บทที่ ๘ | หน้าที่ ๒

ศรีรามชวนชักทีเล่นทีจริง และคิดจะถามความเป็นมาของหญิงสาวให้ชัดเจนอีกสักหน่อย ภาวิณีก็เอ่ยแทรกขัดจังหวะ
“นั่งคุยกันเสียเพลิน ไปดูพระอาการของเจ้าชายกันดีกว่านะเจ้าคะ ถ้าหายประชวรทันเวลา จะได้พากันไปกราบพระเถระทันก่อนเคลื่อนขบวน”
“ก็ได้ขอรับ”

ศรีรามลุกขึ้นเดินตามหญิงสาวอย่างค้างคาใจ ทางไปกระโจมของพระโอรสทอดไว้ห่างเพียงไม่กี่ก้าวย่าง แต่ทางที่จะเดินเคียงไปกับสตรีข้างหน้าคงมีแต่การเกื้อกูลกันฉันท์พี่น้อง เพราะจุดมุ่งหมายของทั้งเขาและเธอต่างเป็นจุดหมายเดียวกัน คือมิได้มุ่งหวังจะแสวงหาคู่สร้างคู่สมในทางโลก หากแต่เป็นการมุ่งไปบนเส้นทางแห่งการปล่อยวางและหลุดพ้น…

หาใช่การร้อยรัดความผูกพันกับผู้ใดไว้เป็นภาระไม่!



พยับแดดสาดส่องเข้ามาเหนืออาสน์ โอรสเทวินทร์วรมันต์ตื่นบรรทมขึ้นมา ด้วยพระอาการทุเลาลงจนแทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง ลุกขึ้นมาประทับนั่งได้ก็เห็นร่างหนึ่งซุกกายหลับไหลอยู่เบื้องล่าง ไม่ห่างออกไปมีทั้งยาขนานเอกและภาชนะบรรจุน้ำร้อนน้ำเย็นประคบ เช่นนั้นที่ทอดพระเนตรเมื่อคืนก็มิใช่นิมิตของนางฟ้านางสวรรค์ที่ไหน แต่เป็นสาวชาวบ้านที่ช่วยพระองค์ไว้ถึงสองครั้งสองครา

โน้มพระองค์ลงพินิจดูอย่างชิดใกล้ เกลี่ยเส้นผมบางๆ ที่ลงมาปรกใบหน้าออกแล้วเผยให้เห็นปรางเรื่อผุดผ่อง ต้องตาต้องใจหมายจะก้มลงจุมพิต พระโอษฐ์จวนเจียนประทับแก้มแล้วก็กลับลังเล
‘เทวินทร์เอ๋ย คู่ครองของเจ้าก็มีให้กลับไปเข้าพิธีอภิเษกไม่เคยสนใจ นี่มาอยู่ป่าดงพงไพร กลับจะมาทำให้ลูกสาวชาวบ้านเขามัวหมอง จะกลับไปมองหน้าข้าราชบริพารได้หรือ’
สำนึกฝ่ายดีติเตียน จนต้องขยับถอยออกห่างและหันไปทางอื่น

‘ช้าอยู่ใยราชะ โอกาสอันงามมาถึงพึงคว้า อย่าว่าแต่จุมพิตเลย วิวาหะกับนางเสียกลางป่าแล้วแต่งตั้งเป็นมเหสีอีกองค์ใครจะกล้าครหา เมื่อเป็นจักรพรรดิแล้วทำสิ่งใดก็ย่อมไม่ผิด’
สำนึกฝ่ายชั่วคึกคะนอง จึงหันกลับมาหมายจะคว้าโอกาสจุมพิตให้สมใจ

“หายดีแล้วหรือเพคะ”
สาวชาวบ้านลุกขึ้นมานั่งพับเพียบเรียบร้อย ทูลถามกึ่งงัวเงีย
“ใช่… หายไปแล้วล่ะ”
ตรัสตอบลำบากนัก ทรงหมายถึงโอกาสที่พลาดไปเพียงเสี้ยวอึดใจ
“ว่าอย่างไรนะเพคะ”
จันทรวตีถามย้ำ องค์เทวินทร์จำต้องถูไถไปตามเรื่อง
“อาการปวดตรงบาดแผลกับพิษไข้น่ะ เวลานี้ดีขึ้นมาก เราเป็นหนี้บุญคุณของเจ้าอีกคราวแล้ว”

ไม่ทันเอ่ยความใดต่อ ภายนอกได้ยินเสียงม้าถูกควบมาอย่างรวดเร็วและเมื่อมาถึงหน้ากระโจมขององค์โอรส บุรุษผู้อยู่บนหลังม้าก็ชักบังเหียนให้ชะลอฝีเท้า บังคับอาชาไนยให้หยุดนิ่งแล้วจึงกระโดดลงมา รุดหน้าไปยังที่ประทับอย่างรวดเร็ว

ศรีรามและภาวิณีมาถึงเกือบพร้อมกัน ทหารยกอาวุธกั้นอาคันตุกะผู้มาเยือนจึงปลดผ้าคลุมหน้าออก เหล่าเวรยามจึงลดอาวุธลงแล้วถวายความเคารพ ภาวิณีหันมองเป็นเชิงถาม ศรีรามจึงกระซิบบอก
“คนของพระอนุชาภัทรเสนขอรับ คงรีบนำพระโอสถมาถวายให้”

เมื่อทั้งสามคนทูลขอเข้าเฝ้า เจ้าชายลุกขึ้นมาต้อนรับด้วยพระอาการที่ดีขึ้น องครักษ์ผู้นั้นผลุนผลันเข้าไปดูพระอาการด้วยความห่วงใย

“ทูลละอองธุลีพระบาทพระเจ้าข้า ม้าเร็วไปถึงวังเมื่อพลบค่ำ พระอนุชาภัทรเสนเห็นความจำเป็นต้องรีบนำยามาถวายจึงส่งข้าพระองค์ให้รีบนำยามาให้ มิคาดว่ามาถึงพบฝ่าบาทไม่เป็นไรแล้ว”
“ดีแล้วที่รีบรุดมาช่วย ฝากไปขอบใจภัทรเสนด้วย หวังว่าเขาคงสบายดี”

เสร็จจากธุระแล้วจึงรับสั่งให้องครักษ์ผู้นั้นควบม้ากลับไปยังราชคฤห์ ส่วนศรีรามได้ทราบว่าพระอาการของพระโอรส เห็นว่าทรงหายเป็นปรกติดีแล้ว จึงออกไปแจ้งข่าวแก่เหล่าผู้ติดตามถึงการหายประชวรของเจ้าชาย ข้ารับใช้และผู้ติดตามได้ยินแล้วต่างชื่นชมโสมนัสกันถ้วนหน้า โอรสเทวินทร์วรมันต์เสด็จออกมากำชับ

“พระเถระฉันภัตตาหารและแสดงธรรมเสร็จเมื่อใด ก็เคลื่อนขบวนได้”

กระแสรับสั่งสร้างความคึกคักให้แก่ผู้ติดตามทั่วทั้งขบวน ยิ่งรอนแรมเข้าใกล้ชายเขตเมืองเวสาลี ก็ยิ่งพบปะขบวนอีกมากมายหลายหน้า ฝูงชนต่างพากันกระตือรือร้นที่จะช่วยงานพุทธศาสนาให้ลุล่วงไปด้วยดี หากมิได้ร่วมเดินทางก็ยังออกมาอนุโมทนาด้วยการถวายสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นอยู่ตลอดทาง…

หากยังมีอีกหนึ่งกลุ่มคนเล็กๆที่มิได้พลอยอนุโมทนาด้วย ยิ่งใกล้วันเสร็จสิ้นการสังคายนา ก็ยิ่งใกล้วันอภิเษกและสถาปนาองค์จักรพรรดิ บุรษหนึ่งกุมแผ่นหนังในมือร้อนรุ่มอยู่ในมุมมืด …แผนลอบสังหารองค์โอรสมิได้ผล …ยิ่งทวนอ่านเมื่อใดก็ยิ่งนำความเจ็บแค้นใจมาให้อย่างหาประมาณมิได้…


 
< หน้าก่อนหน้า


หน้าถัดไป >