บทที่ ๙ | หน้าที่ ๑

อาการบาดเจ็บขององค์เทวินทร์วรมันต์ดีขึ้นเรื่อยๆ เหล่าองครักษ์ที่ตามมาพยายามหาตัวคนร้าย ที่ลอบยิงธนูมาลงโทษแต่ก็มิพบผู้ต้องสงสัย ขบวนธรรมะจากนครราชคฤห์ยังคงเดินทางต่อไปเรื่อยๆ จนเข้าใกล้เขตชายแดนของแคว้นวัชชี เพื่อมุ่งตรงเข้าสู่นครหลวงคือเมืองเวสาลีให้ทันก่อนวันขึ้นสิบห้าค่ำ อันเป็นเวลานัดหมายในการชุมนุมของเหล่าภิกษุจากทั่วทุกแคว้น

ศรีรามทำหน้าที่ทั้งเป็นผู้ดูแลจัดรูปขบวน และคอยดูแลเหล่าพระภิกษุและอุบาสกอุบาสิกาตามมาร่วมกับขบวน ส่วนเจ้าหญิงที่ปลอมพระองค์เป็นหญิงสาวชาวบ้าน ได้เรียนรู้การดำรงชีวิตอย่างสามัญชนที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่ไม่เคยปริปากบ่นกับภาวิณีและเหล่าองครักษ์ผู้ปลอมเป็นหมู่เครือญาติที่ติดตามมาเลยสักครั้ง ตรงข้าม กลับทรงประพฤติตนได้กลมกลืนกับอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ทั้งยังช่วยดูแลกิจการงานต่างๆให้ผ่านไปอย่างราบรื่น จนกลายเป็นที่รักใคร่ของทุกคนในขบวน โดยมีพระโอรสแอบชื่นชมอยู่ไม่ห่าง ศรีรามมิได้พบปะพูดคุยกับภาวิณีบ่อยนัก เพราะทำงานอยู่คนละหน้าที่ แต่ก็แอบลอบมองฝ่ายหญิงที่ออกมาเดินเล่นอยู่หน้ากระโจมที่พักอยู่เป็นประจำทุกเช้า เหตุการณ์เป็นปรกติเรื่อยมาจนกระทั่งราวหนึ่งสัปดาห์ก่อนวันเวลานัดหมาย

ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๙
ล่วงเข้ากลางดึก ในขบวนของนครราชคฤห์ ที่ขอบชายแดนแคว้นวัชชี

ในกระโจมที่พักของเจ้าหญิงและภาวิณี ขณะที่สมาชิกคนอื่นในคาราวานพากันหลับไหลลืมตื่น จันทราวตีกลับนอนลืมตาค้าง พลิกตัวไปมาอยู่นานสองนานจึงกระซิบเรียกเพื่อนหญิงที่นอนนิ่งอยู่ใกล้ๆ

“ภาวิณี…วันนี้วันที่เท่าไหร่แล้ว”
องค์หญิงรำพึงถาม ภาวิณีสบเนตรคู่งามแม้ยามมืด เห็นแววไหวระริกก็พอเดาพระทัยได้ ขยับตัวนอนตะแคงหันหน้าเข้ามาใกล้แล้วจึงตอบ
“ขึ้นหกค่ำเดือนเก้า นับถอยหลังก็เหลืออีกเก้าวันเพคะ เมื่อถึงคืนพระจันทร์วันเพ็ญ ข้าพระองค์และเหล่าองค์รักษ์ต้องทำตามหน้าที่ พาพระธิดากลับนครสาวัตถี”
“นี่เวลาผ่านไปเร็วขนาดนั้นเชียวหรือ”
“เพคะ ครั้งนี้จะทรงดื้อดึงไม่ได้แล้ว”
“ฉันไม่ได้ดื้อดึง เพียงแต่…”
พระทัยลอยละล่องไปถึงเจ้าชายในกระโจมฝั่งโน้น จะทรงทราบไหม ว่าอีกไม่กี่วันหญิงสาวชาวบ้านก็ต้องจากพระองค์ไปแล้ว นี่จะต้องจากกันโดยต่างฝ่ายต่างมิทันรู้ใจของอีกฝ่ายเลยหรือ ภาวิณีดูออกว่าพระธิดาองค์น้อยของเธอกำลังวุ่นวายพระทัยแต่ก็แกล้งไม่รู้ไม่เห็น ทำเป็นซักไซร้

“เพียงแต่อะไรเพคะ”
“เปล่า… ไม่มีอะไร”
ช่างไม่รู้ใจฉันเสียเลย… เจ้าหญิงน้อยพระทัยอยู่ในความมืด
“ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว บรรทมเสียเถิดเพคะ ดึกแล้ว”
ภาวิณียิ้มเย็นอย่างเอ็นดูแล้วตัดบท ยิ่งทำให้เจ้าหญิงน้อยพระทัยหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิม ข่มตานอนในความมืดแล้วพลันสดับเสียงประหลาดอยู่ไม่ไกล

“ภาวิณี ได้ยินไหม”
“มีอะไรอีกเพคะ”
“ฉันได้ยินเสียงแมวร้อง”
“อย่าล้อเล่นสิเพคะ แมวที่ไหนจะมาอยู่กลางป่า”
“ฉันได้ยินจริงๆนะ เธอเงี่ยหูฟังสิ”

เมื่อเงี่ยหูฟังจึงได้ยินเสียงแหง่วหง่าวอย่างลูกแมวร้องดังพระธิดาตรัส ภาวิณีลุกขึ้นจุดตะเกียงตามเจ้าหญิงที่ออกไปชะโงกดูหน้ากระโจม เห็นว่าไม่มีผู้ใดจึงเดินตามออกไปจนพบที่มาของเสียง
สัตวที่ร้องครวญครางมีลำตัวเท่าแมวขนาดกลางและมีหางยาวลากดิน ลายขนพาดผ่านลำตัวสีออกน้ำตาลดำสลับขาว กับลักษณะของขาและเท้าดูแข็งแรงและมีแผงขนปกคลุมโดยตลอด แท้จริงแล้วมิใช่ลูกแมวที่ไหน แต่เป็นลูกเสือลายพาดกลอนในป่าที่พลัดหลงกับแม่เข้ามาในขบวน ครั้นพอเห็นคนเดินมาก็กระโดดหลบ หายวับไปทางกระโจมอีกด้าน

จันทราวตีติดตามไปโดยไม่ฟังเสียงภาวิณีที่คอยห้าม…


 
< หน้าก่อนหน้า


หน้าถัดไป >