บทที่ ๘ | หน้าที่ ๑

อรุณรุ่งของวันใหม่ ณ ชายป่าระหว่างทางไปนครเวสาลี

ภาวิณีออกมาเดินเล่นอยู่ในบริเวณที่พัก กำหนดสติไว้ที่เท้าเมื่อคราวก้าวย่าง ระลึกรู้การเคลื่อนไหวของกายในแต่ละก้าว จากหนักเป็นเบาและเหลือเพียงสักแต่รู้ว่ามีร่างกายหนึ่งเคลื่อนไหว และใจหนึ่งน้อมลงสู่สมาธิขั้นต้น ก้าวเดินจนสุดทางแล้วหันกายกลับ ช่วงที่เปลี่ยนอิริยาบถม่านตาจึงเปิดรับภาพบุรุษหนึ่งยืนพิงต้นไม้อยู่ในบริเวณใกล้ๆ จึงถอนออกจากการทำสมาธิแล้วเอ่ยถาม

“พี่ศรีรามคงมีธุระกับฉันกระมัง”
ศรีรามใจชื้นที่เธอจดจำชื่อของตนได้ นึกครึ้มอกครึ้มใจจนวางธุระที่นำมาไว้เสียก่อนแล้วกล่าวทัก

“กระผมมาได้สักพัก แต่ไม่กล้าขัดจังหวะน้องหญิง หากต้องการอยู่ตามลำพังต่อ ก็ยังรอได้ขอรับ”

กิริยาของชายหนุ่มนำความพึงใจมาให้อย่างน่าประหลาด ภาวิณีย้อนนึกไปถึงค่ำคืนที่ตนสลบซบอยู่กับอกเขาก็นึกขุ่นข้อง แต่ด้วยกระแสแห่งสมาธิที่เจริญภาวนาสม่ำเสมอเป็นเครื่องยึดเกาะ กับศีลอันบริสุทธิ์เป็นเครื่องกั้น น้อมกลับมาดูใจตนว่ามิได้เจืออคติหรือมลทินอันใดจึงระบายยิ้มให้และเอ่ยตอบได้ด้วยน้ำเสียงปรกติ

“ไม่แล้วจ้ะ บอกธุระของท่านมาดีกว่า”

“กระผมอยากทราบว่าทางเครือญาติของน้องหญิงติติงประการใดบ้าง ที่ทางนครราชคฤห์ขอนำตัวมาติดตามขบวนเช่นนี้ แต่ก่อนอื่นคงต้องขอทราบนามของน้องหญิงก่อน กระผมอดทนมาสองวันแล้ว ยังมิได้รู้”

ศรีรามเอ่ยพลางจัดหาที่นั่งแล้วเชื้อเชิญให้หญิงสาวนั่งลงสนทนากันอย่างเป็นมิตร ภาวิณีนึกขำกับสำนวนของชาวมคธที่ใช้พยายามคำแทนตัวเองอย่างสุภาพ คือคำว่า ’กระผม’ แทนที่จะเป็น ‘ข้า’ อย่างที่ชาวสาวัตถีใช้กัน

“ฉันชื่อภาวิณี…”
เป็นความจริงส่วนเดียวที่สามารถบอกได้ นอกเหนือจากนั้น หากเอ่ยต่อก็จำเป็นต้องสร้างเรื่องโกหก จึงใช้วิธีกล่าวโดยอ้อม
“เครือญาติของฉันมิได้ติติงประการใด ต่างอนุโมทนาเสียอีกที่ฉันได้มาร่วมงานบุญและทำนุบำรุงพุทธศาสนา… พี่ศรีรามเป็นคนนครราชคฤห์แต่กำเนิดหรือเจ้าคะ”
เปลี่ยนเป็นฝ่ายตั้งคำถามเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นผู้ตอบ ศรีรามพยักหน้ารับ ภาวิณีจึงเปิดบทสนทนาใหม่
“ดีจริง ฉันสนใจและใคร่รู้มานานเกี่ยวกับประวัติและความเป็นมาของวิหารเวฬุวันที่ตั้งอยู่ในนครราชคฤห์ พี่ศรีรามพอจะเล่าให้ฟังได้หรือไม่”

“ได้สิขอรับ เรื่องนี้กระผมถนัดทีเดียว”
ปลงใจเชื่อว่าอีกฝ่ายเป็นหญิงสาวชาวบ้านในป่าเขาลำเนาไพร คงมิค่อยได้ล่วงรู้เหตุการณ์ของโลกภายนอก ศรีรามจึงเริ่มอธิบายอย่างชายแก่เล่านิทานให้เด็กน้อยฟังอย่างสนุกสนาน

“เวฬุวันวิหารก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่ราชคฤห์เป็นราชธานีของแคว้นมคธ เมื่อครั้งพระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้ครองนคร ทรงมีความเลื่อมใสและศรัทธามาตั้งแต่เมื่อครั้งพระพุทธองค์ทรงเริ่มออกบรรพชาใหม่ๆ และเสด็จผ่านมายังนครราชคฤห์พบกับพระเจ้าพิมพิสารที่ทูลขอพรไว้ว่า หากพระผู้มีพระภาคตรัสรู้แล้ววันใดขอให้เสด็จมาโปรด…

ครั้นเมื่อพระศาสดาตรัสรู้และเผยแพร่พระศาสนา และได้มาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อได้ฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคก็เกิดความศรัทธาพร้อมทั้งถวายสวนเวฬุวัน สำหรับเป็นที่พักของพระพุทธองค์และพระภิกษุสงฆ์เวลาเสด็จผ่านเมืองราชคฤห์ เกิดเป็นวัดแรกของพระพุทธศาสนาในเวลานั้น

ที่นั่นเอง ได้เป็นที่ประชุมสันนิบาตครั้งแรกของเหล่าพระสงฆ์ ๑๒๕๐ รูป ในคืนมาฆะฤกษ์พระจันทร์เต็มดวง โดยพระสงฆ์เหล่านั้นล้วนอุปสมบทโดยพระพุทธเจ้า และสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ความมหัศจรรย์ทั้งสี่อย่าง เมื่อนำมารวมกันแล้วจึงเรียกว่าวันจาตุรงคสันนิบาต ก็มีที่มาจากเวฬุวันมหาวิหารนี่เอง”

ศรีรามเล่าพลางพินิจหญิงงามที่นั่งอยู่ไม่ห่าง ภาวิณีสนใจฟังอย่างซึมซับ ราวกับคนที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอยู่แล้วเป็นมั่นคง ใจจึงน้อมลงอภิวาทจากก้นบึ้งของหัวใจเมื่อได้ฟังเนื้อความใดที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ

“ไว้ให้เสร็จจากงานสังคายนา ลองแวะไปนครราชคฤห์ก่อนจะกลับดีไหมขอรับ จะพาไปเยี่ยมชมวิหารของจริงเสียเลย”


 
< หน้าก่อนหน้า


หน้าถัดไป >