| ลูกเสือน้อยพลัดหลงจากแม่จึงได้แต่ครวญครางหาอยู่เป็นเวลานาน
เมื่อพบสัตว์ใหญ่ไม่คุ้นหน้าก็รีบกระโจนหนีไปตามทางจนหลงเข้ามากลางป่า
เห็นร่างหนึ่งนั่งนิ่งอยู่ใต้ร่มไม้ ประเดี๋ยวหนึ่งก็ไหวกายสะอึกสะอื้น
เจ้าเสือน้อยเข้าใจว่าสัตว์ตัวนี้คงจะพลัดจากแม่เช่นเดียวกับมัน พอรู้สึกถึงความเป็นมิตรได้ก็เข้าไปคลอเคลีย
เจ้าหญิงร้องให้อยู่ใต้ต้นไม้ไม่นานนัก ลูกเสือที่ทรงตามหาก็มาซุกกายอยู่เคียงใกล้
ยามที่ยังไม่มีเขี้ยวเล็บก็ไม่ต่างจากแมวธรรมดาที่ช่างอ้อน ลูบหัวลูบหางได้สักพักมันก็ยอมให้เจ้าหญิงอุ้มขึ้นตักและซุกตัวอยู่ในอกอุ่น
เจ้าก็คงหลบหนีพ่อแม่มาจนหลงอยู่ในป่าเช่นเดียวกับฉัน นี่คงจะตามหาแม่มาทั้งวันจนเหนื่อยอ่อนสินะ
มา ฉันจะอยู่เป็นเพื่อน
จันทราวตีให้ความอบอุ่นลูกเสือน้อยอยู่ในอ้อมกอด ลูบหัวเกาคางจนมันผลอยหลับไป
นั่งอยู่ที่เดิมนานสองนานจึงรู้ว่าบรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือก คิดได้ว่าควรรีบกลับที่พักจึงขยับกายลุกขึ้น
ในอ้อมแขนอุ้มลูกเสือน้อยที่หลับผลอยเอาไว้หมายจะนำไปปล่อยไว้ในป่า
ก้าวเดินออกมาไม่ทันเกินเจ็ดก้าวก็มีอันเสียวสันหลังวาบ เมื่อได้ยินเสียงคำรามคุกคามจากเบื้องหลัง
โฮกกก
ไม่ต้องหันไปมองก็คาดเดาได้ว่าเป็นสัตว์ใหญ่ชนิดหนึ่งยืนด้วยสี่ขา
ลำตัวยาววากับรูปร่างหนาไม่ต่ำกว่าสี่ศอก เขี้ยวเล็บที่กางออกนั้นแข็งแรงและแหลมคมดุจคมหอกคมดาบ
แค่ได้ยินแต่เสียงคำรามก็หลับตานึกภาพได้ ว่ามันคือร่างขยายใหญ่เกือบสิบเท่าของเจ้าเสือน้อยในอ้อมอกของเธอตอนนี้เอง
แม้ไม่คิดจะทำใจดีสู้เสือเวลานี้จันทราวตีก็ก้าวขาไม่ออก ได้แต่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ที่เดิมจนแม่พยัคฆ์เดินอ้อมมาดอมดมเนื้อตัวเธออยู่ทางด้านหน้า
กลิ่นสาบสางปะทะจมูกฉุนกึกจนต้องกลั้นลมหายใจ นางเสือใหญ่แยกเขี้ยวคำรามและย่อกายหมายขย้ำเหยื่ออันโอชะ
พริบตาที่พยัคฆ์ร้ายโผนทะยานเข้ามาจันทราวตีก็รู้สึกลอยเคว้งด้วยแรงผลัก
ร่างของเธอกระเด็นออกจนพ้นรัศมี
พอได้สติเหลียวมองดูจึงได้รู้ คนที่ปลุกปล้ำพยัคฆ์ร้ายยามนี้กลับกลายเป็น
พระโอรสเทวินทร์วรมันต์ที่เข้ามาช่วยได้ทันเวลา และตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบด้วยมีเพียงสองมือง้างปากของพยัคฆ์ร้ายเอาไว้
ในขณะที่ตัวของมันยืนคร่อมเต็มสี่ขา พอมันเห็นว่าใช้เขี้ยวไม่ได้ก็กางเล็บออกชูขาหน้าขึ้นมา
หมายตะบบมนุษย์ตัวจ้อยให้หัวขาด เสี้ยววินาทีชีวิตระหว่างความเป็นตาย
เกาทัณฑ์แหลมคมหลายดอกก็พุ่งตรงมาที่เสือร้าย มันเจ็บปวดร้องครวญครางดังลั่น
ก่อนจะล้มตึงลงไปเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ที่แท้เป็นเหล่าองครักษ์แม่นธนูขององค์หญิงที่แอบติดตามมาลอบช่วยเหลือ
จากนั้นจึงมีผู้ที่รีบรุดตามมาคือเหล่าองครักษ์จากเมืองราชคฤห์ ในมือกุมคันธนูที่พึ่งยิงศรออกไปในเวลาแทบจะพร้อมกันกับองครักษ์ของเจ้าหญิง
จึงเท่ากับเป็นการช่วยกลุ่มคนลึกลับกลบเกลื่อนการปกป้องจันทราวตีได้อย่างไม่มีพิรุจ
ลูกเสือน้อยในอ้อมกอดของจันทราวตีได้กลิ่นเลือดของแม่มาปะทะจมูก จึงลืมตาใสแป๋วแล้วกระโดดไปคลอเคลีย
แลบลิ้นเลียหน้าแม่ที่กำลังหายใจแผ่ว มันร้องครวญครางเสียงดัง หงาว
หงาว ที่แท้แม่มันมาตามแต่มันมัวแต่เคลิ้มหลับ พอลูกตื่นแล้วแม่เสือกลับขี้เซาหลับไหลไม่สนใจมันเสียได้
จันทราวตีทรุดนั่งอยู่กับพื้นเห็นภาพนั้นแล้วน้ำตารินหลั่ง องครักษ์เห็นว่ายังมีเสือเหลือรอดอีกตัวก็คว้าธนูมาเล็ง
จันทราวตีตกใจถึงกับหลุดปากตวาด
นั่นพวกท่านจะทำอะไร ฆ่าแม่เขาไปตัวหนึ่งแล้ว ยังจะฆ่าลูกเสือที่ไม่มีเขี้ยวเล็บไปทำอันตรายใครได้อีกหรือ
เหล่าองครักษ์สะอึก เทวินทร์วรมันต์จึงรับสั่งยับยั้งไม่ให้ฆ่า เดินไปประคองจันทราวตีที่นั่งตัวสั่นเทา
หญิงสาวปล่อยให้น้ำตาอาบแก้ม แต่ไม่ยอมรับไมตรีด้วยการสะบัดกายหนีจากพระโอรส
รอจนภาวิณีตามมาถึงจึงโผเข้าไปซบอกร้องไห้ เจ้าชายแปลกพระทัยในกิริยาท่าทางของเธอนัก
ได้แต่เก็บงำความสงสัยไว้โดยมิรู้จะทำประการใด
ศรีรามตามมาตรวจดูอาการแล้วหมดหนทางช่วย ด้วยมือธนูขมังนัก ที่ยิงจนสามารถล้มพยัคฆ์ได้
ในพริบตา เหล่าผู้ติดตามในขบวนต่างทยอยกันมาดูเหตุการณ์ และสรรเสริญพระบารมีขององค์โอรส
ที่ทรงรอดพ้นจากการคุกคามของเสือป่าได้ ขณะที่ศรีรามนั่งสำรวจศพของเสือที่ตายอยู่เงียบๆ
จับดูลูกธนูแล้วเกิดความสงสัยขึ้นภายในใจ
ด้วยว่าลูกธนูที่ปักอยู่บนตัวพยัคฆ์ กับที่เหลือเรียงรายอยู่ในที่บรรจุลูกธนูขององครักษ์ที่มาช่วยเหลือ
ทำจากวัสดุต่างชนิดกันอย่างกับนำมาจากคนละแคว้นเลยทีเดียว
|