| อาการบาดเจ็บขององค์เทวินทร์วรมันต์ดีขึ้นเรื่อยๆ
เหล่าองครักษ์ที่ตามมาพยายามหาตัวคนร้าย ที่ลอบยิงธนูมาลงโทษแต่ก็มิพบผู้ต้องสงสัย
ขบวนธรรมะจากนครราชคฤห์ยังคงเดินทางต่อไปเรื่อยๆ จนเข้าใกล้เขตชายแดนของแคว้นวัชชี
เพื่อมุ่งตรงเข้าสู่นครหลวงคือเมืองเวสาลีให้ทันก่อนวันขึ้นสิบห้าค่ำ
อันเป็นเวลานัดหมายในการชุมนุมของเหล่าภิกษุจากทั่วทุกแคว้น
ศรีรามทำหน้าที่ทั้งเป็นผู้ดูแลจัดรูปขบวน และคอยดูแลเหล่าพระภิกษุและอุบาสกอุบาสิกาตามมาร่วมกับขบวน
ส่วนเจ้าหญิงที่ปลอมพระองค์เป็นหญิงสาวชาวบ้าน ได้เรียนรู้การดำรงชีวิตอย่างสามัญชนที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก
แต่ไม่เคยปริปากบ่นกับภาวิณีและเหล่าองครักษ์ผู้ปลอมเป็นหมู่เครือญาติที่ติดตามมาเลยสักครั้ง
ตรงข้าม กลับทรงประพฤติตนได้กลมกลืนกับอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ทั้งยังช่วยดูแลกิจการงานต่างๆให้ผ่านไปอย่างราบรื่น
จนกลายเป็นที่รักใคร่ของทุกคนในขบวน โดยมีพระโอรสแอบชื่นชมอยู่ไม่ห่าง
ศรีรามมิได้พบปะพูดคุยกับภาวิณีบ่อยนัก เพราะทำงานอยู่คนละหน้าที่
แต่ก็แอบลอบมองฝ่ายหญิงที่ออกมาเดินเล่นอยู่หน้ากระโจมที่พักอยู่เป็นประจำทุกเช้า
เหตุการณ์เป็นปรกติเรื่อยมาจนกระทั่งราวหนึ่งสัปดาห์ก่อนวันเวลานัดหมาย
ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๙
ล่วงเข้ากลางดึก ในขบวนของนครราชคฤห์ ที่ขอบชายแดนแคว้นวัชชี
ในกระโจมที่พักของเจ้าหญิงและภาวิณี ขณะที่สมาชิกคนอื่นในคาราวานพากันหลับไหลลืมตื่น
จันทราวตีกลับนอนลืมตาค้าง พลิกตัวไปมาอยู่นานสองนานจึงกระซิบเรียกเพื่อนหญิงที่นอนนิ่งอยู่ใกล้ๆ
ภาวิณี
วันนี้วันที่เท่าไหร่แล้ว
องค์หญิงรำพึงถาม ภาวิณีสบเนตรคู่งามแม้ยามมืด เห็นแววไหวระริกก็พอเดาพระทัยได้
ขยับตัวนอนตะแคงหันหน้าเข้ามาใกล้แล้วจึงตอบ
ขึ้นหกค่ำเดือนเก้า นับถอยหลังก็เหลืออีกเก้าวันเพคะ เมื่อถึงคืนพระจันทร์วันเพ็ญ
ข้าพระองค์และเหล่าองค์รักษ์ต้องทำตามหน้าที่ พาพระธิดากลับนครสาวัตถี
นี่เวลาผ่านไปเร็วขนาดนั้นเชียวหรือ
เพคะ ครั้งนี้จะทรงดื้อดึงไม่ได้แล้ว
ฉันไม่ได้ดื้อดึง เพียงแต่
พระทัยลอยละล่องไปถึงเจ้าชายในกระโจมฝั่งโน้น จะทรงทราบไหม ว่าอีกไม่กี่วันหญิงสาวชาวบ้านก็ต้องจากพระองค์ไปแล้ว
นี่จะต้องจากกันโดยต่างฝ่ายต่างมิทันรู้ใจของอีกฝ่ายเลยหรือ ภาวิณีดูออกว่าพระธิดาองค์น้อยของเธอกำลังวุ่นวายพระทัยแต่ก็แกล้งไม่รู้ไม่เห็น
ทำเป็นซักไซร้
เพียงแต่อะไรเพคะ
เปล่า
ไม่มีอะไร
ช่างไม่รู้ใจฉันเสียเลย
เจ้าหญิงน้อยพระทัยอยู่ในความมืด
ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว บรรทมเสียเถิดเพคะ ดึกแล้ว
ภาวิณียิ้มเย็นอย่างเอ็นดูแล้วตัดบท ยิ่งทำให้เจ้าหญิงน้อยพระทัยหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ข่มตานอนในความมืดแล้วพลันสดับเสียงประหลาดอยู่ไม่ไกล
ภาวิณี ได้ยินไหม
มีอะไรอีกเพคะ
ฉันได้ยินเสียงแมวร้อง
อย่าล้อเล่นสิเพคะ แมวที่ไหนจะมาอยู่กลางป่า
ฉันได้ยินจริงๆนะ เธอเงี่ยหูฟังสิ
เมื่อเงี่ยหูฟังจึงได้ยินเสียงแหง่วหง่าวอย่างลูกแมวร้องดังพระธิดาตรัส
ภาวิณีลุกขึ้นจุดตะเกียงตามเจ้าหญิงที่ออกไปชะโงกดูหน้ากระโจม เห็นว่าไม่มีผู้ใดจึงเดินตามออกไปจนพบที่มาของเสียง
สัตวที่ร้องครวญครางมีลำตัวเท่าแมวขนาดกลางและมีหางยาวลากดิน ลายขนพาดผ่านลำตัวสีออกน้ำตาลดำสลับขาว
กับลักษณะของขาและเท้าดูแข็งแรงและมีแผงขนปกคลุมโดยตลอด แท้จริงแล้วมิใช่ลูกแมวที่ไหน
แต่เป็นลูกเสือลายพาดกลอนในป่าที่พลัดหลงกับแม่เข้ามาในขบวน ครั้นพอเห็นคนเดินมาก็กระโดดหลบ
หายวับไปทางกระโจมอีกด้าน
จันทราวตีติดตามไปโดยไม่ฟังเสียงภาวิณีที่คอยห้าม
|