฉมงามระยะใกล้ ฝ่ายหญิงมิได้สนใจสิ่งใดนอกจากทำอย่างไรให้เลือดหยุดไหลโดยไวที่สุด ดึงส่าหรีที่คลุมกายมาฉีกเป็นชิ้นยาวแล้วมัดต้นแผลไว้ ส่วนที่เหลือก็ใช้ซับเลือดอย่างระมัดระวัง
“เลือดหยุดไหลแล้ว ลุกไหวหรือไม่ จะได้พาไปรักษากับหมอ”

มัวแต่พินิจดูกิริยาอาการของนางฟ้าตรงหน้าเสียเพลิน ประโยคที่เธอเอ่ยถามมาจึงลอยหายไปเสียดื้อๆมิรู้จะตอบอย่างไรได้ จันทราวตีเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของคนเจ็บก็มิได้เอ่ยคำใด แต่ก็นึกสงสัยในใจว่า

‘กิริยาท่าทางพิกลนัก หรือเมื่อครู่เขาแอบดูเรา? มิน่าเล่ากรรมถึงได้ตามสนองทันตาให้มาต้องศรบาดเจ็บเสียได้…’


 
< หน้าก่อนหน้า


หน้าถัดไป >